Filed under: สยามแดง
เลิกรักชาติกันได้แล้ว
ใจ อึ๊งภากรณ์
ท่ามกลางการคลั่งชาติและคำโกหกจากอำมาตย์และโจรพันธมารฯเรื่องเขมร หรือเรื่อง “การขายชาติ” ผมอยากจะเสนอว่าคนเสื้อแดงควรเลิกรักชาติ เลิกยืนเคารพธงชาติ และหันมารักเพื่อนๆร่วมชาติ และเพื่อนๆต่างชาติแทน เราควรจะประกาศรักสังคม รักเสรีภาพและประชาธิปไตย และเลิกรักอำมาตย์สักที ทำไม?
“ชาติ” เป็นหน่วยการบริหารสังคมที่เกิดขึ้นในยุคทุนนิยม ในไทยเกิดในยุครัชกาลที่ ๕ ก่อนทุนนิยมและก่อนที่จะมีชาติที่ไหนในโลก คนเขาไม่คิดในกรอบชาติเลย คิดในกรอบชุมชนหรือเมืองบ้านเกิดมากกว่า และบ่อยครั้งเมืองบ้านเกิดจะมีลักษณะสากลในอดีต ไม่เชื่อก็ไปที่อยุธยา และไปดูพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านญี่ปุ่น หรืออ่านหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็ได้ เพราะในอยุธยามีหลายเชื้อชาติอาศัยกันอยู่ มันเป็นเมืองท่าสำหรับค้าขาย มีการใช้หลายๆ ภาษาด้วย คนอยุธยาไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนไทยแต่อย่างใด การสร้างประวัติศาสตร์ไทยย้อนหลังปลอมๆ เป็นความพยายามของนักวิชาการอำมาตย์ เพื่อหลอกเราว่า “ชาติไทย” กษัตริย์ และชนชั้นปกครอง เป็นสิ่งเก่าแก่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกนี้จะอ้างว่าวัฒนธรรมไทยคือวัฒนธรรมที่ประชาชนต้องอ่อนน้อมต่ออำมาตย์ และแถมยังโกหกอีกว่า “ไทย” แปลว่า “เสรีภาพ” แต่แท้จริงแล้ว “ไทย” ของพวกอำมาตย์นี้แปลว่าเราเป็นทาสเป็นไพร่มากกว่า
“ชาติ” เป็นสิ่งประดิษฐ์ของชนชั้นปกครอง มันมีความสำคัญต่อเขาในทางความคิด หรือในทางที่จะเป็นลัทธิการเมืองของอำมาตย์และอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นเขาจะกล่อมเกลาเราให้เคารพธงชาติสามสี และให้เราท่องจำว่าสีแดงคือชาติ สีขาวคือศาสนา และสีน้ำเงินคือกษัตริย์ โดยที่ชาติของเขามีแค่นี้ ไม่มีประชาชนทั้งปวงที่เป็นผู้สร้างสังคมที่แท้จริง คนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล พูดที่สนามหลวงเมื่อไม่นานมานี้ว่าเรา “ต้องรักชาติ เพราะชาติคือกษัตริย์และศาสนา” เราต้องทวงถามว่า “ประชาชนอยู่ไหน?” เพราะสนธิกับแก๊งโจรของเขามองว่าประชาชนเป็นผักเป็นปลา เป็นไพร่หรือทาส และเราต้องถามว่าเขาอีกว่าเวลาพูดถึงศาสนา หมายถึง“ศาสนาอะไร?” เพราะหลายคนไม่ได้เป็นพุทธ มีอิสลาม คริสต์ ฮินดู ผีสางนางไม้ และยังมีคนที่ไม่นับถือศาสนาอีกด้วย ทำไมต้องยัดเราเข้ากรอบแคบๆ ของพวกอำมาตย์ ที่สำคัญคือศาสนาของสนธิ ลิ้ม เป็นศาสนาแบบไหน? เพราะขาดศีลธรรมพื้นฐานในการเคารพประชาชน และประชาธิปไตย ได้แต่ปลุกระดมความเกลียดชัง นี่หรือศีลธรรม?
แนวคิดชาตินิยมของชนชั้นปกครองไทยที่ถูกสั่งสอนในโรงเรียน ในสื่อ และในสังคมโดยรวม เป็นแนวคิดที่สอนให้เราจำยอมต่อผู้ปกครองเผด็จการ แล้วแถมโกหกเราว่า “เราเป็นชาติเดียวกับเขา” อีกด้วย มีแต่พูดเรื่อง “ความสามัคคี” แต่มันเป็นการบังคับความสามัคคีภายใต้เงื่อนไขสังคมป่าเถื่อนที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำของอำมาตย์
ถ้าอำมาตย์รักชาติ ทำไมเขาไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ และไม่เคารพประชาธิปไตย? ถ้าอำมาตย์รักคนไทยทำไมมากราดยิงประชาชนท่ามกลางถนน? ทำไมอำมาตย์ไม่ยอมเสียสละทรัพย์สมบัติมหาศาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างรัฐสวัสดิการให้คนไทยทุกคน? ทำไมพูดแค่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแช่แข็งความเหลื่อมล้ำ? และเวลาพวกนั้นปลุกระดมให้คนรักชาติและไปรบในสงคราม ทำไมเขาไม่ไปรบเอง? ทำไมส่งลูกหลานคนจนไปตายแทนพวกเขา?
ในความเป็นจริงบ้านเรามีสองชาติ ชาติหนึ่งคือชาติของอำมาตย์ ที่มีเพลงชาติ ธงไตรรงค์ และลัทธิ “ชาติ ศาสนากษัตริย์” อีกชาติหนึ่งคือประชาชน เราไม่มีธง และไม่มีเพลงชาติ แต่เรามีอุดมการณ์ประชาธิปไตย
หยุดเถิด เลิกเถิด การยืนเคารพเพลงและธงชาติของพวกอำมาตย์
เพื่อนเสื้อแดงอาจไม่สบายใจกับสิ่งที่ผมเสนอ ผมไม่แปลกใจ เพราะฝ่ายอำมาตย์กล่อมเกลาเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย ให้รักชาติ ดังนั้นการก้าวพ้นความคิดแบบนี้คงใช้เวลา
ถ้าจะต้องมีเพลงชาติ และผมมองว่าไม่ควรมี … เนื้อร้องมันน่าจะเป็นแบบนี้ครับ ….. “ประเทศสยามรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ เป็นประชาธิปไตยแท้ ชาวบ้านปกครองตนเอง อยู่ด้วยกันท่ามกลางความสงบ เคารพรักทุกเพศทุกภาษาทุกศาสนาหรือความเชื่อ เรานี้รักสงบ และเราจะไม่หาเรื่องรบเพื่อประโยชน์ของคนอื่นเหมือนยุคมืดอดีต ทุกคนทำงานร่วมกันสร้างสังคมปรองดองและรัฐสวัสดิการ ในสยามนี้ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีหมอบคลาน และเพื่อนบ้านทุกฝ่ายเป็นมิตรของเรา ศัตรูแท้ของประชาชนคือพวกคัดค้านประชาธิปไตย และพวกอำมาตย์ดั้งเดิม เราปลดแอกตนเองแล้ว และร่วมกันร้อง ประชาชนจงเจริญ!” (ต้องขออภัยด้วยที่ผมแต่งกลอนหรือเนื้อเพลงไม่ไพเราะ แต่ท่านคงจับประเด็นสำคัญๆ ได้เมื่อเปรียบเทียบกับเพลงชาติปัจจุบันของอำมาตย์
ท่านจักรภพ เพ็ญแค่ มีจุดยืนในหลายเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ในเรื่อง “ชาติ” ผมขอมองต่างมุมบ้าง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเวลาคุณจักรภพคัดค้านการ “คลั่งชาติ” แต่เขายังมองว่ามันมีวิธีรักชาติที่ดีอยู่บ้าง
แนวชาตินิยมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมีบ้างไหม? มีบ้างในกรณีที่สังคมถูกครอบงำหรือนำมาเป็นเมืองขึ้นโดยจักรวรรดินิยม เช่นในยุคล่าอาณานิคม ขบวนการชาตินิยมเป็นขบวนการที่ปลดแอกประชาชนระดับหนึ่ง แต่มันไม่เคยพอ เราจะเห็นได้จากการที่ ประเทศที่ได้รับเอกราชหลังยุคอาณานิคม เช่น พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ก็ยังมีปัญหา เพราะมีเผด็จการครองเมือง และถ้าเป็นประชาธิปไตยอย่างอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ในประเทศเหล่านี้ความคิดชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือบังคับความสามัคคีของชนชั้นปกครองใหม่ สรุปแล้วแนวชาตินิยมไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยและปลดแอกพลเมืองอย่างเต็มที่
พวกอำมาตย์คงน้ำลายฟูมปากอีกรอบกับบทความนี้ (หลายรอบแล้ว) คงมีการเห่าหอนว่าผม “ขายชาติ” และ “ไม่ใช่คนไทย” ผมมีคำตอบง่ายๆคือ ผมขายชาติไม่ได้ เพราะไม่เคยเป็นเจ้าของ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีโอกาสเป็นเจ้าของอีกด้วย เพราะอำมาตย์ปล้นมาจากประชาชนนานแล้ว แล้วอ้างว่ามันเป็นแผ่นดินของเขา และในเรื่องที่ไม่ใช่คนไทย ผมก็ยอมรับ เพราะผมไม่อยากร่วมชาติไทยเลวทรามของอำมาตย์ ผมเป็นคนสยาม พ่อเป็นเชื้อสายจีน แม่เป็นอังกฤษ และผมต่างจากอำมาตย์และพันธมารฯ เพราะผมรักและเคารพประชาชนสยามและรักประชาธิปไตย
Filed under: Uncategorized
Chris Harman เสียชีวิต
Chris Harman บก.นิตยาสาร International Socialism Journal และสมาชิกกรรมการกลางพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพอังกฤษ เสียชีวิตในกรุงไคโรเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ไปร่วมประชุมฝ่ายซ้ายที่ประเทศอียิปต์
Chris Harman เป็นนักเขียนแนวมาร์คซิสที่สำคัญของช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ วิธีการเขียนของเขาชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุดในบรรดานักมาร์คซิสต์ยุคนั้น เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพ หลังจบปริญญาตรีเขาเข้าไปเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน London School of Economics แต่เนื่องจากเกิดคลื่นการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาในปี 1968 เขาตัดสินใจเลิกเรียน และหันมาเป็นนักปฏิวัติเต็มเวลา เขาคงเห็นด้วยกับเลนินว่ามหาวิทยาลัยสำหรับกรรมาชีพคือการต่อสู้ในสงครามชนชั้น
ขณะที่เรียนในวิทยาลัย หนุ่มน้อย Harman มักจะเชิญฝ่ายซ้ายที่มีชื่อเสียงมาปราศรัยต่อหน้านักศึกษาจำนวนมาก โดยคาดหวังว่าพวกบิ๊กเนม/ที่มีชื่อเสียงโด่งดังน่าจะจูงใจฝูงชนได้ดี แต่กลับเป็นว่าเมื่อปราศรัย พวกนี้ได้แสดงถึงความอ่อนด้อยในเรื่องราวที่นำเสนอ โดยปราศจากความเข้าใจ ในเรื่อง “การปลดปล่อยชนชั้นแรงงาน โดยชนชั้นแรงงานเอง” Isaac Deutscher ผู้เขียนชีวประวัติทั้งสามของ Trotsky ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูก Harman วิจารณ์โต้แย้ง ในฐานะที่สนับสนุน “ความก้าวหน้า” ของประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก
Eamonn McCann นักมาร์คซิสต์ไอร์แลนด์เหนือ มักจะเล่าถึงเรื่องราวในช่วงที่ Chris Harman มาที่เมืองของเขา ในขณะที่มีสงคราม Bog side กับฝ่ายรัฐอังกฤษและพวกโปรเตสแตนท์ Harman แบกเป้เต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์ Socialist Worker ประชาชนที่โหยหิวแนวคิดสังคมนิยมต้องมาต่อคิวซื้อหนังสือพิมพ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ฉายภาพความ “สากลนิยม” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของ Chris Harman เขาใช้เวลาเพื่อสร้างความสนิทกับกลุ่มนักปฏิวัติสังคมนิยมเกือบทุกกลุ่มในโลก ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน การตายของเขาที่กรุงไคโร ไกลจากบ้านเกิดเขาที่กรุงลอนดอนอัน ท่ามกลางการรื้อฟื้นขบวนการฝ่ายซ้ายในอียิปต์ ซึ่งเขามีส่วนในการสร้าง เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความสากลของเขา
บทความหนึ่งของ Chris Harman “พระเจ้าและชนชั้นกรรมาชีพ” (The Prophet and the Proletariat) เขียนขึ้นเพื่อช่วยปกป้องอาหรับฝ่ายซ้ายกลุ่มเล็กๆ ก่อนที่จะถูกกลบด้วยกระแสการเมืองอิสลาม บทความนี้โจมตีคนที่มองว่าการเมืองอิสลามเป็นรูปแบบหนึ่งของฟาสซิสต์ เขาอธิบายว่าการเมืองอิสลามมีอิทธิพลสูงเพราะความผิดพลาดของฝ่ายซ้ายแนวสตาลิน การที่ชาวอาหรับถูกรังแกโดยจักรวรรดินิยม และการที่แนวชาตินิยมอาหรับไม่สนใจช่วยคนจน
ผลงานหลักของ Chris Harman บทความและหนังสือมาร์คซิสต์ของเขา ที่เขาได้เขียนในช่วงที่มาร์คซิสต์อ่อนแอ และเต็มไปด้วยงานเขียนที่เกือบจะไร้ความคิดแต่เต็มไปด้วยประโยคยากๆ การนำเสนอแนวคิดอันสลับซับซ้อนในภาษาที่เข้าใจง่ายเป็นคุณสมบัติพิเศษของ Chris Harman เพราะเป้าหมายเขาคือคนงานที่มีการศึกษา นักกิจกรรม และนักเรียนนักศึกษา สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ Chris Harman สร้างผลงานเหล่านี้นอกรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เขาถูกมองข้ามเสมอ โดยนักวิชาการฝ่ายซ้ายในมหาวิทยาลัยที่มีจิตใจคับแคบ เพื่อนนักปฏิวัติ Alex Callinicos อธิบายว่า Chris Harman มีผลงานเกินมาตรฐานที่จะได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
ผลงานชิ้นแรกของเขาคือหนังสือเล่มบางที่อธิบายว่าการปฏิวัติรัสเซียล้มเหลวเพราะอะไร และทำไมเผด็จการสตาลินจึงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ได้ เล่มนี้ตั้งใจจะเถียงกับพวกอนาธิปไตยที่ไม่ยอมสร้างพรรคปฏิวัติ ใครก็ตามที่เริ่มศึกษาแนวมาร์คซิสต์ จะได้ประโยชน์จากสองผลงานชิ้นสั้นที่เขียนโดย Chris Harman คือ “มาร์คซิสม์ใช้งานได้อย่างไร?” และ “เศรษฐศาสตร์ของโรงพยาบาลบ้า” เล่มหลังจะอธิบายว่าทำไมทุนนิยมก่อให้เกิดวิกฤตเสมอ
Chris Harman สามารถเขียนบทความสองประเภทได้ คือประเภทที่อ่านง่ายและประเภทที่สลับซับซ้อน ตัวอย่างประเภทที่สองก็เช่นเรื่องการอธิบายแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรเป็นต้น สาเหตุที่เขาเขียนบทความได้คล่องก็เพราะเขาเข้าใจทฤษฏีมาร์คซิสต์อย่างลึกซึ้ง เขาเดินตามรอยของครูสำคัญชื่อ Tony Cliff ที่มักพูดเสมอว่า ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายประเด็นยากๆ ให้คนอื่นฟังภายในห้านาที มันแปลว่าคุณเองไม่เข้าใจประเด็น Chris Harman เป็นผู้ที่วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ระบบเผด็จการสตาลินในยุโรปตะวันออก เป็นอันดับสองหลัง Tony Cliff ซึ่งเป็นผู้วางฐานทฤษฏี “ทุนนิยมโดยรัฐ” แต่ Harman เสริมด้วยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงและการกบฏต่างๆจนถึงการล่มสลายของระบบนี้ในปี 1989
ผลงานอื่นของ Chris Harman คือหนังสือเรื่องการลุกฮือต่อสู้ในช่วง 1968 (The Fire Last Time) และหนังสือเรื่องการปฏิวัติเยอรมันที่พ่ายแพ้ในสมัย โรซา ลัคแซมเบอร์ค ระหว่างปี 1918 และ1923 (The Lost Revolution) เหตุการณ์ในเยอรมันผูกพันกับการขึ้นมาของเผด็จการสตาลินในรัสเซีย และเผด็จการฟาสซิสต์ของฮิตเลอร์ในเยอรมัน เมื่อเร็วปีนี้ Chris Harman ได้ทิ้งผลงานชิ้นเอก 2 ชิ้นไว้คือ “ประวัติศาสตร์โลกจากมุมมองประชาชน” (A Peoples History of the World) ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เขียนในมุมมองของชนชั้นโดยไม่ละอายใคร และเป็นแหล่งความรู้ให้แก่นักสังคมนิยมที่เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์โครงสร้างของสังคมชนชั้น อีกเล่มคือ “ทุนนิยมผีดิบ” (Zombie Capitalism) ที่อธิบายถึงระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตลาด ปัญหาโลกร้อน และสาเหตุของวิกฤตปี 2009
Chris Harman เป็นปฏิบัติการในการสร้างพรรค เขาจะร่วมถกเถียงในเรื่องแนวทางของพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพที่อังกฤษตลอดเวลา เมื่อมีการเดินขบวนใหญ่ๆ เรามักจะเห็นเขายืนขายหนังสือพิมพ์ข้างทาง
Chris Harman ในความทรงจำของเรา เป็นคนที่สามารถเชื่อมโยงความคิดทางทฤษฏีมาร์คซิสต์ กับการถกเถียงที่เกิดจากการต่อสู้ของกรรมาชีพในชีวิตประจำวัน นี่คือแนววิภาษวิธีของเขา ซึ่งเข้าใจว่าพรรคปฏิวัติกับชนชั้นกรรมาชีพควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ชาว เลี้ยวซ้าย บางคนที่ไปงานสมัชชาสังคมโลกที่มุมบายอินเดียในปี 2004 ได้มีโอกาสพบและรู้จัก Chris Harman เป็นส่วนตัว ใจ อึ๊งภากรณ์ เขียนไว้ว่า “ฮาร์แมนเป็นคนสำคัญที่สอนลัทธิมาร์คซ์กับผมผ่านหนังสือของเขา ผมประทับใจเป็นพิเศษหนังสือ “มาร์คซิสม์ใช้งานได้อย่างไร?” หนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ หนังสือเรื่องการปฏิวัติเยอรมัน และหนังสือประวัติศาสตร์โลก …. ฮาร์แมนเป็นคนขี้อายแต่เป็นคนที่น่ารักที่สุดเมื่อเรามีโอกาสรู้จักเขา” ส่วนสำคัญของบทความนี้แปลจากบทความของ Kieran Allen โดย เลี้ยวซ้าย และเรียบเรียงเพิ่มเติมจากความเห็นของนักสังคมนิยมสากลคนอื่นๆ
ทักษิณ ชมเจ้าฟ้าชาย ยุทธวิธีที่ท้าทายจุดยืนคนเสื้อแดง
ใจ อึ๊งภากรณ์
เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ทักษิณออกมาชมเจ้าฟ้าชายว่าจะสร้าง “ยุครุ่งเรืองของระบบกษัตริย์หลังภูมิพล” อ่านบทความใน นสพ The Times แล้ว จะเห็นว่า ทักษิณมองว่าปัญหาปัจจุบันมาจากคนรอบข้างวัง เช่นองค์มนตรีเท่านั้น และมองว่าสถานการณ์แบบนี้จะเปลี่ยนได้เมื่อมีกษัตริย์ใหม่ “ที่เข้าใจโลกสมัยใหม่” กษัตริย์ใหม่ที่เขาชื่นชมคือเจ้าฟ้าชาย
http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article6908493.ece
จริงๆ แล้วเราคงไม่แปลกใจเรื่องนี้ ผมและคนอื่นพูดมานานแล้วว่าทักษิณเป็นคนรักเจ้าพอๆ กับพวกเสื้อเหลือง แต่แข่งกับอำมาตย์ในการอ้างความชอบธรรมจากเจ้าไม่ได้ โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทั้งนี้เราจะเห็นว่าในระบบทุนนิยมสมัยใหม่ ชนชั้นนายทุนทั่วโลก ในประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ย่อมส่งเสริมกษัตริย์เพื่อให้ความชอบธรรมกับระบบชนชั้น ระบบอภิสิทธิ์ และความอนุรักษ์นิยมเสมอ
คำถามสำหรับคนที่เห็นด้วยกับแนวทักษิณคือ
- กษัตริย์ภูมิพล ไม่ได้มีความสามารถในการสร้างระบบประชาธิปไตยและสังคมที่รุ่งเรืองแต่อย่างใด คิดว่าลูกชายจะสร้างได้หรือ?
- ขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยแท้ภายใต้กษัตริย์ใหม่คืออะไร? หรือเป็นแค่ความเพ้อฝัน?
- บางคนอาจบอกว่าทักษิณสร้างความ “สัมพันธ์พิเศษ” กับเจ้าฟ้าชาย เลยหวังว่าเมื่อขึ้นมาเป็นกษัตริย์ทักษิณจะกลับมาเป็นนายกได้ ในประการแรกคนอย่างเจ้าฟ้าชายมีอำนาจแค่ไหน? ในประการที่สองคิดว่าพวกเสื้อเหลืองเขาไม่พยายามสร้างความสัมพันธ์พิเศษหรือ? และในประการที่สาม ไว้ใจคนอย่างเจ้าฟ้าชายได้หรือไม่?
- การชื่นชมเจ้าฟ้าชาย ซึ่งเป็นคนที่ประชาชนส่วนใหญ่เกลียดชังและไม่ให้ความเคารพ เป็นการนำขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดงไปจงรักภักดีกับระบบอำมาตย์อย่างเบ็ดเสร็จหรือไม่?
- มันจำเป็นแค่ไหนที่ต้องไปชมเจ้าฟ้าชาย? หรือเราควรบอกว่าถ้ากษัตริย์คนต่อไปเป็นเจ้าฟ้าชาย เราควรลดอำนาจและอิทธิพลกษัตริย์เพื่อไม่ให้มีความสำคัญ? ถ้ายกเลิกระบบไปเลยยิ่งดี ทำไมทักษิณไม่พูดแบบนี้?
- ทักษิณมีความหวังจากเจ้าฟ้าชาย อันนี้ชัดเจน แต่เป็นความหวังเพื่อตัวทักษิณเองเท่านั้น หรือเพื่อให้มีการสร้างประชาธิปไตยแท้และความเป็นธรรมทางสังคมเพื่อพลเมืองส่วนใหญ่?
- ระหว่างการยกเลิกระบบกษัตริย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยสาธารณรัฐ กับ การเชิดชูเจ้าฟ้าชายเพื่อให้เป็นกษัตริย์คนต่อไป อันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน?
- เรื่องการถวายฏีกา คนเสื้อแดงก็ถกเถียงกันพอสมควร หลายคนยอมปล่อยให้ผ่านเพราะคิดว่าอาจเปิดโปงระบบอำมาตย์ แต่การชื่นชมเจ้าฟ้าชายมีข้อดีสักข้อหนึ่งหรือไม่?
- จุดยืนของทักษิณในเรื่องนี้ แสดงว่าเขาสมจะเป็นผู้นำคนเสื้อแดงหรือไม่? คงจะมีหลากหลายความคิดตรงนี้ บางคนอาจมองว่าผู้นำก็ผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตามมันชวนให้เราคิดว่าขบวนการเสื้อแดงจะนำตนเองจากรากหญ้าหรือไม่ หรือจะให้แกนนำเก่านำเราต่อไป
ในที่สุดคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยคงต้องเลือกเส้นทางการต่อสู้ ระหว่าง
- การสยบยอมต่ออำมาตย์และเจ้าฟ้าชาย
- การต่อสู้เพื่อโค่นอำมาตย์ทั้งระบบและสร้างประชาธิปไตยสาธารณรัฐ
ผมขอเลือกแนวทางที่สอง
Filed under: Uncategorized
เชิญอ่านข้อมูลปัญหาการเดินรถไฟครับ
ทำไมคนเสื้อแดงควรเข้าข้างสหภาพแรงงานรถไฟ
ใจ อึ๊งภากรณ์
ผมถือว่าคนเสื้อแดงเป็นคนที่รักประชาธิปไตยแท้ และรักความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งแปลว่าเราเข้าข้างผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน เราต่อต้านการผูกขาดอำนาจและอภิสิทธิ์พิเศษของชนชั้นสูง และเรากำลังหาทางต่อสู้กับอำมาตย์ด้วยวิธีต่างๆ ดังนั้นในกรณีสหภาพแรงงานรถไฟ ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องพิจารณาคือ
- ถ้าเราจะล้มอำนาจอำมาตย์ เราจะแค่ชุมนุม แค่ยื่นฏีกา แค่รอให้เราชนะการเลือกตั้งเพื่อให้เขาล้มรัฐบาลอีกรอบ? หรือเราจะขยายมวลชนและสมรภูมิการต่อสู้ไปสู่ส่วนสำคัญอื่นๆของสังคม เช่นขบวนการแรงงาน เพราะขบวนการแรงงานมีพลังซ่อนเร้นที่มาจากการนัดหยุดงาน มันเป็นอำนาจที่จะมาสู้กับอำมาตย์ได้ ถ้าเราเข้าไปช่วงชิงการนำจากเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงานมาตลอดทั้งๆ ที่คนงานส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนแนวปฏิบัติของคนเสื้อแดงว่าจะขยายการต่อสู้ หรือจะถอยหลัง จะหาแหล่งพลังใหม่ๆ หรือจะสร้างความเพ้อฝันว่าจะสร้างกองกำลังติดอาวุธหรือหาพรรคพวกในหมู่อำมาตย์
- พันธมิตรฯ อย่างสมศักดิ์ โกศัยสุข และสาวิทย์ แก้วหวาน ไม่เคยนำการต่อสู้ของพนักงานรถไฟเพื่อประโยชน์ของพนักงานและประชาชนเลย ค่าจ้างสวัสดิการยังตกต่ำ มีลูกจ้างชั่วคราวจำนวนมาก สภาพระบบรถไฟก็แย่เพราะขาดการลงทุนมานาน พวกพันธมิตรฯก็แค่ใช้สหภาพเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญคือ เราควรเหมารวมคนขับรถไฟ เจ้าหน้าที่บนขบวนรถ เจ้าหน้าที่สถานีต่างๆ คนซ่อมทางฯลฯ เข้ากับแกนนำเหลืองหรือ? หรือเราจะค่อยๆช่วงชิงมวลชนคนจนเหล่านี้จากการนำโดยพันธมิตรฯ? ในความเป็นจริงแกนนำเสื้อเหลืองไม่สามารถนำสหภาพรถไฟเพื่อประโยชน์สมาชิกและประชาชนได้ เพราะเสื้อเหลืองคัดค้านประชาธิปไตย คัดค้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ให้สวัสดิการกับคนส่วนใหญ่ คัดค้านการลงทุนของรัฐเพื่อสร้างสาธารณูปโภค อย่าลืมว่าฝ่ายทหารอำมาตย์คัดค้านสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจมานาน ตัวอย่างที่ดีคือสมัย ร.ส.ช. นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์มีประวัติการผลักดันให้ขายรัฐวิสาหกิจมาตลอด ดังนั้นถ้าเราเสนอให้แก้ปัญหาสำหรับพนักงานและประชาชนอย่างจริงจัง และคัดค้านการแปรรูป เน้นการลงทุนของรัฐเพิ่มขึ้น เราแข่งแนวกับคนอย่างสาวิทย์ได้ในระยะยาว
- คนเสื้อแดงนิ่งเฉยและหวังว่าประวัติผลงานของ ไทยรักไทย จะช่วยครองใจประชาชนต่อไปไม่ได้ พรรคเพื่อไทย ยังไม่มีนโยบายและข้อเสนอใหม่ๆ เลย เราย่ำอยู่กับที่ในการด่าเปรม ด่าอำมาตย์ซึ่งไม่พอ คนเสื้อแดงต้องมีนโยบายที่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องของประชาชน เหมือนกับที่ ไทยรักไทย เคยมี เราต้องสนใจประเด็นความปลอดภัย ประเด็นโลกร้อน ประเด็นสิทธิแรงงาน ประเด็นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเอ็นจีโอเหลือง สร้างภาพว่าเขาแคร์เรื่องแบบนี้เพื่อครองใจคน ศัตรูของเราคืออำมาตย์ทุกรูปแบบ ไม่ใช่ประชาชนบางส่วนที่ถูกอำมาตย์ครอบงำชั่วคราว
- การนัดหยุดงานคือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยมากกว่าการลงคะแนนเสียง มันรวมถึงการกำหนดชีวิตตนเอง อำมาตย์คัดค้านเสรีภาพนี้มาตลอด ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์จนถึงปัจจุบัน เพราะมันเป็นวิธีที่ประชาชนคนทำงานสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้างและรัฐบาลเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ สิทธิในการนัดหยุดงานแยกออกจากประชาธิปไตยไม่ได้ การนัดหยุดงานอาจบอกล่วงหน้าหรือไม่บอกก็ได้แล้วแต่สถานการณ์ ในกรณีด่วน เช่นการลงโทษคนขับเพราะรัฐบาลไม่ยอมรับผิดชอบกับความปลอดภัย ต้องหยุดงานทันที อันนี้เป็นมาตรฐานสากล นอกจากนี้คนงานภาครัฐทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคนรถไฟ ครู พยาบาล หมอ บุรุษไปรษณีย์ คนขับรถเมล์ คนดับเพลิง เจ้าหน้าที่สนามบิน ฯลฯ เวลานัดหยุดงานย่อมมีผลต่อประชาชนเป็นธรรมดา แต่ถ้าเขาชนะประชาชนจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะจะพัฒนาคุณภาพการบริการ และคนงานเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ดังนั้นคนที่อ้างแต่ว่า “ประชาชนเดือดร้อน” เป็นคนที่ใช้คำพูดของนายทุนกับอำมาตย์ อย่าลืมว่าเวลาคนเสื้อแดงปิดถนนอย่างมีความชอบธรรม ก็มีคนมาว่าเราว่าเราทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทำไมพวกเราเชื่อสื่อกระแสหลักที่ด่าสหภาพรถไฟในขณะที่เรารู้ว่ามันโกหกในทุกเรื่อง? ทำไมต้องไปเข้าข้างนายกอภิสิทธิ์ เวลาเขาด่าสหภาพ?
- การพูดว่าการนัดหยุดงานครั้งนี้มาจากแผนทางการเมืองของพันธมิตรฯ เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นความจริงว่าในรถไฟมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย สภาพการจ้าง และการขาดการลงทุน มันเป็นการยืมความคิดและคำพูดของอำมาตย์มาใช้อีก เพราะอำมาตย์พูดเสมอว่าคนเสื้อแดงไม่ได้สนใจหรือเข้าใจประชาธิปไตยจริง แต่เป็นแค่เครื่องมือของทักษิณที่ถูกจูงมาในระบบอุปถัมภ์ เราต้องถามตัวเองว่าความคิดแบบนี้มันกลายเป็นข้อแก้ตัวของคนเสื้อแดงที่จะมีอคติต่อไปต่อสหภาพรถไฟ และไม่จริงใจในการขยายมวลชนหรือไม่
สำหรับผม ในฐานะที่เป็นนักสังคมนิยม ผมมองว่าขบวนการแรงงานมีความสำคัญมาก เราต้องขยายอิทธิพลของคนเสื้อแดงในขบวนการนี้ เราต้องเป็นสะพานเชื่อมสหภาพแรงงานต่างๆ กับเสื้อแดงที่ก้าวหน้า
เราต้องเข้าข้างคนชั้นล่าง ผู้ด้อยโอกาส และคนที่ถูกรังแกเสมอ เช่นแรงงานพม่า หรือคนมุสลิมในภาคใต้ ในกรณีกฎหมายหมิ่นฯ เราต้องชูประเด็นคุณดา โดยไม่ต้องถามว่าคุณดาพูดว่าอะไรหรือในอดีตทำอะไร เราพยายามปกป้องคุณดาเพื่อผลักดันประชาธิปไตยแท้ ในขณะที่เสื้อแดงอื่นๆ โดยเฉพาะแกนนำพรรคเพื่อไทย อาจต้องการลืมเขาเพื่อประนีประนอมกับอำมาตย์ในอนาคต
ในประเด็นสหภาพแรงงานไทรอัมฟ์ ซึ่งเคยเป็นสหภาพที่เข้มแข็ง แต่ถูกนายจ้างและเสื้อเหลืองทำลาย บทเรียนสำคัญคือไม่มีการดึงเสื้อแดงเข้ามาร่วมต่อสู้ และไม่มีการขยายขอความช่วยเหลือเป็นรูปธรรมจากส่วนอื่นของขบวนการแรงงานไทย พร้อมกันนั้นไม่มีการพยายามขยายการต่อสู้ไปสู่นครสวรรค์และส่วนอื่นของบริษัท แทนที่จะทำสิ่งเหล่านี้กลับไปหวังว่าเพื่อนต่างประเทศจะช่วย และหวังสร้างแนวร่วมกับนักวิชาการเสื้อเหลือง
ในกรณีรถไฟ เราต้องกระตุ้นการถกเถียงในวงเสื้อแดง เพื่อให้หันมาเน้นการขยายมวลชน หรือช่วงชิงการนำในขบวนการแรงงาน ตราบใดที่สมาชิกสหภาพรถไฟปล่อยให้เสื้อเหลืองนำ เขาจะมีสภาพการจ้างงานที่แย่ตลอดไป ตราบใดที่เสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงาน เราจะขาดพลังในการโค่นอำมาตย์ เราจึงต้องค่อยๆดึงสองฝ่าย สหภาพกับคนเสื้อแดง มาใกล้ชิดกัน
จุดยืนที่หลากหลายของนักสหภาพแรงงาน หรือคนเสื้อแดงเอง แค่สะท้อนความหลากหลายของความคิดทางการเมืองในสังคม การเมืองกำหนดทุกอย่าง รวมถึงวิธีในการต่อสู้และการวิเคราะห์สถานการณ์ นั้นคือสาเหตุที่เราต้องมีองค์กรทางการเมืองที่มีแนวคิดชัดเจน เพื่อขยายแนวที่เรามองว่ามีประโยชน์มากที่สุดต่อการต่อสู้ และเราต้องขยายความคิดนี้ในแนวร่วมและมวลชนส่วนอื่นๆ
ความปัญญาอ่อนของ NGO กรณี องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน
ใจ อึ๊งภากรณ์
อาเซียน (ASEAN) ประกอบไปด้วย ประเทศไทย เวียดนาม ลาว เขมร พม่า และสิงค์โปร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเผด็จการ นอกจากนี้มีประเทศกึ่งเผด็จการแบบมาเลยเซีย และมีฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประชาธิปไตย จะมีใครบ้างในโลกที่ฝันว่ารัฐบาลของประเทศเหล่านี้จะสร้างองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง? คำตอบคือ พวก NGO
แต่ไม่ว่า NGO จะฝันไปถึงไหน เขาก็โดนตบหน้าจากผู้นำอาเซียน นอกจากรัฐบาลต่างๆจะสงวนสิทธิในการแต่งตั้งคนของตนเองเข้ามาเป็นกรรมการองค์กรสิทธิมนุษยชนแล้ว ผู้นำรัฐบาลอาเซียนยังปฏิเสธครึ่งหนึ่งของคณะ NGO ที่ต้องการเข้าพบและอนุญาติให้คนคนเดียวมิสิทธิ์พูด คือ อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุริชัย คนนี้คือใคร? เขาเป็นผู้ที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา และเป็นผู้ที่ คมช. แต่งตั้งเข้าสู่สภาของเผด็จการ นอกจากนี้ทีมงาน NGO ไทย ประกอบไปด้วยคนที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา อีกหลายคน
ในพิธีเปิดองค์กรสิทธิมนุษชนของอาเซียน นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ เป็นคนปราศัย คนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีเผด็จการ ที่ถือตำแหน่งจากการจัดการของทหาร ที่เซ็นเซอร์สื่อ ที่จับคนบริสุทธิเข้าคุก ที่สั่งให้ทหารฆ่าประชาชน และที่มีส่วนในการก่อตั้งอันธพาลเสื้อสีน้ำเงิน อภิสิทธิ์ได้โกหกและบิดเบือนความจริงตามเคย โดยอ้างว่าสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนสำคัญของสังคมที่พวกเขาต้องการสร้าง นอกจากนี้ก็พูดเชิงกล่อมเด็กว่าองค์กรประชาสังคมควรจะมั่นใจได้ว่ารัฐบาลของอาเซียน เป็นเพื่อนที่ดีของเขา
ทำไม NGO หลายส่วนถึงเดินตามแนวปัญญาอ่อนแบบนี้? เขาโง่? เขาเป็นผู้ฉวยโอกาส? หรือเขาตาบอดเพราะวิเคราะห์อะไรไม่เป็น?
พวก “NGO นักล็อบบี้” ชอบอ้างว่าตัวเองเป็นตัวแทนของ “ประชาสังคม” ทั้งๆที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งจากใคร องค์กร NGO หลายองค์กร ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งและการยกมือลงคะแนนเสียงอีกด้วย พวกนี้ลืมว่า “ประชาสังคม” สามารถขยายพื้นที่ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพต่อเมื่อมีการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีมวลชนจำนวนมาก ขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะต้องต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ และอภิสิทธิของคนชั้นสูงอีกด้วย
แทนที่จะเสียเวลาคุยกับผู้นำรัฐบาลต่างๆ NGO ควรจะใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวหรือการสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้ว เช่น คนเสื้อแดงในไทย หรือ ขบวนการต้านรัฐบาลในประเทศอื่นๆ
องค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิได้จริงจะต้องเป็นองค์กรที่ตัดขาดและอิสระจากรัฐบาล และองค์กรเหล่านี้จะต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกรูปแบบอีกด้วย ตัวอย่างที่ดีคือองค์กรสิทธิมนุษยชนเอเชียที่ฮ่องกง
หลัง “การล่มสลายของคอมมิวนิสต์” ขบวนการ NGO หันหลังให้กับ การเมือง การสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และพรรคการเมือง เขาหันไปเน้นเรื่องการล็อบบี้ผู้หลักผู้ใหญ่แทน และชื่นชมแนวความคิดชุมชนนิยมแบบอนาธิปไตย และทั้งๆ ที่สองแนวทางนี้ดูเหมือนขัดแย้งกันเพราะคลานไปกอดอำนาจรัฐและปฏิเสธอำนาจรัฐพร้อมๆกัน แต่จุดร่วมคือการปล่อยรัฐไว้และปฏิเสธการวิเคราะห์ภาพรวมทางการเมือง นี่คือสาเหตุที่ NGO สามารถหลับหูหลับตาถึงเผด็จการในอาเซียนได้
แทนที่จะสร้างขบวนการเคลื่อนไหวหรือพรรค NGO เน้นการเคลื่อนไหวประเด็นเดียว เขาดีใจเมื่อได้รับคำเชิญชวนเข้าไปในห้องประชุมกับผู้มีอำนาจ แทนที่จะหาทางทำลายอำนาจดังกล่าวของฝ่ายเผด็จการ การทำงานแบบนี้สอดคล้องกับการรับทุนจากองค์กรระหว่างประเทศ และนำไปสู่การทำงานที่ไร้การเมือง
ในประเด็นเรื่องโลกร้อน NGO ในไทย มองข้ามการที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และคิดว่าเผด็จการจะฟังประชาชน มีการใช้แนวชาตินิยมเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ ซึ่งทำให้มีการปัดความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาโลกร้อนไปสู่ประเทศตะวันตกโดยที่รัฐบาลในเอเชียไม่ต้องทำอะไร มันทำให้สร้างแนวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวในตะวันตกยากขึ้น เพราะขบวนการในตะวันตกเข้าใจดีว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องรับผิดชอบมากที่สุดในการแก้ปัญหาโลกร้อน ประเด็นที่สำคัญคือเราจะจัดการกับกลไกตลาดที่แสวงหากำไร ทำลายโลก และสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างไร
ในไทยและประเทศเอเซียอื่นๆ รัฐบาลจะต้องเก็บภาษีจากคนรวยและตัดงบประมาณทหารเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน เราต้องการเทคโนโลยี่สมัยใหม่เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแสงแดด กังหันลม ระบบคมนาคมขนส่งมวลชนที่ใช้ไฟฟ้า และบ้านที่อยู่อาศัยที่ใช้พลังงานด้วยประสิทธิภาพสูง เรื่องเหล่านี้ NGO ในไทย เงียบเฉยโดยที่พยายามหมุนกงล้อประวัติศาสตร์กลับไปสู่ยุคก่อนอุตสาหกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ยุคของ NGO ที่จะเป็นพลังก้าวหน้าในสังคมหมดสิ้นไปนานแล้ว สำหรับนักเคลื่อนไหวที่ต้องการสร้างสังคมที่ดีขึ้น จะต้องมีการทบทวนประวัติศาสตร์การต่อสู้ เพื่อหาทางใหม่ แต่สำหรับผู้ที่สนใจแต่จะกินเงินเดือนก็ควรจะอยู่ต่อไปในองค์กร NGO โดยไม่ทำอะไรใหม่ และหวังว่าแหล่งเงินทุนจะไม่หายไป
Filed under: กษัตริย์
รัชกาลที่ ๕ ปฏิวัติล้มระบบศักดินา
ใจ อึ๊งภากรณ์
ทุกวันที่ ๒๓ ตุลาคม นิสิตจุฬาฯ จะถูกเกณฑ์ไปกราบรูปปั้นรัชกาลที่๕ เหมือนกับว่ากราบไหว้เทวดา แต่การกราบไหว้รูปปั้นของคนในรูปแบบนี้ โดยไม่สนใจที่จะวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของผลงานอันยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่๕ เป็นการสอนให้นักศึกษาเป็นคนปัญญาอ่อน ไม่ใช่สอนให้คิดเองเป็น เพื่อสร้างมาตรฐานวิชาการ
อำมาตย์ชอบเสนอว่า สถาบันกษัตริย์ไทยปัจจุบันเป็นสถาบันเก่าแก่ตั้งแต่สุโขทัย ที่อยู่เคียงข้างสังคมในรูปแบบ “ศักดินา-สมบูรณาญาสิทธิราชย์” คือมองว่าศักดินาไม่ต่างจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเอง ฝ่ายอำมาตย์มีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเหล่าไพร่ทั้งหลาย เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสมัยอยุธยาเลย มันเป็นความพยายามเพื่อสร้างภาพเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ส่วนฝ่ายซ้ายเก่า เช่น พ.ค.ท. หรือนักวิชาการที่ได้รับอิทธิพลจาก พ.ค.ท. มักมองว่าไทยยังเป็น “กึ่งศักดินา” จนถึงทุกวันนี้ หลายคนมองต่อไปว่าความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับแดง เป็นการต่อสู้ระหว่างศักดินากับนายทุนสมัยใหม่ ผมว่าการวิเคราะห์แบบนี้ผิด และไม่มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์รองรับเลย
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์เราจะพบว่าในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕ และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นสถานภาพของสถาบันก็เปลี่ยนแปลงต่อไป งานเขียนของนักประวัติศาสตร์อย่าง ธงชัย วินิจจะกูล และ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างดี นอกจากนี้ข้อมูลในหนังสือของ Paul Handley ก็ช่วยวาดภาพประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวอีกด้วย อย่างไรก็ตามนักวิชาการส่วนใหญ่มองข้ามแง่มุมของสถาบันกษัตริย์ไทย ที่เป็นสถาบันสมัยใหม่ในระบบทุนนิยมซึ่งมีบทบาทหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง และเป็นลัทธิความคิด ที่ให้ความชอบธรรมกับทหารผู้มีอำนาจจริงในการครอบงำสังคม
ลักษณะสำคัญของระบบศักดินา
หลายคนเข้าใจผิดว่าการปกครองในยุคศักดินาเป็นการปกครองที่มีพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเข้มแข็ง แต่ที่จริงแล้วระบบศักดินามีองค์ประกอบสามอย่างที่ทำให้พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจจำกัดคือ
(๑) ระบบการปกครองแบบศักดินาไม่มีข้าราชการ ระบบข้าราชการไทยตั้งขึ้นสมัยรัชกาลที่ ๕ ฉนั้นพระเจ้าแผ่นดินในยุคศักดินาต้องแบ่งอำนาจในการปกครองกับ ขุนนาง มูลนาย และเจ้าหัวเมือง
(๒) การที่ระบบการผลิตอาศัยการเกณฑ์กำลังงานแรงงานบังคับโดยมูลนายและขุนนาง มีส่วนทำให้พระเจ้าแผ่นดินต้องแบ่งอำนาจทางเศรษฐกิจการผลิตให้กับมูลนายและขุนนางอีกด้วย
(๓) อำนาจของ “เมืองหลวง” เช่นอยุธยา หรือ กรุงเทพฯ ในระบบศักดินา จะลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับความห่างจากตัวเมือง เพราะเมืองห่างๆ ไม่จำเป็นต้องกลัวการส่งกองกำลังมาปราบปรามเท่ากับเมืองที่อยู่ใกล้ศูนย์กลาง นอกจากนี้ “หัวเมือง” อาจเป็น “หัวเมือง” ของเมืองอำนาจศูนย์กลางอื่นๆ หลายเมืองพร้อมๆกัน ระบบการแผ่อำนาจแบบวงกลมซ้อนๆนี้ เรียกว่าเป็นระบบ Mandala หรือ Galactic Polity – คือระบบดวงดาวที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ มันเป็นระบบที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีพรมแดน เพราะเน้นควบคุมคนและชุมชนเป็นหลัก
การผลิตในระบบศักดินาใช้แรงงานบังคับ ไม่ใช่แรงงานรับจ้าง มีทาสและไพร่ ทาสในระบบศักดินาคือผู้ที่ติดหนี้สินกับมูลนาย ผู้ที่ต้องการความคุ้มครองจากมูลนาย หรือเชลยศึก เขาจะต้องทำงานอยู่กับเจ้านายตลอด ส่วนไพร่นั้นคือผู้ที่เป็นชาวนากึ่งอิสระที่ต้องถูกเกณฑ์ไปใช้งานเป็นประจำโดย ขุนนาง มูลนาย พระเจ้าแผ่นดิน หรือ วัด
ปฏิวัติทุนนิยมล้มศักดินานำโดยรัชกาลที่๕
หลังจากที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เซ็นสัญญาการค้าเสรีกับอังกฤษที่เรียกว่า “สัญญาเบาริ่ง” ในปีพ.ศ. ๒๓๙๘ ระบบทุนนิยมโลกเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจไทยมากขึ้นทุกที ระบบการค้าเสรีและการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตก สร้างทั้งปัญหาและโอกาสกับกษัตริย์ศักดินา และนำไปสู่การปฏิวัติล้มระบบศักดินาโดยรัชกาลที่ ๕
การยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานบังคับ และการใช้ระบบการปกครองของข้าราชการจากศูนย์กลาง เป็นการทำลายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของมูลนาย ขุนนาง และ เจ้าหัวเมือง ซึ่งเป็นคู่แข่งของกษัตริย์ โดยที่อำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจไปกระจุกอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดินภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นครั้งแรกใน นอกจากนี้การเลิกทาสหรือไพร่ และการหันมาใช้แรงงานรับจ้างไม่ใช่เพราะความเมตตาของใครแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องการใช้แรงงานในลักษณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบทุนนิยมต่างหาก
การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยดังกล่าวต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับการปฏิวัติสังคมที่นำไปสู่ระบบทุนนิยมในประเทศไทย และรัฐใหม่ที่รัชกาลที่ ๕ สร้างขึ้นเป็นรัฐทุนนิยม เพื่อประโยชน์นายทุนกษัตริย์ และเพื่อสร้างรัฐชาติไทยขึ้นมาเป็นครั้งแรกในยุคที่กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับการสร้างรัฐชาติพม่า มาเลย์ และอินโดจีน ภายใต้จักรวรรดินิยมตะวันตก ยิ่งกว่านั้นการเลิกทาสเลิกไพร่ และการนำระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีเข้ามา เปิดโอกาสให้กษัตริย์ไทยสมัยนั้นสามารถสะสมกำไรมหาศาลจากการเป็นนายทุนที่ดิน นายทุนเกษตร และนายทุนธนาคาร ซึ่งมีการถ่ายทอดมรดกจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะสำคัญของระบบทุนนิยมคือ มีการลงทุนเพื่อการผลิต และมีการสะสมทุนเพิ่มจากกำไรในการผลิต กระบวนการนี้อาศัยการที่นายทุนเริ่มควบคุมปัจจัยการผลิต เช่นที่ดิน บริษัท หรือโรงงาน ในขณะที่คนธรรมดาต้องไปรับจ้างหรือเช่าที่ดินจากนายทุน การลงทุนเพื่อการเกษตรแถวๆ รังสิตในสมัยรัชกาลที่๕ กระทำไปโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยมาเช่าที่ดิน เพื่อขยายการผลิตข้าว โดยเป้าหมายคือการส่งออกในตลาดทุนนิยมโลก มันเป็นระบบรับเหมาทำนา โดยที่นายทุนผู้ครองที่ดินได้ประโยชน์ ดังนั้นนายทุนในระบบทุนนิยมมีหลายรูปแบบ คือเป็นกษัตริย์ ทหาร หรือนักธุรกิจเอกชนก็ได้ ขอให้มีอำนาจคุมปัจจัยการผลิตและความสามารถในการสะสมทุนเท่านั้นก็พอ
รัฐทุนนิยมในรูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่รัชกาลที่๕ สร้างขึ้น ถูกปฏิวัติล้มไปในปี ๒๔๗๕ และอำนาจรัฐถูกค่อยๆ ขยายไปสู่ส่วนอื่นของชนชั้นนายทุนที่ไม่ใช่กษัตริย์และราชวงศ์ เช่นข้าราชการพลเรือน ทหาร และนายทุนเอกชน ซึ่งการขยายชนชั้นปกครองไปสู่กลุ่มอำมาตย์แบบนี้ ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองปัจจุบัน ทั้งๆ ที่อาจไม่ใช่เจตนาหลักของผู้นำคณะราษฏร์ฝ่ายซ้ายอย่างปรีดี พนมยงค์
จุดยืนพรรค
1. เพื่อทำลายประชาธิปไตย
2. เพื่อทำลายมาตรฐานในระบบยุติธรรม
3. เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของอำมาตย์ และกีดกันคนจน
4. เพื่อทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน
บทเรียนจากการล้มทหารในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
ใจ อึ๊งภากรณ์
ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่ามกลางการต่อสู้ของนักศึกษา กรรมกร ชาวนา และประชาชนทั่วไป เผด็จการทหารของ ถนอม กิตติขจร ประภาส จารุเสถียร และณรงค์ กิตติขจร ถูกโค่นล้มไป สามทรราชนี้ต้องหนีออกนอกประเทศ เพราะมีส่วนในการสั่งฆ่าประชาชนผู้ไร้อาวุธท่ามกลางกรุงเทพฯ ไม่ต่างอะไรจาก “อภิสิทธิ์มือเปื้อนเลือด” ในยุคนี้
รัฐบาลเผด็จการทหารของ ถนอม-ประภาส-ณรงค์ เป็นรัฐบาลอำมาตย์ที่รับมรดกอำนาจจากจอมเผด็จการ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เราคงจำได้ว่า สฤษดิ์ เป็นนายทหารที่มีบทบาทสำคัญในการรื้อฟื้นอำนาจและบารมีของกษัตริย์ภูมิพล หลังจากที่ความนิยมเจ้าในไทยตกต่ำตั้งแต่ช่วง ๒๔๗๕ นอกจากถนอม-ประภาส-ณรงค์ จะรับมรดกอำนาจจาก สฤษดิ์ แล้ว ยังรับมรดกวิธีโกงกินชาติบ้านเมืองจากครูใหญ่อีกด้วย เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ทหารเข้ามากินบ้านกินเมืองยกใหญ่
เวลานักศึกษานำขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ออกจากธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน มีนักศึกษาถือรูปกษัตริย์และราชินีนำหน้า ซึ่งแสดงว่านักศึกษาพวกนี้ยังต้องการพิสูจน์ความจงรักภักดีอยู่ แต่นั้นก็ไม่สามารถป้องกันเขาจากกระสุนของอำมาตย์ได้ ในช่วงท้ายของการเดินขบวนมีการอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากกษัตริย์ที่วังสวนจิตรลดาอีกด้วย ตอนนั้นฝ่าย ถนอม-ประภาส-ณรงค์ พยายามป้ายสีนักศึกษาว่าบุกเข้าไปเพื่อโค่นกษัตริย์ แต่การป้ายสีไม่สำเร็จเพราะเผด็จการทหารหมดอำนาจและความชอบธรรมไปแล้ว
ในการวิเคราะห์สถานการณ์ ในช่วง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เราควรปฏิเสธนิยาย 3 ข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ
- นิยายที่เสนอว่าประชาชน “ถูกหลอกมาเดินขบวน” เพื่อรับใช้ผู้ใหญ่ที่ขัดแย้งกัน ซึ่งนอกจากจะดูถูกวุฒิภาวะของนักศึกษาและประชาชนแล้ว ยังเป็นนิยายที่เหมือนกับคำพูดของเสื้อเหลืองที่มองว่าคนเสื้อแดงโง่และถูกทักษิณหลอก ความคิดแบบนี้ชวนให้เราเลิกสู้และอยู่บ้าน เป็นนิยายที่หวังทำลายขบวนการประชาชน
- นิยายที่เสนอว่าเผด็จการทหารถูกล้มเพราะนายทหารชั้นสูงขัดกันเอง ซึ่งพยายามมองแต่ผู้ใหญ่และตาบอดถึงบทบาทหลักของประชาชนหรือมวลชนในการเปลี่ยนสังคม มันเป็นมุมมองที่เชียร์อภิสิทธิ์ชน และไม่มองภาพรวม
- นิยายที่เสนอว่ากษัตริย์ภูมิพลออกมากู้ชาติ สร้างความสามัคคีและประชาธิปไตยในวันที่ ๑๔ ตุลาคม อย่าลืมว่ากษัตริย์ภูมิพลร่วมกินและได้ผลประโยชน์จากเผด็จการทหารตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ และไม่เคยออกมาวิจารณ์เผด็จการเลย ไม่เคยออกมาห้ามการยิงประชาชนด้วย สิ่งที่กษัตริย์ภูมิพลทำในวันที่ ๑๔ ตุลา คือทำตามหน้าที่เดียวที่กษัตริย์ในระบอบรัฐสภาต้องทำ คือใช้ภาพเท็จของความเป็นกลาง เพื่อก้าวเข้ามาแทรกแซงการเมืองในยามวิกฤต โดยมีเป้าหมายเดียวคือ กู้สถานการณ์และปกป้องอำมาตย์ นี่คือหน้าที่ของกษัตริย์สมัยใหม่ทั่วโลก
ขณะที่เผด็จการทหารถูกล้มโดยประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลาคม โดยที่นักศึกษาสร้างความชอบธรรมให้กษัตริย์ ผ่านการถือรูปและเข้าไปที่สวนจิตรลดา กษัตริย์ได้โอกาส จึงรีบก้าวออกมาเพื่อประสานงานการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” และสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องการดำรงอยู่ของอำมาตย์ต่อไป และต้อนสังคมเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยรัฐสภาและการเลือกตั้งภายใต้ผลประโยชน์อำมาตย์ อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถคุมการเคลื่อนไหวของนักศึกษา กรรมกร และชาวนาได้ จึงมีการวางแผนระยะยาวเพื่อก่อเหตุนองเลือดในสามปีข้างหน้า
ข้อผิดพลาดของฝ่ายขบวนการนักศึกษาและประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลา เป็นความผิดพลาดที่เราควรยกโทษให้ เพราะขบวนการนี้กำลังเรียนรู้ท่ามกลางการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถมองย้อนกลับไปสรุปได้ว่าขบวนการประชาชนในยุคนั้นควรจะเตรียมตัวยึดอำนาจรัฐเอง หลังจากที่โค่นเผด็จการ ไม่ใช่นิ่งเฉยท่ามกลางความสับสน หรือไปมอบอำนาจหรือความชอบธรรมให้กษัตริย์ วิธีหนึ่งที่ขบวนการประชาชนจะเตรียมตัวยึดอำนาจรัฐ คือการสร้างพรรคมวลชน
ในยุคนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยพยายามสร้างพรรคมวลชน เพื่อยึดอำนาจรัฐผ่านการสร้างกองกำลังติดอาวุธ ตามแบบของ เหมา เจ๋อ ตุง ในจีน พ.ค.ท. เชื่อว่าจะต้องยึดชนบทก่อนแล้วค่อยล้อมเมือง ดังนั้นพรรคไม่ได้เข้าไปจัดตั้งและให้ความสนใจกับการต่อสู้ในกรุงเทพฯ ที่ได้รับชัยชนะในวันที่ ๑๔ ตุลาเลย
เราจะเห็นว่าพลังมวลชนเป็นสิ่งที่ชี้ขาดว่าเราจะล้มเผด็จการได้หรือไม่ แต่ถ้าเราไม่มีการจัดตั้งเป็นพรรค พลังมวลชนจะกระจายหายไป และอำมาตย์สามารถฟื้นตัวเพื่ออยู่ต่อในรูปแบบใหม่ได้เสมอ แต่การมีพรรคก็ไม่ใช่หลักประกันอะไร ถ้าพรรคเสนอแนวทางที่ผิดพลาด และไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยน
ทั้งๆ ที่ พ.ค.ท. เข้ามามีอิทธิพลมากมายในขบวนการนักศึกษาและประชาชนหลัง ๑๔ ตุลา แต่ก็ไม่ได้สนใจที่จะสู้กับอำมาตย์ในเมือง ปล่อยให้ขบวนการถูกปราบไปในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และเมื่อนักศึกษาและประชาชนเข้าป่าไปร่วมกับพรรค ก็ไม่มีการสนับสนุนให้นำตนเอง ใช้วิธีเผด็จการของพรรคปิดกั้นไม่ให้มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับแนวทาง และไม่มีการสนับสนุนการศึกษาทางการเมืองนอกจากการท่องหนังสือของ เหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งทำให้สมาชิกพรรคหดหู่ไม่เข้าใจเมื่อรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์หันมาจับมือกับอำมาตย์ไทย นอกจากนี้ไม่มีการวางแผนเพื่อสู้ในเมืองเลย ซึ่งทั้งหมดนี้เปิดโอกาสให้อำมาตย์ไทย ภายใต้แนวคิดของ เปรม ติณสูลานนท์ สามารถใช้การเมืองนำทหารดึงนักศึกษาออกจากป่าได้ จนพรรคคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ประเด็นเหล่านี้ คนอย่าง คุณสุรชัย แซ่ด่าน (อดีต พ.ค.ท.) จะต้องอธิบายและตอบข้อสงสัยกับคนเสื้อแดง เมื่อเสนอแนวทางจับอาวุธหรือตั้งกองกำลังในยุคนี้
เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม เกือบจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะในช่วงแรกฝ่ายเผด็จการพยายามประนีประนอม มีการปล่อยตัวคนที่ถูกจับเพราะแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีการ “สัญญา” ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต ถ้านักศึกษายอมถอยตอนนั้น ถนอม-ประภาส-ณรงค์ก็คงอยู่ต่อได้ เหมือนกับที่ทหารพม่าอยู่ต่อหลังจากการลุกฮือ 8-8-88 ได้เนื่องจากขบวนการพม่ายอมประนีประนอม คนที่เสนอว่าคนเสื้อแดงยุคนี้ต้องประนีประนอมกับอำมาตย์ จะต้องอธิบายให้เราฟังได้ว่า เราจะได้ประชาธิปไตยแท้หรือไม่ หรืออำมาตย์จะอยู่ต่อหลังการประนีประนอมดังกล่าว
คนที่เสนอให้คนไทยสามัคคี เลิกความแตกแยก จะต้องพิสูจน์ว่าคุณมีวิธีใดที่จะสร้างประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และมีวิธีใดที่จะห้ามไม่ให้เกิดรัฐประหารหรือการแทรกแซงการเมืองโดยทหารโดยวิธีทางอ้อม เช่นการใช้ศาลเป็นต้น คนที่อ้างว่าเรายังต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ จะต้องอธิบายว่าการกระทำแบบนั้นจะไม่เปิดช่องให้อำมาตย์ฟื้นฟูอีกได้อย่างไร เพราะเรามีข้อสรุปที่ชัดเจนจาก ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖แล้ว
พิษภัยของ “รัฐบาลห่งชาติ”
ในช่วงที่กษัตริย์ภูมิพลมีชีวิต เขาทำหน้าที่ปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์ของอำมาตย์ ผ่านการสร้างภาพลวงตาเรื่องความสามัคคีหรือความเป็นกลาง ในยุคนี้ประชาชนจำนวนมากมองออกว่าเป็นแค่ภาพลวงตา แต่สิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังอย่างมากคือ เมื่อภูมิพลตาย ฝ่ายอำมาตย์อาจจะพยายามเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” เพื่อ “สามัคคีในยามเศร้า” และผู้นำเสื้อแดงบางคนอาจถูกชักชวนให้ไปประนีประนอม
“รัฐบาลแห่งชาติ” ภายใต้อำนาจและเงื่อนไขของอำมาตย์ จะไม่มีวันนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ และความเป็นธรรมทางสังคมได้ และเราไม่ควรหลงเชื่อว่าอำมาตย์เสนอความสามัคคี “เพราะอ่อนแอหลังกษัตริย์ตาย” เนื่องจากอำนาจทหาร ศาล และข้าราชการจะยังอยู่เหมือนเดิม ชาวเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยแท้และความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ จะต้องไม่หลงสามัคคีกับเสื้อเหลืองและอำมาตย์ เราจะต้องสู้ต่อไปเพื่อโค่นระบบเผด็จการอันเลวทรามนี้ให้ได้ วีรชน ๑๔ ตุลา และ ๖ ตุลา เขาเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยแท้ คนเสื้อแดงจะต้องรับภาระนี้ต่อไป เพื่อให้เราได้รับชัยชนะสักที
คนเสื้อแดงควรคัดค้านการรื้อฟื้นโทษประหาร
ใจ อึ๊งภากรณ์
สังคมไทยภายใต้ตีนเปื้อนเลือดของอำมาตย์ ผู้ทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน เป็นสังคมป่าเถื่อนที่ไร้มาตรฐานทางกฎหมายและความยุติธรรม อำมาตย์ทำรัฐประหารและล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายครั้งเพราะดูหมิ่นประชาชนคนจนและมองว่าเราไม่มีวุฒิภาวะที่จะมีสิทธิทางการเมือง เขามองว่าเราไม่ควรที่จะได้สวัสดิการและส่วนแบ่งของมูลค่าที่คนธรรมดาสร้างขึ้นมาจากการทำงาน เขามั่นใจว่าเขาจะใช้กฎหมายตามอำเภอใจได้ เขาคิดว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศและพรรคพวกของเขาจะก่ออาชญากรรมได้อย่างเสรีโดยไม่ถูกลงโทษ และเขามองว่าเราเป็นแค่ไพร่หรือทาส ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของกองโจรพันธมาร อันธพาลเสื้อน้ำเงิน ทหารป่าเถื่อน หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการยึดสนามบินหรือทำเนียบ ไม่ว่าจะเป็นเมษาเลือดหรือ๖ตุลา และไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเซ็นเซอร์สื่อและการใช้กฎหมายหมิ่น อำมาตย์ไม่มีความชอบธรรมและไม่มีการเคารพสิทธิเสรีภาพของพลเมืองแต่อย่างใด
การรื้อฟื้นโทษประหารภายใต้รัฐบาลอำมาตย์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความป่าเถื่อนและไร้มาตรฐานทางกฎหมาย
ท่านผู้อ่านอาจเคยมองว่าโทษประหารมีประโยชน์ต่อสังคมบ้าง แต่ผมขอชวนให้ท่านเปลี่ยนใจ ถ้าท่านคัดค้านโทษประหารมานานแล้ว ขอให้กำลังใจในการรณรงค์ต่อไป
เราควรคัดค้านโทษประหารด้วยสี่สาเหตุสำคัญดังนี้คือ
- โทษประหารไม่เคยแก้ปัญหาอาชญากรรมได้เลย ข้อมูลจากทั่วโลกพิสูจน์ว่าการมีโทษประหารไม่มีผลในการห้ามไม่ให้มนุษย์ก่ออาชญากรรม เพราะสาเหตุที่คนฆ่าคนอื่น ขายยาเสพติด หรือกระทำความรุนแรงอื่นๆ เป็นเรื่องซับซ้อน ต้องแก้ไขที่สภาพสังคม ต้องมีการสร้างรัฐสวัสดิการและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์จึงจะแก้ไขได้ ดังนั้นโทษประหารเป็นเพียงการ “แก้แค้น” ซึ่งเป็นการฆ่าคนเพื่อความสะใจ ถือว่าป่าเถื่อนและเป็นอาชญากรรมในตัว
- ในสังคมไทย ทั้งในปัจจุบันและอดีต ผู้ที่ถูกประหารชีวิตหลายคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเสียชีวิตของรัชกาลที่๘ การที่เผด็จการสฤษดิ์ประหารนักสังคมนิยม หรือการประหารชีวิตอย่างไม่เป็นทางการในสงครามยาเสพติดและที่ตากใบหรือกรือเซะในสามจังหวัดภาคใต้ รัฐไทยมีประวัติอันยาวนานในการฆ่าคนบริสุทธิ์ เราต้องยกเลิกโทษประหารเพื่อปกป้องชีวิตคนบริสุทธิ์
- 3. คนที่ถูกขังคุกและประหารชีวิต ล้วนแต่เป็นคนจน เพราะคนรวย คนใหญ่คนโต ทำอะไรก็ได้ ก่ออาชญากรรมได้ แล้วลอยนวลเสมอ ไม่ว่าจะเป็น สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ณรงค์ สุจินดา ฯลฯ ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐไทยที่ถูกลงโทษจากการกระทำความผิด ไม่เคยมีลูกหลานคนใหญ่คนโตถูกลงโทษ ดังนั้นมันเป็นการใช้กฎหมายในรูปแบบสองมาตรฐานเสมอ
- การประหารชีวิต ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ถือว่าเป็นการฆ่าคนอย่างเลือดเย็น ดังนั้นเราไม่ควรมองว่าการฉีดยาพิษดีกว่าวิธีอื่นๆ และพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ผู้คุมคุกและรัฐบาลที่รับผิดชอบก็เลวทราม แจ้งนักโทษล่วงหน้าไม่ถึงชั่วโมง เพราะมองว่านักโทษเหล่านี้ไม่ใช่คน พร้อมกับตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ผู้ดีเพื่อพิพากษาว่าตัวเขาเองดีกว่านักโทษ พวกนี้น่าจะพิจารณาตนเองก่อนอื่น
ร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตยแท้ และสังคมอารยะ!!!