Feeds:
Posts
Comments

Archive for June, 2010

อภิสิทธิ์กับอำมาตย์มือเปื้อนเลือด

ห้ามเพื่อไทยหาเสียงหรือวิจารณ์รัฐบาลในการเลือกตั้งซ่อม

7 ขั้นตอนในการสร้าง “ประชาธิปไตยพอเพียง”

ใจ อึ๊งภากรณ์

  1. “รัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย” ๑๙ กันยา ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนจน เพราะ “คนจนโง่เกินไปที่จะมีสิทธิ์มีเสียงได้”
  2. รัฐธรรมนูญทหาร ย้อนยุคแต่งตั้ง ส.ว. โดยทหาร และให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ฟอกตัวคนทำผิด แถมเน้นนโยบาย “เศรษฐกิจพอเพียง” คนรวยมีทรัพย์สมบัติพันล้าน คนจนไม่มีอะไร แต่ต้องพอเพียงและนิ่งเฉย
  3. “ประชาธิปไตยไร้พ่อครัว” การทำรายการอาหารในโทรทัศน์ผิดหลักประชาธิปไตยพอเพียง
  4. “ประชาธิปัตย์ไร้ประชาธิปไตย” ทหารแต่งตั้งอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างหนัก และใช้กฎหมายหมิ่นฯไล่จับฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้มีประชาธิปไตย “มากเกินไป”
  5. “ประชาธิปไตยไร้สิทธิมนุษยชน” รัฐบาลและทหารฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย 90 ศพ เพื่อหลีกเลี่ยง “ประชาธิปไตยมากเกินไป” และการเลือกตั้ง
  6. “ปฏิรูปการเมืองไร้ประชาธิปไตย” รัฐบาลมือเปื้อนเลือดเริ่มกระบวนการ “ปฏิรูป” โดยไม่มีประชาธิปไตย ยังมี พรก. ฉุกเฉิน ฯลฯ มีการเชิญหน้าเก่าจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาเป็นหัวหอก ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีนักโทษการเมืองเกิน 400 คน และมีการไล่ฆ่าคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด
  7. “ห้ามวิจารณ์รัฐบาลในการเลือกตั้ง” รัฐบาลประกาศห้ามหาเสียง ห้ามวิจารณ์รัฐบาล ในการเลือกตั้งซ่อมที่กรุงเทพฯเขต ๖ เพราะฝ่ายค้านนำ ก่อแก้ว (เบอร์๔) มาลงสมัคร

Read Full Post »

Read Full Post »

ความอับจนของการเมืองประเด็นเดียวของเอ็นจีโอไทย

ไพโรจน์ พลเพชร ประธาน กปอพช. (คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ) ในงานเสวนาเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. พูดว่า “เราต้องให้ข้อมูลทั้งในแง่ของหลักการใช้อำนาจรัฐ ว่าจริงๆ รัฐสามารถใช้อาวุธได้หรือไม่ ขอบเขตมีความสมดุลจริงหรือไม่ ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองมีสิทธิในการแสดงออกมาน้อยแค่ไหน ต้องรู้ว่าการกระทำแบบไหนคือการชุมนุม หรือจลาจล เพราะเรื่องเหล่านี้มีผลในวินิจฉัยความผิด”

พูดง่ายๆ… ไม่มีการประณามการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยรัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ แค่ตั้งคำถามลอยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืน เพราะถ้าแสดงจุดยืนจะไม่มีทางคลานเข้าไปต่อสายล็อบบี้กับ “ผู้ใหญ่” ได้ …ไม่มีการพูดถึงนักโทษการเมือง… ไม่มีการพูดถึงการปิดกั้นสื่อ…. แต่ที่แย่ที่สุดคือดูถูกประชาชนเสื้อแดงว่าไม่เข้าใจสิทธิเสรีภาพ ไม่เข้าใจว่าการชุมนุมแบบไหน “ถูกต้อง” และมองว่าคนเสื้อแดงถูกจูงถูกจ้างมาเป็นเหยื่อโดยนักการเมืองและทักษิณ … ไพโรจน์ คงเสียดายที่ “พี่เลี้ยง” เอ็นจีโอ ไม่สามารถให้การศึกษากับคนเสื้อแดงที่ “ขาดข้อมูล” และขาดการศึกษา…..

หนึ่งวันหลังจากที่อำมาตย์ฆ่าประชาชนในวันที่ ๑๙ พ.ค. กปอพช. ออกแถลงการณ์ประณาม “ทั้งสองฝ่าย” เหมือนกับการนำรถถังและทหารออกมาฆ่าประชาชน เทียบเท่ากับ การออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

และแถลงการณ์นี้เสนออีกว่า….

เราเห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นความอำมหิตของรัฐบาลและแกนนำของผู้ชุมนุม ที่มุ่งเอาชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุชัยชนะทางการเมือง” พูดง่ายๆ ประชาชนเสื้อแดงเป็นแค่เหยื่อโง่ที่ถูกจ้างถูกหลอกมาประท้วง…

นี่ละครับคือความอับจนของแกนนำเอ็นจีโอไทย ซึ่งสะท้อนอคติต่อประชาชน และมองว่าเราสามารถปฏิรูปการเมืองในขณะที่ไม่มีประชาธิปไตยและเสรีภาพได้ และผู้ที่สามารถประสานงานการปฏิรูปได้คือรัฐบาลทหารมือเปื้อนเลือด

การเมืองที่มองแค่ประเด็นปัญหาอย่างแยกส่วน มองไม่เห็นภาพกว้างของการเมือง ตาข้างหนึ่งแกล้งบอด มองไม่เห็นสภาพเผด็จการ อีกข้างมองว่าต้องพัฒนาสิทธิชุมชนภายใต้การนำและการสั่งสอนของพี่เลี้ยงเอ็นจีโอ แต่ไม่ต้องไปแตะโครงสร้างอำนาจของอำมาตย์ ไม่ต้องพูดถึงกองทัพ ไม่ต้องพูดถึงสถาบันกษัตริย์

แกนนำเอ็นจีโอแบบนี้ก็จะนั่งในตำแหน่ง “ผู้แทนภาคประชาชน” ในงานลิเกปฏิรูปของอำมาตย์

Read Full Post »

อะไรคือผลของการปฏิวัติ ๒๔๗๕?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในคำประกาศฉบับที่หนึ่งของคณะราษฎร์ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ มีท่อนหนึ่งที่เขียนไว้ว่า….

“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎรไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมาจากข้าศึก  พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ  และกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน  เงินเหล่านี้เอามาจากไหน  ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง”

ในตอนท้ายมีการเสนอนโยบายว่า…

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชของประเทศ (ซึ่งแสดงว่ารัฐบาลกษัตริย์ไม่ได้ปกป้องเอกราชอย่างที่เรามักจะถูกสอน)
  2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะจัดรัฐสวัสดิการ
  4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน  ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ
  6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ถ้ามองตรงนี้อย่างผิวเผิน เราอาจสรุปว่าอำมาตย์สามารถหมุนนาฬิกากลับและทำลายผลของการปฏิวัติไปทั้งปวง แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น

ในด้านหนึ่ง แน่นอน ความฝันของแกนนำคณะราษฎร์อย่างอาจารย์ปรีดี ที่จะเห็นนโยบายแปดข้อข้างบนกลายเป็นความจริง โดยเฉพาะเรื่องรัฐสวัสดิการ หรือเรื่องอิสรภาพและความเท่าเทียมของทุกคน ยังไม่บรรลุผลสำเร็จเลย และอาจารย์ปรีดีก็โดนฝ่ายนิยมเจ้ากับทหารไล่ออกจากประเทศไทย ต้องไปเสียชีวิตนอกประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นาฬิกาไม่ได้ถูกหมุนกลับไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่รัชกาลที่ห้าตั้งขึ้นหลังปฏิวัติระบบศักดินา  เพราะอำนาจการปกครองถูกกระจายไปสู่ทหาร ข้าราชการ และนายทุน ซึ่งเราสามารถเรียกโดยรวมว่าพวก “อำมาตย์” เพราะเขาไม่สนใจสนับสนุนประชาธิปไตยแท้ พร้อมจะขัดขวางสิทธิเสรีภาพเสมอ และทนกับประชาธิปไตยรัฐสภาก็ต่อเมื่อกลุ่มของตนครองอำนาจอยู่ได้เท่านั้น

ในช่วงแรกหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กลุ่มทหาร กับกลุ่มนิยมเจ้า เป็นศัตรูกัน จอมพล ป.พิบูลสงครามและพรรคพวกเป็นผู้ล้มเจ้า และพวกนิยมเจ้าต้องการกลับมา แต่หลังความพ่ายแพ้ของกบฏบวรเดช และหลังรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พวกนิยมเจ้ากับพวกทหารเผด็จการก็กลายเป็นพวกเดียวกัน โดยที่กษัตริย์มีหน้าที่ในการเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ที่ให้ความชอบธรรมกับการกระทำและอำนาจของทหาร และทหารเชิดชู อุดหนุนทางการเงิน และสงเสริมกษัตริย์เป็นการตอบแทน มันเป็นลักษณะการร่วมมือกัน ฝ่ายทหารมีอำนาจ และฝ่ายกษัตริย์มีบารมีทางความคิด ที่ใช้กล่อมเกลาประชาชนให้เชื่อฟังชนชั้นปกครอง ซึ่งมันเป็นลักษณะที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่เสริมให้ความสัมพันธ์นี้มั่นคงมากขึ้นคือ กฎหมายหมิ่นฯ เพื่อให้กษัตริย์ถูกวิจารณ์ไม่ได้ และการใช้อาวุธสงครามของทหาร เพื่อเข่นฆ่าประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ

แต่เราต้องเข้าใจเพิ่มว่าเมื่อทหารกับพวกนิยมเจ้าเข้าทำแนวร่วมด้วยกัน เขาพยายามสร้างภาพหลอกลวงประชาชนว่ามีการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบเก่าในลักษณะ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบประชาธิปไตย” ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะกษัตริย์ไร้อำนาจ และไม่ใช่ประชาธิปไตยด้วย ผมจำได้ดีว่าในยุค สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ผมและเพื่อนๆในห้องเรียนจะถูกสอนว่าประเทศไทยเป็น “ประชาธิปไตย” ในเพลงชาติก็มีเนื้อแบบนั้นด้วย ทั้งๆ ที่มันเป็นเผด็จการชัดๆ และใครที่ค้านเผด็จการ ก็จะถูกกล่าวหาว่าล้มเจ้า ในปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น

ข้อดีของการสร้างภาพนี้สำหรับอำมาตย์ คือเขาสามารถทำให้เราเกรงกลัว “อำนาจกษัตริย์” ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอำนาจกองทัพ การที่เราถูกสอนให้รักและกลัวนายภูมิพลเหมือนกับว่าเขาเป็นทั้งพ่อและเทวดา เป็นวิธีที่จะกล่อมเกลาให้ประชาชนจงรักภักดีต่อทหารและชนชั้นปกครองทั้งหมดโดยรวม

การที่ความฝันของอาจารย์ปรีดีไม่บรรลุผลสำเร็จ ไม่ใช่เพราะการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” อย่างที่เราทุกคนถูกฝ่ายนิยมเจ้าสอนมานาน แต่เป็นเพราะอาจารย์ปรีดีพึ่งพาทหารมากเกินไปในการทำการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และที่สำคัญไม่สามารถสร้างพรรคราษฎรขึ้นมาเป็นพรรคมวลชน เพื่อสู้กับทหารและฝ่ายนิยมเจ้า ซึ่งเป็นสองปฏิปักษ์ของประชาธิปไตยในไทยมานาน  และยังเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยอยู่ทุกวันนี้

บทสรุปสำคัญคือ อย่าไปพึ่ง“ทหารแตงโม” ต้องมองกองทัพว่าเป็นปฏิปักษ์ อย่าไปหาทางลัดเพื่อสร้างประชาธิปไตย เราต้องพัฒนาขบวนการมวลชนและสร้างพรรคมวลชนของคนเสื้อแดงที่จะเสนอรัฐสวัสดิการและความเท่าเทียมเสมอภาค ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่”

Read Full Post »

จดหมายเปิดผนึกจากนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวสากลเรื่องการปราบปรามในประเทศไทย

This appeal remains opened to new signatures. To sign it, write to:  solidaritythailand@gmail.com ยังลงชื่อได้อีก ที่นี่

ประณามความรุนแรงและการละเมิดสิทธิ์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษเสื้อแดง….

Appeal Against Repression in Thailand

http://www.europe-solidaire.org/spip.php?article17803

For more than two months, the Red Shirts have mobilised with decisiveness and purpose in the streets of Bangkok to support their demands of democracy and social justice.

The government led by Abhisit Vejjajiva chose to respond to these demands with violence and repression. It committed a serious violation against human rights when it authorised the use of military hardware to dissolve the demonstrations. The result was extremely serious: there were at least 89 dead and nearly 2000 wounded.

Today, democratic rights are not respected: there are 99 arrest warrants against opponents. The places where most of the detainees are held are kept secret. The government has imposed censorship on the alternative media. The penalties incurred are especially severe: from 3 to 15 years for “lese majesty” to the death penalty for “terrorism”.

The Red Shirts are being treated by the government as if they were “terrorists”. It is a complex movement, but its members are mainly ordinary poor people whose most elementary political rights –like the respect due to the result of an election—have been ignored.

The Thai government can continue to repress the Thai people freely, because its constant violations against human rights have not been confronted by international solidarity and condemnation. We make a call to all progressive and democratic organizations to demand the end of the repression and the respect of fundamental rights in Thailand; to start an international campaign to obtain the freedom of political prisoners and the end of intimidation and inculpation of the Red Shirts.

We demand from the Thai government that it raises the State of Urgency and immediately re-establishes democratic freedoms in the country; that it ends the repression against the Red Shirts and that all prisoners are freed without any delay.

First signatures :

1. Samir ABI, General Secretary, Attac (Togo)

2. Gilbert ACHCAR, SOAS, Professor of the University of London (UK)

3. Christophe AGUITON, Researcher (France)

4. Osman AKINHAY, Writer and editor of Mesele Revue (Turkey)

5. Greg ALBO, Professor at the York University, Toronto (Canada)

6. Josep Maria ANTENTAS, Professor of sociology, Universitat Autonoma de Barcelona (Catalonia)

7. Daniel ANTONINI, International Secretary of PRCF (France)

8. Zely ARIANE, Spokesperson of KPRM-PRD (Indonesia)

9. Salvador LOPEZ ARNAL, Writer and Professor-tutor of Mathematics , UNED (Spain)

10. AU Loongyu, Editorial board member of China Labor Net (Hong Kong)

11. Walter BAIER, Coordinator of the European network Transform ! Editor of the magazine Transform !, Vienne (Austria)

12. Jean BATOU, Professor at the University of Lausanne (Switzerland)

13. Pierre BEAUDET, Professor at the University of Ottawa (Canada)

14. Walden BELLO, Member of the Congress, Akbayan representative (Philippines)

15. Paul BENEDEK, Thai Red Australia (Australia)

16. Olivier BESANCENOT, Spokesperson of NPA (France)

17. Hugo BLANCO, Director of « Lucha Indígena », (Peru)

18. Saumen BOSE, Radical Socialist (India)

19. Tapan BOSE, Radical Socialist (India)

20. Peter Boyle, National Convener, Socialist Alliance (Australia)

21. Alex Callinicos, Professor, chair of European Studies at King’s College London (UK)

22. Porferia CARPINA, KASAMMAKA (Philippines)

23. Mabel CARUMBA, Mindanao Peoples’ Peace Movement (Philippines)

24. Kunal CHATTOPADHYAY, Professor of Comparative Literature, Jadavpur University, Radical Socialist (India)

25. Kamal MITRA CHENOY, Chair, Centre for Comparative Politics & Political Theory, School of International Studies, Jawaharlal Nehru University, New Delhi (India)

26. Ashok CHOUDHARY, National Forum of Forest People and Forest Workers (India)

27. Annick COUPÉ, Spokesperson of Union Syndicale Solidaires (France)

28. Cyc CUABO, ERDAC, Inc. (Philippines)

29. Lucile DAUMAS, Attac (Marocco)

30. Sushovan DHAR, Radical Socialist (India)

และอีกมากมาย… เข้าไปดูที่นี่ได้

http://www.europe-solidaire.org/spip.php?article17803

Read Full Post »

จาตุรนต์ ตอบสื่อประเด็นปรองดองและนิรโทษกรรม

17 มิ.ย. 2010 ประชาไท http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/30010

จาตุรนต์ ฉายแสง เข้าพบตำรวจ สน.ลุมพินี ตามหมายเรียกข้อหาฝ่าฝืนประกาศ ศอรส. บอกผู้สื่อข่าวเข้าไปพูดเรื่องสันติวิธีกับผู้ชุมนุมทุกครั้ง และคอยห้ามไม่ให้ฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม บอกควรตั้งข้อหาอภิสิทธิ์ข้อหาสั่งฆ่าประชาชนมากกว่า เปรยประเด็นนิรโทษกรรมนายกฯ อาจต้องการโยนหินถามทางเพื่อนิรโทษตัวเอง

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2553 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ตามหมายเรียกผู้ต้องหา กระทำผิดฐาน “ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 3 เมษายน 2553 โดยไม่ออกจากพื้นที่ที่กำหนด”

ผู้สื่อข่าว : เตรียมประเด็นที่จะชี้แจงกับทางพนักงานสอบสวนอย่างไร

จาตุรนต์ : คือ เรื่องที่จะชี้แจงนี้ไม่ได้หนักใจเลย แต่ว่าวันนี้คงไม่ได้ชี้แจงอะไรมาก มารับทราบข้อกล่าวหา แล้วก็จะดูว่าทางพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวชั่วคราวไปไหม  เพราะทางผมไม่ได้เตรียมเงินมาประกันตัว คือว่าถ้าไม่ปล่อยตัวชั่วคราวก็ต้องเอาผมไปขังล่ะ เพราะว่าผมถือว่าไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ผมไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตั้งข้อหาด้วยซ้ำ แล้วก็สามารถสู้คดีได้แน่นอน

การที่ผมเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมในกรณีที่เขาตั้งข้อหานี้ ก็คือตั้งข้อหาวันที่ 9 เมษายน 2553 หมายความว่าก็เข้าไปในวันที่ 8 เมษายน 2553 เช่นเดียวกับประชาชนอีกจำนวนมาก ที่สัญจรไปมา เข้าไปร่วมชุมนุมก็ดี มีอีกมากมาย ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าประชาชนเหล่าควรถูกตั้งข้อหาเพราะเขาไม่ได้กระทำผิดอะไร  และที่ผมเข้าไปในที่ชุมนุมนอกจากในครั้งนั้นก็ยังมีครั้งอื่นอีกด้วย ซึ่งทางตำรวจไม่ได้กล่าวถึง

ที่ผมเข้าไปในที่ชุมนุมแล้วไปพูดต่อที่ชุมนุมทั้งหมดทุกครั้งมีประเด็นสำคัญก็คือ ต้องการจะไปเตือน ไปห้ามนายกรัฐมนตรีไม่ให้ใช้มาตรการทางทหารปราบประชาชน ไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เพื่อจะได้ไม่เกิดความสูญเสีย  นอกจากนั้นก็ได้ไปเสนอแนวทางในการเรียกร้องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนที่มาชุมนุม   ที่สำคัญก็คือเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีโดยตลอด ทุกครั้งที่ผมพูดจะมีประเด็นเนื้อหาทั้ง 2  นี้อยู่เสนอ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ควรถูกตั้งข้อหาเลย

ที่รอมานี้ เพื่อจะดูว่าทางตำรวจหรือทาง DSI จะตั้งข้อหานายกรัฐมนตรีหรือยัง  เพราะว่าความจริงแล้วระหว่างผมกับนายกฯอภิสิทธิ์  นายกฯอภิสิทธิ์จะต้องถูกตั้งข้อหามากกว่า คือ ตั้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน  สั่งใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนป่านนี้พนักงานสอบสวนยังไม่ตั้งข้อหานายกอภิสิทธิ์  กลับมาตั้งข้อหาผมซึ่งเป็นคนที่ได้เรียกร้องตลอดมา  “เตือนรัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์ตลอดมาว่าอย่าใช้กำลังทางทหาร  อย่าใช้มาตรการทางทหารปราบประชาชน”

มันแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่อง 2 มาตรฐานชัดเจนนะครับ  คนที่ควรถูกต้องข้อหาก็คือนายกฯอภิสิทธิ์  กลับไม่มีการตั้งข้อหา  มาตั้งข้อกล่าวหากับผมซึ่งเป็นคนคอยห้ามนายกฯอภิสิทธิ์ไม่ให้ฆ่าประชาชน เมื่อผมรอจนกระทั่งเห็นชัดแล้วว่านายกอภิสิทธิ์ไม่ถูกตั้งข้อหาสักที ผมก็มาเพื่อให้เรื่องได้ดำเนินการต่อไป ในส่วนของตัวผมพร้อมจะสู้คดีไม่ได้รู้สึกหนักหนักใจอะไรเลย

แต่ที่หนักใจขณะนี้ก็คือ เรื่องการปรองดองที่รัฐบาลกำลังเสนออยู่ คือรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์กำลังกล่าวหาว่าคนโน้นก็ขัดขวางการปรองดอง คนนี้ก็ขัดขวางการปรองดอง  ผมอยากจะให้ความเห็นว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ที่จะขัดขวางมาตรการการปรองดองของรัฐบาลได้  ไม่มีใครจะขัดขวางการปรองดองได้เนื่องจากการปรองดองไม่เคยมีอยู่จริง  สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ทำอยู่ก็ไม่ใช่การปรองดองเลย  เพราะว่าเป็นการกระทำ เป็นการเสนอมาตรการ หรือการดำเนินการโดยคู่กรณีโดยตรงและเป็นการกระทำแบบเลือกทำฝ่ายเดียว  เลือกปฏิบัติฝ่ายเดียว  โดยมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่องและยังคงทำอยู่

นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคู่กรณีกับประชาชนเสื้อแดง  ประชาชนเขามาเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งใหม่  เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยที่นายกฯอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป  แต่ว่าแทนที่จะยุบสภา  นายกฯอภิสิทธิ์ได้ใช้มาตรการทางทหารเข้าไปปราบประชาชนทำให้ประชาชนล้มตายไปจำนวนมาก  เสร็จแล้วก็มาบอกว่าต่อไปนี้จะปรองดอง  แล้วก็ยังบอกด้วยว่าจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย จะปรองดองกับคนอื่นๆ

ถามว่าใครเป็นผู้กำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย  ก็คือคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ไม่ใช่ศาล  แต่ว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนกำหนดเองว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง

การปรองดอง หมายถึง การที่คนสองฝ่ายขัดแย้งกัน ทะเลาะกันแล้วหันหน้ามาประนีประนอม มาหาทางตกลงที่จะอยู่รวมกัน  เวลานี้คุณอภิสิทธิ์ก็กันฝ่ายที่ตัวเองปราบปราม  ที่ตัวเองไล่ทำลายล้างออกไปจากการปรองดองไปแล้ว  จึงไม่ทราบว่าจะไปปรองดองกับใคร

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้ง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคณะกรรมการฯฝ่ายที่ต้องการรักษาระบบก็ดี เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ นปช.หรือฝ่ายเสื้อแดงอย่างชัดเจนก็มีมาก ที่สำคัญที่น่าเสียดายก็คือ อย่างท่านคณิต ณ นคร ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน มีหลักการทางกฎหมายดี แต่เวลานี้ก็จะประสบความลำบากในการหากรรมการมาร่วม เพราะว่าคนตั้งเป็นปัญหา คนตั้งคือนายกอภิสิทธิ์เป็นปัญหา

นอกจากนั้นคณะกรรมการที่คุณคณิตเป็นประธาน คุณคณิตบอกว่าคงจะไม่ไปสืบสาวราวเรื่องว่าใครผิดใครถูก  แต่จะไปเน้นเพื่อที่จะให้เกิดความปรองดอง หาต้นเหตุ ซึ่งจะทำให้นานาชาติผิดหวังเป็นจำนวนมาก องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรที่ทำเรื่องนิรโทษกรรมสากลอะไรต่างๆ จะผิดหวังมาก  เพราะว่าจะไม่มีทางได้ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก เราอาจจะต้องรอกันไปอีกเป็นสิบๆปี เหมือนอย่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่เพิ่งขอโทษประชาชนชาวไอร์แลนที่ถูกปราบปรามในวันนี้หลังจากเหตุการณ์มาไปเป็นสิบๆปี

ผู้สื่อข่าว : คิดเห็นอย่างไรในการจัดตั้งคณะกรรมการและนักวิชาการฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ

จาตุรนต์ : อันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้เลย  ถ้าดูจากตัวประธานซึ่งเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองชัดเจนมาโดยตลอด แล้วก็ได้เลือกคนมาส่วนใหญ่แล้วก็เป็นฝ่ายที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน  หรือไม่ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว  แต่หลายคนในนั้นได้มีพฤติกรรมมีประวัติที่จะช่วยรักษารัฐธรรมนูญนี้หรือจะทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นปัญหาหนักยิ่งขึ้น  ก็หน้าเห็นใจกรรมการบ้างคนที่มีความเป็นนักประชาธิปไตยและต้องการแก้ปัญหาประเทศ อาจจะรับเป็นกรรมการไปโดยไม่รู้ว่ากรรมการส่วนใหญ่นั้นเป็นฝ่ายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย

ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของการซื้อเวลาของนายกฯ เป็นการเอาเปรียบทางการเมืองโดยครอบคลุมสื่อของรัฐไว้หมดแล้วก็จะเป็นคนกำหนดเองได้หมดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ใครผิดใครถูก จะทำอย่างไรกับบ้านเมือง  ไม่มีความหวังอะไรเลยที่จะทำให้เกิดการประนีประนอมหรือปรองดอง   ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง

เพียงแต่ผมเห็นว่าสิ่งที่นายกทำอยู่ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการทำลายล้างและเป็นการใช้วาทะกรรมสวยๆ หรูๆ เพื่อจะหาเสียงฝ่ายเดียว ในเวลานี้ฝ่ายตรงข้ามเขาก็หาเสียงไม่ได้เพราะไม่มีสื่อ แล้วใครสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม  พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ถูกระงับธุรกรรม  ถูกปิดบัญชีสารพัดไปหมด อย่างนี้มันเป็นการเอาเปรียบทางการเมืองชัดเจนจะเลือกตั้งเมื่อไรไม่รู้   แต่ว่าพรก.ก็ยังอยู่ การใช้อำนาจคุกคามก็ยังอยู่  แบบนี้มันจะไปประนีประนอมปรองดองกับใคร

ผู้สื่อข่าว : ท่านจาตุรนต์คิดว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะนำสู่การปรองดองได้อย่างไร

จาตุรนต์ : นิรโทษกรรมที่เสนออยู่ในวันนี้ เป็นความสับสนมาก   การนิรโทษกรรมในอดีตไม่เคยมีการตั้งธงแบบนี้   การนิรโทษกรรมในอดีตมักทำโดยรัฐบาลหลังการปราบปรามประชาชน   ไม่ได้ทำโดยรัฐบาลที่ปรามปราบประชาชนเอง  การนิรโทษมักจะครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด  ตั้งแต่ตัวนายกฯหรือผู้ใช้อำนาจในการปราบปรามประชาชนไปจนถึงประชาชนทั่วไป

แต่ในครั้งนี้รัฐบาลตั้งประเด็นขึ้นว่า  จะนิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ถูกข้อหาก่อการร้ายซึ่งไม่รู้คืออะไร  ประชาชนเหล่านั้นความจริงไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษ  เพียงแต่ไม่ไปเอาเรื่องเขาก็หมดเรื่องแล้ว สงสัยว่านายกฯและพวกจะโยนหินถามทางเผื่อว่าจะนิรโทษกรรมให้แก่ตัวเอง และผมไม่เห็นด้วยเลยว่าจะไปนิรโทษในลักษณะที่จะทำกันอยู่นี้  สิ่งที่จะทำในเรื่องนิรโทษนี้ ผมสงสัยมากกว่าว่า จะคืบไปถึงการนิรโทษให้กับพันธมิตรฯและนิรโทษให้แก่ผู้ปราบปรามประชาชนเอง

เพราะขณะนี้คนที่จะประสบปัญหามากที่สุดในอนาคตไม่ใช่ใครที่ไหน คือนายกฯอภิสิทธิ์ เพราะว่านายกฯอภิสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีในอนาคต  ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ และในคดีนี้ที่ต่างประเทศไม่มีอายุความ  ประเทศไทยอาจจะมีแต่อันนั้นก็เป็นเรื่องอีกยาวนาน ก็ดูวันนี้ต่างประเทศเขายังออกมาขอโทษประชาชนในเรื่องที่ผ่านมาตั้ง 20 – 30 ปีแล้ว

Read Full Post »

สร้างกระแสเกลียดเพื่อนบ้านชาวพม่า

หลังจากปราบไพร่รักประชาธิปไตยเส็จ รัฐบาลทหารของอภิสิทธิ์ก็หันมาสร้างกระแสเกลียดชังเพื่อนบ้านจากพม่า สั่งให้ “จับ ปราบ และดำเนินคดี” กับคนงานพม่าที่ยากจนและไม่สามารถเสียค่าลงทะเบียนหลายพันบาท ถ้าไม่มีคนงานเหล่านี้เศรษฐกิจจะยิ่งแย่ แต่อำมาตย์ไม่สน

ล่ามโซ่คนไข้ในโรงพยาบาล

นายจรัญ ลอยพูล อายุ 39 ปี และนายณัฐพล ทองคุณ อายุ 20 ปี ผู้บาดเจ็บถูกยิงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งรักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ตำรวจ โดนตั้งข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วโดนล่ามโซ่ไว้กับเตียงคนไข้ ล่าสุดฮิวแมนไรต์วอตช์ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ออกมาประณามล่ามโซ่ 2 คนเจ็บนปช.กับเตียงคนไข้ ระบุเป็นการละเมิดสิทธิผู้บาดเจ็บชัดเจน

Read Full Post »

สดศรี กกต. เหลืองรักเผด็จการ แจ้งว่าถ้าสถานการณ์ไม่สงบ ก็ไม่ต้องเลือกตั้งเลย แก้กฏหมายให้สมาชิกสภาอยู่ต่อสิบปีโดยไม่ต้องเลือกตั้ง

นี่คือยุคมืดและความเลวทรามของสังคมไทย กกต. หมดความชอบธรรมไปนานแล้ว

ส่วนที่มุกดาหาร….

ทหารยกทัพเฝ้าหมู่บ้านในมุกดาหาร อ้างซ้อมรบก่อนลงชายแดนใต้

ประชาไท 13/6/2010  http://www.prachatai3.info/journal/2010/06/29969

ทหารจากค่ายพระยอดเมืองขวางหลายกองร้อยประจำอย่างน้อย 5 ตำบลในจ.มุกดาหาร อ้างซ้อมรบก่อนลงชายแดนใต้ ฝึกค้นบ้านชาวบ้านหารูปแกนนำ นปช. ถือปืนคุ้มครองพระสงฆ์บิณฑบาต ชาวบ้านในพื้นที่เครียดหนัก

11 มิ.ย..53   มีรายงานข่าวแจ้งว่ามีกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม รวมถึงพาหนะในราชการทหารได้แก่รถยีเอ็มซีและรถหุ้มเกราะแบบล้อยาง เคลื่อนย้ายกำลังลงประจำการในพื้นที่ 5 แห่งในจังหวัดมุกดาหาร ได้แก่ ต.ร่มเกล้า, ต.กกแดง, ต.โชคชัย ใน อ.นิคมคำสร้อย  และ ต.ป่าไร่, ต.บ้านบาก ใน อ.ดอนตาล โดยได้มีกองกำลังทหารเข้าไปประจำการกว่า 200 คนในแต่ละตำบลโดยนายทหารหัวหน้าชุดปฏิบัติการได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศต่อประชาชนผ่านหอกระจายข่าวในชุมชนว่า เจ้าหน้าที่ทหารจะเข้ามาฝึกซ้อมรบในหมู่บ้านก่อนที่จะลงไปปฏิบัติภารกิจในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หัวหน้าชุดกองกำลังดังกล่าวได้แจ้งเพิ่มเติมกับหัวหน้าหน่วยงานราชการในระดับท้องที่ว่า กองกำลังทหารที่เข้าประจำในพื้นที่ได้เคลื่อนย้ายมาจากค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม และยังได้แจ้งภารกิจเพิ่มเติมด้วยว่านอกเหนือจากการซ้อมรบแล้วยังเป็นการลงมาเชื่อมความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กองกำลังดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายเข้าพื้นที่ ในคืนวันที่ 11 พ.ค. โดยกำลังทหารส่วนหนึ่งได้พักอาศัยในบ้านของผู้ใหญ่บ้าน แต่ส่วนใหญ่แล้วพักอยู่ในโรงเรียนหรือวัดในแต่ละตำบล

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากการซ้อมรบโดยใช้อาวุธจริงเป็นอาวุธประจำกายแล้ว ยังมีการฝึกการจัดชุดคุ้มครองติดอาวุธเพื่อคุ้มครองพระสงฆ์ในขณะบิณฑบาตตามท้องถนน การตั้งด่านตรวจสกัดบริเวณทางเข้าชุมชน รวมถึงการซ้อมค้นบ้านของชาวบ้านด้วย โดยในการฝึกซ้อมค้นบ้านนั้นทางทหารได้นำภาพของแกนนำ นปช.ในพื้นที่มุกดาหารเป็นเป้าหมายในการฝึกซ้อม

จากการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งพบว่า ก่อนหน้าที่จะมา อ.นิคมคำสร้อย กองกำลังดังกล่าวได้ทำการฝึกที่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหารมารอบหนึ่งแล้ว

เมื่อถามถึงความรู้สึกของชาวบ้านพบว่า บางส่วนรู้สึกสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น  แต่บางส่วนรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจและไม่พอใจภารกิจทางทหารที่พวกเขารู้สึกว่าคุกคามประชาชนครั้ง

Read Full Post »

รายชื่อนักโทษการเมืองในประเทศไทย จากฝ่ายตำรวจ ทั้งหมด 417 คนถูกขังในคุกต่างๆ ในหลายจังหวัด

ดูในประชาไท หรือโดยตรงที่…

http://www.saranitet.police.go.th/pdf/news09062553.pdf

รณรงค์ช่วยเหลือ รณรงค์ให้ปล่อยนักโทษ!!!

  • นักโทษทุกคนในรายชื่อนี้เป็นนักโทษการเมือง
  • ทุกคนจะไม่ได้รับความยุติธรรมในระบบศาลที่รับใช้อำมาตย์

Read Full Post »

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.