Feeds:
Posts
Comments

Archive for August, 2010

บทบาทแท้ของนายภูมิพล และสถาบันกษัตริย์ไทย นิยายและความจริง

ใจ อึ๊งภากรณ์

บทนำ

ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ นายภูมิพล ในฐานะกษัตริย์ไทย ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประมุขในนิยาย เพื่อให้อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยอันประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุน ได้ปกครองกดขี่ขูดรีดพลเมืองด้วยความสะดวกสบาย แต่นิยายเรื่องกษัตริย์นี้ไม่ได้รับการเชื่ออย่างเบ็ดเสร็จ ในบางยุคบางสมัยมีพลเมืองไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับระบบกษัตริย์ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และในปัจจุบันหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ก็มีพลเมืองจำนวนมากที่หมดศรัทธาในระบบกษัตริย์เช่นกัน

กษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไร้ความกล้าหาญ ไร้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำ และในความจริงเป็นคนที่ไร้อำนาจในสังคมไทยอีกด้วย แต่เขาไม่ใช่เหยื่อที่เราควรสงสาร เพราะเขาได้ประโยชน์ส่วนตัวมหาศาลจากบทบาทการเป็นกษัตริย์ และบทบาทการเป็นสัญลักษณ์ของ “ลัทธิกษัตริย์” ที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยมอบหมายให้เขาทำ

การเสนอว่า “นายภูมิพลไม่มีอำนาจ แต่มีบทบาทสำคัญในทางลัทธิความคิด” เป็นการเสนอความคิดที่ขัดแย้งโดยตรงกับสิ่งที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยพยายามยัดเยียดให้ประชาชนเชื่อ และที่น่าสนใจคือ เป็นการเสนอความคิดที่ขัดแย้งกับแนวคิดหลักของคน “หูตาสว่าง” ในยุคปัจจุบัน เช่นความคิดของอ.ชูพงษ์ หรือของ นปช. ยูเอสเอ เป็นต้น ในทั้งสองกรณี ไม่ว่าจะเป็นอำมาตย์ชนชั้นปกครอง หรือ คนอย่างอ.ชูพงษ์ มีการเสนอว่านายภูมิพลเป็นกษัตริย์ ศักดินา(เก่าแก่) สมบูรณาญาสิทธิราชย์(อำนาจสูงสุด) และกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ(แบบประชาธิปไตย) พร้อมกันหมด ในกรณีฝ่าย อ.ชูพงษ์ นปช. ยูเอสเอ หรือหนังสือ “ไทยใต้สมบูรณาญาสิทธิราชใหม่” โดยดารณี รวีโชติ (บรรณาธิการ) มีการอธิบายว่าเรื่อง “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เป็นเพียงภาพลวงตาที่นายภูมิพลสร้างขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามในรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นแนวอำมาตย์หรือแนวชูพงษ์ ความคิดว่านายภูมิพลมีอำนาจสูงสุดเป็นความคิดที่สร้างภาพกษัตริย์ขึ้นมาให้เราเกรงกลัว โดยมองข้ามอำนาจและบทบาทของทหาร ข้าราชการชั้นสูงและนายทุน

อาจมีเสื้อแดงบางกลุ่มในยุคนี้ เช่น อ.ชูพงษ์ ที่ขยันโจมตีเจ้าด้วยวาจาเกินเหตุ เพื่อรับใช้ทหารบางกลุ่มที่อยากครองอำนาจต่อไปในอนาคตหลังจากที่ภูมิพลเสียชีวิตไปแล้ว เพราะการเน้นแต่การวิจารณ์เจ้า ทำให้เรามองข้ามทหาร ยุทธวิธีที่สร้างความสับสนแบบนี้เคยถูกใช้ในอดีต เพื่อสร้างความแตกแยกในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยลูกศิษย์ของอ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

การที่มนุษย์สร้างคนหรือสิ่งสามัญประจำวันขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ขอยกตัวอย่างการสร้างพระพุทธรูป (หรืออาจใช้ตัวอย่างการสร้างรูปปั้นพระเยซูหรือเทพเจ้าฮินดูก็ได้) พระพุทธรูปที่คนไทยกราบไหว้อยู่ทุกวัน เริ่มต้นจากดินเผา หรือโลหะ ที่มนุษย์สกัดจากพื้นผิวโลก แล้วมาหล่อมาปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นมีการทาสีแปะทอง แล้วนำมาไว้ในวัด ชาวพุทธซีกส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับปรัชญาเหนือสิ่งอื่น อาจไม่ลืมว่านั้นคือแค่สัญลักษณ์ของความคิดของพระพุทธเจ้าผู้ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่สำหรับชาวพุทธส่วนใหญ่ จะมีการมองว่าพระพุทธรูปดังกล่าว ซึ่งปั้นขึ้นโดยมือคน กลายเป็นสิ่งที่มี “อำนาจ” และความศักดิ์สิทธิ์ ชาวพุทธที่คิดแบบนี้ไม่ได้ “โง่” หรือเชื่อศาสนาในทางที่ “ผิด” ความเชื่อในศาสนาเป็นรูปธรรมเสมอ ไม่มีแนวที่ผิดหรือถูก และเขามีสาเหตุที่เขาอยากเชื่อว่าพระพุทธรูปมี “อำนาจ” ทั้งๆ ที่ตามหลักวิทยาศาสตร์ พระพุทธรูปก็เป็นแค่ดินเผา หรือโลหะ ที่ไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือความเชื่อใน “อำนาจ” ของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากโลก มีความหมายในทางสังคม และกลายเป็นเครื่องมือในการบริหารสังคมหรือในการสร้างความหวังให้มนุษย์ ฯลฯ

ในกรณีนายภูมิพล เขาเป็นเพียงมนุษย์สามัญเหมือนท่านผู้อ่านหรือผู้เขียนเอง เขาต้องขี้เยี่ยวหรือตดเหมือนเรา เขาต้องเกิดแก่เจ็บตาย ต้องมีทุกอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ แต่เขาถูกอำมาตย์ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนมี “อำนาจ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ถึงขนาดเทวดา เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครองเรา นี่คือประเด็นที่พวก “หูตาสว่าง” ในยุคนี้มองข้ามเสมอ

บทความนี้จะพยายามพิสูจน์ข้อเสนออันนี้ ในขณะที่วิเคราะห์บทบาทอื่นๆ และนิยายต่างๆ เกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพล

นิยายการเป็นเทวดา

สังคมไทยมีส่วนคล้ายนิทานเรื่อง “เสื้อผ้าชุดใหม่ของจักรพรรดิ” เพราะในรอบหลายปีที่ผ่านมาอำมาตย์ผลิตซ้ำนิยายโกหกว่ากษัตริย์ “เป็นเจ้าเหนือหัวเรา” “เป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคน” “เป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถทุกด้าน เกินความเป็นมนุษย์” “เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด” หรือ “เป็นคนดีที่ทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข” และพวกผู้ใหญ่ของสังคมทั้งหลาย นอกจากจะบังคับกล่อมเกลาให้ประชาชนเชื่อแล้ว ก็ยังท่องนิยายนี้จนเชื่อเอง … และไม่แน่…กษัตริย์ภูมิพลอาจหลงเชื่อนิยายไปด้วย

แต่เด็กน้อยคนซื่อ ผู้มองเห็นแต่ความจริงจน “หูตาสว่าง” ได้พูดออกมาแล้ว “จักรพรรดิเปลือยกาย!!! ไม่ได้ใส่ชุดสวยหรูเหมือนกับที่ผู้ใหญ่บอกเลย

กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้รักประชาชนและสร้างความสงบอยู่เย็นเป็นสุขแต่อย่างใด เมื่ออำมาตย์ฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ นายภูมิพลเงียบเฉย ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตและสามารถพูดได้ ไม่ว่าจะอายุสูงแค่ไหน นอกจากนี้กษัตริย์ภูมพลทราบดีว่าพี่ชายเขาตายอย่างไร แต่เงียบและปล่อยให้คนบริสุทธิ์สามคนถูกประหารชีวิต กษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย คัดค้านสวัสดิการเพื่อประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระจายรายได้ สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และชมคนที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาและคนที่ทำลายประชาธิปไตย และในขณะที่ยอมให้คนยอว่าเป็น “พ่อแห่งชาติ” ตัวเองเลี้ยงลูกชายมาจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ถ้าภูมิพลเป็นคนก้าวหน้าหรือเป็นคนดี เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหยุดวิ่งรถตามถนนหนทาง เพื่อให้ตัวเขาและญาติๆ เดินทางด้วยความสะดวกในขณะที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับการอำนวยความสะดวกแบบนี้เลย เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหมอบคลานต่อตัวเองเหมือนกับว่าประชาชนเป็นสัตว์ และเขาจะออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเผด็จการต่างๆ รวมถึงกฎหมายหมิ่นเจ้าด้วย สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรยากๆ ไม่กล้าวิจารณ์ความไม่ถูกต้องในสังคมทั้งๆ ที่เป็นประมุข และไม่มีอุดมการณ์และมนุษยธรรมเพียงพอที่จะเห็นใจประชาชนเลย มีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนน่าสมเพช

บทบาทคู่ขนาน ทหาร กับ กษัตริย์

ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ในประเทศไทย เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่ใช่เพราะกษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจบงการอะไร สาเหตุเพราะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่ ใช้ “ลัทธิกษัตริย์” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเสมอ นอกจากนี้กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติอีกด้วย ได้แต่เสพสุขจากการทำงานของพลเมืองเท่านั้น ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไป

ถ้าเราจะเข้าใจบทบาทของกษัตริย์ภูมิพลในสังคมไทย เราต้องเข้าใจบทบาทคู่ขนานของทหารกับกษัตริย์ เพราะในสังคมต่างๆ โดยทั่วไปทั่วโลก ชนชั้นปกครองจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจข่มเหง และการสร้างความชอบธรรมสำหรับตนเองในสายตาประชาชนพร้อมๆ กัน และการใช้อันใดอันหนึ่งตามลำพังมีประสิทธิภาพต่ำเกินไปที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชนชั้นปกครอง

ในไทย กษัตริย์ภูมิพลคือสัญลักษณ์ของลัทธิอนุรักษ์นิยม ที่ให้ความชอบธรรมกับอำนาจของอำมาตย์ชนชั้นปกครอง โดยเฉพาะอำนาจทหาร และทหารคือผู้ใช้อำนาจข่มเหงประชาชนและสังคมด้วยอาวุธ อย่าลืมว่าทหารไทยเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำอีก และทุกครั้งจะอ้างถึงกษัตริย์ แต่กษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจเอง มีหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้กับทหาร แต่เป็นเครื่องมือที่ยินดีทำตามหน้าที่ เพราะได้ประโยชน์ตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามภาพลวงตาที่เราเห็น คือภาพละครอำนาจ ที่เสนอว่าภูมิพลเป็นใหญ่ในแผ่นดินและทหารเป็นทหารของกษัตริย์

อ่านต่อได้…..KingT2010s

Read Full Post »

การปฏิรูปของอภิสิทธิ์คือ การเกี่ยวข้าวในทะเลทราย

ใจ อึ๊งภากรณ์

จาก http://robertamsterdam.com/thai/

สิ่งหนึ่งที่ขบวนการเสื้อแดงยืนยันและพิสูจน์ตลอดคือ พลเมืองธรรมดาไม่เคยโง่และไม่เคยที่จะไม่เข้าใจประชาธิปไตย ดังนั้นเวลาพิจารณาคำว่า “ปฏิรูป” เราควรนิยามตามความเข้าใจของคนทั่วไป ซึ่งย่อมจะมีความหมายในเชิงบวก คือเป็นกระบวนการที่จะ “ทำให้สังคมดีขึ้น” แต่บ่อยครั้งชนชั้นปกครองพยายามปล้นขโมยคำว่า “ปฏิรูป” นี้ไปใช้ในทางตรงข้าม เพื่อปกปิดวัตถุประสงค์แท้ของเขา

ตอนนี้ในอังกฤษ รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยม ประกาศว่าจะ “ปฏิรูป” ระบบรัฐสวัสดิการ เวลาผมและประชาชนจำนวนมากฟังคำพูดแบบนี้ เราจะหนาว เพราะในความเป็นจริงข้อเสนอของเขาคือการทำลายมาตรฐานและการบริการประชาชนที่มาจากรัฐสวัสดิการ มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษในการตัดงบประมาณรัฐ กระทำไปเพื่อที่จะให้พลเมืองจ่ายหนี้ที่รัฐก่อขึ้นจากการพยุงธนาคารในวิกฤตเศรษฐกิจ มันเป็นการหลีกเลี่ยงการทวงเงินคืนจากธนาคารที่ปั่นหุ้นและเล่นการพนันจนเศรษฐกิจโลกพัง มันเป็นการหมุนนาฬิกากลับ มันควรจะเรียกว่าเป็นมาตรการถอยหลังที่ทำให้สังคมยาลง มากกว่าที่จะเรียกว่าเป็น “การปฏิรูป”

ในสังคมไทยปัจจุบันภายใต้ความมืดและการข่มเหงของอำมาตย์เผด็จการ มีการใช้คำว่า “ปฏิรูป” อีกครั้ง โดยนายกมือเปื้อนเลือดอภิสิทธิ์ ซึ่งต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ปฏิรูป” ไป 180 องศาจากความหมายที่สังคมไทยยอมรับในยุคที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ในยุคนั้นแน่นอน มีการถกเถียงกันว่าจะปฏิรูปอะไรอย่างไร แต่สังคมโดยรวมมีการยอมรับว่าต้องเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้นสำหรับคนธรรมดาหลังจากที่อยู่ภายใต้อำนาจทหารและอำนาจคนใหญ่คนโตมานานเกินไป นอกจากนี้เนื่องจากมันเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ หลายคนมองด้วยว่าโครงสร้างเก่าๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กีดกันคนธรรมดา กลายเป็นอุปสรรค์ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยรวมแล้วการร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของสังคมไทย ทั้งในวิธีการร่าง และผลที่ได้มา อย่างไรก็ตามอิทธิพลของนักวิชาการที่สนับสนุนกลุ่มทุนใหญ่ (พวก “เสรีนิยม”) มีมากกว่าอิทธิพลของประชาชนธรรมดา มีการให้ความสำคัญกับนักวิชาการ “ผู้รู้” มากเกินไป และรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ก็สะท้อนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่และกลุ่มชนชั้นนำมากเกินไปด้วย เช่นในเรื่องการสนับสนุนกลไกตลาดแทนการบริการประชาชนโดยรัฐ หรือการเสนอให้ ส.ว. และองค์กรอิสระ “ปลอดการเมือง” ซึ่งเป็นไปไม่ได้และเป็นเพียงหน้ากากปิดบังอิทธิพลของกลุ่มทุนและชนชั้นนำพวกที่ไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้การเพิ่มอำนาจของนายกรัฐมนตรีและการเพิ่มอิทธิพลของพรรคเสียงส่วนใหญ่ในสภาที่มากับรัฐธรรมนูญปี ๔๐ เป็นสิ่งที่อาจไม่เป็นประโยชน์กับคนจน โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลใช้นโยบายที่ไม่เป็นประโยชน์กับเขา เนื่องจากการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งมากขึ้นอาจทำให้รัฐบาลไม่ฟังประชาชนก็ได้ และโอกาสของพรรคการเมืองใหม่ๆ ของคนจน (ถ้ามี) ก็จะน้อยลง แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยาแต่อย่างใด

ใครที่ยังไม่ชัดเจนว่าแนว “เสรีนิยม” ขัดขวางเสรีภาพของประชาชนคนธรรมดาแค่ไหน ควรตรวจดูว่าพวกนักวิชาการเสรีนิยมในไทยส่วนใหญ่ไปมีจุดยืนอะไรในปัจจุบัน คำตอบคือเกือบ 100% ต้อนรับรัฐประหาร 19 กันยา และเป็นเสื้อเหลืองที่ดูถูกและเกลียดชังคนจน ก่อนหน้านั้นพวกนี้ก็ได้แต่โจมตีโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรค และการบริการคนจน ว่าเป็นการ “ขาดวินัยทางการคลัง” ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยพูดแบบนี้กับเรื่องการขึ้นงบประมาณทหาร ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนหลังรัฐประหารและภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์

เราไม่จำเป็นต้องเรียนสูงจบปริญญาอะไรเพื่อเข้าใจว่า “การปฏิรูป” ที่มาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์จะไม่มีเป้าหมายเพื่อทำให้สังคมดีขึ้นหรือเพื่อขยายสิทธิเสรีภาพ แค่ดูผลงานและที่มาในโลกจริงของรัฐบาลนี้ก็จะเข้าใจ เช่น เราทราบว่ารัฐบาลนี้มาจากการทำรัฐประหารโดยทหาร มาจากการบงการโดยทหาร ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพราะไม่เคยครองใจประชาชนส่วนใหญ่ เป็นรัฐบาลที่สั่งทหารฆ่าประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยไปเกือบ 90 ศพ ทั้งๆ ที่ประชาชนเหล่านั้นไม่มีอาวุธ เป็นรัฐบาลที่ปกปิดเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิดอย่างที่ไม่เคยเซ็นเซอร์มากก่อน เป็นรัฐบาลที่จำคุกคนที่มีความเห็นต่างภายใต้กฎหมายคอมพิวเตอร์ กฎหมายหมิ่นฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเป็นรัฐบาลที่ใช้สองมาตรฐานทางกฎหมายอย่างหน้าตาเฉย ใช้ระบบศาลอย่างลำเอียง ไม่คิดว่าตนต้องอธิบายอะไร โกหกไปเรื่อยๆ สร้างซีดี ออกรายการโทรทัศน์ ทำอย่างหน้าด้านๆ เพราะรู้ว่าไม่ต้องปรึกษาประชาชน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และเพราะมีกระบอกปืนและรถถังหนุนหลัง

ทุกอย่างที่รัฐบาลนี้และทหารที่หนุนหลังรัฐบาลทำไป ไม่ใช่ “อุบัติเหตุ” ไม่ใช่การ “รู้ไม่ถึง” แต่เป็นการจงใจทำ แถมผู้ที่อภิสิทธิ์แต่งตั้งมาเพื่อควบคุมดูแล “การปฏิรูป” (นายอานันท์ ปันยารชุน) เป็นคนที่รับใช้เผด็จการทหาร ร.ส.ช. หลังการทำรัฐประหารปี ๓๔ เขาเป็นคนที่มองว่าชนชั้นปกครองมือเปื้อนเลือดไม่ควรถูกจับมาลงโทษ (เพราะอภัยโทษให้สุจินดาที่ทำรัฐประหารและสั่งฆ่าคนในเหตุการณ์พฤษภา ๓๕) เขาเป็นคนที่เคยแสดงความเห็นว่า “ประชาธิปไตยไทยๆ” ไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เป็นคนที่คัดค้านสหภาพแรงงาน (ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของลูกจ้าง) เป็นคนที่เคยพูดว่าพี่น้องมุสลิมมาเลย์ในภาคใต้ควร “ลืม” เหตุการณ์นองเลือดตากใบ และเป็นคนที่มองว่าไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ

ดังนั้นใครที่คิดว่ารัฐบาลนี้จะผลักดัน “การปฏิรูป” (ในความหมายที่คนธรรมดาเข้าใจ) มีแค่สองประเภทคือ คนโกหก กับคนปัญญาอ่อน …. แล้วทำไมนักวิชาการจำนวนมากจึงเข้าไปร่วมกับ “กระบวนการปฏิรูป” ของอำมาตย์?? ส่วนใหญ่เป็นคนที่หวังได้ชื่อเสียง หวังได้หน้า หวังได้ผลประโยชน์ หรือเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับตัวเองเกินเหตุ พวกนี้เป็นคนโกหกชัดๆ เป็นคนที่รับใช้ผู้เป็นใหญ่ไม่ว่าจะเป็นใคร และพร้อมจะเปลี่ยนจุดยืน แล้วแต่ว่าใครมีอำนาจ เขาเป็นคนที่จงใจปิดหูปิดตา และทำเป็นมองไม่เห็นสภาพสังคมไทยตอนนี้ และประกาศว่า “ความเลวทรามทั้งหมดเป็นการกระทำของรัฐบาลทักษิณและคนเสื้อแดงเป็นคนจนโง่ๆ ที่ถูกหลอกถูกซื้อ”

อีกส่วนหนึ่งของนักวิชาการที่เข้าร่วม อาจส่วนน้อย คือคนปัญญาอ่อนทางการเมือง ทำไมคนที่ไม่ได้สนับสนุนรัฐประหารหรือสนับสนุนพวกเสื้อเหลือง และมีประวัติของการยืนเคียงข้างคนจน จึงปัญญาเสื่อมจนเลือกไปร่วมกับอภิสิทธิ์? ไม่ใช่เพราะถูกซื้อ ผมรับรองว่าเขาบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าเราจะเข้าใจพฤติกรรมของเขา ต้องเข้าใจว่าเขาคิดว่าการล้มอำมาตย์และการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย หรือการลดบทบาททหารโดยสิ้นเชิง “ทำไม่ได้” แต่ถ้าจะมีละครการปฏิรูปอย่างที่กำลังเกิด เขามองว่าถ้าเขาเข้าไปร่วมด้วย มันอาจมีประโยชน์บ้าง ดีกว่าไม่ร่วม แต่เขาเข้าใจผิดมหาศาล เพราะแทนที่จะเกิดประโยชน์ จะไม่มีอะไรเลยที่มีความหมายจริงๆ เกิดขึ้น และเขาจะถูกใช้เป็นไม้ประดับเพื่อให้ความชอบธรรมกับการโฆษณาชวนเชื่อของอำมาตย์ต่างหาก

บางคนอาจมองว่าเวลาผมใช้คำว่า “ปัญญาอ่อนทางการเมือง” มันแรงไปหน่อย ผมว่าไม่แรงไป เพราะใครที่ยอมคิดอะไรด้วยเหตุผลหรือด้วยวิธีการคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างง่ายๆ ย่อมเข้าใจว่าหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างในโลกมีเงื่อนไขจำเป็นก่อนที่มันจะเกิดขึ้นได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Necessary Conditions ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะปลูกพืชผล ต้องมีน้ำมีแร่ธาตุมีแสงแดด หรือถ้าสัตว์กับมนุษย์จะมีชีวิตต้องมีออกซิเจนคือต้องสามารถหายใจได้ ในเรื่องสังคมศาสตร์ก็เหมือนกัน เราไม่สามารถปฏิรูปสังคมถ้าไม่มีประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพได้ “การปฏิรูป” จอมปลอมของอภิสิทธิ์ จึงเป็น “การเกี่ยวข้าวในทะเลทราย” เพราะในทะเลทรายปลูกข้าวไม่ได้แต่แรก มันเป็นภาพลวงตาประเภทที่เกิดขึ้นกลางทะเลทรายร้อนๆ

ถ้าเราจะปฏิรูปสังคมไทยให้ดีขึ้น เราจะต้องกำจัดลบทิ้งอิทธิพลของทหารในการเมืองและสังคมโดยสิ้นเชิง เหมือนที่เป็นอยู่ในประเทศประชาธิปไตยทั่วไป เราต้องสร้างเงื่อนไขไม่ให้ทหารทำรัฐประหาร ทหารต้องไม่คุมสื่อ ทหารต้องไม่มีส่วนในการควบคุมสังคม และทหารจะต้องไม่มีสิทธิ์อ้างสถาบันใดก็ตามเพื่อการทำลายประชาธิปไตย ทหารต้องรับใช้ประชาชนอย่างเดียว ไม่มีเจ้านายอื่น ดังนั้นการปฏิรูปบทบาททหารเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งในกระบวนการปฏิรูป โดยเฉพาะในบริบทที่ทหารแทรกแซงการเมืองและสังคมไทยมาตลอด การปฏิรูปทหารหมายถึงการลดงบประมาณทหารอย่างถอนรากถอนโคนด้วย แต่แน่นอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่บงการโดยทหาร และกรรมการปฏิรูปของอภิสิทธิ์ไม่มีวันพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย

ขณะนี้เราเห็นความเสื่อมเสียของระบบ “ยุติธรรม” และกฎหมายในไทย ในระยะสั้นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสื่อมเสียนี้คือทหารและรัฐบาลปัจจุบัน แต่ผู้พิพากษาและศาลก็มีส่วนสำคัญในการทำลายระบบยุติธรรม ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปให้ไทยเป็นนิติรัฐ ต้องปลดผู้พิพากษาและศาลจำนวนมาก และเลือกตั้งคนที่มีอุดมการณ์ในความเป็นธรรมทางกฎหมายเข้ามาแทนที่ พร้อมกันนั้นต้องลดอำนาจเผด็จการของศาล โดยนำระบบลูกขุนมาใช้ตัดสินคดีต่างๆ และต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลที่ทุกวันนี้ใช้ป้องกันความไม่เที่ยงธรรมของศาล อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือต้องยกเลิกความป่าเถื่อนของโทษประหาร และลดเวลาในการพิจารณาคดีต่างๆ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าคดีต่างๆ จะลากไปเรื่อยๆ เป็นปีๆ เพื่อให้โจรหากินกับกฎหมายและเพื่อข่มขู่คนที่ถูกกล่าวหา โดยที่เขามีเมฆดำลอยอยู่เหนือชีวิตเป็นปีๆ และเราต้องย้ำว่าผู้ถูกกล่าวหาย่อมบริสุทธิ์เสมอก่อนที่จะจบการพิจารณาคดี ยิ่งกว่านั้นนักโทษทุกคน ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการพิจารณาคดี จะต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องไม่ถูกล่ามโซ่ และต้องไม่ถูกบังคับให้แต่งชุดนักโทษที่ทำลายความเป็นมนุษย์ เวลาขึ้นศาลไม่ควรแต่งชุดนักโทษ เพราะจะสร้างภาพล่วงหน้าว่าเป็นคนที่กระทำความ “ผิด”

ถ้าจะปฏิรูปสังคม เราควรจะมาคุยกันว่าจะใช้กฎหมายและเรือนจำเพื่อปกป้องประชาชนและสังคม หรือเพื่อลงโทษแก้แค้น เพราะสังคมอารยะจะเน้นอันแรกเป็นหลัก การแก้แค้น โดยเฉพาะด้วยความรุนแรง ไม่ใช่พฤติกรรมของสังคมอารยะ อย่างที่มีคนอื่นพูดไปแล้ว “การแลกตาต่อตา เพียงแต่ทำให้สังคมตาบอด” สังคมอารยะต้องเข้าใจว่าทำไมคนบางคนกระทำความผิด และต้องพยายามแก้ที่ต้นเหตุในสังคม ดังนั้นสภาพของเรือนจำไม่ควรจะแย่อย่างในปัจจุบัน และไม่ควรจำคุกคนที่ไม่เป็นอันตรายจริงๆ กับเพื่อนมนุษย์คนอื่น การปฏิรูปการเมือง จะต้องรวมไปถึงการลดจำนวนคนที่ถูกคุมขัง โดยเฉพาะคดีขโมยทรัพย์หรือยาเสพติด

ก่อนที่จะปฏิรูประบบยุติธรรมได้ สังคมเราจะต้องไม่มีนักโทษการเมือง เพราะนักโทษการเมืองเป็นคนที่ถูกคุมขังด้วยสาเหตุที่มีมุมมองทางการเมืองต่างจากชนชั้นปกครอง การมีนักโทษการเมืองพิสูจน์ว่าไม่มีประชาธิปไตย ดังนั้นใครที่อยากปฏิรูปสังคมไทย จะต้องมีส่วนในการรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษเสื้อแดงทั้งหมด และจะต้องรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ และกฎหมายคอมพิวเตอร์ และปล่อยคนอย่าง ดา ตอร์บิโด คุณจะปฏิรูปอะไรได้ ถ้าไม่มีสิทธิ์คิดต่างจากอำมาตย์?

ถ้าจะปฏิรูปสังคม เราต้องกล้าทบทวนความคิดหลายอย่างที่เคยถือว่า “จารึกบนแท่นหิน” เช่นเรื่องรัฐชาติ ภาษา และพรมแดน หรือระบบการปกครอง ตอนนี้เรามีวิกฤตในภาคใต้ วิกฤตนี้มาจากท่าทีของรัฐรวมศูนย์ไทยที่มีต่อคนที่มีเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และศาสนาที่ไม่เข้ากรอบ “ความเป็นไทย” การทหารแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ เหมือนกับที่การทหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้ และการคลั่ง “ชาติไทย” เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความรุนแรง และการกดขี่คนอื่น เราน่าจะเรียนรู้ได้แล้วจากประสบการณ์ในภาคใต้ และจากประสบการณ์ความเลวทรามของพวกพันธมิตรฯ ที่พยายามก่อสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร จริงๆ แล้วเขาพระวิหารใช้เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ในเรื่องการท่องเที่ยว ใช้มาอย่างนั้นในอดีตหลายปีแล้วด้วย เพียงแต่เกิดปัญหาจอมปลอมเมื่อพวกหัวเพี้ยนคลั่งชาติ ต้องการสร้างเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นโจมตีรัฐบาลไทยรักไทยเท่านั้น

ประเด็นสำคัญๆ ที่ต้องพิจารณาในการปฏิรูปสังคมไทยมีอีกมากมาย และไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของบุคคลคนเดียวที่จะเสนอประเด็น เรื่องอื่นที่สำคัญเช่นเรื่องสื่อ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของวิทยุชุมชน สื่ออินเตอร์เน็ท และบทบาทอันสมควรของโทรทัศน์สาธารณะ เพราะปัจจุบันนี้โทรทัศน์ ไทย PBS นับว่าเป็นช่องที่น่าอับอายขายหน้าสากล เนื่องจากเข้าข้างอำมาตย์และรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้เราต้องกล้าตั้งคำถามว่า ทำไมทหารต้องมีสื่อของตนเองด้วย?

ถ้าจะปฏิรูปสังคม ต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา และการเพิ่มสิทธิต่างๆ ของลูกจ้างในสหภาพแรงงาน… รวมถึงสิทธิในความหลากหลายทางเพศของพลเมืองอีกด้วย แต่นอกจากนี้เราต้องพูดกันถึงการกระจายรายได้และการสร้างความมั่นคงในชีวิตผ่านระบบรัฐสวัสดิการและการเก็บภาษีก้าวหน้า เพราะถ้าพลเมืองเราจะมีส่วนร่วมเต็มที่ในสังคม เราต้องลดความเหลื่อมล้ำและกำจัดความยากจน นี่คือแนวทางที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยแท้ ดังนั้นการปฏิรูปจะขาดการพูดถึงรัฐสวัสดิการไม่ได้ แต่อย่าไปหวังว่ากระบวนการของอภิสิทธิ์จะลดความเหลื่อมล้ำเลย เพราะอำมาตย์ทำลายประชาธิปไตยตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของเขาจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ

ในโลกแห่งความเป็นจริงของสังคมไทย ผู้ที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะมีส่วนสำคัญในกระบวนการปฏิรูป คือผู้ที่ใฝ่ฝันถึง “รัฐไทยใหม่” ที่ไม่มีอำมาตย์ในรูปแบบต่างๆ ไม่มีการแทรกแซงการเมืองโดยทหาร มีประชาธิปไตยและเสรีภาพ และไม่มี “ความเป็นเจ้าเป็นนายเหนือไพร่” คือมีความเท่าเทียมระหว่างพลเมืองทุกคนนั้นเอง ความก้าวหน้าของสังคม ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากผู้นำไม่กี่คน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากนักวิชาการหรือนักกฎหมาย และเราหวังอะไรไม่ได้จากพรรคเพื่อไทยในแง่ของการปฏิรูปสังคมอย่างจริงจัง เพราะพรรคนี้เป็นเพียงแค่เงาจางๆ ของพรรคไทยรักไทย

การปฏิรูปเป็นสิ่งที่มาจากการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากในสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” คนเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นขบวนการแท้จริงที่จะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ถ้าจะปฏิรูปสังคมในรูปธรรมต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยน จัดตั้ง (อาจต้องสร้างพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่หลากหลาย) และการเรียนรู้ร่วมกันในขบวนการเสื้อแดง เพื่อให้เราเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่าเราต้องการปฏิรูปสังคมไทยให้ไปในทิศทางใด

Read Full Post »

สิริกิติ์ไม่สมควรจะเป็นราชินีหรือรับเงินภาษีประชาชน

สิริกิติ์ไม่ใช่แม่ผม ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนที่น่าเคารพ ไม่ใช่ “แม่” ของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ผมรัก

แต่เป็นแค่ “แม่” ของอำมาตย์เผด็จการและสมุนปัญญาอ่อนเท่านั้น

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเป็นระบบที่อำมาตย์ไทยอ้างเสมอว่าใช้อยู่ในประเทศไทย กษัตริย์และคู่สมรส รวมถึงลูกๆ จะต้องไม่ยุ่งหรือแทรกแซงการเมือง และอำมาตย์เองก็อ้างเสมอว่ากษัตริย์ไทย “อยู่เหนือการเมือง” และ “ไม่ยุ่งการเมือง” แบบนี้

แต่ปรากฏว่านางสิริกิติ์ ผู้ดำรงตำแหน่งราชินี และเป็นผู้ที่รับทรัพย์สินเงินทองมหาศาลจากภาษีและการทำงานของประชาชนไทยธรรมดาเป็นล้านๆ คน ได้ทำตัวไม่สมควร โดยการใช้ตำแหน่งตนเองในทางที่ผิด เกินขอบเขตหน้าที่ และละเมิดกติกาเบื้องต้นพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข มีรายละเอียดดังนี้คือ

  1. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของผู้ประท้วงพันธมิตรฯ เพื่อแสดงว่าตนเองสนับสนุนกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ก่อความรุนแรงบนท้องถนน และก่ออาชญากรรมด้วยการยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๑
  2. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของนายทหารที่ตายขณะที่กำลังสั่งให้ลูกน้องปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยปราศจากอาวุธที่ราชดำเนิน เพื่อแสดงจุดยืนว่าตนเองสนับสนุนการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนดังกล่าว
  3. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการส่งจดหมายไปชื่นชมผู้ที่วิจารณ์ด่าการเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศ CNN เกี่ยวกับประเทศไทย โดยที่ไม่พอใจที่ CNN พยายามเสนอข่าวที่เป็นจริงและเป็นกลาง ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่านางสิริกิติ์ไม่พอใจกับการเสนอข่าวแท้และความจริง และต้องการให้มีการบิดเบือนข่าวในสื่อเพื่อปกป้องอำมาตย์แทน กรณีนี้เป็นการกระทำของนางสิริกิติ์ที่โง่เขลาและน่าขำในสายตาชาวโลก เพราะเปิดโปงให้ชาวโลกเห็นถึงทัศนะเผด็จการคับแคบของเขา ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกเกี่ยวกับนางสิริกิติ์ เพราะในอดีตมีผู้สงสัยว่านางสิริกิติ์มีส่วนรู้ส่วนเห็นในการที่เพชรราชวงศ์ซาอุถูกขโมยไป แต่ยังไม่มีการพิสูจน์อะไรในศาล อย่างไรก็ตามสิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วคือนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยของนางสิริกิติ์เวลาไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาและที่อื่น ทั้งๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากยังยากจน และสามีตนเองชอบสั่งสอนสังคมไทยให้ “พอเพียง” ดุจนกแก้วหรือแผ่นเสียงตกร่อง ในการไปเที่ยวสหรัฐ 67 วันในปี ๒๕๒๓ นางสิริกิติ์ใช้เงินไปถึง 100 ล้านบาท
  4. การแทรกแซงเพื่อสนับสนุนพันธมิตรฯ และสนับสนุนการปราบปรามประชาชนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ของนางสิริกิติ์ เป็นการแทรกแซงเพื่อทำลายระบบประชาธิปไตย ดังนั้นต้องถือว่าผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
  5. ในกรณีวิกฤติภาคใต้ ในปี๒๕๔๗ หลังจากเหตุการณ์นองเลือดตากใบและอื่นๆ ที่พี่น้องชาวมุสลิมมาเลย์ถูกเข่นฆ่าโดยรัฐบาลและทหาร และหลังจากที่มีประชาชนไทยพุทธเสียชีวิตอีกด้วย แทนที่นางสิริกิติ์จะหุบปากเงียบควบคุมตนเอง ในฐานะที่เป็นผู้ไม่สนใจที่จะรู้เรื่องอะไรในสังคมนอกจากการทำศัลยกรรมซ้ำแล้วซ้ำอีก นางสิริกิติ์เลือกที่จะแสดงความเห็นในลักษณะที่ชักชวนยุยงให้เกิดความรุนแรง โดยพูดว่าเป็นห่วงแค่ประชาชนชาวพุทธ และพูดอีกว่าถ้าตนอายุน้อยกว่านี้จะจับปืนไล่ยิงฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการแทรกแซงการเมืองอย่างไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นการกระทำที่จะทำให้การแก้ปัญหาทางการเมืองในภาคใต้ยากขึ้น จุดยืนปฏิกิริยานี้ของนางสิริกิติ์ ไม่ต่างจากจุดยืนในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ตนและครอบครัวสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือดที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งแสดงว่าเป็นสันดาลปกติของนางสิริกิติ์ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
  6. นางสิริกิติ์ชอบออกโรง เล่นบทบาทของความเป็น “แม่ของชาติ” แต่ดูเหมือนไม่สามารถเลี้ยงลูกตนเอง โดยเฉพาะลูกชายคนโปรดของเขา ให้เป็นคนดีหรือแม้แต่คนที่ไม่ผิดเพี้ยนได้ ไม่สามารถสั่งสอนให้ลูกชายเคารพเพศหญิงได้ จริงอยู่เพศหญิงไม่ควรถูกกดดันให้เป็นแม่ที่ดีหรืออะไรแบบนั้น และทุกคนพร้อมจะยกโทษให้อภัยกับความล้มเหลวในการเลี้ยงลูกของนางสิริกิติ์ได้เสมอ ถ้าหากนางสิริกิติ์ยอมรับว่าตนเองล้มเหลวในการเลี้ยงลูกและไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะอ้างตัวเป็น “แม่แห่งชาติ” แต่ดูเหมือนว่านางสิริกิติ์ขาดจิตสำนึกพื้นฐาน หลงตนเอง จนแยกแยะความจริงจากความเท็จไม่ได้

ข้อมูล 6 ข้อนี้ ซึ่งไม่รวมถึงเรื่องซุบซิบอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราต้องมองข้ามเพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ในสังคมที่ปิดลับอย่างเมืองไทย เป็นสาเหตุที่พิสูจน์ว่านางสิริกิติ์ไม่สมควรที่จะเป็นราชินี ไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะ และไม่สมควรที่จะรับเงินภาษีประชาชนแม้แต่บาทเดียว เขาควรจะถูกปลดออกหรือลาออกจากตำแหน่ง แต่คงไม่มีอำมาตย์ไหนที่อยากปลดเขาออกจากตำแหน่งในขณะที่นางสิริกิติ์ไม่มีวันสำนึกผิดเอง

สิริกิติ์ไม่ใช่แม่ผม ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนที่น่าเคารพ ไม่ใช่ “แม่” ของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ผมรัก แต่เป็นแค่ “แม่” ของอำมาตย์เผด็จการและสมุนปัญญาอ่อนเท่านั้น

เพื่อนชาวไทยที่รักและเคารพครับ จงพิจารณาว่าทำไมบทความแบบนี้ ซึ่งเป็นความจริง เราไม่สามารถตีพิมพ์ได้อย่างเปิดเผยและเสรีในประเทศไทย ท่านอยากให้ประเทศไทยเป็นสังคมตอแหลแบบนี้ต่อไปหรือไม่?

เราคงต้องสรุปว่าหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมอารยะอันดีงาม คือต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ยกเลิกเทวดาจอมปลอม ลดบทบาททหาร และสร้างสาธารณะรัฐที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

12 สิงหาคม 2553

Read Full Post »

« Newer Posts

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.