Feeds:
Posts
Comments

Archive for September, 2010

มติชนรายงานว่า…เวลา 17.33 น. วันที่ 27 กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำคณะองคมนตรี และภริยา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นการส่วนพระองค์     โอกาสนี้ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับหลักการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขว่า “บุคคลที่นับได้ว่า มีสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้อื่น สมควรที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือแบ่งปันแก่ผู้ไม่มี อย่างพอเหมาะพอสม และตนเองไม่เดือดร้อน ส่วนผู้ที่ไม่มี ก็ควรพยายาม ไม่ควรรอคอยแต่ความช่วยเหลือ หรือคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ หากช่วยเหลือกันดังนี้แล้ว บ้านเมืองก็จะสงบสุข … “

ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเองเขาจะต้อง

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน

แต่ถ้านายภูมิพลไม่จริงใจ ซึ่งเป็นข้อสมมุติฐานของผู้เขียน… ที่มาที่ไปของคำพูดต่อองค์มนตรีคือ..

พวกอำมาตย์เริ่มกลัวว่ากระแสไม่เอาเจ้าที่มาแรง เลยกระซิบบอกนายภูมิพลให้ “เอาใจชาวบ้านหน่อยแต่ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นรูปธรรมพ่ะย่ะ่ค่ะ่” (เดาเอาเฉยๆนะครับ)

Read Full Post »

ความคิดผิดๆ เกี่ยวกับ การนำ” ของคนที่วิจารณ์วันอาทิตย์สีแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

“การนำ” ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แบบขบวนการเสื้อแดงในไทย มีสองชนิดคือ

  1. การนำจากเบื้องบน คือมีการพูดคุยกันในหมู่คนส่วนน้อยที่ถือว่าตนเองเป็น “ผู้ใหญ่” ของขบวนการ หรือ “ผู้รู้” ของขบวนการ แล้วมีการแต่งตั้งแกนนำ ไม่ว่าจะแต่งตั้งตนเองหรือแต่งตั้งผู้อื่น แกนนำประเภทนี้จะพยายาม “ควบคุม” และ “สั่ง” มวลชน แกนนำแบบนี้เป็นแกนนำเชิงเผด็จการ ข้อเสียคือไม่สามารถอาศัยพลังและความสร้างสรรค์ของมวลชนเต็มที่ มีการปิดโอกาสที่จะให้คนธรรมดาในมวลชนนำตนเอง
  2. การนำจากเบื้องล่างหรือรากหญ้า ความหมายของ “การนำ” ในกรณีนี้ไม่ใช่การตัดสินใจในหมู่คนกลุ่มเล็กๆ และไม่ใช่การ “สั่ง” ลงมาให้มวลชนทำตาม แต่เป็นปรากฏการณ์ของการ “ร่วมกันคิดร่วมกันทำ” โครงสร้างขบวนการไม่ได้มีลักษณะแบบทหาร แต่มีลักษณะแบบ “แกนนำแนวราบ” การเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นกับ “บารมี” ไม่ได้ขึ้นกับ “การเป็นผู้ใหญ่” และไม่ได้ถูกำหนดมาจากประเด็นว่าใครตะโกนสั่งคนอื่นได้ แต่การนำในรูปแบบนี้หมายถึงความสามารถในรูปธรรมที่จะเสนอข้อคิดและแนวทางในการต่อสู้ที่มวลชนยอมรับและมองว่ามีประโยชน์ ดังนั้นจะมีผู้นำที่หลากหลาย ไม่ถาวร บางครั้งมวลชนจะรับฟังข้อเสนอของบุคคลคนหนึ่ง ครั้งต่อไปจะรับฟังข้อเสนอของคนอื่น มันเปิดโอกาสให้มวลชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดทิศทางการต่อสู้ และแกนนำจะพัฒนางอกจากรากหญ้าตามการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เป็นจริง นี่คือรูปแบบการนำที่คนเสื้อแดงควรใช้

ในหมู่คนที่สนับสนุนการนำจากเบื้องล่างหรือรากหญ้า อาจมีความแตกต่างกันในรูปแบบ บางคนจะไม่ชอบการจัดองค์กรถาวร เช่นพวกที่มีความคิดอนาธิปไตย อาจมองว่าควรปล่อยทุกอย่างตามธรรมชาติ ไม่ต้อง “จัดตั้งอะไร”

แต่ในหมู่นักสังคมนิยมมาร์คซิสต์อย่างผม เราจะมองว่าต้องมีความพยายามที่จะจัดตั้ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราจะจัดตั้งอย่างไร เพื่อรักษาการนำจากรากหญ้าได้ เพราะสองกระบวนการนี้ “การจัดตั้ง และการนำจากรากหญ้า” มันขัดแย้งกัน คำตอบสำหรับนักสังคมนิยมที่อาศัยประสบการณ์ของคนอย่างเลนิน ตรอทสกี และโรซา ลัคแซมเบอร์ค คือ เราต้องมีองค์กรหรือพรรคสังคมนิยม พรรคนั้นต้องมีประชาธิปไตยภายในเต็มที่ เพื่อให้สมาชิกรากหญ้านำได้ และเมื่อเข้าไปเคลื่อนไหวในกลุ่มมวลชนขนาดใหญ่ พรรคก็จะเสนอแนวทางต่อสู้และข้อคิด แต่ยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ของมวลชน ไม่ครอบงำมวลชน และไม่กีดกันคนที่คิดต่าง พูดง่ายๆ คือในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม จะมีกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย แต่ละกลุ่มก็มีข้อเสนอกับมวลชน มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน แล้วมีการตัดสินใจร่วมกันภายใต้ความสามัคคีในการต่อสู้หรือเคลื่อนไหว

การที่ใครหรือกลุ่มใดจะเป็นแกนนำได้ในเวลาหนึ่ง ต้องพิสูจน์ในรูปธรรมท่ามกลางการเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ ว่าสามารถนำมวลชนได้จริง…. ไม่ใช่มา “แต่งตั้ง” แกนนำล่วงหน้าจาก “ผู้ใหญ่” หรือ “ผู้รู้”

ในกรณีการชุมนุมที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ ๑๙ กันยาที่ผ่านมา เราไม่ควรหลงคิดว่าไม่มีการนำ เพราะการที่คนมาเป็นหมื่นแปลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงตามชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ และที่อื่น ได้คุยกันล่วงหน้าและเตรียมตัวเพื่อที่จะมาชุมนุม นี่คือการนำที่สำคัญ เพราะเป็นการนำตนเอง และการที่มวลชนมีความเห็นพร้อมกันว่าควรมาชุมนุม พิสูจน์ความสามารถของแกนนอนวันอาทิตย์สีแดงในการนำแบบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ถ้าเราสามารถจัด “สมัชชาคนเสื้อแดง” ที่เปิดกว้างประกอบไปด้วยผู้แทนรากหญ้าของเสื้อแดงตามพื้นที่ต่างๆ มันจะมีประโยชน์มากในการประสานการทำงาน และการร่วมกันกำหนดนโยบายทางการเมืองและทิศทางการต่อสู้ แต่ที่สำคัญคือมันต้องเป็นสมัชชารากหญ้า

มีบางคนพูดว่าการชุมนุมในวันที่ ๑๙ “เปิดเผยจุดอ่อนของการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์” การพูดแบบนี้แสดงว่าไม่เข้าใจลักษณะพื้นฐานของการเคลื่อนไหวเลย เพราะการชุมนุมเดินขบวนทุกครั้ง ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหน และไม่ว่าจะมาสิบคนหรือสามแสนคน ล้วนแต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทั้งนั้น และมันสร้างความสามารถที่จะนำไปสู่การต่อสู้ที่ไม่เป็นสัญลักษณ์ได้ เช่นการนัดหยุดงาน การยึดสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การยึดอำนาจโดยประชาชนและล้มเผด็จการได้

Read Full Post »

Fri, 2010-09-24 15:41

กักตัว ผอ.ประชาไท ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เบื้องต้น จนท.แจ้งมีหมายจับจากศาลขอนแก่น

(16.30น.) ล่าสุด ทราบหมายเลขคดี ปจว.ข้อ ก. หรือคดีที่ 4371/2551 วันที่ 11 ส.ค. 51 เป็นการฟ้องโดยผู้กำกับการ สภ.อ.เมืองขอนแก่น ผู้ดูแลระบบร่วมกับผู้ใช้กระทำความผิดมาตรา 14  และมาตรา 15  พรบ.คอมพิวเตอร์ หมายระบุว่า ข้อความที่ผิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2552 ระบุสถานที่เกิดเหตุ ขอนแก่น โดยหมายจับลงวันที่ 8 ก.ย. 2552 มีชัชพงษ์ พงษ์สุวรรณ เป็นพนักงานสอบสวน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่เดินทางไปยุโรปเพื่อร่วมการประชุมเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน น.ส.จีรนุช ได้ถูกเจ้าหน้าที่ ตม.กักตัวตรวจสอบโดยระบุว่า มีชื่อซ้ำกับคนที่จ.ขอนแก่น และในวันที่เดินทางกลับ ก็ถูกกักไว้ด้วยเหตุผลเดียวกัน ก่อนจะแจ้งว่ามีหมายจับ จากศาลขอนแก่น

ล่าสุด รายงานแจ้งว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำบันทึกจับกุมที่สนามบิน จากนั้น จะส่งตัวไปที่ สภ.อ.ขอนแก่น ทางรถยนต์ทันที

(24 ก.ย. 53) เมื่อเวลาประมาณ 14.30น. รายงานข่าวแจ้งว่า นส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ถูกกักตัวอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากกลับจากการประชุมเรื่อง Internet at Liberty 2010 ประเทศฮังการี เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีหมายจับจากศาล จ.ขอนแก่น และอาจจะต้องส่งตัวไปยังจ.ขอนแก่นภายในวันนี้ โดยขณะนี้ยังไม่ทราบข้อกล่าวหาที่ชัดเจน หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

http://www.prachatai3.info/journal/2010/09/31237

Read Full Post »

Read Full Post »

17-19 กันยา ปีนี้สำคัญอย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

การที่คนเสื้อแดงเป็นหมื่นๆ ออกมาประท้วงที่ราชประสงค์แค่ 4 เดือนหลังจากการปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างประชาธิปไตย พร้อมกับการชุมนุมที่ราชประสงค์ มีการชุมนุมตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ และแม้แต่ในประเทศอื่นทั่วโลก ก่อนหน้านั้นมีการวางดอกกุหลาบหน้าเรือนจำ 17 แห่ง เพื่อรำลึกถึงนักโทษการเมืองอีกด้วย

การชุมนุมที่ราชประสงค์เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ส่งสัญญาณและพิสูจน์ความจริงหลายอย่างคือ

  1. มันพิสูจน์ว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ถูกทำลาย และยังเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ที่แล้วมาเมื่อขบวนการประชาชนถูกปราบจนพ่ายแพ้ เช่นในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กว่าจะมีการฟื้นตัวของการเคลื่อนไหวในสังคมเปิดได้ ใช้เวลาหลายปี แต่วันนี้เราเห็นคนเสื้อแดงฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉิน แค่ 4 เดือนหลังการปราบปราม และการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากในสังคมเปิดเป็นการท้าทายอำมาตย์อย่างถึงที่สุด มันเป็นการยกนิ้วกลางด่าและท้าทายอำมาตย์ และเป็นการประกาศว่า “เราไม่กลัว” และ “เราจะไม่ยอมแพ้”
  2. 2. ในขณะที่แกนนำเสื้อแดงเกือบทุกคนติดคุก หรือต้องหลบหนีออกจากประเทศ คนเสื้อแดงได้แสดงความสามารถในการนำตนเองอย่างเห็นได้ชัด บก.ลายจุด คุณสมบัติ ประกาศตนเป็น “แกนนอน” เขาไม่ใช่นักการเมืองพรรคเพื่อไทย และเขาไม่มีแหล่งทุนมหาศาลจากใคร เขาเป็นนักกิจกรรม วันที่ ๑๙ กันยา ปีนี้พิสูจน์ความจริงของคนเสื้อแดงว่า “กูมาเอง” ไม่ใช่ว่าคนเสื้อแดงต้องพึ่งพา “ผู้อุปถัมภ์” อย่างนายกทักษิณหรือนักการเมืองเพื่อไทย
  3. คนส่วนใหญ่ที่มาต่อสู้ทางการเมืองที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยา เป็นคนกรุงเทพฯ หรือจากจังหวัดใกล้เคียง สิ่งนี้พิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่เฉพาะคนชนบท หรือคนภาคเหนือ ภาคอีสาน
  4. อย่าประเมินกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงเชิงสัญลักษณ์ต่ำเกินไปว่าไม่มีพลัง เพราะเราเห็นว่ามันมีผลสำคัญในการกำจัดความกลัวและให้กำลังใจกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ตอนนี้มันมีความเป็นไปได้ว่ากิจกรรมแบบนี้ในอนาคตจะใหญ่ขึ้น คนอาจมาเป็นแสนๆ ได้
  5. ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในวันที่ 17-19 กันยา พิสูจน์ความผิดพลาดของ (ก) แนวคิดสยามแดง ที่มองว่าต้องจับอาวุธ หรือสู้ใต้ดิน เพราะการระดมมวลชนอย่างเปิดเผย “ทำไม่ได้” (ข) แนวอาจารย์ชูพงษ์ที่เสนอว่า “เราสู้ไม่ได้ เพราะมีคนสำคัญที่สั่งทหารได้และมีอำนาจล้นฟ้า” เราเลย “ต้อง” จำใจขอความเมตตาจากคนนี้อย่างเดียว (ค) แนวของคุณอาคมซิดนี่ย์ ที่มองว่าคนเสื้อแดงต้องพึ่งพาการจัดตั้งของพรรคเพื่อไทยตลอด สู้เองไม่ได้
  6. 6. กิจกรรมในวันที่ 19 กันยา เป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองพรรคเพื่อไทยทราบว่า เขาไม่สามารถหันหลังและมองข้ามข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงเพื่อการ “ปรองดอง” กับอำมาตย์ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย คนเสื้อแดงจะสู้อย่างอิสระและลดความสำคัญของพรรคเพื่อไทยลง

และที่สำคัญมากๆ คือ 19 กันยา ส่งสัญญาณให้อำมาตย์ว่าเขาไม่ได้ชนะ และจะไม่ชนะ และทุกนาทีที่ผ่านไป ประชาชนค่อยๆ เสื่อมศรัทธาในระบบที่ให้ความชอบธรรมกับเผด็จการด้วย เวลาอำมาตย์ฝันร้าย เขาจะได้ยินเสียงตะโกนของมวลชนว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” และเรากับเขาทราบดีว่าประชาชนหมายถึงใคร

Read Full Post »

Read Full Post »

เสื้อแดงกลับมาเป็นหมื่นที่ราชประสงค์

และทั่วประเทศไทย

ทั่วโลก

(ภาพที่ราชประสงค์โดย

คำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลงใน facebook)

เสื้อแดงอังกฤษด้วย(ภาพล่างสุด)


Read Full Post »

๑๙ กันยานี้ พรรคเพื่อไทย จะปรองดองหรือจะยอมแพ้?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ขบวนการเสื้อแดงได้สร้างประวัติศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่น่าภูมิใจ ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการรากหญ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย แต่การต่อสู้ต้องกระทำท่ามกลางความเจ็บปวด และการเสียสละ

ใครๆ พูดเรื่องปรองดองก็ได้ ฟังแล้วดูดีทั้งนั้นถ้าไม่พิจารณาความหมายของการปรองดอง ใครๆ ก็คงต้องการสันติภาพและความสงบสุข ถ้าแค่พูดลอยๆ นามธรรม แต่ในโลกจริงเราต้องทราบว่าในรูปธรรมการปรองดองหมายความว่าอะไร และสันติภาพและความสงบสุขจะสร้างบนเงื่อนไขอะไร

สิ่งที่เสื้อแดงทุกคนต้องการคือ

  1. ประชาธิปไตยแท้
  2. การยกเลิกสองมาตรฐานทางกฎหมาย
  3. การปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน
  4. การลงโทษผู้ที่สั่งฆ่าประชาชน

นี่คือประเด็นสำคัญพื้นฐาน และเป็นเงื่อนไขสามัญในการสร้างประชาธิปไตย และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน นอกจากนี้มันเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สุดขั้วเกินเหตุแต่อย่างใด แล้วทำไม พรรคเพื่อไทย ไม่พูดถึงประเด็นเหล่านี้ในรูปธรรม?

รัฐบาลอำมาตย์ของอภิสิทธิ์เสนออะไรเพื่อปรองดอง? รัฐบาลอำมาตย์เสนอว่าควรจะมีการเจรจา แต่ในการเจรจาจะต้องไม่มีแกนนำสำคัญของขบวนการเสื้อแดง เช่นคุณจตุพร นอกจากนี้รัฐบาลอำมาตย์ไม่สัญญาหรือให้อะไรทั้งสิ้น จบแค่นี้ แต่มีข้อเรียกร้องต่อคนเสื้อแดงมากมาย เช่น “คนเสื้อแดงต้องยุติการเคลื่อนไหว” “คนเสื้อแดงต้องยุติการผลิตสื่อของตนเอง” “คนเสื้อแดงต้องไม่ก่อความรุนแรง” อันหลังนี้หน้าด้านมาก เพราะผู้ที่ใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชนคือรัฐบาลอภิสิทธิ์กับทหาร

สิ่งที่อำมาตย์กำลังทำไม่ใช่การปรองดองแต่อย่างใด มันเป็นพฤติกรรมของโจรนักเลงต่างหาก คืออำมาตย์มันเอารถถังและทหารมาปล้นประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ มันทำลายรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย มันล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยใช้ศาล มันยุบพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดสองรอบ มันก่อความวุ่นวายที่สนามบินด้วยกองกำลังอันธพาล มันตั้งรัฐบาลเผด็จการภายใต้อภิสิทธิ์ มันเซ็นเซอร์สื่อ แล้วมันฆ่าประชาชนในเมษายน ๒๕๕๒ และเมษายน พฤษภาคม ๒๕๕๓ และคนที่ไม่โดนฆ่าก็ถูกจับเข้าคุก จนตอนนี้ไทยมีนักโทษการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์…. เสร็จแล้วอำมาตย์มันหันมาบอกคนเสื้อแดงว่า “พวกคุณเลิกได้แล้วเพื่อการปรองดอง” นั้นไม่ใช่ปรองดอง มันเป็นการข่มขู่ ไม่ต่างจากโจรที่ปล้นบ้านเสร็จแล้วบอกเจ้าของบ้านให้เลิกหาเรื่อง

“ปรองดอง” ของอภิสิทธิ์และอำมาตย์คือการบอกคนเสื้อแดงว่าฝ่ายมันจะรักษาอำนาจทุกอย่างไว้ และคนเสื้อแดงต้องยุติกิจกรรม

“ปรองดอง” ของอำมาตย์คือการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคที่มีรัฐบาลผสมของหลายพรรคที่แบ่งกันกิน ผลัดกันนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี โดยที่รัฐบาลนั้นอ่อนแอเพื่อเปิดช่องให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญแทรกแซง มันเป็นระบบที่อาศัยการซื้อขายเสียงอย่างเดียว ไม่ต้องเสนอนโยบายอะไรที่เป็นรูปธรรมหรือเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

แล้วปรองดองของผู้นำพรรคเพื่อไทยคืออะไร? ปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบายว่ามันคือ

  1. การยอมรับการปรองดองของอภิสิทธิ์
  2. การร่วมกันสร้างประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเท่าเทียม
  3. การไม่สนับสนุนความรุนแรง
  4. การร่วมถวายความจงรักภัคดี
  5. การเจรจากับอำมาตย์โดยที่เสื้อแดงไม่มีส่วนร่วม

มันมีแต่ “น้ำ” ไม่มีสาระอะไร แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ไม่มีการพูดถึงสี่ประเด็นสำคัญคือ

  1. การปล่อยนักโทษการเมือง
  2. การยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และการเซ็นเซอร์สื่อต่างๆ
  3. การปูทางไปสู่การลงโทษผู้สั่งฆ่าประชาชน
  4. การประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน และกติกาการเลือกตั้งที่โปรงใสและเป็นธรรม

คำถามที่คนเสื้อแดงต้องถามกับผู้นำพรรคเพื่อไทยคือ “คุณกำลังจะยอมแพ้เพื่อปกป้องอาชีพนักการเมืองของคุณ หรือคุณจะหาทางปรองดองโดยเป็นผู้แทนของคนเสื้อแดง”?

ถ้าจะมีการปรองดองที่ดีที่สุดเพื่อความสงบสุขของประเทศ ผู้กระทำความผิดต้องยอมรับผิด โดยการสัญญาว่าจะเลิกกระทำความผิด เช่น อำมาตย์ต้องสัญญาว่าจะฟังเสียงประชาชนโดยที่ไม่มีการแทรกแซงการเมืองโดยทหารหรือองค์กรอื่น ต้องสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ที่ชัดเจน และ กกต. ต้องแต่งตั้งใหม่ให้มีคนที่เชื่อถือได้ว่าจะรักษากติกาประชาธิปไตย ต้องยกเลิกการเซ็นเซอร์และ พรก.เผด็จการ ต้องปล่อยนักโทษเสื้อแดงทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข ต้องให้นายกรัฐมนตรี ผบทบ. และนายพลที่มีส่วนใน ศอฉ. ลางานและพักตำแหน่ง เพื่อให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนการฆ่าประชาชน ต้องประกาศด้วยว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนศาลที่ใช้สองมาตรฐานทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงฝ่ายอำมาตย์ไม่ยอมรับผิดแน่

เอาละ….ถ้าจะมีการปรองดอง อย่างน้อยสุดต้องมีการพบกันครึ่งทาง ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่ใช่ปรองดองแล้ว

การพบกันครึ่งทางคืออะไร?

  1. ต้องประกันตัวนักโทษเสื้อแดงทุกคนทันทีและให้เข้าถึงทนาย
  2. ต้องตั้งกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ เมษายน-พฤษภาคม ซึ่งครึ่งหนึ่งต้องเป็นฝ่ายเสื้อแดง(และไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย) อีกครึ่งหนึ่งเป็นคนของอำมาตย์
  3. ต้องตั้งกรรมการอีกชุดในรูปแบบเดียวกัน เพื่อสอบสวนรัฐประหาร ๑๙ กันยา และการที่ศาลใช้สองมาตรฐานทางกฎหมาย
  4. ต้องประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน และการปิดกั้นสื่อทันที เพื่อให้มีสื่อของทั้งสองฝ่ายที่ดำเนินการอย่างเสรีได้
  5. ต้องประกาศวันยุบสภาและวันเลือกตั้ง และต้องแต่งตั้ง กกต. ใหม่ที่ประกอบไปด้วยคนที่ถูกเสนอจากฝ่ายเสื้อแดงครึ่งหนึ่งและฝ่ายอำมาตย์ครึ่งหนึ่ง
  6. การเจรจาต่างๆ ต้องเปิดกว้าง เจรจาในที่สาธารณะ และประกอบไปด้วยตัวแทนของทุกฝ่ายรวมถึงคนเสื้อแดงด้วย

คนเสื้อแดงต้องยื่นคำขาดต่อพรรคเพื่อไทย เราต้องพูดชัดๆ ว่า “อย่าประเมินคนเสื้อแดงต่ำเกินไป” “อย่าคิดว่าคนเสื้อแดงจะเลือกพรรคเพื่อไทยตลอดไปโดยไม่มีเงื่อนไข” และเงื่อนไขของคนเสื้อแดงคือ พรรคเพื่อไทยต้องฟังคนเสื้อแดงทั้งหมด และทำตัวเป็นตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ในขบวนการเสื้อแดง พรรคเพื่อไทยต้องเปิดรับคนเสื้อแดงเข้าไปสมัครเป็น สส. ต้องเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่จะครองใจประชาชน และถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ฟัง คนเสื้อแดงต้องสร้างพรรคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้แปลว่าคนเสื้อแดงต้องรักษาองค์กรด้วยกิจการต่อเนื่อง และต้องถกเถียงแลกเปลี่ยนจนทุกคนชัดเจนว่าต้องการอะไร

ผู้อ่านคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า….

เป็นสิ่ง น่าเจ็บปวด ฆ่าประชาชน เป็นๆ เห็นๆ  จะจจะ อย่างนี้ เจาะกระโหลก ด้วย ยิงอย่าแม่นยํา โหดเหี้ยน โหดอํามหิต อํามหิต โชร์ทั่ว โลก แล้วคิคไม่ถึงทําได้อย่างไร ฆ่าคนไทยด้วยกัน แล้ว จะปองดองได้อ่างไร ในเมื่อประชาชน ได้ร้องขอ ขอปองดองก่อน โดยขอร้องให้รัฐบาลยุปสภา ในระหว่ามีการชุมนุม แลัวต่อมา รัฐบาลไม่เคารพสิทธิ ของประชาชน เส็จจแล้ว รั็ฐบาลไม่ฟังเสียงประชาชน โดยสั่งฆ่ามาด้วยกับรถถัง ยิ่งกว่าออกรบเวียดนาม

ขอยอมรับว่าประชาชนหัวใจสลายแล้ว เพราะอนาจใจนัก ความยากจน พวกเขา คิคได้ อ่านได้ รับรู้ เรื่อง ของประเทศไทย น่าสงสาร ความอัดตคัค ชีวิตและวิถี ของกลุ่ม ชาวประชาธิปไตร ชาวรากหญ้า เขาอยากให้เราช่วย เขาอยากเสมอภาค มีดีอยู่ดีกินดี  เขาเห็น เขาจึงมาช่วยพรรค เพื่อไทย พวกเขาลงคะแนนเสียงให้ การเป้นรัฐบาล ก็ต้อง วางแผนงบประมาณ มาบริหารชนบทให้มาก การศึษา การอนามัย ความปลอดภัย นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาได้รับ

แล้วพรรค เพื่อไทย จะกล้าตกลง ปองดองกับรัฐบาลหรือ การปองดองมันผ่านพ้นมาแล้ว เขาไม่ยอมปองดอง และฟังประชาชน  ถ้าปองดอง   แลัวมันจะเกิดคนตายได้อย่างไร มันเป็นการตั้งใจมากอบโกย อํานาจ เพื่อกลุ่ม ของพวกเขา

ประชาชนเห็นว่า ถ้าพรรคไทยได้เป็น รัฐบาล เขาก็หวังว่า คงจะดีขึ้นชีวิตและความเป็นอยู่ และอนาคตของลูกหลาน และตอนนี้คนไทย รู้กันทั่วโลกแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ประชาชนนั้ มีความคิคยกระดับขึ้นมาแล้ว และไม่ได้นิ่งดูดาย จิตใจแปลี่ยน ไปแล้ว

อยาจะถามว่า พรรคไทย รักไทยเป็นพรรค ที่ประชาชนรัก และรักนโยบาย และไว้วางใจ การบริหารประเทศ ประชาชนคิคว่า ถ้าหากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะอุนใจ  ตอนนั้นช่วงนั้นอาจจะใช้  แต่ช่วงนี้ไม่ใช่ ก็ต้องถามประชาชนว่า จะทําอย่างไร ถ้าพรรค เพื่อไทยเป็นของประชาชนทั้งประเทศ ถ้าเป็นรั็บาลอีก ก็มีการหาเรื่อง อยู่เหมือนเดิม และก้มีการปฏิวัติ ตามเคย

ถ้าพรรคเพื่อไทย อยากปองดอง ก้แล้วแต่ แต่ประชาชนไม่ปองดองด้ว  ความปองดองประชาชนทําถูกมานานแล้วที่ และ ผ่านมา ประชุมกันอย่างสันติ แต่รัฐบาล คิคมากหวงอํานาจ หวงเงิน ใจร้าย ใจดํา สั่งฆ่าอย่างเดียวและ ให้การร้ายแก่ พวกเขา ป่านนี้เขาจะรู้ไหม ว่าเขาทําอะไรไป

พวกเขา บริหารประเทศ ไม่มีความบริสุทธิ์ ใช้กฏหมายพรก อย่างเดียวจนถึงทุกวันนี้ จึงอยู่ได้ และก็อ้าง โน่น อ้างนี่ แต่ถ้าเป็นประชาธิปไตย การเมืองก็ ปกติ มีการยุบสภา ฟ้งเสียงประชาชนเลือกตั้งใหม่  แต่นี่ มันเป็น ป่าเถื่อน หาความชชอบธรรมไม่ได้ แม้แต่ตราชั่ง ความยุตติธรรม ก็ไม่ได้ แล้วประชาชน จะไปพึ่ง ใครในอนาคต นี่แค่เหมาะ สําหรับ ชาวประชาธิปไตย

ตั้งแต่รัฐบาลนี้มาบริหารประเทศ ทําไม มีแต่สิ่งไม่ดี หลายๆ เรื่องในประเทศไทย และเป็นอํานาจเถื่อน การปกครองก็ เถื่อน น่าจะรวมพลมีการแปลี่ยนแปลง ตามหลักประชาธิปไตย ประเทศไทย คงจะดีขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ คนไทยก็จะได้ทํางานที่ดีมากขึ้น จากคนทํานาก็อยากมาเรียนเป้นนักธุกิจมากขึ้น ไม่ใช่ คนทํานาก็จะให้ทํานา เก้าชั่วโคตร กดขี่ไม่ให้เงยน่า เป็นเจ้านายคนเลย เป็นแต่เจ้านาย ควาย แถมเป็นเป็นคนรับใช้ควายอีก ต้อง ไปเกี่ยว หญ้าให้ควายกิน แทนที่จะได้บริหารเวลา ใช้เทคโนโลยี่ แก้ไข ความยากลําบาก ให้ทันสมัย แต่ก็ไม่มี การแปลี่ยนแปลงให้มันดี ขึ้น มีแต่ กดลง กดลง ทีบ้าน ทีดิน อายุได้ ร้อยปี ก็ยังเป็นที่ เขตป่าสงวน จะมีการแปี่ลยนแปลง ให้มันเป็นใบที่มาตราฐาน ทําอย่างไร มันถึงจะมีค่า สําหรันผู้เป็นเจ้าของครองสิทธ์  และทําให้เจริญ มีแต่พวกมีอํานาจ เท่านั้นที่ได้

แต่นี่ ไม่มีเห็นการแปลียนแปลง ช่วยเหลือ คนยากจน มีที่มากมายไม่มีค่า ปีๆ หนึ่ง รอแต่ฝน จะปลูกข้าว ทํานา ปีละครั้งก็ยังไม่ได้ ไหนว่ามี ฝนหลวง ช่วยชาวนาได้ ทํําไมชาวนาต้องซื้อข้าว กิน ทําไมชาวนา มีนาแต่ทํานาไม่ได้ ประเทศไทยไม่ได้พัฒนา มากนัก  การศึกษา เขตชนบท นั้น ลําบากสุดๆ

ไหน ครู เลวๆ มันสอนเด็ก แล้วก็ตี ทบตี เด็ก นักเรียน ยิ่งกว่าควาย ประเทศไทยต้อง ปฏิรูปการศึกษา ถ้ามีการแปลียนแปลงประเทศไทย อยากให้พัฒนา ครู ปฏิรูการศึกษาใหม่ เอาคนรุ่นใหม่บริหารทั้งหมด ตามระเบียบแบบแผน ครูชนบท มีเงินเดือนยังไม่พอ ซื้อ วัว ซื้อ ควายมาเลีียลง สนามหญ้า ในโรงเรียน ในสนามโเรงเรียนมีแต่ขี่วััว แล้วเรียก นักเรียน อีนั่น อีนี่ ไอ้นั่นไอ้นี่ ผู้ปกครอง ชาวนา ไม่เคยพูดจาหยาบคายกับลูกหลานเขาเลย

แต่นี่ครูมิได้เป็นแม่พิมพ์ ที่ดี และตัวอย่าง ทั้ง จรรยาบรร และจริยธรรม แถมครู ผูหญิง นินทา ชาวบ้าน สร้างกลุ่มแตกแยก ของสังคม ชนบท แม้น กระทั้่งครู ออกเงิน กู้ นันไม่เป็น อันสอนนักเรียน คิคแต่เรื่องเงินกับชาวบ้าน  เก็บดอก ที่ออกกู้

พื้นที่ในโรงเรียนอุดมสมบูรณ์ ว่าเปล่า แทนที่ ทําแปลงผัก เป็นโครงการอาการกลางวันเสริม ให้เด็ก แต่เปล่า พื้นที่ว่า นั้ันเป็นโครงการ อาหาร กลางวัน สําหรับ วัว ควาย  ของพวกครู ครู ไม่มีความคิคของตนเอง เลยรอแต่ โครงการหลวง มาบอก ครูไม่ร่วมมือกับชาวบ้่าน ชาวบ้านใจดี ถ้าครูมาขอความร่วมมือ ถ้า มี ความคิค โครงการ อาสาสมัครให้ชาวบบ้าน เสียสละเวลา มาทําอาหารใให้เด็ก เสริมกลางวัน สังเกตได้ว่า เด็กที่ถือปิ่นโตไปโรงเรียน น่า สงสาร มาก เขาไม่มีอาหารดีๆ ดี ทานเลย ขนม นมเนย แทบไม่มี การเป็นอยู่ การกินดี อยูดี  จะต่างจาก โรงเรียน ในกรุงเทพ มันสท้อนใจของฉันมานาน และมาก  ฉันจึงอยาก เป็น นัก อาสาสมัคร และนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อที่อยาก จะพัฒนา ในหมูบ้าน ในตําบลนั้นๆ และขยายไปเรื่อย  จะนําความรู้  และประสบการณ์ ที่ได้มา ที่มีโอกาส จะนํามาเป็นมาเป้นตัวอย่าง

ตอนนี้กําลังทําโครงการ เนื่องจาก ใน ยูเค สนับสนุน ส่งเสริม บุคลต่างชาติ มาอาศัยอยู่ที่นี่ มีโครงการนีี  เพื่อให้ทุน  สําหรับ งบประมาณ  นําความรู้ไปพัฒนา ท้องถิ่น ในประเทศทั่วโลก  วา่มีโครงการอะไรบ้าง สังเกตได้ว่า จะมีโครงการนี้ มีแต่คนผิวขาว ลงไป เป็นอาสาสมัคร ทํากิจกรรม โครงการช่วย ตรงโน้นตรงนี่  ทีร เอเวีย และ แอฟริกัน ตอนนี้ ค้นพบแล้วว่า น่าจะเป้นตัวอย่าง ในอนาคต

แต่ก็มีปัญหาอยู่ว่า ประเทศไทยไม่น่าะมีการฆ่ากัน แม้น แต่ความคิคเห็น ออก ความคิคเห็น นั้นก็มีความผิด เป็น สิ่งที่น่า กลัว ตอนนี้ คืออํานาจ มืด และเถื่อน  และฉันก้รู้ว่า มีแมวมอง มันจ้องฉันอยู่ อันตรายเกิดขึ้นได้ ไม่ควรเอาชีวิตที่มีค่าไปเสี่ยง ให้มัน ยิงเล่น เนื่อง จาก ข่าวสาร สื่อสาร อีเมล์ ต่อต่าน รัฐบาลไทย ในระหว่าง การ ชุมนุมและคนเสื้อแดง  และบางอย่างที่เกี่ยวในเรื่อง ข่าวสาร อาจคิคคาคไม่ถึง เป็นภัย กับตนเอง ไม่มีใครช่วยเหลือ ได้ แต่ก้ ทราบดี จะไม่ประมาท ไม่ได้เชื่อใจ กับรัฐบาล นี้

Read Full Post »

กิจกรรมวางดอกกุหลาบหน้าเรือนจำของคนเสื้อแดง ๑๗ กันยายน

Read Full Post »

19 กันยา ตาสว่างทั้งแผ่นดิน

ข้อเรียกร้องของ นปช. เชียงใหม่

1.ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองนปช.ทุกคนนับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19กันยายน2549เป็นต้นมา เพื่อสร้างสังคมปรองดองอย่างแท้จริง

2.ปฏิรูปศาลยุติธรรมให้เชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนและนำคณะลูกขุนมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม

3.ปฏิรูป เศรษฐกิจ กระจายรายได้เป็นธรรมด้วยการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7 เปอร์เซ็นต์เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน เพื่อนำมาสู้การจัดตั้งรัฐสวัสดิการ
4.ประกันรายได้เกษตรกรและกรรมกรให้พอเพียงต่อการดำรงชีพสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ใน ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิความเท่าเทียมกันทุกๆคน

การปกป้องระบอบ ประชาธิปไตยคือการปกป้องความสงบสุขของประเทศชาติ

จงร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ

ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนจะเกิดขึ้นได้จริง จะต้องร่วมกันเสริมสร้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เท่านั้น

ข้อมูล: คนไทยที่รวยที่สุด 20% คุมทรัพย์สินเกินครึ่งหนึ่งของประเทศ พวกนี้ประกอบไปด้วยกษัตริย์ นายพล และนายทุนใหญ่

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.