Feeds:
Posts
Comments

Archive for October, 2010

Read Full Post »

การลอบบี้ บังคีมุน เลขาฯ UN และการทำกิจกรรมต่างๆ ของคนเสื้อแดง มีประโยชน์ตรงที่เป็นข่าวทั่วโลก

เช่น นสพ Telegraph ของอังกฤษ

Thai prime minister accused of war crimes

Abhisit Vejjajiva, the Old Etonian prime minister of Thailand, was accused of crimes against humanity during military operations to break up the Bangkok riots earlier this year in a complaint lodged on Tuesday at the International Criminal Court (ICC).

แต่ที่ไทย เลขายูเอ็น บังคีมุน ตบหน้าคนเสื้อแดงและคนตาย โดยไม่ยอมพบผู้แทนของคนเสื้อแดง หันไปจับมือกับอภิสิทธิ์มืแเปื้อนเลือดแทน และนั่งคุยกันเรื่อง “การสร้างประชาธิปไตยในพม่า” แถม มุน ยังฝากความหวังไว้กับกรรมการปลอมดองอีกด้วย

เห็นชัดว่าเลียขา UN ไร้กระดูกสันหลัง

 

 

Read Full Post »

จากตากใบ ถึง ราชประสงค์

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ทหารและตำรวจ ได้จงใจลงมือฆ่าประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากอาวุธ ที่ตากใบจังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.น.ตำรวจในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก สาเหตุที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้พวกกบฏ อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่ ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย จึงมาประท้วงเพื่อให้ปล่อยเพื่อนบ้าน

 

นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ 14 ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

 

หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง ต่อมาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า “เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร” ชายเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะถูกลงโทษ ไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” ที่มีสิทธิ เชลยศึกดังกล่าวถูกนำไปส่งที่ค่ายอิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน 6 ชั่วโมงหลังจากนั้นรถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหารและมีคนตายทั้งหมด 78 ศพ ในหกชั่วโมงที่ทหารทราบว่าการขนส่งมนุษย์แบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นเราต้องสรุปว่าเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน”

 

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง” นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือ ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารและตำรวจระดับชาติ

 

หลังเหตุการณ์ที่ตากใบนายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาลอ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ ”อุบัติเหตุ” ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สี่ปีหลังเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวศ โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกันเอง”

 

ที่ราชประสงค์ อำมาตย์กระหายเลือดมองว่าคนเสื้อแดงเป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนเสื้อแดงขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควาย มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

 

ที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี อำมาตย์กระหายเลือดมองว่าคนมุสลิมมาเลย์เป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควายโดยผู้ไม่หวังดี มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

 

ในทั้งสองพื้นที่ นางสิริกิติ์ ออกมาปลุกระดมให้มีการฆ่าและเกลียดชังชาวบ้าน หรือออกมาสนับสนุนผู้ที่กดขี่ประชาชนอย่างเปิดเผย

 

ในทั้งสองพื้นที่ พวกนายพลระดับสูง ออกคำสั่งให้ฆ่าประชาชน แต่ใช้ลูกหลานเราที่เป็นทหารเกณฑ์ ในงานสกปรกของเขา

 

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐบาลกลางของพวกเศรษฐีคนรวย กดขี่ขูดรีดประชาชน และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง

 

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐอำมาตย์พยายามชักชวนให้คนในสังคมเกลียดชังชาวบ้านภายใต้ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่เรารู้ว่า “ชาติ” ที่มันพูดถึงไม่ใช่ชาติของเราชาวไพร่ เรารู้ว่าทหารพร้อมจะฆ่าและจับพระสงฆ์ที่เข้าข้างคนจน หรือฆ่า อิมาม ของชาวบ้าน และเรารู้ว่ากษัตริย์ไม่เคยห้ามการนองเลือดหรือการกดขี่ประชาชน

 

ที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชนเกือบ 90 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่เรารู้ว่าเขาทำอะไร อภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และสุเทพ ต้องรับผิดชอบ

 

ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี ๒๕๔๗ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชน 80 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี

 

แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่าทักษิณและพวกนายพลต้องรับผิดชอบ เพราะเราต้องไม่มีสองมาตรฐานอีกแล้วใช่ไหม?

 

ข้อสรุปสำคัญคือ ถึงเวลาแล้วที่คนเสื้อแดงจะต้องเห็นอกเห็นใจชาวบ้านมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ จะต้องเริ่มพยายามมีอารมณ์ร่วม และเปิดใจเปลี่ยนความคิดที่เคยมีอคติกับเขา

 

 

Read Full Post »

เสื้อแดงอยุธยาชุมนุมใหญ่

ในขณะเดียวกันพวกอำมาตย์กำลังวิ่งเต้นเพื่อกดดันไม่ให่ศาลยุบพรรคแมลงสาบ

Read Full Post »

Read Full Post »

ความสับสนซับซ้อนของเรื่อง “เสรีนิยม” ในโลกปัจจุบัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

เมื่อไม่นานมานี้มีคนตั้งคำถามสำคัญท้าทายกับผมว่า “ทำไมถึงเสนอว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคอำมาตย์ เป็นพรรคเสรีนิยม?” ผมจะพยายามตอบในบทความนี้

แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) เป็นทั้งแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์พร้อมกัน แยกออกจากกันไม่ได้ จุดเริ่มต้นของแนวนี้คือการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นนายทุน กับชนชั้นขุนนางอนุรักษ์นิยมในยุโรป ในสมัยปฏิวัติ อังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17-18

ในยุคนั้นพวกขุนนางอนุรักษ์นิยมสามารถผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจ ผ่านการถือตำแหน่งในรัฐ และสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองผ่านเผด็จการ ดังนั้นแนวคิดของชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาและท้าทายขุนนางอนุรักษ์นิยม จะเสนอว่าต้องมีประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน และต้องทำลายการผูกขาดระบบเศรษฐกิจของรัฐโดยการใช้กลไกตลาดเสรีและการค้าเสรี

นักคิดสำคัญๆ ของแนวเสรีนิยมนี้มีอย่างเช่น John Locke, de Tocqueville, James Mill และเขามักจะเน้นเรื่อง “ประชาธิปไตย” เสรีภาพปัจเจก กับสิทธิในทรัพย์สินปัจเจก เพื่อเผชิญหน้ากับรัฐเผด็จการของขุนนาง ส่วน Adam Smith จะเน้นเรื่องความสำคัญของกลไกตลาดเสรีเพื่อต้านการผูกขาด แต่ “ประชาธิปไตย” ของเขาไม่ใช่ประชาธิปไตยที่พลเมืองชายหญิงทุกชนชั้นจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน อย่างที่เราเข้าใจในยุคนี้ มันเป็นการเน้นสิทธิเสรีภาพของนักธุรกิจและชนชั้นกลางเพศชายมากกว่า สิทธิในทรัพย์สินคือสิทธิของนายทุนที่จะจ้าง (และขูดรีด) แรงงาน และสำหรับ Smith การใช้กลไกตลาดมีเป้าหมายในการทำลายอำนาจผูกขาดของขุนนาง ในขณะเดียวกัน Smith เน้นว่าระบบเศรษฐกิจที่พึงปรารถนา จะมีความเป็นธรรมสำหรับคนจนด้วย ไม่ใช่ระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” แต่ลูกศิษย์ Smith ในยุคนี้มักจะลืมประเด็นสำคัญอันนี้

เราต้องเข้าใจว่าคนที่ยึดถือแนวเสรีนิยมในยุคนั้นคือคนสมัยใหม่ก้าวหน้า ที่กำลังสู้กับระบบเก่า แต่พอชนชั้นนายทุนสถาปนาตนเองเป็นเป็นชนชั้นปกครอง และระบบทุนนิยมครอบงำโลกได้ กระแสคิดหลักของนายทุนก็เปลี่ยนไปเป็นการปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของเขา คือเขากลายเป็นคนอนุรักษ์นิยมนั้นเอง

ในปัจจุบัน แนวคิดเสรีนิยมกลายเป็นแนวที่ต่อต้านการใช้รัฐ เพื่อสร้างสวัสดิการและความเป็นธรรมสำหรับส่วนรวม ซึ่งเป็นกระแสหลักในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เสรีนิยมที่รื้อฟื้นขึ้นมานี้เป็นแนวคิดที่เน้นสิทธิปัจเจกของคนรวยและนายทุน เหนือสิทธิของคนธรรมดาที่มาจากการเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม “เสรีนิยมใหม่”หรือ Neo-liberalism คือลัทธิของคนที่เน้นการค้าเสรี การขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน และการยกเลิกรัฐสวัสดิการ เช่นพรรคอนุรักษ์นิยมในอังกฤษและส่วนอื่นของยุโรปและในสหรัฐ ในทศวรรษ 1980 (ยุค Thatcher กับ Reagan) พวกนี้นอกจากจะเน้นความ “ศักดิ์สิทธิ์ของกลไกตลาด” และความ “จำเป็น” ที่จะลดบทบาทรัฐแล้ว เขาพร้อมจะรับแนวคิด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” แล้วยังอ้างว่าการลดบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้มี “ประชาธิปไตย” มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของคนทำงานซึ่งต้องการให้รัฐปกป้องความเสมอภาคในสังคม

พวกเสรีนิยมใหม่ มักจะวิจารณ์สวัสดิการรัฐว่าเป็นการสร้าง “ระบบอุปถัมภ์” และ “ทำลายวินัยทางการคลัง” เพราะรัฐเก็บภาษีสูงและกู้เงินมาเพื่อสร้างสวัสดิการ แทนที่จะลดภาษีให้คนรวยและหลีกทางให้บริษัทเอกชนเป็นคนกู้เงินในตลาดการเงิน

ทุกวันนี้พรรคการเมือง “เสรีนิยม” ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และส่วนอื่นของยุโรป เป็นแค่พรรคอนุรักษ์นิยมชนิดหนึ่งของนายทุนเท่านั้น กรณีพรรคประชาธิปัตย์ในไทยก็ไม่ต่างออกไป และพรรคนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “สากลเสรีนิยม” อีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมในไทย มักจะโจมตีการที่รัฐบาล ไทยรักไทย ใช้รัฐในการสร้างสวัสดิการว่าเป็นการ “ทำลายวินัยทางการคลัง” และการสร้างวัฒนธรรมพึ่งพาอุปถัมภ์ และนักวิชาการรัฐศาสตร์เสรีนิยมในไทย ที่อ้างนักคิดเสรีนิยมต่างๆ เพื่ออธิบายประชาธิปไตย ก็หันไปต้อนรับรัฐประหาร ๑๙ กันยา นี่คือสาเหตุที่ผมเรียกพวกนี้ว่า “เสรีนิยมรถถัง”

ประเด็นถกเถียงระหว่างพวกเสรีนิยมกับพวกสังคมนิยมในเรื่องประชาธิปไตยตะวันตกคือ สิทธิเสรีภาพของปัจเจก และระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จะถูกพัฒนาผ่านการปล่อยวางให้กลไกตลาดดำเนินไปโดยไร้อุปสรรค์ หรือจะถูกพัฒนาผ่านการใช้รัฐในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของพลเมือง

ในไทย ทั้งรัฐบาล ไทยรักไทย และรัฐบาลอำมาตย์อนุรักษ์นิยมของ คมช. กับประชาธิปัตย์ ชื่นชมในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรี การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถ้าศึกษารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จะเห็นว่าอำมาตย์ส่งเสริมทั้งกลไกตลาดเสรี แบบเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ กับเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กัน และมีการเน้นว่าทั้งสองไปด้วยกันได้และไม่คัดแย้งกัน เราเข้าใจได้เพราะทั้งสองปฏิเสธการใช้รัฐเพื่อการกระจายรายได้และสร้างสวัสดิการ

ไทยรักไทย ต่างจากอำมาตย์อนุรักษ์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ ตรงที่มีการใช้เศรษฐกิจคู่ขนาน คือใช้เสรีนิยมกลไกตลาดในระดับชาติกับโลกาภิวัตน์ และงบประมาณรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าในระดับหมู่บ้านตามแนวเคนส์ (Keynesian) ไทยรักไทย ต่างจากพวกนั้นอีกในเรื่องการพัฒนาสวัสดิการ และการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับชัยชนะในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

สรุปแล้วความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้เสรีนิยม กับกลุ่มชนชั้นนำที่อยากปิดประเทศและหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อนโลกาภิวัตน์แต่อย่างใด แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างอำมาตย์อนุรักษ์นิยมที่ต้องการปกครองประชาชน โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ กับนักการเมืองนายทุนที่ทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการพัฒนาสังคม

พรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นทั้งพรรคเสรีนิยม และพรรคอนุรักษ์นิยมได้ และนักวิชาการเสรีนิยมในไทยเป็นพวกที่สนับสนุนอำมาตย์กับเผด็จการ

 

แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็น “นิยามทางวิชาการ” เพราะถ้าคุณใบตองแห้งและคนอื่นจะเรียกตัวเองด้วยภาษาชาวบ้านว่าเป็น “เสรีนิยม” ในความหมายที่ชื่นชมสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกตัวเองแบบนั้น และผมก็จะสนับสนุนความรักในเสรีภาพของเขาเต็มที่

ส่วนผมจะขอเรียกตัวเองว่าเป็น “เสื้อแดงสังคมนิยม” ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ ผ่านการทำลายเผด็จการของอำมาตย์ และเผด็จการทางเศรษฐกิจของทุนนิยมกลไกตลาดเสรี

 

Read Full Post »

Read Full Post »

เบื้องหลังกรรมการสิทธิ์ฯ คนหนึ่งชื่อ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ท่ามกลางความอื้อฉาวของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่สนับสนุน “สิทธิ” ของอภิสิทธิ์ในคดีรองเท้าแตะ และสนับสนุนให้คนฟ้องเสื้อแดงในกรณีราชประสงค์ โดยไม่เคยคิดจะจับผิดกับทหารและรัฐบาลที่ฆ่าประชาชน ผมขอเสนอข้อมูลที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง

 

กลุ่มผู้ฉวยโอกาส ที่เข้ามา “หากิน” ในขบวนการภาคประชาชนและ เอ็นจีโอ สามารถเปลี่ยนจุดยืนเพื่อร่วมมือกับใครก็ได้ ถ้ามีเงินทุนเข้ามาสนับสนุนการทำงานของเขา มีตัวอย่างที่ดีคือ กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ที่มี ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และ นัสเซอร์ ยีหมะ เป็นเจ้าหน้าที่

 

กลุ่มเพื่อนประชาชน นี้ ในอดีตเคยได้ทุนจากองค์กรให้ทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อจัดการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน งาน “สภาประชาชน” และการเคลื่อนไหวโดยทั่วไปของ เอ็นจีโอ กลุ่มเพื่อนประชาชน เคยสร้างภาพว่าเป็นกลุ่ม “สังคมนิยม” และเคยสร้างภาพว่าสนับสนุนการต่อสู้ในรูปแบบขบวนการ Zapatista ในเมคซิโกที่ต่อสู้กับรัฐอำมาตย์ แต่ต่อมา กลุ่มเพื่อนประชาชน ก็ไปทำงานกับพันธมิตรฯ และสนับสนุนรัฐประหารของอำมาตย์ที่ทำลายประชาธิปไตย ทั้ง นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ และ นัสเซอร์ ยีหมะ มีส่วนในการบุกเข้าไปปิดสถานีโทรทัศน์ NBT ในวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยที่กลุ่มพันธมิตรฯนี้มีอาวุธปืนและมีด กิจกรรมต่างๆ ของ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ รุ่งเรืองมาเรื่อยๆ จนได้รับตำแหน่งอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลอำมาตย์

 

เมื่อไม่นานมานี้  นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ในฐานะกรรมการสิทธิ์ฯ ได้ไปเยี่ยมนักโทษการเมืองเสื้อแดงที่ต่างจังหวัด แต่แทนที่จะวิจารณ์รัฐบาลอำมาตย์ที่ทำลายสิทธิเสรีภาพ นิติรัตน์ กลับด่าแกนนำเสื้อแดงว่า “ไม่ดูแล” หลังจากนั้นเจ้านายเหลืองหลายคนคงลูบหัวชม

 

กลุ่มเพื่อนประชาชน (FOP) ไม่ใช่ตัวอย่างของ เอ็นจีโอ แต่เป็นกลุ่ม “อันธพาล” ที่หากินกับ เอ็นจีโอ ชาญวิทย์ อร่ามฤทธิ์ เคยตั้งวงกินเหล้า แล้วโทรศัพท์เข้ามือถือของคนอื่นในยามดึก เพื่อข่มขู่ว่าจะทำร้ายตัว และ นัสเซอร์ ยีหมะ เคยโกหกต่อที่ประชุมเตรียมงานสมัชชาสังคมไทยว่า องค์กรชาวนาสากล Via Campesina “ไม่สนับสนุนขบวนการสมัชชาสังคมโลก” (World Social Forum) ทั้งนี้เพราะ นัสเซอร์ ยีหมะ และ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ไม่พอใจที่ กลุ่มเพื่อนประชาชน จะไม่ได้บทบาทหลักเป็นผู้ประสานงานสมัชชาสังคมไทย ซึ่งจะทำให้ได้รับเงินทุนในการทำงาน

คนแบบนี้มีคุณสมบัติ “ยอดเยี่ยม” ที่จะเป็นกรรมการสิทธิ์ฯ ในขณะที่คนอย่าง อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย ถูกปลดออก

 


Read Full Post »

๖ ตุลา ๒๕๑๙ อีกสาเหตุที่เราต้องกำจัดอำมาตย์ทั้งระบบ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในเช้าตรู่ของวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กองกำลังของรัฐไทย ซึ่งนำโดยตำรวจตระเวนชายแดนจากหัวหิน และสมทบด้วยตำรวจนครบาลจากกรุงเทพฯ ได้ใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการยิงปืนสกัดรถถังและปืนกล กราดใส่นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมภายในรั้วมหาวิทยาลัย มีการจงใจปิดประตูทุกด้านเพื่อไม่ให้ใครหนีออกไปได้ ใครที่กระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาจะโดนยิงกลางแม่น้ำ ในจำนวนคนที่ตายในแม่น้ำมีหญิงพยาบาลอาสาสมัครที่มาช่วยประชาชน

ภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย “ลูกเสื้อชาวบ้าน” “กระทิงแดง” และ “นวพล” ได้ลากนักศึกษาออกมาทุบตี แขวนคอ และเผาทั้งเป็น ที่ท้องสนามหลวง พวกนี้ผูกผ้าพันคอ “พระราชทาน” และอ้างว่าเขาปกป้อง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”

หลังเหตุการณ์ มีการทำรัฐประหารโดยทหาร และมีการจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการ ต่อมาในวันเดียวกัน เจ้าฟ้าชายได้ออกมาให้กำลังใจกับลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปทรงม้า และในเดือนธันวาคมปีนั้น นายภูมิพลก็ออกมาชมการทำรัฐประหารโดยใช้ข้ออ้างว่า “ประเทศไทยมีประชาธิปไตยมากเกินไป”

จำลอง ศรีเมือง ซึ่งตอนนี้เป็นพันธมิตรฯ เคยมีบทบาทเบื้องหลังในการฆ่านักศึกษา

นักศึกษาและประชาชนถูกฆ่าที่ธรรมศาสตร์ เพราะต้องการประชาธิปไตยและสังคมนิยม สำหรับเขา “สังคมนิยม”หมายถึงสังคมที่เท่าเทียมกันและทุกคนมีศักดิ์ศรี นักศึกษาและประชาชนชุมนุมที่ธรรมศาสตร์เพราะต่อต้านการกลับมาของทรราชเผด็จจอมพลถนอม กิตติขจร ที่เคยสั่งฆ่าประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลาคม สามปีก่อน

การนำ ถนอม กลับมาบวชที่วัดบวรนิเวศน์ เป็นแผนของอำมาตย์ที่จะ “สร้างสถานการณ์” หลังจากที่ถนอมถูกพากลับมาบวชที่วัดบวรฯ กษัตริย์ภูมิพลและราชินีก็ไปเยี่ยมถนอม ซึ่งเป็นการประทับตราสนับสนุนอำมาตย์และฆาตกรฝ่ายขวา

ในยุคนั้นมีการป้ายร้ายป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตยและสังคมนิยมอย่างเป็นระบบ เหมือนกับที่สื่อผู้จัดการ และ ศอฉ.ทำทุกวันนี้ สื่อสมัยนั้นมีสถานีวิทยุยานเกราะ และหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ สมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่คอยโจมตีนักศึกษาและฝ่ายประชาธิปไตยตลอด มีการประโคมข่าวเท็จว่านักศึกษาธรรมศาสตร์เล่นละครแขวนคอเจ้าฟ้าชาย การประโคมข่าวโดยอำมาตย์ว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องการล้มเจ้า เป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนเสมอ ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ดังนั้นเราไม่ควรเสียเวลาในการประกาศความจงรักภักดีต่ออำมาตย์

ฝ่ายอำมาตย์มีพวกนายพล มีพวกข้าราชการชั้นสูง มีพวกราชวงศ์ มีพวกนายทุนใหญ่ และมีนักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย โดยเฉพาะในพรรคชาติไทย (ภายใต้ ชาติชาย ชุณหวัน ซึ่งผูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านในวันที่ ๖ ตุลา) เขาทั้งหมดมือเปื้อนเลือดประชาชนจากเหตุการณ์ ๖ ตุลา ส่วนพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้น ก็คัดค้านนักศึกษาและแนวสังคมนิยม และเป็นส่วนหนึ่งของอำมาตย์ด้วย แต่ฝ่ายอำมาตย์สุดขั้วมองว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อ่อนเกินไปที่ไม่ลงมือปราบนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมา จึงมีการทำรัฐประหารล้มรัฐบาล

34ปี ผ่านไป ประเทศไทยยังอยู่ใต้อำนาจทรราช ไม่เคยมีใครถูกลงโทษ สมัยนี้สมุนทรราชอย่างเนวินก็จะผลักดันให้อภัยโทษฆาตกรจากเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา ๒๕๕๓

ถ้าไม่ต้องการให้ไทยเป็นทาสต่อไป เราต้องรวมตัวกัน เคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อโค่นอำมาตย์ทั้งแก๊ง ทั้งนายพลชั้นสูง ทั้งนักการเมืองมือเปื้อนเลือด ทั้งข้าราชการศาล ทั้งนายทุนใหญ่ที่สนับสนุนอำมาตย์ และระบบกษัตริย์ที่คอยให้ความชอบธรรมกับความเลวทรามของอำมาตย์

ดูรายละเอียดได้ในหนังสือ “อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง” คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙  เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ และคณะ (๒๕๔๔)

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.