Feeds:
Posts
Comments

Archive for January, 2011

Read Full Post »

นับถอยหลังถึงวันเลือกตั้ง

ใจ อึ๊งภากรณ์

อภิสิทธิ์ประกาศว่าจะเลือกตั้งเร็วๆ นี้ เราจะเชื่อได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องเพราะนายกตัวนี้โกหกเป็นสันดาน อย่างไรก็ตามเราทราบว่า “ตามกติกา” ที่มันอ้าง มันต้องยุบสภาปีนี้ มันอาจเลือกปัดกติกาทิ้งด้วยข้ออ้าง “ความไม่สงบ” ก็ได้ ทหารอาจทำรัฐประหารก็ได้ แต่เราควรเข้าใจว่าการทำรัฐประหารหรือการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จะมีผลเสียอย่างมากกับอำมาตย์เพราะจะทำให้ขาดความชอบธรรมเพิ่มขึ้นในสายตาคนไทยและสายตาคนต่างประเทศ นอกจากนี้การทำรัฐประหารจะเป็นการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ในขณะที่ไม่มีข้ออ้างที่น่าเชื่อถือเหลืออยู่เลย และรอบที่แล้วทหารก็แสดงตนว่าบริหารบ้านเมืองไม่เป็นอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่อำมาตย์อยากทำมากที่สุดคือการชนะการเลือกตั้ง แต่ถ้าพรรคหลักของอำมาตย์ (ประชาธิปัตย์) จะชนะการเลือกตั้ง มันคงต้องโกง

ขั้นตอนการค่อยๆ โกงหารเลือกตั้งเริ่มนานแล้ว และกำลังเดินหน้าทุกวันนี้ด้วยคือ

  • การถอนสิทธิ์นักการเมืองไทยรักไทย
  • การทำลายพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน
  • การเอาคนของอำมาตย์ไปไว้ใน กกต. กรรมการสิทธิ์ และการที่ศาลเข้าข้างอำมาตย์ – ตรงนี้มีประโยชน์เพื่อแจกใบเหลืองใบแดงในอนาคตเพื่อลดเสียงพรรคเพื่อไทยในสภา
  • การกดดันและซื้อตัว เนวิน ชิดชอบ
  • การคุมสื่อกระแสหลักทั้งหมดโดยอำมาตย์
  • การฆ่าคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เพื่อหวังทำลายความมั่นใจ
  • การที่แกนนำเด่นๆ ของเสื้อแดงติดคุก หาเสียงไม่ได้หรือด้วยความยากลำบาก
  • การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสส.สัดส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์ให้ประชาธิปัตย์ในการลดอำนาจต่อรองจากพรรคงูเห่าเล็กๆ แต่ตรงนี้อาจให้ประโยชน์กับเพื่อไทยบ้าง
  • การที่นักการเมืองเลวๆ อย่าง เฉลิม อยู่บำรุง พร้อมจะออกจากเพื่อไทย

นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยเอง ซึ่งมีนักการเมืองหลายคนที่ไม่เคยออกมาทำอะไรกับขบวนการเสื้อแดง ไม่ยอมช่วยตัวเอง ไม่ยอม “คิดใหม่ทำใหม่” ด้วยนโยบายที่ครองใจประชาชน เช่นเสนอรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย หรือเสนอให้ปฏิรูประบบยุติธรรม ฯลฯ มัวแต่อาศัยบุญเก่าจากไทยรักไทย จนเปิดโอกาสให้พรรคอำมาตย์ชนะได้

และถ้าพรรคอำมาตย์ชนะการเลือกตั้ง มันจะใช้อาวุธนี้เพื่อประโคมความชอบธรรมของมันและค่มขู่คนเสื้อแดงให้หมดกำลังใจในการต่อสู้ ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องเตรียมตัว ต้องไม่ตั้งความหวังทั้งหมดกับการเลือกตั้ง ต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดชัยชนะของประชาธิปัตย์ และต้องเตรียมรับมือถ้ามันชนะ เราต้องมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนซึ่งจะใช้ได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเกิดอะไรในรัฐสภา เช่น

  1. ต้องมีการลงโทษ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธิ์ ในฐานะที่เขาฆ่าประชาชน
  2. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพและระบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน
  3. ต้องเลิกการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องเอาทหารออกจากสื่อมวลชน ต้องยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์
  4. ต้องมีการนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้ก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญต่อไปให้ดีขึ้น
  5. ต้องลงโทษพันธมิตรฯ ที่ยึดสนามบิน และนายพลที่ทำรัฐประหาร
  6. ต้องเดินหน้าสร้างรัฐสวัสดิการ

ข้อเรียกร้องแบบนี้เป็นรูปธรรมที่ใช้ในการเคลื่อนไหวมวลชนได้ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ และถ้าเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้ง เราต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนและเป็นจริงในใจเรา เพื่ออธิบายให้คนอื่นฟัง

ในช่วงนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้ง “พันธมิตรฟาสซิสต์เพื่อเผด็จการ” กำลังวิ่งเต้นกระโดดให้คนมองมัน การยุให้เกิดสงครามกับเขมรอย่างบ้าคลั่ง เป็นการพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาเรื่องสำคัญเรื่องจริงในสังคม ไปสู่นิยายอันตรายที่อาจทำให้พี่น้องชาวไทยกับเขมรฆ่ากัน แต่มันสะท้อนให้เราเห็นว่าพันธมิตรฯกับพรรคการเมือง “ใหม่” ของมันกำลังหายไปในรูตูดมันเอง ไม่ค่อยมีใครสนใจ อำมาตย์เองมองว่าเคยใช้งาน แต่ตอนนี้รำคาญเหมือนรำคาญยุงกัด ประชาธิปัตย์ใช้วิธีแข่งแนว หันหลัง และแอบตบ เพื่อลดบทบาทของพันธมิตรฯ ลงอีก อำมาตย์บางส่วนอาจเลี้ยงไว้บ้างเผื่อใช้งานอีก แต่ที่สำคัญอำมาตย์มองว่าต้องคุมให้ได้ ไม่ปล่อยให้พันธมิตรฯ มากำหนดวาระทางการเมือง

ทหารไทยระดับนายพลไม่ใช่ว่าจะฉลาด บ่อยครั้งก้าวร้าวหลงตัวเอง อาจมีบางคนที่โง่คิดทำรัฐประหาร ซึ่งจะทำลายความชอบธรรมทางการเมือง เรารับประกันว่าจะไม่เกิดไม่ได้ แต่มันมีอีกกรณีที่เขาอาจทำรัฐประหารด้วยเหตุผล คือกรณีที่นายภูมิพลถึงแก่กรรม ถ้าเป็นอย่างนั้นทหารอาจรีบออกมาทำรัฐประหาร ประกาศภาวะฉุกเฉิน และตั้งรัฐบาลแห่งชาติ(หมา) แต่คนเสื้อแดงจะต้องไม่ร่วม จะต้องคัดค้านการทำลายประชาธิปไตยแบบนี้อย่างที่เราเคยทำ และเราจะต้องไม่ให้พวกเผด็จการนำเรื่องเจ้าๆ มาเป็นข้ออ้างในการปิดประเทศไทย เราทราบดีว่าคนไทยจำนวนมากอยากให้มันจบสักที ไม่อยากให้มีรัชกาลที่สิบ เราต้องพยายามให้เป็นจริงเพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ประชาชนอียิปต์ลุกฮือประท้วงทรราชมูบารัก สวมวิญญาณตูนีเซีย อีกหน่อยเราต้องฉีกรูปภาพทราชตามถนนที่กรุงเทพฯบ้าง

Read Full Post »

เสื้อแดงชุมนุมที่กรุงเทพฯ ถือขนมปัง เหมือนพี่น้องตูนีเซีย

Read Full Post »

หนังสือต้องห้ามล่าสุดของผม

 

Read Full Post »

ปี 2544 เปิดฉากด้วยการลุกขึ้นสู้ของมวลชนในประเทศ ตูนีเซีย จนสามารถขับไล่ ประธานาธิบดี เบน อาลี ออกจากประเทศได้

เบน อาลี เป็นเผด็จการที่ครองอำนาจมา 23 ปี ตั้งแต่ทำรัฐประหารในปีค.ศ. 1987 หลังจากนั้นเขาโกงการเลือกตั้งมา 5 ครั้ง โดยที่แต่ละครั้งจะอ้างว่าได้คะแนนเสียงมากกว่า 90% และเบน อาลี ประกาศตัวว่าจะเป็นประธานาธิบดี “ตลอดชีพ” ลักษณะเผด็จการของ เบน อาลี ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดกับชาติตะวันตก ซึ่งมองว่าเขาเป็นแนวร่วมที่ดีในการต้านขบวนการมุสลิม

การปฏิวัติของประชาชนครั้งนี้ ระเบิดขึ้นเพราะมีความไม่พอใจในอัตราการว่างงานและการเพิ่มราคาสินค้าจำเป็นในขณะที่ตระกูลของ เบน อาลี ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยท่ามกลางความร่ำรวย  โทรเลขจากสถานทูตอเมริกาที่ถูกเปิดเผยใน  วิคิลีคส์ วาดภาพครอบครัวของ เบน อาลี ว่าสั่งซื้อไอค์ครีมโดยตรงทางเครื่องบินมาจากยุโรป และมีสัตว์ป่าราคาแพงเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่ประชาชนทุกข์ยาก  เกินครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวที่เรียนจบจากวิทยาลัยต่างๆ กำลังตกงาน และทั้งๆ ที่เศรษฐกิจ ตูนีเซีย ขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 5 % แต่ทรัพยากรต่างๆ ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มอภิสิทธิชนเท่านั้น การประท้วงรอบนี้ ถูกจุดประกายขึ้นมาเมื่อนักศึกษา อายุ 26 ปี ที่กำลังขายผักผลไม้เพื่อเสริมรายได้  ถูกยึดรถเข็ญโดยตำรวจ  หลังจากนั้นนักศึกษาคนนี้ก็จุดไฟเผาตัวเอง

ซานา เบน อากูว จากขบวนการสตรีเพื่อประชาธิปไตย บอกว่า “ความกลัวหายไปแล้ว เรารอวันนี้มา 20 ปี” เราต้องเข้าใจว่าในเมืองหลวงของประเทศ ตูนีเซีย ตามถนนทุกแห่งจะมีรูปภาพทรราช เบน อาลี ขนาดใหญ่ ในภาพดังกล่าว เบน อาลี อายุ 74 ปี จะย้อมผมสีดำและตัดต่อภาพเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยเหี่ยวย่น แต่หลังจากการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ภาพดังกล่าวถูกฉีกทิ้ง มันเป็นครั้งแรกในหลายสิบปีที่ประชาชนกล้าออกมาตระโกนว่า “เบน  อาลี ฆาตรกร” “ลีล่า เทรปเบลซี่ จอมโกง” (เมียของ เบน อาลี) เบน  อาลี ได้สร้างรัฐเผด็จการที่คาดว่ามีตำรวจ 1 คน ต่อประชาชนทุก 40 คน และสองในสามของตำรวจดังกล่าวเป็นตำรวจลับนอกเครื่องแบบที่คอยสอดส่องการพูดคุยของประชาชน

การลุกขึ้นสู้ของประชาชน ตูนีเซีย เป็นการผสมประเด็นเศรษฐกิจปากท้องกับประเด็นการเมืองประชาธิปไตย และไม่มีการนำศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด มีการโบกขนมปังฝรั่งเศษเป็นสัญลักษณ์ว่าประชาชนทุกข์ยาก และมีการประท้วงในรูปแบบเดียวกันในประเทศเผด็จการข้างเคียง เช่นประเทศอัลจีเรีย ต่อมาหลังจากที่ เบน อาลี ถูกล้ม ประชาชนในประเทศจอร์แดนที่ปกครองด้วยกระษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์  5000 คน ก็ออกมาโบกขนมปังประท้วง และที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ มีชาวอียิปต์ยืนฉลองหน้าสถานทูตตูนีเซีย  และตะโกนบอกว่า “ไอ้ เบน  อาลี ไปบอก มูบารัค (ประธานาธิบดี อียิปต์) ว่ามีเครื่องบินรอมันอยู่ด้วย”

สำหรับชาวเสื้อแดงในประเทศไทย  การลุกขึ้นสู้ของชาวตูนีเซีย เป็นบทเรียนสำคัญที่พิสูจน์ว่าการต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาดในการล้มทรราช ไม่ใช่แนวทางจับอาวุธหรือการเคลื่อนไหวใต้ดิน ที่สำคัญคือมวลชน ตูนีเซีย พร้อมที่จะก่อจลาจรท่ามกลางเมืองหลวง และต่อสู้ต่อไปเมื่อทหารหรือตำรวจไล่ฆ่าประชาชน

เราไม่ทราบว่าการปฏิวัติในตูนีเซียจะจบลงอย่างไร แต่ถ้าไม่มีการจัดตั้งทางการเมืองและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างรัฐใหม่ พวกฉวยโอกาสจากกลุ่มอำมาตย์เก่าก็อาจจะกลับเข้ามาได้ ในกรณีไทยเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน จัดตั้งทางการเมือง และเราต้องเข้าใจลักษณะแท้ของอำมาตย์ว่าเป็นเครือข่ายคณะบุคคล หรือเป็นระบบ ไม่ใช่คนๆเดียว

แต่ถ้าจะสรุปบทเรียนสั้นๆ เราต้องประกาศว่า “ถ้าชาวตูนีเซียทำได้ ชาวเสื้อแดงก็ทำได้เช่นกัน”

Read Full Post »

ข้อถกเถียงที่สร้างสรรค์ ในขบวนการเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

จุดเด่นของเราชาวเสื้อแดงคือ ขบวนการของเราเป็นขบวนการที่มีความหลากหลายทางความคิด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราทราบดี และเราไม่ควรปฏิเสธ เรามีเสื้อแดงแบบ “นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ซึ่งอาจมีทัศนะต่างกันภายในกลุ่ม เช่นอาจเป็นคนที่ชอบแนวทางของอ.ธิดา หรือชอบแนวทางของคุณจตุพร … มีเสื้อแดงรักทักษิณ มีเสื้อแดงไม่เอาทักษิณ มีเสื้อแดงวันอาทิตย์สีแดง มีเสื้อแดงรักเจ้า มีเสื้อแดงไม่เอาเจ้า มีเสื้อแดงสายอ.สุรชัยที่เรียกตนเองว่า “สยามแดง” และพูดเอามันเพื่อสร้างภาพ มีเสื้อแดงสายอ.เสริฐ-อ.ชูพงษ์-นปช.ยูเอสเอ ที่สร้างความสับสนและช่วยทหารโดยการเน้นด่าเจ้าเรื่องเดียว มีเสื้อแดง ๒๔ มิถุนายน และมีเสื้อแดงสังคมนิยมอย่างผม ฯลฯ นอกจากนี้ในแต่ละพื้นที่มีกลุ่มเสื้อแดงของแต่ละชุมชนด้วย ซึ่งอาจมีมุมมองตามสายการเมืองหลากหลายที่พูดถึงไปแล้ว

เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเพื่อคัดค้านเผด็จการอำมาตย์มาถึงจุดนี้ และเรื่องประชาธิปไตยกับการคัดค้านอำมาตย์เป็นจุดร่วมที่เชื่อมพวกเราไว้เป็นหนึ่งเป็น “เสื้อแดง” และเราก็ควรพยายามรักษาความสามัคคีท่ามกลางการต่อสู้เสมอ แต่บัดนี้เราต้องพูดความจริงด้วย ต้องยอมรับข้อแตกต่างทางแนวคิดที่มีจริง และเปิดใจพร้อมที่จะถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางและสายความคิดดังกล่าวอย่างเปิดเผย เพราะมันไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเลย มันเป็นลักษณะแท้และธรรมดาของ “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” โดยเฉพาะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่เรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ

บางคนอาจไม่สบายใจ และแน่นอนจะมีคนจำนวนหนึ่งที่มองว่า “ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะแตกกัน” เขาจะกลัวว่าถ้าเราถกเถียงกันเรื่องแนวการเมืองและทางออก เราจะอ่อนแอแตกแยก และอำมาตย์จะเอาชนะเรา แต่การยอมรับข้อแตกต่างทางแนวคิดที่มีอยู่จริง และการเปิดใจพร้อมที่จะถกเถียงเกี่ยวกับแนวทางและสายความคิดอย่างเปิดเผย ไม่ใช่“การแตกกัน” หรือไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความแตกแยกและอ่อนแอเลย มันอาจตรงกันข้ามคือ มันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งที่มาจากความชัดเจนทางความคิดต่างหาก มันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองและนำตนเองของชาวเสื้อแดง และมันจะนำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุดด้วย

การถกเถียงแนวทางระหว่างเสื้อแดงสายต่างๆ เป็นการเพิ่มทางเลือกและความเป็นประชาธิปไตยของขบวนการ เพื่อไม่ให้ใครหรือกลุ่มไหนผูกขาดการนำในลักษณะเผด็จการโดยไม่ถูกตรวจสอบหรือโดยไม่ได้มาจากการลงมติคะแนนเสียง การเสนอแนวทางที่หลากหลายในที่สุดก็จะถูกทดสอบด้วยการเคลื่อนไหวลองผิดลองถูกในโลกจริง และแนวที่ดูเหมือนใช้ได้ก็จะกลายเป็นที่นิยมของคนเสื้อแดง

ถ้าการพัฒนาการถกเถียงนี้จะสำเร็จ ขบวนการเสื้อแดงต้องทำตัวแบบ “ผู้ใหญ่ที่โตแล้ว” เราต้องมั่นใจในวุฒิภาวะของเราที่จะสามารถถกเถียงเรื่องแนวทางการเมืองและแนวทางการเคลื่อนไหวอย่างถึงที่สุด โดยไม่ทำให้เป็นเรื่องเกลียดชังกันแบบส่วนตัวที่ไร้สาระ เราต้องเถียงกันเรื่องหลักการด้วยปัญญา และเราต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะมีวินัยในการรักษาความสามัคคีท่ามกลางการต่อสู้ ไม่ว่าเราจะคิดต่างกันแค่ไหน เราเถียงกันในช่วงที่ไม่เคลื่อนไหวหรือในช่วงพักรบ แต่พอออกรบต้องสามัคคีเฉพาะหน้าเสมอ ต้องจับมือกัน เราทำได้

พูดง่ายๆ เราต้องถกเถียงแลกเปลี่ยนกันเพื่อหาความชัดเจนในแนวทาง ไม่ใช่มาโกหกกันว่าทุกคนมองเหมือนกัน และไม่ใช่มาห้ามการถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วยคำพูดว่า “คนนั้นคนนี้ ไม่ใช่เสื้อแดงแท้” เพราะการพูดแบบนั้นเป็นการพยายามบังคับใช้เผด็จการทางความคิดในขบวนการเสื้อแดง และเป็นการเซ็นเซอร์การถกเถียงเพื่อบังคับให้ทุกคนยอมรับการชี้นำของแกนนำหยิบมือเดียวโดยไม่มีสิทธิ์แย้งเลย ในขณะเดียวกัน เมื่อเสื้อแดงที่มีความเห็นต่างจากเราเคลื่อนไหวแล้วเผชิญหน้ากับศัตรูที่กำลังไล่ยิงไล่ฆ่า หรือเมื่อเขาถูกจับเข้าคุกหรือถูกปราม เราจะต้องสมานฉันท์ สนับสนุน และร่วมมือกับเขาโดยไม่เอาเงื่อนไขไร้สาระมาเป็นข้ออ้างในการหันหลังกัน เสื้อแดงบางกลุ่มที่โจมตีแกนนำสามเกลอขณะที่ทหารกำลังบุกเข้าไปเพื่อฆ่าเพื่อนคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ในปี๕๓ อย่างเช่นอ.สุรชัย ต้องถือว่า “เล่นพรรคเล่นพวก” “ไม่มีวุฒิภาวะ” และ “ไม่มีวินัย” พอที่จะสร้างความสามัคคีท่ามกลางความคิดที่หลากหลาย เผลอๆอาจเป็นคนที่หวังหักหลังขบวนการอีกด้วย

สาเหตุที่ผู้เขียนมองว่าเราต้องออกมาถกเถียงแนวทางกันตอนนี้ก็เพราะ

  1. เรามีเวลาเพียงพอแล้วในการประเมินข้อดีข้อเสียของการเคลื่อนไหวที่ราชประสงค์เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมปี๕๓ และเรามีประสบการณ์ของการใช้ยุทธวิธี “แกนนอน” ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เราสามารถเสนอว่าการชุมนุมของมวลชนยังเป็นเรื่องชี้ขาดที่สำคัญ แต่เราอาจเถียงกันว่าจะชุมนุมและจัดตั้งอย่างไร และจะเพิ่มพลังต่อรองอย่างไร เช่นการขยายขบวนการเสื้อแดงสู่ขบวนการแรงงานเพื่อการนัดหยุดงานน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ
  2. นปช. แดงทั้งแผ่นดิน และพรรคเพื่อไทย กำลังพยายามช่วงชิงอิทธิพลในขบวนการเสื้อแดงจากการนำแบบ “แกนนอน” ที่แต่ละกลุ่มนำตนเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ มันไม่ใช่เรื่อง “ผลประโยชน์ส่วนตัว” เป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องผิด มันเป็นเรื่องความเชื่อในแนวทางของเขา และกลุ่มอื่นๆ ทุกกลุ่มทุกสายก็ควรพยายามขยายอิทธิพลเช่นกันผ่านการถกเถียง แข่งขัน เพราะเราแข่งกันท่ามกลางความสามัคคีได้
  3. ในปี ๒๕๕๔ คนเสื้อแดงจะต้องตอบโจทน์ยากๆ หลายเรื่องคือ เราจะมีท่าทีต่อการเลือกตั้งของอำมาตย์อย่างไร? อำมาตย์น่าจะหาทางโกงการเลือกตั้งทีละนิดทีละหน่อย เราไม่ควรตั้งความหวังทั้งหมดกับการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องร่วมในการเลือกตั้งด้วย พร้อมกับเคลื่อนไหวภายนอกกรอบรัฐสภา เราจะมีท่าทีอย่างไรต่อพรรคเพื่อไทย? เราจะตั้งเงื่อนไขอะไรในการสนับสนุน? หรือจะยอมให้พรรคเพื่อไทยจูงเรา? เราจะตามทันการปรองดองจอมปลอมของอภิสิทธิ์ได้ไหมและเราจะมีท่าทีอย่างไร? และโจทน์สำคัญอีกอันคือ เสื้อแดงจะพัฒนาการต่อสู้ในปี ๒๕๕๔ เพื่อยกระดับจากปีที่แล้วอย่างไร?

 

ในขณะเดียวกันมันมีสองสิ่งที่เราต้องชัดเจนคือ

  1. “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” แบบคนเสื้อแดง ไม่ใช่สิ่งเดียวกับพรรค มันมีความอิสระจากกัน และเสื้อแดงอาจมีมากกว่าหนึ่งพรรคได้ โดยที่พรรคเป็นองค์กรที่รวมคนที่มีสายความคิดเหมือนกันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหวและในการให้การศึกษากับมวลชน รัฐสภาเป็นแค่เวทีหนึ่งเท่านั้น อย่าลืมว่าในประวัติศาสตร์โลก ไม่มีกรณีที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจะมีสภาพ “ถาวร” ได้เลย มันขึ้นลงภายในไม่กี่ปีเสมอ มันแยกและมันสลายได้ สิ่งที่จะให้ความถาวรเพิ่มขึ้นกับการต่อสู้คือพรรคหรือองค์กรจัดตั้งทางการเมือง ดังนั้นชาวเสื้อแดง “สังคมนิยม” จะต้องมีส่วนในการเพิ่มความถาวรในการต่อสู้ และต้องพยายามขยาย “พรรค”ของเราในขบวนการเสื้อแดงโดยการคลุกคลี ร่วมเคลื่อนไหว และถกเถียงแนวทางอย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง
  2. แนวทางการเมืองของเสื้อแดงแต่ละกลุ่ม จะมีอิทธิพลต่อวิธีทางในการต่อสู้เสมอ

เวลาอ.ธิดาบอกว่าคนเสื้อแดงยังไม่พัฒนาทางการเมืองเท่ากับแกนนำ หรือพูดว่า “คนที่ไม่เอาพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราถือว่าไม่ใช่ นปช” และเวลาที่เขาพูดในเชิงดูถูก “ผู้หญิงกลางคืน” ที่เป็นเสื้อแดง (ดูคำสัมภาษณ์ในประชาไท๒๐ธันวา๕๓) เขากำลังแสดงความอนุรักษ์นิยม ความเชื่อมั่นในการต่อสู้ในกรอบ และการนำแบบ “บนลงล่าง” แทนการนำตนเองจากล่างสู่บน แต่จุดยืนเขาไม่ได้เลวไปหมด เขาบอกว่าเขายังขีดเส้นที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้จุดยืนว่าต้องรณรงค์ให้ปล่อยนักโทษการเมือง ปฏิเสธการนีรโทษกรรม และเน้นมวลชนแทนการจับอาวุธ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราควรสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่แนวทางการต่อสู้แบบ อ.ธิดา จะนำไปสู่การประนีประนอมกับอำมาตย์ในกรอลเก่า ประชาชนจะไม่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน และจะไม่นำไปสู่การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบยุติธรรม หรือการสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ส่วนแนวทางของแกนนำกล้าหาญอย่างจตุพร อาจไม่พร้อมที่จะประนีประนอมเท่า อ.ธิดา ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เป้าหมายทางการเมืองระยะยาวไม่ชัดเจนพอ แต่อย่างน้อยจตุพรก็สามารถดึงมวลชนมาเคลื่อนไหวเป็นแสนได้ เราต้องเคารพตรงนั้น

ในกรณีพรรคเพื่อไทย เราต้องตั้งคำถามว่าพรรคนี้จะพัฒนานโยบายเพื่อครองใจประชาชนส่วนใหญ่ได้หรือไม่ หรือจะอาศัยบุญเก่าของไทยรักไทย ถ้าหวังอาศัยบุญเก่าจะมีปัญหา เพราะเปิดช่องให้ประชาธิปัตย์ค่อยๆ ทำลายคะแนนเสียงของเพื่อไทยได้ นโยบายสำคัญที่เพื่อไทยควรเสนอ คือเรื่องรัฐสวัสดิการกับการปฏิรูประบบยุติธรรมและกองทัพแบบถอนรากถอนโคน คนไทยจำนวนมากต้องการสิ่งเหล่านี้ และประชาธิปัตย์ให้ไม่ได้แน่นอน

แนวทาง “แกนนอน” ของหนูหริ่ง ก้าวหน้ากว่า อ.ธิดา มาก เพราะเน้นการนำตนเองจากรากหญ้า และพิสูจน์ว่ามีผลจริงในการฟื้นขบวนการ นอกจากนี้แนวนี้มีเสรีภาพเต็มที่ในการแสดงออก ซึ่งส่งเสริมความสร้างสรรค์ ไม่มีการเซ็นเซอร์คนอื่น แต่จุดอ่อนคือ เสรีจนไม่ชัดเจนในแนวทางการเมืองระยะยาว และขาดการรวมศูนย์เท่าที่ควร เมื่อมวลชนวันอาทิตย์สีแดงเผชิญหน้ากับโจทน์ยากๆ อาจตัดสินใจไม่ทัน

เราต้องศึกษาจุดเด่นจุดด้อยของแต่ละแนวทางที่พึ่งกล่าวถึง และทุกครั้งที่เราศึกษา เราต้องเน้นรูปธรรม และโลกจริง

ภาระหน้าที่ของเราในวันข้างหน้า คือการพัฒนาความเข้มแข็งของคนเสื้อแดงซีกที่ก้าวหน้าที่สุด คือซีกที่พร้อมจะนำตนเองอย่างอิสระและเกินเลยกรอบแคบๆของ ทักษิณ ธิดา หรือนักการเมืองส่วนใหญ่ของเพื่อไทย เรากำลังพูดถึงซีกที่อยากเห็นประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ซีกที่อยากปฏิรูปกองทัพและระบบยุติธรรม ปลดนายพลและผู้พิพากษาแย่ๆ และซีกที่อยากสร้างรัฐสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เสื้อแดงสังคมนิยม ต้องมีส่วนสำคัญในการรวบรวมเสื้อแดงก้าวหน้าเหล่านี้เป็นพรรค เราต้องสามารถเคลื่อนไหวร่วมกับเสื้อแดงสายอื่นๆ อย่างเป็นมิตร แต่พร้อมที่จะถกเถียงแนวทางและทฤษฏีที่จะใช้ในการวิเคราะห์กับการปฏิบัติเสมอ

 

๑๒ มกราคม ๒๕๕๔

ฟังคลิปเสียง ประเมินสถานการณ์ปี ๒๕๕๓

http://www.mediafire.com/?qc88m73rlfdojkk#1

 

Read Full Post »

เสื้อแดงราวแสนชุมนุมใหญ่ที่ราชประสงค์อีกครั้ง 9 มกราคม

ภาพโดยคำเกิ่ง แห่งทุ่งหมาหลง

Read Full Post »

กลุ่มประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กับ อ. ชูพงษ์ รับใช้ทหารมาตลอด

ใจ อึ๊งภากรณ์

อาจารย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่เมื่อพรรคตัดสินใจจับอาวุธสู้กับเผด็จการ สฤษดิ์ ในช่วงที่ จิตร ภูมิศักดิ์ โดนยิงตาย ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีการต่อสู้จากเดิมที่พรรคเคยทำแนวร่วมกับเผด็จการทหาร ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ไม่เห็นด้วย และแตกกับพรรค ต่อมา อ.ประเสริฐ ก็ทำงานร่วมกับเผด็จการทหาร และคัดค้าน พคท. ได้งบประมาณจากทหารด้วย ในการทำงานร่วมกับทหารนั้น อ. ประเสริฐ ได้ทำกลุ่มศึกษาและให้การศึกษากับทหารหลายคนเช่นบิ๊กจิ๋ว

ในทางวาจา กลุ่ม “อาจารย์เสริฐ” จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสังคมไทย จากความเป็น “ศักดินา” ซึ่งก็ยังเป็นแนวของ พคท.อยู่  เพียงแต่จะต่างกับ พคท. ตรงที่เสนอว่าควรปฏิวัติโดยทำแนวร่วมกับทหาร ซึ่งเป็นแนวเดิมของ พคท. แต่ในเวลานั้น พคท.หันไปเสนอให้จับอาวุธสู้กับศักดินากับทหาร เพื่อ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” โดยทำแนวร่วมกับ “นายทุนรักชาติ”

ในความเป็นจริงประเทศไทยเปลี่ยนจากศักดินาเป็นทุนนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นข้อเสนอของทั้งสองกลุ่มให้ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครอง ตามแนว สตาลิน-เหมา ทั่วไป ทั้งสองกลุ่มเพียงแต่อยากหาทางลัดสู่อำนาจ ผ่านการจับมือกับทหาร นายทุน หรือคนชั้นสูงอื่นๆ ที่มีอำนาจ แทนที่จะปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นทุนนิยมและชนชั้นปกครองทั้งหมด แต่ในด้านหนึ่ง พคท. ยังมีความก้าวหน้ากว่ากลุ่ม อ.เสริฐ เพราะอย่างน้อยก็พยายามจัดตั้งประชาชนให้ล้มเผด็จการทหารด้วยการจับอาวุธ

หลังจากที่ พคท. ล่มสลายเพราะการต่อสู้ไม่สำเร็จ ในช่วงรัฐบาลเปรม กลุ่ม อ.เสริฐ มีบทบาทต่อไป โดยสร้างความสับสนในหมู่นักเคลื่อนไหวสังคมนิยม นักศึกษา กรรมกร และนักสหภาพแรงงาน คือพูดเหมือนนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย แต่ในรูปธรรมเสนอให้จับมือกับนายจ้าง คนชั้นสูง และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ บางครั้งกลุ่ม อ.เสริฐ จะต่อต้านการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน

สรุปแล้วแนวทางของกลุ่ม อ.เสริฐ วิวัฒนาการไปเป็นการปกป้องทหารและชนชั้นสูง โดยแฝงตัวเข้าไปในขบวนการต่างๆ ของนักต่อสู้ เพื่อพูดอะไรแรงๆ แต่พาคนไปสู่การสยบยอม

 

เมื่อเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์เสนอว่า

“วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐได้นำเอาความรู้ที่ร่ำเรียนกันมายาวนาน มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

กันอย่างคึกคัก วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐกระจายตัวอยู่ทั้งในกลุ่มเสื้อแดง และเสื้อเหลือง….

ธงนำความคิดของ อ. เสริฐ คือการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่กับฝ่ายความคิดก้าวหน้า

…..อ.ชูพงศ์ (สานุศิษย์อาจารย์เสริฐ) จึงประกาศคำขวัญกลางสนามหลวงว่า

ให้ล้มอำมาตย์ (เผด็จการ) เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

 

ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ เวลา อ.ชูพงษ์ด่าเจ้าแรงๆ แต่กลับอ้างว่า “จงรักภักดี ไม่อยากล้มกษัตริย์” เขากำลังทำอะไร? เขากำลังจงใจสร้างความสับสนเรื่องศูนย์กลางอำนาจของอำมาตย์ และปกป้องทหารกับเจ้าหรือไม่? เพราะนั้นคือแนวทางการทำงานของกลุ่ม อ.เสริฐมานาน

 

คนที่เน้นตลอดเวลาอย่างเหลวไหลว่ากษัตริย์ภูมิพล หรือราชินี “คุมทุกอย่าง” กำลังสร้างภาพเท็จและความสับสน และกำลังพาเราไปยกโทษให้ทหารที่ฆ่าประชาชนและทำลายประชาธิปไตยมาตลอด

 

ในบทความของ อ.นิธ และ อ.สุรชาติ (มติชน ๒ และ ๓ ม.ค. ๕๔) เราจะเห็นการวิเคราะห์อำนาจทหารที่น่าเชื่อถือ

 

การไม่มองข้ามทหาร ไม่ได้เป็นการยกโทษให้กษัตริย์แต่อย่างใด เพราะเขายินยอมให้ถูกทหารใช้เพื่อการกระทำความชั่ว และนายภูมิพล ไม่เคยออกมาวิจารณ์ความชั่วหรือการที่ประชาชนถูกฆ่าตายเลย ดังนั้นเราต้องจัดการกับทหารและสถาบันกษัตริย์พร้อมกัน

 

 

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.