Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘กษัตริย์’ Category

จุดต่ำสุดของพวกที่เน้นแต่นิยายเรื่องอำนาจภูมิพล

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

พวก นปช.ยูเอสเอ อ.ชูพงษ์ และอ.สุรชัย ใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี เพื่อทำให้คนเสื้อแดง “ตามัวหมอง” มองไม่เห็นความซับซ้อนของอำนาจอำมาตย์ ด่าแต่ภูมิพลแต่ปกป้องทหารมือเปื้อนเลือด เพราะพวกนี้ต้องการสร้างความแตกแยกและความสับสนในขบวนการเสื้อแดง ปัจจุบันเขาต้องการทำลายความมั่นใจของคนเสื้อแดงในการต่อสู้แนวมวลชน และต้องการป้ายร้าย นปช. แดงทั้งแผ่นดิน แต่การเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงเป็นแสนๆ ล้านๆ คือแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่การปลดแอกตนเองของประชาชน โดยเฉพาะถ้ามีการขยายการเคลื่อนไหวไปสู่ขบวนการแรงงานเพื่อการนัดหยุดงาน และการจัดตั้งทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อกดดันพรรคเพื่อไทย หรือเพื่อสร้างพรรคใหม่ที่ครองใจประชาชนได้  นี่คือสาเหตุที่ผมต้องวิจารณ์อ.สุรชัย และ อ.ชูพงษ์ อย่างตรงไปตรงมา

ผลรูปธรรมของการทำงานของ อ.สุรชัย ในไทย คือการทำให้คนตัดสินใจที่จะไม่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนกับ นปช. แดงทั้งแผ่นดินอีก เพราะอ.สุรชัยเสนอในคลิปวิทยุเมื่อต้นปีนี้ว่า “มวลชนสู้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะเคลื่อนไหว”  และแทนที่จะเคลื่อนไหวก็แค่จัดเวทีด่าเจ้าให้คนพึงพอใจในการฟังแล้วกลับบ้าน คนที่เชื่อมั่นในแนว อ.สุชัยต้องปิดหูปิดตาถึงการปฏิวัติอียิปต์และที่อื่น และไม่สนใจประเด็นการเมืองทั่วไปเช่นสงครามป่าเถื่อนกับเขมร และคงต้องนั่งรอที่บ้าน “ให้คนอื่นล้มอำมาตย์ให้” ซึ่งถ้าคนเสื้อแดงทั้งหมดทำแบบนั้น เราจะเป็นทาสตลอดกาล

ในความจริง คนเสื้อแดงตาสว่าง เลิกชื่นชมนายภูมิพลและครอบครัวเพี้ยนของเขา เพราะนายภูมิพลปล่อยให้ทหารทำรัฐประหาร และปล่อยให้รัฐบาลอภิสิทธิ์กับนายพลชาติชั่วฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า และภรรยาภูมิพลไปงานศพพันธมิตรฯ คนเสื้อแดงจึง “ตาสว่าง” เอง ไม่ต้องมีอาจารย์หมวกดาวแดงที่ไหนสอน แต่คนที่ดูถูกความสามารถของมวลชนที่จะปลดแอกตนเองอย่าง อ.ชูพงษ์และ อ.สุรชัย ย่อมมองว่ามวลชนคิดเองไม่เป็นด้วย

ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายไทย ทราบดีว่ากลุ่มอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร แยกตัวออกจาก พคท. เพื่อหักหลังการต่อสู้ของประชาชนและจับมือกับทหารเผด็จการ อ.ชูพงษ์เป็นสายตรงของ อ.ประเสริฐ และตอนนี้ดูเหมือนว่า อ.สุรชัยใช้แนวเดียวกัน คือพยายามอ้างว่าตัวเองเป็น “นักปฏิวัติแท้” ป้ายสีแกนนำ นปช. แต่ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการโค่นอำมาตย์ ไม่โจมตีทหาร ปฏิเสธว่าไทยมีเผด็จการทหารด้วยซ้ำ และสร้างนิยายว่านายภูมิพลสั่งการทุกอย่างเหมือนเป็นเทวดาลึกลับ

ทหารมือเปื้อนเลือดคงหัวเราะพึงพอใจกันอย่างถ้วนหน้า เพราะทหารไทยต้องการให้เราเชื่อว่าภูมิพลเป็นเทวดาผู้ทรงอำนาจสูงสุดมานาน เนื่องจากทหารต้องการใช้นายภูมิพลเพื่อสร้างความกลัวและความชอบธรรมกับตนเองมาตลอด และนายภูมิพลไม่เคยปฏิเสธที่จะร่วมมือกับทหาร ไม่มีความรับผิดชอบพอ หรือความกล้าหาญพอ หรือความประสงค์พอ ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่งกอบโกยเงินทองทรัพย์สินจนเป็นผู้นำที่รวยที่สุดในโลก

ตอนนี้จุดต่ำสุดของพวก “พูดเอามัน – ด่าแต่เจ้า” คือการสร้างนิยายป้ายร้ายว่าคนเสื้อแดงที่ยังรักเจ้าอยู่หรือคนเสื้อแดงที่ยังไม่สะดวกที่จะปฏิเสธเจ้าเพราะมันมีกฏหมายหมิ่นฯ “เป็นพวกรับใช้เจ้า”  มีการพูดว่า“ดังนั้นเขาเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์” นี่คือข้อกล่าวหาทุเรศที่สุดที่พวกนี้ใช้กับ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หรือ อ.ธิดา ในรูปธรรมมันเป็นความพยายามที่จะสร้างความแตกแยกและทำลายขบวนการเสื้อแดงซึ่งพวก “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” พวกนี้ไม่เคยมีบทบาทในการสร้างแต่แรก

ในความเห็นส่วนตัวของผม ทหารชาติชั่ว ข้าราชการชั้นสูง นายทุนหัวเหลืองรักเจ้า และประชาธิปัตย์ ใช้สถาบันกษัตริย์ในการสร้างความกลัวและความชอบธรรมกับสิ่งที่พวกอำมาตย์เหล่านี้ทำมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ และภูมิพลก็ยินดีถูกใช้และร่วมกินผลประโยชน์ด้วย ดังนั้นเราต้องล้มอำมาตย์ ปฏิรูปกองทัพแบบถอนรากถอนโคน และยกเลิกสถาบันกษัตริย์พร้อมๆ กัน ถ้าเราเชื่อ อ.สุรชัย และ อ.ชูพงษ์ เราจะไม่แตะทหารเลย และจะงมงายในนิยายว่าทหารไม่มีอำนาจ

ผมเข้าใจดีว่าคนเสื้อแดงมีความหลากหลายทางความคิด บางคนอาจยังหลงรักเจ้าอยู่ คนจำนวนมากอาจกลัวที่จะวิจารณ์เจ้า แต่คนจำนวนมากกว่า อาจเสื้อแดงส่วนใหญ่ เกลียดเจ้า ตรงนี้เข้าใจได้และเราทำงานร่วมกับเสื้อแดงที่มีความคิดแตกต่างได้ถ้าจุดร่วมของเราคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยเน้นการเคลื่อนไหวของมวลชน นักปฏิวัติเสื้อแดงร่วมกับนักปฏิรูปเสื้อแดงได้

อ.ธิดา และ นปช. แดงทั้งแผ่นดินไม่เคยอ้างว่าใช้แนวปฏิวัติ ดังนั้นเราไม่ต้องไปต่อว่าเขาว่าไม่จริงใจในการปฏิวัติ  แกนนำ นปช. หลายคนยากลำบากและติดคุกด้วย เราร่วมมือกับเขาได้ด้วยมิตรภาพ ทั้งๆ ที่นักปฏิวัติอย่างผมมองว่าต้องไปไกลกว่ากรอบระบบเดิม คือต้องล้มโครงสร้างอำมาตย์ทั้งหมด ถ้าให้เลือกระหว่างนักปฏิรูปที่มีมวลชนเป็นล้านอย่าง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน กับ “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” อย่าง อ.สุรชัยและอ.ชูพงษ์ที่แค่พูดเอามัน ผมขอยืนข้าง นปช. แดงทั้งแผ่นดินตลอด

ในรูปธรรมนักปฏิวัติที่ต้องการสร้างรัฐไทยใหม่ ต้องเรียนบทเรียนจาก อียิปต์ ตูนีเซีย และ ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภา ๓๕ คือพลังในการล้มเผด็จการคือพลังมวลชน มวลชนปลดแอกตนเองได้ และถ้ามีการนัดหยุดงานทั่วไปเสริม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ถ้าประชาชนเดินหน้าเข้าไปมุงล้อมและคุยด้วยกับทหารชั้นล่างเราอาจกดดันให้เขาเปลี่ยนข้างและหันปืนใส่นายพลได้ สิ่งเหล่านี้เกิดที่อียิปต์และตูนิเซีย และเราใช้วิธีเดียวกันในการโค่นอำมาตย์ไทยได้

บทเรียนสำคัญจากอียิปต์คือ ถ้าไม่มี “แกนนอน” ริเริ่มและประสานการประท้วงในทุกรูปแบบ การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญทางการเมือง ดังนั้นเราต้องมีการจัดตั้งทางการเมืองที่รวมศูนย์ด้วย เพื่อการนำและการวิเคราะห์ที่ชัดเจน ภาระของเราคือการสร้างขบวนการที่มีทั้งรูปแบบแกนนอนและการรวมศูนย์พร้อมกัน

คนที่ต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงใจบริสุทธิ์ด้วยนิยายปิดหูปิดตาที่อ้างว่าทำให้คน “ตาสว่าง” ซึ่งเป็นนิยายที่ทหารเองใช้ในการสร้างความกลัวให้กับประชาชน คนเหล่านี้เป็นศัตรูของประชาชน ฟังอ.สุรชัยและอ.ชูพงษ์ให้ดี ฟังข้อเสนอของเขาให้ดีด้วย จะพบว่าไม่มีอะไรนอกจากการด่ากษัตริย์ ด่าแกนนำเสื้อแดง และตั้งความหวังว่ากษัตริย์และคนข้างบนจะยกประชาธิปไตยให้ประชาชน ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นนิยายพิษก็คงเป็นเรื่องตลก

 

Read Full Post »

อนาคตการต่อสู้ของคนเสื้อแดง(ภาค๒) “บทบาทนายภูมิพล”

Read Full Post »

หนังสือต้องห้ามล่าสุดของผม

 

Read Full Post »

กลุ่มประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กับ อ. ชูพงษ์ รับใช้ทหารมาตลอด

ใจ อึ๊งภากรณ์

อาจารย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่เมื่อพรรคตัดสินใจจับอาวุธสู้กับเผด็จการ สฤษดิ์ ในช่วงที่ จิตร ภูมิศักดิ์ โดนยิงตาย ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีการต่อสู้จากเดิมที่พรรคเคยทำแนวร่วมกับเผด็จการทหาร ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ไม่เห็นด้วย และแตกกับพรรค ต่อมา อ.ประเสริฐ ก็ทำงานร่วมกับเผด็จการทหาร และคัดค้าน พคท. ได้งบประมาณจากทหารด้วย ในการทำงานร่วมกับทหารนั้น อ. ประเสริฐ ได้ทำกลุ่มศึกษาและให้การศึกษากับทหารหลายคนเช่นบิ๊กจิ๋ว

ในทางวาจา กลุ่ม “อาจารย์เสริฐ” จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสังคมไทย จากความเป็น “ศักดินา” ซึ่งก็ยังเป็นแนวของ พคท.อยู่  เพียงแต่จะต่างกับ พคท. ตรงที่เสนอว่าควรปฏิวัติโดยทำแนวร่วมกับทหาร ซึ่งเป็นแนวเดิมของ พคท. แต่ในเวลานั้น พคท.หันไปเสนอให้จับอาวุธสู้กับศักดินากับทหาร เพื่อ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” โดยทำแนวร่วมกับ “นายทุนรักชาติ”

ในความเป็นจริงประเทศไทยเปลี่ยนจากศักดินาเป็นทุนนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นข้อเสนอของทั้งสองกลุ่มให้ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครอง ตามแนว สตาลิน-เหมา ทั่วไป ทั้งสองกลุ่มเพียงแต่อยากหาทางลัดสู่อำนาจ ผ่านการจับมือกับทหาร นายทุน หรือคนชั้นสูงอื่นๆ ที่มีอำนาจ แทนที่จะปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นทุนนิยมและชนชั้นปกครองทั้งหมด แต่ในด้านหนึ่ง พคท. ยังมีความก้าวหน้ากว่ากลุ่ม อ.เสริฐ เพราะอย่างน้อยก็พยายามจัดตั้งประชาชนให้ล้มเผด็จการทหารด้วยการจับอาวุธ

หลังจากที่ พคท. ล่มสลายเพราะการต่อสู้ไม่สำเร็จ ในช่วงรัฐบาลเปรม กลุ่ม อ.เสริฐ มีบทบาทต่อไป โดยสร้างความสับสนในหมู่นักเคลื่อนไหวสังคมนิยม นักศึกษา กรรมกร และนักสหภาพแรงงาน คือพูดเหมือนนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย แต่ในรูปธรรมเสนอให้จับมือกับนายจ้าง คนชั้นสูง และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ บางครั้งกลุ่ม อ.เสริฐ จะต่อต้านการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน

สรุปแล้วแนวทางของกลุ่ม อ.เสริฐ วิวัฒนาการไปเป็นการปกป้องทหารและชนชั้นสูง โดยแฝงตัวเข้าไปในขบวนการต่างๆ ของนักต่อสู้ เพื่อพูดอะไรแรงๆ แต่พาคนไปสู่การสยบยอม

 

เมื่อเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์เสนอว่า

“วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐได้นำเอาความรู้ที่ร่ำเรียนกันมายาวนาน มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

กันอย่างคึกคัก วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐกระจายตัวอยู่ทั้งในกลุ่มเสื้อแดง และเสื้อเหลือง….

ธงนำความคิดของ อ. เสริฐ คือการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่กับฝ่ายความคิดก้าวหน้า

…..อ.ชูพงศ์ (สานุศิษย์อาจารย์เสริฐ) จึงประกาศคำขวัญกลางสนามหลวงว่า

ให้ล้มอำมาตย์ (เผด็จการ) เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

 

ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ เวลา อ.ชูพงษ์ด่าเจ้าแรงๆ แต่กลับอ้างว่า “จงรักภักดี ไม่อยากล้มกษัตริย์” เขากำลังทำอะไร? เขากำลังจงใจสร้างความสับสนเรื่องศูนย์กลางอำนาจของอำมาตย์ และปกป้องทหารกับเจ้าหรือไม่? เพราะนั้นคือแนวทางการทำงานของกลุ่ม อ.เสริฐมานาน

 

คนที่เน้นตลอดเวลาอย่างเหลวไหลว่ากษัตริย์ภูมิพล หรือราชินี “คุมทุกอย่าง” กำลังสร้างภาพเท็จและความสับสน และกำลังพาเราไปยกโทษให้ทหารที่ฆ่าประชาชนและทำลายประชาธิปไตยมาตลอด

 

ในบทความของ อ.นิธ และ อ.สุรชาติ (มติชน ๒ และ ๓ ม.ค. ๕๔) เราจะเห็นการวิเคราะห์อำนาจทหารที่น่าเชื่อถือ

 

การไม่มองข้ามทหาร ไม่ได้เป็นการยกโทษให้กษัตริย์แต่อย่างใด เพราะเขายินยอมให้ถูกทหารใช้เพื่อการกระทำความชั่ว และนายภูมิพล ไม่เคยออกมาวิจารณ์ความชั่วหรือการที่ประชาชนถูกฆ่าตายเลย ดังนั้นเราต้องจัดการกับทหารและสถาบันกษัตริย์พร้อมกัน

 

 

Read Full Post »

รายงานลับ WikiLeaks เปรม สิทธิ และ อานันท์ คิดยังไงกับราชวงศ์

รายงานลับจากทูตอเมริกา Eric G. John ถึงรัฐบาลอเมริกาเมื่อมกราคมปี 2010 ที่ออกมาใน WikiLeaks หลังจากที่ทูตไปคุยกับ เปรม ติณสูลานนท์ พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา (องคมนตรี) และ อานันท์ ปันยารชุน มีเนื้อหาย่อๆ ดังนี้

เปรม บอกว่า วชิราลงกรณ์ ไม่ไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาล และคงมีความสัมพันธ์กับทักษิณบ้าง เปรมมองว่าทักษิณคิดผิดที่จะไปมั่นใจพึ่ง วชิราลงกรณ์ ด้วยเหตุที่ช่วยทางด้านเงินในอดีต เมื่อทูตถามว่า วชิราลงกรณ์อยู่ไหน เปรมตอบว่า “คุณก็รู้ว่าเขาเป็นคนแบบไหน” ซึ่งทูตตีความว่าอยู่กับชู้ที่เยอรมัน

สิทธิ เศวตศิลา ยอมรับว่าวชิราลงกรณ์ไปหาชู้ที่เยอรมันย่อย และบ่นว่าทูตไทยที่นั้นต้องเสียเวลากับการต้อนรับ สิทธิ มองว่าทักษิณวาดภาพว่าภูมิพลคับแคบในบทสัมภาษณ์ใน นสพ Times ที่ตั้งความหวังว่ารัชกาลต่อไปจะใจกว้างและทันสมัยขึ้น สิทธิ พูดต่อว่าการเปลี่ยนราชกาลจะเป็นเวลาที่ยากลำบาก “แต่ถ้า วชิราลงกรณ์ ตาย….”  พระเทพฯอาจเป็นกษัตริย์แทนก็ได้

อานันท์ ปันยารชุน บอกว่าเชื่อมั่นมาตลอดว่าวชิราลงกรณ์จะเป็นกษัตริย์คนต่อไปตามกฎหมาย แต่ถ้า วชิราลงกรณ์ไม่สามารถแก้นิสัยตนเอง ยุ่งการเมืองและมีปัญหาในด้านการเงินต่อ……(ซึ่งคนส่วนใหญ่มองว่าเขาปรับแก้ไขตัวเองไม่ได้)…. อานันท์ บอกว่าควรจะมีใครสักคนไปบอกภูมิพลเรื่องนี้ เพราะภูมิพลเป็นคนเดียวที่จะประกาศเปลี่ยนเรื่องการสืบทอดตำแหน่งได้ แต่ไม่มีใครกล้า  อนันท์พูดทำนองว่าควรมีทางเลือกอื่นนอกจาก วขิราลงกรณ์

สิทธิ เป็นห่วงภาพเสื่อมเสียของราชวงศ์ และแสดงความเห็นว่าเรื่องเล็กๆ อย่างการปิดถนนสำหรับขบวนเสด็จ สร้างความไม่พอใจเป็นอย่างมากในหมู่ประชาชน สิทธิเองบ่นว่าต้องนั่งรอสี่สิบห้านาที เมื่อแปดปีก่อน อาสา สารสิน เลขาวังเคยคุยกับภูมิพลเรื่องนี้ และภูมิพลอนุญาตให้ไปคุยกับราชวงศ์อื่น แต่ไม่มีผลอะไรเลย สิทธิบ่นต่อว่าตอนนี้ วชิราลงกรณ์ สั่งให้คนปิดหน้าต่างชั้นสองตามตึกเมื่อตนเองเดินทางผ่าน ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่พอใจ

นอกจากนี้มีการแสดงความเป็นห่วงเรื่องความเข้มแข็งของอภิสิทธิ์และอนุพงษ์ในการคุมสถานการณ์….

(แต่ในความเห็นผม-ใจ อึ๊งภากรณ์- สองตัวนี้มันพิสูจน์ว่ามันเลือดเย็นเป็นฆาตกรแค่ไหนในเดือนเมษาพฤษภา)

และมีการบ่นเรื่องฮุนเซนกับทักษิณ….

ใจ อึ๊งภากรณ์

Read Full Post »

วิจารณ์หนังสือ “Saying the Unsayable. Monarchy and Democracy in Thailand” (พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ กษัตริย์และประชาธิปไตยในไทย) Edited by SØren Ivarsson and Lotte Isager. Nias Press, Copenhagen.

วิจารณ์โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

หนังสือ “Saying the Unsayable” ตั้งเป้าหมายอันดีงามในการที่จะทำให้เรื่องกษัตริย์ไทยเป็นเรื่องที่นักวิชาการศึกษาอย่างเปิดเผยได้ แต่ในรูปธรรมคงจะล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่ความผิดของหนังสือแต่อย่างใด มันเป็นความผิดของเผด็จการในไทยต่างหาก ถ้าเล่มนี้วางขายได้ในไทย ต้องถือว่าไม่ได้ “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ตามชื่อ แต่ถ้าถูกแบนก็แปลว่าเผด็จการยังอยู่และเราคุยเรื่องกษัตริย์ในวงวิชาการไม่ได้

 

บทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ มีข้อมูลที่น่าสนใจ และบทเรียนสำคัญจากบทนี้ ที่เปรียบเทียบกฎหมายหมิ่นฯในไทย กับกฎหมายหมิ่นฯในเยอรมันยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ ในเยอรมันเขายกเลิกกฎหมายหมิ่นฯได้เพราะขบวนการทางสังคม สื่อมวลชน และพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยรณรงค์ฝ่าฝืนกฎหมายนี้มาตลอด แต่ในไทยพวกสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ นักข่าว และนักวิชาการเอาหัวไปมุดดิน หรือไม่ก็สนับสนุนกฎหมายนี้

 

ในแง่หนึ่งที่สำคัญ เหตุการณ์ในโลกจริงล้ำหน้าหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เพราะคนเสื้อแดงเป็นล้านๆ คน “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ในที่สาธารณะไปแล้ว เวลาเขาตะโกนว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” แต่ความเชื่อของคนเสื้อแดงจำนวนมากว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้ามันจริงหรือเปล่า?

 

บรรณาธิการของหนังสือ “Saying the Unsayable” นี้ประกาศว่าตั้งใจจะท้าทายมุมมองกระแสหลักเกี่ยวกับกษัตริย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทำไม่สมบูรณ์ ไปได้แค่ครึ่งทางเอง สาเหตุหนึ่งคือนิสัยของพวกนี้ที่คุยแต่ใน “วงใน” ของระบบอุปถัมภ์นักวิชาการ และใช้นิสัยนักวิชาการแบบไทยๆ ที่ไม่ยอมอ่าน พิจารณา และเถียงกับคนที่คิดต่างหรืออยู่ “วงนอก”

 

ผู้เขียนส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้มองตามกระแสหลัก ว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจล้นฟ้าและสั่งการทุกอย่างรวมถึงรัฐประหาร ๑๙ กันยา แต่เกือบจะไม่มีข้อมูลรองรับความเชื่อนี้เลย และที่น่าสนใจคือแนวคิดนี้ตรงกับกระแสคิดของชนชั้นปกครองไทยที่เขากล่อมเกลาให้เราเชื่อ ยกเว้นเรื่องกษัตริย์เป็นเทวดาเท่านั้นเอง ปัญหาใหญ่คือการมองข้ามบทบาทสำคัญและชั่วร้ายของทหาร เกือบทุกบทจึงไม่พูดถึงทหารเลยยกเว้นบทของ Han Krittian แต่บทนี้ก็มีจุดอ่อนเวลาเสนอว่าประชาชนนับแสนที่ใส่เสื้อเหลืองและออกมาฉลองงาน ๖๐ ปี ของกษัตริย์ “เป็นผลงานพันธมิตรฯหมด” เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ที่ทักษิณเริ่มจัดงานนี้และรณรงค์ให้เราใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์

 

นักวิชาการที่เขียนในเล่มนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมทักษิณรักกษัตริย์ และทำไมพวกอนุรักษ์นิยมในยุโรปตะวันตก รวมถึงนายทุนใหญ่ ชอบให้มีกษัตริย์เป็นประมุข

 

บทของ Hewison และ Kengkij (เก่งกิจ) พยายามใช้เศรษฐศาสตร์แข็งทื่อเพื่ออธิบายว่า “นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปท้าทายผลประโยชน์ของสำนักทรัพย์สินฯ” แต่ในความเป็นจริง การกู้เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของทักษิณ มันช่วยนายทุนใหญ่ทั้งหมด รวมถึงกษัตริย์และธนาคารของเขา ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็ร่วมมือกับทักษิณในการขายหุ้นชินคอร์พให้สิงคโปร์ในภายหลังอีกด้วย Hewison และ Kengkij ไม่เข้าใจว่าทักษิณกับทหารแข่งกันเพื่อใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือที่ให้ความชอบธรรมกับตนเอง ไม่ใช่ว่ากษัตริย์กับทักษิณแข่งกันเพื่อใช้ทหาร นอกจากนี้นักเขียนสองคนนี้เสนอว่าเรื่องชี้ขาดที่ทำให้ทหารทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ได้คือการสนับสนุนจากวัง ซึ่งมองข้ามบทบาทสำคัญของพวกขบวนการ “ภาคประชาชน” เอ็นจีโอ และพันธมิตรฯ ในการโบกมือเรียกทหาร อันนี้เป็นมุมมองเก่าประเภทที่มองแต่เบื้องบน แถมมองผิดด้วย และไม่กล้าเสนอความจริงว่ากษัตริย์ชมทักษิณในสงครามปราบยาเสพติดอีกด้วย ทั้งๆ ที่ นสพ.ภาษาอังกฤษในไทยรายงานตรงข้ามว่ากษัตริย์วิจารณ์ทักษิณ

 

ในบทของ Nattapoll มีการ “อธิบาย” ว่าพวกนิยมเจ้ายึดอำนาจกลับคืนจากทหารซีกคณะราษฏร์ในรัฐประหารของสฤษดิ์ แต่พวกนิยมเจ้าที่ว่านี้คือกษัตริย์หรือทหาร? และการที่พวกนิยมเจ้าสนับสนุนสฤษดิ์ ต่างจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์สนับสนุนรัฐประหารของสฤษดิ์ และทำงานให้ นสพ. ของสฤษดิ์อย่างไร? ในความเป็นจริงสิ่งที่กำหนดบทบาทของทหารในสังคมไทยมาตลอด คือการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ทหารเอง บวกกับการต่อสู้ระหว่างทหารกับภาคประชาชน กษัตริย์สั่งการทหารและประชาชนไม่ได้ สั่งให้รักษานายเปรมให้เป็นนายกต่อไม่ได้ สั่งให้ประชาชนเชื่อฟังสุจินดาไม่ได้ แต่ในบทของ Jackson ก็มีการท่องสูตรเก่าว่า “กษัตริย์ออกมาแก้ความขัดแย้ง” ในสมัย ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ปล่อยให้ประชาชนถูกยิงตายและรอดูว่าใครจะชนะก่อนที่จะออกโทรทัศน์

 

ประเด็นที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ ถ้าหนังสือ “Saying the Unsayable” วางขายและอ่านได้ในไทย ซึ่งต่างจากหนังสือสองเล่มของผมคือ “A Coup for the Rich” และ “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” มันแปลว่าอะไร? มันแปลว่าการโจมตีทหารว่ามีอำนาจจริงและใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ อย่างที่ผมทำ อันตรายกว่าการเสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้าและสั่งทหารใช่ไหม? ทำไมในบันทึกลับของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของกษัตริย์ เมื่อสิงหาคมปีนี้ ในเรื่องภัยต่างประเทศ เขาพูดแต่เรื่องหนังสือผม “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” ที่เสนอว่าทหารใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ แต่พวกทหารทั้งหลายในกรรมการฯ ไม่เอ่ยถึง อ.ชูพงษ์ และ นปช.ยูเอสเอที่ด่ากษัตริย์ทุกวันว่าใช้อำนาจฆ่าประชาชน? เป็นไปได้ไหมว่าข้อเสนอของผมเป็นภัยต่ออำมาตย์มากกว่าข้อเสนอของ นปช. ยูเอสเอ และ อ. ชูพงษ์?

 

หนังสือ “Saying the Unsayable” มีจุดอ่อนสำคัญอีกเพราะผู้เขียนหลายคนไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และหลงคิดว่าแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” คัดค้านโลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีและทุนนิยมของทักษิณ แต่ในความเป็นจริงพวกอำมาตย์คลั่ง กลไกตลาดเสรี โลกาภิวัตน์ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่าทักษิณเสียอีก เพราะทักษิณผสมผสานแนวเคนส์รากหญ้ากับแนวเสรีนิยม เพื่อใช้งบประมาณรัฐในการยกระดับประชาชนเพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ในขณะที่ฝ่ายค้านทักษิณตะโกนเรื่อง “การขาดวินัยทางการคลัง” จริงๆ แล้ว คนที่ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้ควรจะปรึกษา Andrew Walker ซึ่งเขียนบทสุดท้ายของเล่ม เพราะในบทนี้ Walker ชี้ให้เห็นว่าภาพวาดของสังคมชนบทที่เศรษฐกิจพอเพียงวาดไว้ ไม่ตรงกับโลกจริงเลย ซึ่งทำให้เขาสรุปว่าพวกนิยมเจ้าไม่ได้สนใจการพัฒนาชนบทเลย แต่อยากเสนอลัทธิการเมือง เพื่อให้ความชอบธรรมทางศีลธรรมกับลัทธิกษัตริย์ ที่หนุนการลดพื้นที่ประชาธิปไตยต่างหาก

 

บทของ Walker ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสังคมจริงในชนบท ที่มีการหารายได้นอกพื้นที่หรือนอกภาคเกษตร และมีการหันมาใช้เกษตรพันธสัญญา และบทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ และวิธีคัดค้านมัน เป็นสองบทที่มีค่า ที่เหลือมีมาตรฐานไม่ถึง ไม่มีน้ำหนักในการเสนอจุดยืน เพราะไม่กล้า อ่าน พิจารณา และ เถียงกับแนวความคิดที่ตนเองไม่เห็นด้วย

 

ลองไปอ่าน “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร”

ที่ http://links.org.au/files/ThaiebookGiles.pdf แล้วมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้

 

Read Full Post »

สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลัง ป่าเถื่อน และความเหลื่อมล้ำ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ชนชั้นปกครองไทยพยายามกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า นายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกัน การที่ความเชื่อนี้ไม่สมเหตุสมผลไม่สำคัญ เพราะมีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา มีการสั่งสอนให้เราทั้งรักและทั้งกลัวอำนาจกษัตริย์ และในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะบรรยากาศความกลัว เหตุผลและปัญญาก็สูญหายไปง่าย ข้อเสนอของชนชั้นปกครองนี้ เป็นความพยายามให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ความคิดนี้เป็นความพยายามที่จะหลอกเรา เพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองทั้งชนชั้น โดยเฉพาะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่

 

ถ้าเราจะ “ตาสว่าง” จริง เราต้องเลิกจงรักภักดี และต้องเข้าใจว่านายภูมิพลอ่อนแอไร้อุดมการณ์ และเป็นเครื่องมือของทหาร เราต้องมองว่าทหารเป็นศัตรูสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย

 

ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และการเงียบเฉยของนายภูมิพล รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุนพันธมารของราชินีและลูกชาย ประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก หลายล้านคนทั่วประเทศ กลายเป็น “ผู้เคยรักเจ้า” มีการเปลี่ยนจากการ “รัก” ไปเป็นการ “เกลียดชัง”  และเวลาคนเสื้อแดงพันๆ คนตะโกนร้องว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” ที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยาที่ผ่านมา เขาหมายถึงนายภูมิพล ซึ่งมันไม่จริง…. แต่อย่างน้อยคนก็เลิกรักเจ้า ตรงนั้นเป็นเรื่องดี

 

สิ่งหนึ่งที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังสลัดออกจากหัวไม่ได้คือ “ความกลัว” ที่มีต่อนายภูมิพลและราชวงศ์ เพราะยังเชื่อใน “อำนาจ”ของกษัตริย์ที่ทหารและคนชั้นสูงกล่อมเกลาให้เราเชื่อ ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเห็นทะลุนิยาย และเริ่มเข้าใจว่านายภูมิพลเป็นแค่สัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ เป็นตรายางเพื่อประทับตราความชอบธรรมให้ทหาร แต่เป็นตรายางที่ร่ำรวยมหาศาล คนเสื้อแดงต้องพยายามฝ่าฟันความรู้สึกกลัวนายภูมิพล และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกสมเพชดูถูกกษัตริย์และราชวงศ์แทน ดูถูกสมเพชในแง่ที่พวกนี้ไม่มีปัญญาและความสามารถอะไร แต่กลับชื่นชมในนิยายที่ทำให้ตนเองเป็นเทวดา และเราต้องสมเพชที่เขาไม่มีความกล้าหรือศีลธรรมพอที่จะรับผิดชอบอะไร กล้าแต่รับผลประโยชน์จนรวยเท่าฟ้าเท่านั้น

 

ภาพของสถาบันกษัตริย์ที่ดูเข้มแข็งและมีอำนาจ ที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางความกลัว เป็นภาพลวงตา ภาพลวงตานี้มีวัตถุประสงค์อะไรสำหรับชนชั้นปกครอง?

 

การสร้างภาพของกษัตริย์ว่ามีอำนาจสูงสุดดุจเทวดา เป็นวิธีหาความชอบธรรมให้กับตนเองของชนชั้นปกครองไทย พูดง่ายๆ พวกทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมือง รวมถึงนายทุนใหญ่ เป็นผู้ที่มีอำนาจจริงในสังคม และเป็นผู้ที่ตัดสินใจทำอะไรเองเสมอ เขาเป็น “เหี้ยที่สั่งฆ่าประชาชน” แต่เขาจะสร้างภาพว่าทำทุกอย่างเพื่อกษัตริย์ หรือทำตามคำสั่งของกษัตริย์หรือราชินี ส่วนนายภูมิพลในฐานะกษัตริย์ ก็มีหน้าที่ในการประทับตรา ชม และให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ การปราศรัยของนายภูมิพลมักจะมีลักษณะกำกวมตีความได้หลายด้าน บ่อยครั้งไม่มีสาระอะไรมากมาย แต่นั้นคือโอกาสของชนชั้นปกครองที่จะตีความเข้าข้างตนเอง และเป็นโอกาสของนายภูมิพลที่จะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แต่อย่าหลงคิดว่านายภูมิพลเป็นเหยื่อ เขากอบโกยผลประโยชน์มากมายจนเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก และเป็นคนไทยที่รวยที่สุดอีกด้วย

 

ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเอง เรื่องการ “ช่วยคนจน” เขาจะต้องกระทำบางอย่างเป็นรูปธรรมคือ

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน และให้ออกไปทำงาน แทนที่จะแบมือรับเงินประชาชน

 

การใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือแบบนี้ของชนชั้นปกครองไทย มีกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อบังคับความจงรักภักดี และข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองด้วย มันเกิดขึ้นในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอีกครั้งใน เมษา/พฤษภา ๒๕๕๓

 

มันมีวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้คือ เราต้องล้มอำมาตย์ ลดอำนาจและบทบาทของทหาร และยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แล้วเราจะมีโอกาสสร้างประชาธิปไตย

 

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเราจะพบว่าในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕ และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ประมุขภายใต้อำนาจทหาร”  ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน นายภูมิพลไม่เคยล้มอำนาจทหารและขึ้นมาเป็นใหญ่ได้เลย เพราะเมื่อเผด็จการถนอมหรือสุจินดาถูกประชาชนคัดค้าน ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม และ พฤษภาคม ๓๕ นายภูมิพลเป็นแค่ประมุขรับใช้ของทหารส่วนอื่น องค์มนตรี และนายทุน โดยที่มีการรอดูว่าใครชนะ แล้วให้นายภูมิพลออกมาปกป้องผลประโยชน์ของอำมาตย์ต่อ ผ่านการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการออกโทรทัศน์

 

การรณรงค์ให้ประชาชนชื่นชมและให้ความสำคัญกับกษัตริย์ภูมิพลหลัง ๒๔๗๕ เริ่มในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และมีการทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการรณรงค์แบบนี้โดยฝ่ายทหาร ข้าราชการ และนายทุน คนอย่างนายภูมิพลคงไม่มีปัญญาจะผลักดันความสำคัญของตนเองได้ เพราะเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ ขี้ขลาด หลงตนเอง และคบค้าสมาคมกับมนุษย์คนอื่นไม่เป็น อย่าลืมว่าเพื่อนแท้ของนายภูมิพลคือหมา และสาเหตุที่เขาไม่ยิ้มก็เป็นเพราะเขาเป็นคนขี้อายที่ไม่มีเพื่อน ในภาพรวมครอบครัวของนายภูมิพลเป็นครอบครัวพิการที่ไร้ความอบอุ่นและเต็มไปด้วยคนเพี้ยน

 

เครือข่ายของชนชั้นปกครองที่สนับสนุนและปกป้องสถาบันกษัตริย์ประกอบไปด้วยชนชั้นปกครองทั้งหมด รวมถึงอดีตนายกทักษิณและนายทุนใหญ่อื่นๆ อีกด้วย ชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น รวมทุกซีก ทุกกลุ่ม และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยจำนวนมากอีกด้วย ได้ประโยชน์จากการมีกษัตริย์เป็นประมุข และได้ประโยชน์จากการห้ามไม่ให้เราวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน เพราะทำให้เราไม่ตั้งคำถามกับระบบความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ในกรณีอดีตนายกทักษิณ เขาชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่ถูกทหารและกลุ่มอนุรักษ์นิยม แย่ง “สิทธิ์ที่จะอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์” ผ่านรัฐประหาร ๑๙ กันยาและเหตุการณ์อื่นๆ

 

“ลัทธิกษัตริย์” การบูชากษัตริย์เหมือนเทวดา การหมอบคลาน การใช้ราชศัพท์ การชมลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกาศความจงรักภักดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกวันนี้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าใจประเด็นนี้ได้ดี นี่คือสิ่งที่สร้างความกลัวในหมู่ชนชั้นปกครองไทย เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธาในกษัตริย์ และไม่ศรัทธาในระบบศาล ทหารและข้าราชการชั้นสูงจะอ้างความชอบธรรมอะไรในการแทรกแซงการเมือง การทำลายประชาธิปไตย และการกอบโกยผลประโยชน์?…. จงกลัวต่อไปเถิดพวกอำมาตย์ เพราะสักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ประเทศไทยมีสองประเทศ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

ประเทศไทยมีสองประเทศคือ…..

ประเทศในฝันของอำมาตย์ และประเทศจริงของเรา

 

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ นายภูมิพลบินได้ เพราะเป็นเทวดา
  • แต่ในประเทศของเรา นายภูมิพลเป็นแค่มนุษย์ที่เกือบจะเดินไม่ได้

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาเสนอว่านายภูมิพลไม่ขี้เยี่ยวตดเหมือนเรา เพราะภูมิพลเป็นพระเจ้า
  • แต่ในประเทศของเรา ขี้เหม็นๆ ของนายภูมิพล ซึ่งไม่ได้เหม็นอะไรเป็นพิเศษ ต้องถูกนำไปจัดการโดยคนรับใช้

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาฝันว่าประชาชนรักในหลวง และโกหกว่าในหลวงรักประชาชน
  • แต่ในประเทศของเรา เราเกลียดราชวงศ์กาฝาก และราชวงศ์กาฝากดูถูกเกลียดชังประชาชน

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ พวกนั้นยังพูดว่า “ใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท”
  • แต่ในประเทศของเรา ประชาชนตะโกน “เหี้ยสั่งฆ่า”

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาฝันว่าเราเชื่อว่านายภูมิพลเป็นคนเรียบง่ายพอเพียง
  • แต่ในประเทศของเรา เรารู้ว่านายภูมิพลรวยที่สุดในประเทศไทยแล้วมาสอนคนจนให้พอเพียง

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ นายภูมิพลเป็นอัจฉริยะมนุษย์ที่คิดค้นทุกอย่างในจักรวาล
  • แต่ในประเทศของเรา เรารู้ว่ามีคนฉลาดและเก่งกว่านายภูมิพลจำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่โอ้อวดว่าตัวเองเก่ง

 

  • ในประเทศของอำมาตย์เขาเอารูปภูมิพลกับหยดเหงื่อปลายจมูกมาโกหกเราว่าเขาทำงานหนัก (มีรูปเดียวเพราะเหงื่อออกไม่บ่อย)
  • แต่ในประเทศของเราคนทำงานหนักถูกมองว่าเป็นผักเป็นปลาฆ่าทิ้งได้

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ นักการเมือง และทหารชอบอ้างพระราชดำรัสเหมือนเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จากฟ้า
  • แต่ในประเทศของเรา เราเข้าใจว่านายภูมิพลพูดกำกวม ไร้สาระ และผู้ที่อ้างพระราชดำรัสเป็นคนปัญญาอ่อน หรือคนเลวที่หาความชอบธรรม

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาพูดเสมอว่า “ทหารและศาลเป็นของกษัตริย์”
  • แต่ในประเทศของเรา เราควรรู้ว่ากษัตริย์เป็นเครื่องมือของทหารและอำมาตย์ และมีไว้เพื่อกดขี่ขูดรีดเรา

 

  • ในประเทศของอำมาตย์เขาชอบพูดว่า “ความจริงสู้กับอธรรม”
  • แต่ในประเทศของเรา อำมาตย์ใช้กฎหมายหมิ่นกษัตริย์เพื่อปกปิดความจริง และอำมาตย์โกหกว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชน

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ แม้แต่หมาของนายภูมิพลเหนือกว่าประชาชน
  • แต่ในประเทศของเรา เราจะต่อสู้ให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ก้าวต่อไปของเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

ปัญหาเฉพาะหน้า

 

ปัญหาสำคัญเฉพาะหน้าที่คนเสื้อแดงต้องร่วมกันวิเคราะห์ ร่วมกันคิด ในความเห็นผม มีห้าประเด็น ผมจะขอร่วมแสดงความคิดในเรื่องนี้…… ปัญหาเฉพาะหน้าคือ

(1) ภัยจากการ “ปรองดอง” จอมปลอมของอำมาตย์ ที่จะไม่นำไปสู่การมีประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะความหมายแท้ของ “การปรองดอง” ที่อำมาตย์เสนอ คือการยอมแพ้ยอมจำนนของคนเสื้อแดง ดังนั้นชาวเสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดว่า “การปรองดอง” ของเราจะหมายความว่าอะไร เราต้องมีมาตรฐานของข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้าของฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไปเปรียบเทียบกับข้อเสนอของเขา พูดง่ายๆ เราต้องมีเป้าหมายระยะสั้นที่ชัดเจน และเราต้องไม่รอให้ผู้นำเสื้อแดงหรือนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นผู้กำหนดมาแต่ฝ่ายเดียว

 

(2) เราต้องไม่ตกหลุมหลงเชื่อว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” แบบถาวรจะแก้ปัญหา เพราะ“รัฐบาลแห่งชาติ(หมา)”เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด ไม่สะท้อนเสียงประชาชน มันเป็นข้อเสนอเพื่อดึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วม โดยไม่มีอะไรอื่นเปลี่ยนแปลง และเพื่อบังคับให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวและยอมจำนน

 

(3) เสื้อแดงทุกคน ในทุกชุมชนและกลุ่ม ต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า “ถ้านักการเมืองบางคนในพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่คุณทักษิณเอง เลือกที่จะปรองดองแบบยอมแพ้ เรามีการจัดตั้งเพียงพอที่จะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างอิสระได้หรือไม่?” ตรงนี้ความสามารถของเราที่จะเคลื่อนไหวอิสระ ขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองของเราต่อการปรองดอง การจัดตั้งล่วงหน้าแบบแกนนอน และความมั่นใจว่าเราต้องการอะไร

 

(4) การเลือกตั้งที่มีการโกงแบบแนบเนียน ทุกวันนี้อำมาตย์กำลังวางแผนที่จะชนะการเลือกตั้งในอนาคตให้ได้ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เราต้องรู้ทัน และหาทางข้ามปัญหานี้ และเราไม่ควรตั้งความหวังสูงเกินไปกับการเลือกตั้งภายใต้กติกาสองมาตรฐานของอำมาตย์

 

(5) ปัญหาการหมดกำลังใจของคนเสื้อแดง ความท้อและการหมดกำลังใจ มาจากการ “มองไม่ออกว่าเราจะชนะอย่างไร” เช่นถ้าเราตั้งความหวังไว้กับการเลือกตั้ง หรือตั้งความหวังว่าต่างประเทศจะช่วยเรา เราจะท้อ ถ้าเราเพ้อฝันว่าเราสามารถสร้างกองกำลังมาสู้กับทหาร ในที่สุดพอเราพูดเอามันจบไปแล้ว เราก็จะท้อ ถ้าเรามองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือ “คนเดียว” (ซึ่งไม่จริง) เราก็จะท้อและกลัวเช่นกัน เราอาจรอการเกิดแก่เจ็บตายตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่มีแผนเคลื่อนไหวก็ท้อได้อีก ในความจริง ประชาธิปไตยจะถูกสร้างได้ก็ผ่านการเคลื่อนไหวของเราคนเสื้อแดง ไม่มีใครคนอื่นสร้างให้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราต้องไม่มองข้ามจุดเด่นของเสื้อแดงที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาเราคือ (๑) เสื้อแดงฟื้นตัวและขยายการจัดตั้งแบบแกนนอนหลังการปราบปรามที่ราชประสงค์ ผ่านกิจกรรมแบบ “วันอาทิตย์สีแดง” และ (๒) เสื้อแดงหมดความศรัทธาในลัทธิอำมาตย์และสถาบันต่างๆ ของอำมาตย์ นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กลัว และถ้าเราเข้าใจจุดเด่นของเราตรงนี้ เราจะเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนยังมีพลัง มันนำไปสู่ชัยชนะในระยะยาวได้ โดยเฉพาะถ้าเราพัฒนาการเคลื่อนไหว เช่นการขยายการจัดตั้งสู่สหภาพแรงงานให้นัดหยุดงาน และขยายสู่ระดับล่างของกองทัพ

 

คนที่ท้อตอนนี้ คือคนที่ไม่ให้ความสนใจ และไม่ร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมของเสื้อแดงที่เขาจัดกันอย่างต่อเนื่องภายในประเทศไทย ซึ่งมักจะเป็นคนที่ฟังแต่ข่าวลือเรื่องคนข้างบน และเล่นแต่อินเตอร์เน็ท หรือเป็นคนที่พอใจที่จะพูดแค่เอามันโดยไม่มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรม

 

การมองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือคนเดียว ตามที่ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพงษ์ เสนอ มีปัญหามาก เพราะทำให้เรามองว่าอำนาจนี้ใหญ่โตล้นฟ้าจนเราต้องยอมจำนน และทำให้เรามองข้ามความชั่วร้ายและอำนาจดิบของกองทัพ มันนำไปสู่การไม่สนใจที่จะยุบหรือปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน แต่ในความเป็นจริงทหารขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในแวดวงอำมาตย์ตั้งแต่หลัง ๒๔๗๕ และยังคงอำนาจนั้นไว้ เพียงแต่ว่าตั้งแต่ยุคสฤษดิ์มีการนำลัทธิกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือของทหารอย่างเป็นระบบ เราจะสังเกตเห็นว่าคนที่พูดแบบ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพง์ ไม่ค่อยมีข้อเสนอรูปธรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประจำวันของเสื้อแดงเลย และเขาจะไม่สนใจเป้าหมายกว้างๆ ในการทำให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เช่นเรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงาน การแก้ปัญหาภาคใต้ หรือการแก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นต้น

เป้าหมายระยะสั้น (ข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้า)

 

1. ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน

2. ยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องยุบ ศอฉ.และทหารต้องกลับกรมกอง ไม่ยุ่งการเมือง

รัฐบาลต้องลาออก และประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน และจัดการเลือกตั้งภายใต้ กกต. ที่เสนอจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เป็นกลาง

3. ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมผู้ฆ่าประชาชน เหมือนที่เคยทำหลัง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และ พฤษภา ๓๕

4. ต้องประกาศว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยที่ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากกว่ายุคที่เราร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐

เป้าหมายระยะยาวในการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย

 

การที่เสื้อแดงจะมีเป้าหมายระยะยาวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการครองใจประชาชนส่วนใหญ่ อย่างที่ไทยรักไทยเคยทำ ในอดีต และมันทำให้เราชัดเจนว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรอีกด้วย

1. ประเทศไทยควรเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้า

2. ต้องยุบกองทัพและปลดนายพล เพื่อปฏิรูปทหารแบบถอนรากถอนโคนและสร้างใหม่ในรูปแบบประชาธิปไตย

3. ต้องปลดศาลและผู้พิพากษาสองมาตรฐาน เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน โดยนำพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในระบบลูกขุน

4. ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมพลเมือง ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ต้องไม่มีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ และประชาธิปไตยต้องปลอดจากอำนาจอำมาตย์หรืออภิสิทธิ์ชนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

 

 

Read Full Post »

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.