Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘สยามแดง’ Category

นักปฏิวัติสังคม หันหลังให้กับการปฏิรูปไม่ได้

ข้อเสนอรูปธรรมสำหรับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์ (เสื้อแดงสังคมนิยม)

นักปฏิวัติสังคม ที่ต้องการโค่นอำมาตย์ และสร้างระบบประชาธิปไตยแท้กับสังคมนิยม จะต้องลงไปคลุกคลีกับมวลชนเสื้อแดงตลอด จะต้องร่วมสู้ ร่วมเรียกร้อง เคียงข้างเพื่อนเสื้อแดง โดยไม่ตั้งเงื่อนไขในการเข้าร่วม และจากการร่วมสู้ร่วมทุกข์แบบนี้ เราจะมีสิทธิ์เสนอแนวทางการต่อสู้เพื่อบรรลุชัยชนะ ยิ่งกว่านั้นเราจะมีโอกาสในการเสนอรูปธรรมของสังคมใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและสังคมนิยม

นักสังคมนิยมมีจุดเริ่มต้นในความมั่นใจว่า พลเมืองทุกคนมีวุฒิภาวะและสิทธิที่จะปกครองตนเองและกำหนดอนาคตของตนเอง เราเชื่อมั่นว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ผูกขาดทรัพยากรของโลก มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตที่ดีและมั่นคง ไม่ควรมีความอดอยากในโลกปัจจุบันแห่งเทคโนโลจีสมัยใหม่

ที่แล้วมาในอดีต คำว่า “สังคมนิยม” ถูกบิดเบือนจนมีภาพของการเป็นเผด็จการ ภาพแบบนี้มาจากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ สตาลิน ขึ้นมาทำลายประชาธิปไตยของการปฏิวัติรัสเซียหลังจากที่ เลนิน เสียชีวิตไป

“สังคมนิยม” สำหรับพวกเราในยุคนี้ หมายถึงสังคมที่ประชาชนเป็นใหญ่ มีการวางแผนการผลิตร่วมกันด้วยกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้มีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของพลเมืองทุกคน ไม่ใช่การผลิตเพื่อสร้างกำไรและตอบสนองอำนาจเงิน อย่างที่เราเห็นในระบบทุนนิยม สังคมนิยมเป็นสังคมที่ยกเลิกชนชั้น ทุกคนเป็นพลเมือง ไม่มีเจ้านายและลูกน้อง ไม่มีนายทุนและลูกจ้าง ไม่มีอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์

ทุกวันนี้นักสังคมนิยมทั่วโลกได้เข้าใจ วิจารณ์ และปฏิเสธ แนวเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ “สายสตาลิน”ไปนานแล้ว ซึ่งต้องรวมถึงการวิจารณ์แนวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ด้วย สำหรับคนที่พูดว่า “สังคมนิยม” แบบนี้เป็นแค่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ เราจะตอบว่า ในอดีตหลายคนมองว่าการเลิกทาส การมีรัฐสวัสดิการ หรือการมีประชาธิปไตย เป็นแค่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

เวลาเราพูดว่าเราเป็นนักปฏิวัติสังคมนิยม มันไม่ได้แปลว่าเราไม่สนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวันเลย ตรงกันข้าม นักปฏิวัติอย่าง โรซา ลัคแซมเบอร์ค หรือ เลนิน หรือแม้แต่ คาร์ล มาร์คซ์ จะลงมือร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่ออิสรภาพ หรือเพื่อสวัสดิการภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะถ้าเราไม่สู้ในเรื่องแบบนี้ เราไม่มีวันฝึกฝนสร้างพลังมวลชนเพื่อเดินหน้าสู่การพลิกสังคมในการปฏิวัติได้ ดังนั้นนักสังคมนิยมจะเป็นเสื้อแดง จะร่วมสู้เพื่อให้อำมาตย์ยุบสภา ทั้งๆที่เราทราบดีว่าการเลือกตั้งจะไม่ล้มอำมาตย์ และเราจะเรียกร้องให้ชาวเสื้อแดงออกมาสู้เพื่อรัฐสวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย” ทั้งๆ ที่มันเป็นระบบสวัสดิการในระบบทุนนิยมเท่านั้น นอกจากนี้เราจะสู้เพื่อสิทธิแรงงาน เราจะสู้เพื่อสิทธิสตรีและคนรักเพศเดียวกัน หรือสิทธิของคนงานจากพม่าและที่อื่น และเราจะสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ ฯลฯ เพราะเสรีภาพในรูปแบบต่างๆ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสังคมนิยม และถ้าเราไม่ร่วมสู้ในเรื่องแบบนี้ เราจะไม่สามารถชักชวนเพื่อนๆ เสื้อแดงให้สู้ต่อไปกับเราเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า ดังนั้นจุดยืนพื้นฐานของเรานักสังคมนิยมปฏิวัติ คือต้องสมานฉันท์และสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในอดีตที่ราชประสงค์ ต่อจากนั้นเราต้องสนับสนุนรณรงค์เพื่อให้มีการปล่อยตัวและช่วยเหลือนักโทษการเมือง เราต้องเรียกร้องให้หยุดใช้ พรก.ฉุกเฉิน และเราต้องสนับสนุนงาน “วันอาทิตย์สีแดง” ฯลฯ อีกด้วย

เราเป็น “นักปฏิวัติ” เพราะเราไม่เชื่อว่าอำมาตย์จะยอมสละอำนาจเผด็จการง่ายๆ เราทราบดีว่าเขาฆ่าประชาชนชาวเสื้อแดง 90 ศพที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า เพื่อปกป้องระบบเผด็จการและระบบที่ไม่มีความเป็นธรรม และเราทราบว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนั้น ดังนั้นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมนิยม จะมีวันหนึ่งที่มวลชนจะต้องยึดสถานที่ทำงาน สถานที่ราชการ รถถัง ค่ายทหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์ โรงไฟฟ้า และระบบการขนส่ง ฯลฯ เพื่อให้ฝ่ายประชาชนมีอำนาจพอที่จะโค่นเผด็จการอำมาตย์ได้ นั้นคือการปฏิวัติ

เราเป็น “นักปฏิวัติสังคมนิยม” เพราะเรามองว่าแค่การล้มอำมาตย์หรือระบบเก่าไม่พอ เราต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าจะเอาระบบอะไรมาแทนที่ เราเสนอระบบ “สังคมนิยม” ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เรามองว่าสังคมไทยต้องเดินหน้าเกินเลยขั้นตอนประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลไทยรักไทย อย่างที่เคยมีในอดีตก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ตรงนี้พวกแกนนำเสื้อแดง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ที่เป็นแนว “ปฏิรูป” เขาอาจไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร เราเถียงกันและแลกเปลี่ยนกันได้ในขณะที่เราสามัคคีในการต่อสู้เฉพาะหน้า

แต่ “การปฏิวัติ” ไม่ใช่ละครหรือเกมเด็กเล่น คนอย่าง อ. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จาก “แดงสยาม” ทำตัวเหมือนการปฏิวัติเป็นเกมเด็กเล่น เวลาออกโทรทัศน์หรือจัดงานชอบใส่หมวกดาวแดงจากยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต มันเป็นแค่การสร้างภาพ ในช่วงปี ๒๕๕๒ อ.สุรชัยชอบประกาศว่าจะจัดกองกำลังติดอาวุธแบบ พคท.  โดยลืมว่าแนวทางนี้ของ พคท. พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง แต่กองกำลังของ “แดงสยาม” ไม่ปรากฏเป็นจริงสักที ก็ดีแล้วที่ไม่เป็นจริง เพราะการสร้างกองกำลังแบบนั้นยิ่งเปิดโอกาสให้อำมาตย์ตั้งข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” และที่สำคัญกว่านั้น มันทำให้มวลชนเสื้อแดงนับล้านไม่มีบทบาทอะไรต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการลงใต้ดินและการจับอาวุธ เพราะเขาต้องเลี้ยงชีพในสังคมเปิด เราควรเข้าใจว่าการปฏิวัติสังคม ไม่ใช่สิ่งที่คนมืออาชีพจำนวนไม่กี่คนจะทำได้ มันต้องมีส่วนร่วมจากมวลชนเป็นล้านๆ

“แดงสยาม” ของ อ.สุรชัย ไม่ได้ทำแค่นั้น มีการใช้คำว่า “ปฏิวัติ” เพื่อให้ดูดีก้าวหน้า แต่พอมวลชนออกมาสู้ที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ก็ได้แต่วิจารณ์ ไม่ยอมร่วมสู้ ยิ่งกว่านั้นเวลาอภิสิทธิ์และทหารฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็น แทนที่ อ.สุรชัย จะวิจารณ์โจมตีอำมาตย์ เขาหันมาด่าแกนนำ นปช. ว่า “พาคนไปตาย” ซึ่งเป็นคำพูดที่เลวทรามที่สุด เพราะปล่อยให้ฆาตกรอำมาตย์ลอยนวล วิจารณ์การประท้วงของมวลชน และดูถูกมวลชนคนเสื้อแดงว่า “ถูกหลอก” สุดท้าย อ.สุรชัยเสนอทางออกที่ประนีประนอมอย่างถึงที่สุดกับอำมาตย์ คือเสนอให้มีการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งแน่นอนย่อมประกอบไปด้วยพรรคพวกของอำมาตย์ นักการเมืองและข้าราชการเผด็จการที่อ้างตัว “เป็นกลาง” อย่างอานันท์ ปันยารชุน บวกกับนักการเมืองเสื้อแดงบางคน ไปๆ มาๆ “นักปฏิวัติน้ำนม” กลายเป็นฝ่ายปฏิกิริยา พรรคพวกของ อ.ชูพงษ์ กับ นปช. U.S.A. ที่ชอบด่าเจ้าเกินความจริง ก็คล้ายๆ กัน ในที่สุด อ.ชูพงษ์ บอกว่าไม่อยากล้มเจ้า และไม่เคยเสนอแนวทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมเลย เราต้องสรุปว่าพวกนี้เป็นแนว “ปฏิวัติไร้เดียงสา” พูดเอามัน แต่ไร้สาระ หรืออาจเป็นไปได้ว่าบางคนหวังร้าย อยากสร้างความสับสนหรืออยากช่วยทหารบางส่วนก็ได้

จริงอยู่ เสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมกันทบทวนบทเรียนจากเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า สำหรับเสื้อแดงสังคมนิยม เราขอเสนอว่าจุดอ่อนสำคัญของฝ่ายเราคือการไม่ขยายองค์กรไปสู่สหภาพแรงงาน เพื่อให้มีการนัดหยุดงานหนุนการชุมนุม และเราขอเสนอว่าเราไว้ใจ “ทหารแตงโม” ระดับสูงมากเกินไป เราต้องขยายองค์กรในหมู่ทหารเกณฑ์ระดับล่าง ที่มาจากครอบครัวเสื้อแดงมากกว่า แต่เราจะไม่มีวันพูดว่าแกนนำ นปช. “พาคนไปตาย” เราจะเสนอแทนว่าเราต้องชัดเจนแล้วว่าทุกส่วนของอำมาตย์ป่าเถื่อนพอที่จะฆ่าเรา อย่าไปตั้งความหวังกับเทวดาอีก แต่สำหรับคนเสื้อแดงจำนวนมาก เราเข้าใจดีว่าเขาต้องผ่านประสบการณ์โลกจริง เขาถึงจะสรุปแบบนี้ได้

จริงอยู่อีก… พรรคเพื่อไทย ขาดคุณสมบัติหลายอย่างที่จะโค่นอำมาตย์หรือแม้แต่จะปฏิรูปสังคม แต่ในขณะเดียวกันพรรคสังคมนิยมหรือกลุ่มซ้ายๆ ก็เล็กเกินไปที่จะก้าวเข้ามาแทนพรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์แบบนี้ เราต้องเน้นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คือขบวนการเสื้อแดงนั้นเอง เราต้องปกป้อง พัฒนาขบวนการเสื้อแดงด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีหลายรูปแบบ เช่นวันอาทิตย์สีแดง แต่งานสำคัญอีกอันหนึ่งที่เราต้องทำคือร่วมกันกำหนดนโยบายทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและครองใจประชาชน ดังนั้นงาน “สมัชชา ๑๙ พฤษภาคม” ที่เสนอโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเป็นกิจกรรมปฏิรูปสังคมและการเมืองของคนเสื้อแดง เพื่อประกบคณะกรรมการจอมปลอมของอภิสิทธิ์ เป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่ง

Read Full Post »

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งนี้ของคนเสื้อแดง ได้เปิดโปงธาตุแท้ของคนในสังคม อภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ นายพลระดับสูง เปรม และราชินีกับลูกชาย เป็นทรราชมือเปื้อนเลือด ศาล ผู้คุมสื่อและกรรมการสิทธิ์เป็นทาสรับใช้อำมาตย์ กษัตริย์ภูมิพลไม่มีปัญญาจะแก้สถานการณ์วิกฤต(และไม่เคยในอดีต แค่รอดูว่าใครชนะก่อนออกมา) นักวิชาการ เอ็นจีโอ และผู้เป็นกลางนักสันติวิธี เป็นแค่ผู้ถือหางให้ทรราช

แล้วฝ่ายเราละ? มวลชนคนเสื้อแดง ประชาชนธรรมดาในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ได้พิสูจน์ความอดทนในการต่อสู้ ซึ่งมาจากความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเราสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมที่ไม่เคยมี แกนนำเสื้อแดงบนเวทีได้พิสูจน์ความกล้าและความสามารถ

แต่สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นักปฏิวัติฟันน้ำนม หรือ อาจารย์ ชูพงษ์ ผู้ด่าเจ้าอย่างเดียว พอถึงวันต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของประชาชน ก็ลั่นว่าต้องถอยอย่างเดียว ถ้าถอยแล้วแพ้ประชาชนจะโดนกดขี่ซ้ำร้อยเท่า คนแบบนี้เป็นอุปสรรค์ต่อการต่อสู้ เก่งแต่วาจารบ แต่พอรบก็รีบถอย

ส่วนเรื่องระยะยาวว่าเราต้องสู้ต่อไปอย่างไร เพื่อประชาธิปไตยแบบไหน เพื่อสาธารณรัฐหรือสังคมนิยม จะโค่นอำมาตย์ให้หมดจริงๆ อย่างไร ไว้เถียงกันหลังมวยยกนี้จบ ไม่ใช่มาตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อขัดขวางการต่อสู้

Read Full Post »

ความเห็นต่อการเจรจารอบสองระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเรียกร้องว่าต้องยุบสภาใน 15 วัน แถมยังเพิ่มเงื่อนไขมาว่าต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนที่จะจัดการเลือกตั้งได้ นอกจากนี้มีการเสนอว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ และจัดประชามติก่อนที่จะยุบสภา พูดง่ายๆ มีการยืดเวลาออกไปอย่างน้อย 9 เดือนและอาจยืดไปถึงหนึ่งปีเก้าเดือน ครบวาระรัฐบาลเถื่อนพอดี พร้อมกันนั้นอภิสิทธิ์ก็โกหกตามเคยว่าไม่มี “สองมาตรฐาน” ในการใช้กฎหมายในเมืองไทย

วันนี้ฝ่ายเราดูเหมือนอ่อนแอกว่าวันก่อน เราไม่ได้อะไรเลยจากการเจรจา

อภิสิทธิ์ท้าโดยถามว่าเราควรจะให้มีประชามติว่าควรยุบสภาหรือไม่ จริงๆ แล้วฝ่ายเสื้อแดงควรรับคำท้านี้โดยเสนอให้มีประชามติทันทีให้เลือกระหว่างข้อเสนอของเสื้อแดงและของอภิสิทธิ์

ประเด็นที่เราต้องจับตาตรวจสอบต่อไปคือ ฝ่ายรัฐบาลเสนอให้คุยต่อในอนาคตในที่ลับ ถ้าแกนนำเสื้อแดงรับข้อเสนอนี้อาจจะเป็นการถอยหลังเพื่อหาทางยอมจำนน

ในสถานการณ์แบบนี้ คนเสื้อแดงจะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการชุมนุม ไม่ว่าจะกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนหรือไม่ การเพิ่มความเข้มข้นหมายความว่าเราต้องเพิ่มข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยเฉพาะเรื่องปากท้องที่เป็นประโยชน์กับคนจน ต้องขยายฐานมวลชนสู่สหภาพแรงงานและนายทหารระดับล่าง และต้องเริ่มเผยตัวมากขึ้นว่าเราไม่จงรักภักดีต่อระบบอำมาตย์และพร้อมจะสู้ระยะยาวเพื่อล้มมัน

อย่างไรก็ตาม ผมไม่เห็นด้วยกับจุดยืน อ.สุรชัย ที่ใช้เรื่องส่วนตัวด่าแกนนำสามเกลอ โดยไม่เสนอทางออกเป็นรูปธรรมสำหรับคนเสื้อแดง และโดยไม่พยายามรักษาความสามัคคี การวิจารณ์แบบนั้นท่ามกลางการต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องที่ผิดพลาดและทำให้แนวปฏิวัติของสยามแดงเสียการเมือง คนเสื้อแดงที่อยากโค่นล้มอำมาตย์ควรตัดความสัมพันธ์กับอ.สุรชัย

Read Full Post »

การเจรจาระหว่าง นปช. กับ อภิสิทธิ์

ใจ อึ๊งภากรณ์

การเจรจาระหว่าง นปช. กับอภิสิทธิ์ มีจุดเด่นตรงที่มันเป็นผลของการประท้วงครั้งยิ่งใหญ่ของเสื้อแดง และที่น่าทึ่งคือพลังเสื้อแดงสามารถบังคับให้อภิสิทธิ์เจรจาถ่ายทอดสดต่อหน้าประชาชน ทำให้เรานึกถึงภาพการเจรจาถ่ายทอดสดระหว่างรัฐบาลเผด็จการคอมมิสนิสต์โปแลนด์กับสหภาพแรงงาน Solidarity ในทศวรรษที่ 80 การเจรจาถ่ายทอดสดมีประโยชน์มาก เพราะเปิดโปงจุดยืนของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ไม่สามารถมีการบิดเบือนโดยสื่อ และผู้แทนประชาชนไม่สามารถไปทำข้อตกลงลับหลังมวลชนได้ ดังนั้นเราต้องเรียกร้องให้การเจรจาเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

อภิสิทธิ์ถูกเปิดโปงว่าสนับสนุนกระบวนการทุกอย่างที่มาจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา และการแทรกแซงการเมืองโดยทหาร ทั้งๆ ที่พยายามโกหกว่าไม่สนับสนุนรัฐประหาร มีการโกหกอีกว่าเขาเป็นนายกประชาธิปไตย ไม่มีการขึ้นมาโดยทหารหนุนหลัง และเขาตอบไม่ได้ว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้อำมาตย์หรือไม่ นี่คือธาตุแท้ของอภิสิทธิ์

อภิสิทธิ์พยายามซื้อเวลาในการเจรจา โดยการปฏิเสธการยุบสภา ข้ออ้างของเขาคือต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน และต้องสร้างความสงบสุขในสังคมก่อนที่จะมีการเลือกตั้งได้ ซึ่งแปลว่ารอไปอีกนาน

ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงเสนอว่าการยุบสภาทันที เพื่อให้ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิ์กำหนดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร และกำหนดว่ารัฐบาลควรใช้นโยบายการปกครองแบบไหน ตามกระบวนการประชาธิปไตย มีน้ำหนักมาก ฝ่ายรัฐบาลมีแต่ข้ออ้างว่าทำไมไม่ควรยุบสภา อภิสิทธิ์บอกว่าต้องไปถามพันธมิตรฯและคนอื่นก่อนที่จะตัดสินอะไร แต่ฝ่ายเสื้อแดงบอกว่าในเมื่อพันธมิตรฯมีพรรคการเมือง ก็ให้ทดสอบในการเลือกตั้งไปเลย ส่วน กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาฯนายกพูดว่าถ้ามีการเลือกตั้ง พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดไม่ควรมีสิทธิ์แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแสดงว่ากอร์ปศักดิ์ไม่เคารพประชาชนและประชาธิปไตย นอกจากนี้กอร์ปศักดิ์ยังบิดเบือนประวัติศาสตร์โดยการบอกว่า “ทุกฝ่ายไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในอดีต” จริงๆ แล้วมีแค่ฝ่ายพันธมิตรฯ ทหาร อำมาตย์ และประชาธิปัตย์ที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

การเรียกร้องให้ยุบสภาเป็นข้อเรียกร้องที่ทุกคนควรจะยอมรับได้ แต่ภายในเสื้อแดงเองเราก็คงเถียงกันต่อว่ามันจะแก้ไขหรือล้มอำนาจอำมาตย์ได้หรือไม่ในระยะยาว ผมเชื่อว่าเราต้องสู้ไปไกลกว่านี้

ไม่ว่าจะมีการยุบสภาหรือไม่ พรรคเพื่อไทยต้องเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่สามารถครองใจคนจนได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสวัสดิการ การขึ้นค่าแรง การช่วยเกษตรกร การสร้างสันติภาพในภาคใต้ฯลฯ ไม่ใช่แค่ย่ำอยู่กับที่และอาศัยบารมีเก่าของทักษิณ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่พร้อมจะทำตรงนี้ คนเสื้อแดงควรพิจารณาสร้างพรรคเสื้อแดงที่ก้าวหน้ากว่าพรรคเพื่อไทยโดยเน้นการปลุกระดมมวลชน การหันหลังให้มวลชนหรือไปแอบทำอะไรใต้ดินไม่ใช่คำตอบด้วย นอกจากนี้เราต้องชนกับลัทธิอำมาตย์อย่างชัดเจน ไม่ใช่ขอให้ประชาชนจงรักภักดีในขณะที่เสื้อแดงส่วนใหญ่เบื่อกับการจงรักภักดี คนอย่างหมอเหวงไม่ควรเสียเวลากับการนำเรื่องประมุขแบบอังกฤษมาพูดในการเจรจา เพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดี และแกนนำคนอื่นควรเลิกจุดธูปบนเวทีไหว้เทวดาซึ่งไม่มีจริง

แกนนำ นปช. ตั้งคำถามกับอภิสิทธิ์ว่าเขาจะปกครองประเทศได้ไหมถ้าไม่ยุบสภา? ถ้ามันไม่ยุบ เราชาวเสื้อแดงต้องทำให้รัฐอำมาตย์ปกครองประเทศไม่ได้

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ถือตัวเองสำคัญกว่าภาระการต่อสู้

คำพูดของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ใน นสพ. คมชัดลึก (28มีนาคม) ไม่ต่างจากคำพูดของอภิสิทธิ์ในการวิจารณ์แกนนำ นปช. และเป็นคำพูดที่ฝ่ายเสื้อเหลืองนำมาเชิดชูด้วยความดีใจ นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าสุรชัยให้ความสำคัญกับข้อขัดแย้งส่วนตัวที่ตนมีกับสามเกลอ แทนที่จะแยกแยะว่าศัตรูหลักคือใครและเสนอก้าวต่อไปอย่างสร้างสรรค์ ชาวเสื้อแดงสายปฏิวัติที่ต้องการล้มระบบอำมาตย์เพื่อได้มาประชาธิปไตยแท้ ควรจะร่วมกันประณามพฤติกรรมของสุรชัย และแยกตัวออกจากคนนี้อย่างชัดเจน

Read Full Post »

สยามแดงเสี่ยงกับการเสียการเมืองแนวร่วม

ใจ อึ๊งภากรณ์  แดงสังคมนิยม

การทำแนวร่วมระหว่างนักปฏิรูป(ผู้ที่อยากประนีประนอม) กับนักปฏิวัติ(ผู้ที่อยากเปลี่ยนระบบแบบถอนรากถอนโคน) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใช้ศีลปะทางการเมืองและต้องอาศัยการวิเคราะห์และการเรียนบทเรียนจากอดีต เรื่องนี้นักมาร์คซิสต์ศึกษามานาน

นักปฏิวัติต้องเข้าใจว่าทำไมมวลชนจำนวนมากเดินตามแนวปฏิรูป

นักมาร์คซิสต์มองว่าความคิดกระแสหลักในสังคม มักจะเป็นความคิดของชนชั้นปกครองที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพราะมีการกล่อมเกลาทางสื่อ โรงเรียน หรือครอบครัว และมีการสั่งสอนตลอดว่าคนธรรมดาไร้ความสามารถและอ่อนแอ ดังนั้นเราถูกชักชวนให้มอบอำนาจทางความคิดให้กับชนชั้นปกครองอย่างต่อเนื่อง นี่คือสาเหตุที่คนส่วนใหญ่มองว่าระบบสังคมที่ดำรงอยู่เป็นสภาพ “ปกติ” และกลัวที่จะปฏิวัติ และเราไม่ควรหลงคิดว่าเขาคิดแบบนี้เพราะเขา “โง่” หรือ “ขาดความกล้าหาญ” และเราไม่ควรเสนออย่างกลไกตื้นเขินว่าแกนนำที่เสนอแนวปฏิรูป เช่นสามเกลอ เป็นแนวปฏิรูปเพราะ “ได้รับเงิน” หรือ “มีข้อตกลงลับเรื่องผลประโยชน์กับอำมาตย์” คำพูดผิดๆแบบนี้ ซึ่งมาจากคนอย่างอาจารย์ชูพงษ์ เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้สาระ มันนำไปสู่ความแตกแยกโดยไม่จำเป็น

ในยามที่มีความขัดแย้งและการต่อสู้เกิดขึ้น คนจำนวนมากจะเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกเสนอมาจากชนชั้นปกครอง เพราะเห็นชัดว่าไม่ตรงกับความจริง และมันไม่เป็นธรรม การรวมตัวกันต่อสู้ในกลุ่มมวลชนขนาดใหญ่ทำให้คนในขบวนการ เช่นขบวนการเสื้อแดง มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น และพร้อมที่จะคิดทวนกระแสหลัก

อย่างไรก็ตามนักมาร์คซิสต์หลายคน เช่น อันโตนิโอ กรัมชี่ อธิบายว่าในขั้นตอนแรก เมื่อคนลุกขึ้นสู้และพร้อมจะคิดทวนกระแส เพื่อสร้างประชาธิปไตยหรือความเป็นธรรม เขาย่อมคิดสู้ในกรอบกว้างๆ ของสังคมเก่าที่ดำรงอยู่ พูดง่ายๆ เขายังไม่ได้สลัดความคิดของชนชั้นปกครองออกหมด เขาเลยสู้เพื่อทำให้สังคมที่ดำรงอยู่ดีขึ้น เสรีมากขึ้น และเป็นธรรมมากขึ้น ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเสมอ และเป็นความบริสุทธิ์ใจของมวลชน

นักมาร์คซิสต์อย่าง เลนิน หรือ ตรอทสกี เสนอว่ามวลชนที่ยึดแนวปฏิรูปจะหันไปสนับสนุนการปฏิวัติต่อเมื่อ

  1. มีวิกฤตทางสังคม โดยที่ชนชั้นปกครองถืออำนาจต่อไปในรูปแบบเดิมยาก
  2. มวลชนที่ถูกปกครองไม่พอใจที่จะถูกปกครองต่อไป
  3. นักปฏิวัติที่จัดตั้งเป็นพรรคปฏิวัติสามารถเสนอทางออกเป็นรูปธรรมในการต่อสู้

นักปฏิวัติควรมีความสัมพันธ์กับนักปฏิรูปอย่างไร?

ถ้านักปฏิวัติจะเริ่มครองใจมวลชนให้เดินตามแนวปฏิวัติ เขาต้องมีความสัมพันธ์กับมวลชนที่มีความคิดปฏิรูป ซึ่งไม่เหมือนกับการมีความสัมพันธ์กับแกนนำสายปฏิรูป และแน่นอนนักปฏิวัติต้องไม่ใช้วิธีแบบปัจเจก เช่นการวางระเบิดหรือการตั้งกองกำลังติดอาวุธของคนไม่กี่คน

ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ มีตัวอย่างความผิดพลาดของการสร้างความสัมพันธ์หรือแนวร่วม โดยมีสองกรณีสุดขั้วที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้คือ

  1. การแยกตัวออกโดยสิ้นเชิงจากมวลชน ไม่หาทางร่วมมือเลย และด่าแกนนำและวิธีต่อสู้ของเขาอย่างเดียว เพื่อพิสูจน์ “ความเป็นนักปฏิวัติที่กล้าหาญและบริสุทธิ์” ตัวอย่างที่ดีคือกรณีที่พรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันภายใต้การนำของสตาลิน ไม่ยอมสามัคคีกับมวลชนพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยเยอรมันในยุคค.ศ. 1930 ความแตกแยกระหว่างมวลชนที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสทองที่เปิดประตูให้ฮิตเลอร์และพวกนาซียึดอำนาจได้ และนำไปสู่ความหายนะของภาคประชาชน ประชาธิปไตย และสงครามโลกครั้งที่สอง ในไทยการหันหลังให้กับนักศึกษาและกรรมาชีพในเมืองในปี ๒๕๑๙ เพื่อไปตั้งฐานรบในป่าของพรรคคอมมิวนิสต์ เปิดโอกาสให้อำมาตย์ก่อเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา โดยไม่มีการออกมาสู้ในเมือง
  2. ขั้วตรงข้ามคือการทำแนวร่วมแบบ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ระหว่างแนวปฏิวัติกับแนวปฏิรูป ในรูปธรรมมันหมายความว่าแนวปฏิวัติไปเกาะอยู่กับแกนนำปฏิรูป โดยเชียร์อย่างเดียว ไม่วิจารณ์เลย ตัวอย่างเช่นคนที่เชียร์ทักษิณโดยไม่วิจารณ์ คนที่เน้นการทำแนวร่วมกับแกนนำมากกว่ามวลชน หรือคนที่ไม่ยอมเสนอมาตรการที่เป็นประโยชน์กับชนชั้นกรรมาชีพหรือเกษตรกรรายย่อย เพราะกลัวจะเสียแนวร่วมที่มีกับนักธุรกิจหรือชนชั้นกลาง เช่นไม่กล้าเสนอรัฐสวัสดิการ การขึ้นค่าแรง หรือการใช้รัฐช่วยการผลิตของเกษตรกรรายย่อย การกระทำแบบนี้จะตัดกำลังใจในการต่อสู้ของมวลชนชั้นล่าง และจะทำให้ขยายมวลชนในกลุ่มคนที่ถูกกดขี่ขูดรีดไม่ได้ มันทำให้นักปฏิวัติถวายการนำให้แกนนำปฏิรูป และตั้งความหวังไว้กับผู้ใหญ่ เช่นพวกนายพลหรือพวก “ท่านผู้หญิง” หรือแม้แต่ญาติของอำมาตย์แก่ ตัวอย่างจากต่างประเทศก็เช่นท่าทีของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซียกับประธานาธิบดีซุการ์โน ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ล้มตายของมวลชนเป็นล้านในปีค.ศ. 1965

นักปฏิวัติต้องร่วมเดินร่วมสู้กับมวลชนปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง ต้องให้กำลังใจและสามัคคี แต่ในขณะเดียวกันต้องใช้เวลาถกเถียงแลกเปลี่ยนถึงแนวทาง ซึ่งต้องอาศัยนักปฏิบัติการที่ไปคุยโดยตรง แจกใบปลิว และทำหนังสือพิมพ์ และในขณะที่นักปฏิวัติวิจารณ์แกนนำสายปฏิรูป เรามีภารกิจในการค่อยๆพิสูจน์ต่อมวลชนอย่างเป็นรูปธรรมว่าแนวปฏิวัติใช้งานได้ดีกว่าแนวปฏิรูป นักปฏิวัติควรร่วมสู้กับ นปช. พร้อมกับการเสนอแนวทางการต่อสู้เป็นรูปธรรม ไม่ควรแยกตัวออกไปอยู่ในที่ห่างไกลอย่างที่พวกสยามแดงกำลังจะทำ

ข้อเสนอของฝ่ายปฏิวัติ เพื่อขยายการต่อสู้ทางชนชั้น

  1. ชนกับอำมาตย์ และท้าทายอำมาตย์ ในเรื่องนโยบายการเมืองที่เป็นรูปธรรม เสนอรัฐสวัสดิการ การขึ้นค่าแรงเป็นหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน การส่งเสริมระบบสหภาพแรงงาน การสร้างระบบเกษตรพันธสัญญากับองค์กรรัฐที่ควบคุมโดยชาวบ้าน การสร้างสันติภาพบนพื้นฐานความเคารพและความยุติธรรมในสามจังหวัดภาคใต้ การปฏิรูปกองทัพโดยการปลดนายพลออกและพัฒนาฐานะทหารระดับล่าง หรือการปฏิรูประบบศาลโดยการนำระบบลูกขุนมาใช้
  2. ชนกับอำมาตย์ด้วยลัทธิความคิด คือชักชวนให้มวลชนเลิกจงรักภักดีกับอำมาตย์โดยสิ้นเชิง
  3. ขยายฐานคนเสื้อแดงสู่สหภาพแรงงานและทหารเกณฑ์
  4. สร้างหน่ออ่อนของอำนาจคู่ขนาน เพื่อแข่งกับรัฐอำมาตย์ในทุกพื้นที่ทุกชุมชน

Read Full Post »

ทุกอย่างเป็นแผนจากวังจริงหรือ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

คนที่เชื่อว่าทุกอย่างในการเมืองไทยเป็นแผนมาจากวัง (เช่น อ.ชูพงษ์ และกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ไม่เอาเจ้า) เป็นคนที่มองว่า

  1. อำมาตย์ไทยปัจจุบันคือระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และนายภูมิพลมีอำนาจสูงสุด
  2. ประชาชนชั้นล่าง เช่นมวลชนเสื้อแดง ไม่เคยมีบทบาทอะไรเลยในสังคมการเมือง การเมืองเป็นเกมของคนชั้นบนเท่านั้น
  3. ทหารไม่มีอำนาจอิสระ เป็นแค่ลูกน้องของกษัตริย์

แต่ในความเป็นจริงนายภูมิพลอ่อนแอทางอำนาจ แต่มีบทสำคัญในทางลัทธิการเมือง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของ “ลัทธิกษัตริย์” ที่ทหารและส่วนอื่นๆ ของอำมาตย์ใช้ในการให้ความชอบธรรมกับตนเอง

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายที่ไม่เอาเจ้า ไม่ว่าจะเป็นสาย อ.ชูพงษ์ หรือคนที่คิดแบบผม มีจุดร่วมตรงที่เรากำลังสู้เพื่อถล่มความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของสถาบันกษัตริย์

เราเถียงไม่ได้เลยว่า กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้รักประชาชนและสร้างความสงบอยู่เย็นเป็นสุข เพราะกษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย คัดค้านสวัสดิการเพื่อประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระจายรายได้ สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และชมคนที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาและคนที่ทำลายประชาธิปไตย เสรีภาพ และมาตรฐานความยุติธรรมทางกฎหมาย ถ้าภูมิพลเป็นคนก้าวหน้าหรือเป็นคนดี เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหยุดวิ่งรถตามถนนหนทาง เพื่อให้ตัวเขาและญาติๆ เดินทางด้วยความสะดวกในขณะที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับการอำนวยความสะดวกแบบนี้เลย เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหมอบคลานต่อตัวเองเหมือนกับว่าประชาชนเป็นสัตว์ และเขาจะออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเผด็จการต่างๆ รวมถึงกฎหมายหมิ่นเจ้าด้วย

บทบาทคู่ขนาน ทหาร กับ กษัตริย์

ถ้าเราจะเข้าใจบทบาทของกษัตริย์ภูมิพลในสังคมไทย เราต้องเข้าใจบทบาทคู่ขนานของทหารกับกษัตริย์ เพราะในสังคมต่างๆ โดยทั่วไปทั่วโลก ชนชั้นปกครองจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจข่มเหง และการสร้างความชอบธรรมสำหรับตนเองในสายตาประชาชนพร้อมๆ กัน และการใช้อันใดอันหนึ่งตามลำพังมีประสิทธิภาพต่ำเกินไปที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชนชั้นปกครอง

ในไทยกษัตริย์ภูมิพลคือสัญลักษณ์ของลัทธิอนุรักษ์นิยมที่ให้ความชอบธรรมกับอำนาจของอำมาตย์ โดยเฉพาะอำนาจทหาร และทหารคือผู้ใช้อำนาจข่มเหงประชาชนและสังคมด้วยอาวุธ ดังนั้นกษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจเอง แต่มีหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้กับอำมาตย์ หรืออาจพูดได้ว่าเป็นเครื่องมือของอำมาตย์ในการสร้างความชอบธรรม แต่เป็นเครื่องมือที่ยินดีทำตามหน้าที่ เพราะได้ประโยชน์ตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามภาพลวงตาที่เราเห็น คือภาพละครอำนาจ ที่เสนอว่าภูมิพลเป็นใหญ่ เพราะทหารและอำมาตย์ส่วนอื่นๆ ปั้นภูมิพลขึ้นมาเป็นเจ้าเป็นเทวดา แล้วก็ไปกราบไหว้ เพื่อที่จะโกหกพวกเราว่าเขาคือตัวแทนหรือผู้รับใช้กษัตริย์

แต่ประเด็นสำคัญคือ การที่เขาต้องขยันในการสร้างลัทธิกษัตริย์เพื่อข่มขู่และครองใจประชาชน แสดงว่าเขากลัวประชาชน และทราบดีว่าถ้าเรารวมตัวกัน เราจะมีอำนาจล้มอำมาตย์ ทุกสังคมมีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง และเราต้องมองทั้งสองส่วนพร้อมกัน

นายภูมิพลมีอำนาจสูงสุดจริงหรือ?

พวกอภิสิทธิ์ชนและอำมาตย์มักสร้างภาพลวงตาว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นทั้ง ศักดา(เก่าแก่) สมบูรณาญาสิทธิราชย์(อำนาจสูงสุด) และกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ(แบบประชาธิปไตย) พร้อมกันหมด เพื่อสร้างความชอบธรรมกับสิ่งที่อำมาตย์ โดยเฉพาะทหาร กระทำในสังคม แต่การมองลักษณะกษัตริย์แบบนี้ของอำมาตย์ เป็นการสร้างภาพที่ไม่ตรงกับประวัติศาสตร์ เพราะระบบศักดินาถูกปฏิวัติไปโดยรัชกาลที่ ๕ ผู้สร้างระบบรัฐชาติรวมศูนย์ภายใต้กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบบนี้ถูกปฏิวัติไปในปี ๒๔๗๕ โดยที่ไม่มีการสถาปนาใหม่ในภายหลังเลย มีแต่การนำกษัตริย์มารับใช้ระบบทุนนิยมภายใต้อำมาตย์ในรูปแบบใหม่ ในประเทศทุนนิยมที่มีกษัตริย์ทั่วโลก ฝ่ายนายทุนพยายามเชิดชูกษัตริย์ เพื่อย้ำว่า “บางคนเกิดมาสูง บางคนเกิดมาต่ำ และนั้นคือธรรมชาติ”

เวลาทหารจะก่อรัฐประหารหรือทำอะไรที่มีผลกระทบต่อสังคม มีการคลานเข้าไปหาภูมิพล เพื่อสร้างภาพว่าไป “รับคำสั่ง” แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “แจ้งให้ทราบ” ว่าตัดสินใจทำอะไรก่อนหน้านั้น มันเป็นละครครั้งใหญ่ที่ผู้คลานมีอำนาจเหนือผู้ถูกไหว้ ในกรณีแบบนี้กษัตริย์ภูมิพลจะถามความเห็นจากองค์มนตรีก่อนว่าควรมีจุดยืนอย่างไร ถ้าองค์มนตรีเห็นด้วยกับทหาร ภูมิพลจะอนุญาตให้ “เข้าเฝ้า” แต่ถ้าองค์มนตรีแนะว่าไม่เห็นด้วย ภูมิพลจะ “ไม่สะดวกที่จะให้เข้าเฝ้า” แต่อย่าเข้าใจผิดว่าสถานการณ์แบบนี้แสดงว่าองค์มนตรีมีอำนาจสูงสุด ไม่ใช่ องค์มนตรีมีไว้เป็นกลุ่มประสานงานระหว่างอำมาตย์ส่วนต่างๆ เช่นทหารชั้นผู้ใหญ่ นายทุนใหญ่ นักการเมืองอาวุโส หรือข้าราชการชั้นสูง และจะต้องสรุปความเห็นส่วนใหญ่ของอำมาตย์เพื่อแนะแนวให้กษัตริย์ นอกจากนี้ฝ่ายต่างๆ ของอำมาตย์ แม้แต่ในกองทัพเอง ก็ขัดแย้งกัน แข่งกัน แย่งกินกันอีกด้วย ไม่มีใครที่ผูกขาดอำนาจได้ มีแต่ความสามัคคีชั่วคราวเท่านั้น

การสร้างภาพว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นใหญ่ หรือภาพว่าทหาร “เป็นของกษัตริย์หรือราชินี” มีประโยชน์ต่ออำมาตย์ที่คอยบังคับให้เราจงรักภักดีต่อกษัตริย์และราชวงศ์ เพราะการจงรักภักดีดังกล่าวเป็นการจงรักภักดีต่อทหารและส่วนอื่นๆ ของอำมาตย์

ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์จะไม่พบช่วงไหนที่ภูมิพลมีอำนาจสั่งการอะไรได้ อาจแสดงความเห็นบ้าง แต่บ่อยครั้งก็ไม่มีใครฟัง เช่นกรณีสุจินดา กรณีรัฐบาลหลัง ๖ ตุลา ที่อยู่ได้แค่ปีเดียว หรือแม้แต่กรณีการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ภูมิพลพร้อมจะตามกระแส ไปด้วยกับผู้มีอำนาจทุกรูปแบบ เช่นสมัยรัฐบาลทักษิณก็มีการชมสงครามยาเสพติดที่ฆ่าคนบริสุทธิ์กว่าสามพันคน และมีการร่วมธุรกิจระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์กับบริษัท Shin Corp ของทักษิณอีกด้วย

บางครั้ง “ละครอำนาจ” ที่อำมาตย์เล่น ทำให้พวกราชวงศ์มีพื้นที่ที่จะทำอะไรตามใจชอบได้ กรณีพฤติกรรมของเจ้าฟ้าชายเป็นตัวอย่างที่ดี แต่ในเรื่องสำคัญๆ เช่นนโยบายต่อการปกครองบ้านเมือง หรือผลประโยชน์หลักของอำมาตย์ สมาชิกราชวงศ์ไม่สามารถทำอะไรได้

นักวิชาการที่เชื่อว่านายภูมิพลมีอำนาจมักใช้กรอบคิดร่วมกันสองกรอบคือ กรอบคิด “พรรคคอมมิวนิสต์” เรื่องขั้นตอนการปฏิวัติทุนนิยม และกรอบคิด “รัฐข้าราชการ” ที่เน้นแต่การกระทำของคนชั้นสูงเท่านั้น และมองว่าประชาชนรากหญ้าไม่สำคัญ

การมองสังคมไทยตามของ พคท เสนอว่าไทยเป็น “กึ่งศักดินา” ดังนั้นเขามักจะมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาเป็นความขัดแย้งระหว่างนายทุนสมัยใหม่(ทักษิณ) กับระบบกึ่งศักดินาของกษัตริย์ โดยที่กษัตริย์เป็นผู้นำทางการเมืองที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ทักษิณ ยืนยันอยู่ตลอดว่าเขารักและจงรักภักดีต่อภูมิพล และเจ้าฟ้าชาย และรัฐบาลของเขาก็มีส่วนสำคัญในการรณรงค์ให้คนใส่เสื้อเหลืองและรักเจ้า

แนวคิดแบบนี้มองข้ามลักษณะการเป็นนายทุนสมัยใหม่ของกษัตริย์ภูมิพล และเครือข่ายอำมาตย์ ที่ประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการ และนายทุนธนาคาร และที่สำคัญ ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าทำไมนายทุนสมัยใหม่อย่างทักษิณ หรือนายธนาคาร จะส่งเสริมสถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ของนายทุนเอง

บทบาทของกษัตริย์ไทยในการเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิอนุรักษ์นิยม

บทบาททางการเมืองของภูมิพลเริ่มชัดเจนขึ้นในสมัยเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ยุคนี้เป็นยุคสงครามเย็น และยุคสงครามอินโดจีน รัฐบาลเผด็จการของสฤษดิ์ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐเชื่อว่าสฤษดิ์เป็นแนวร่วมที่ดีในการสู้กับคอมมิวนิสต์  สฤษดิ์ต้องชูกษัตริย์ เพื่อให้ฝ่ายรักเจ้าอนุรักษ์นิยมในไทย และฝ่ายสหรัฐอเมริกาสนับสนุนเผด็จการของเขา

ในบริบทของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกา และชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมไทย รวมถึงเผด็จการทหาร มองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์สำคัญของลัทธิที่จะใช้ต้านคอมมิวนิสต์ได้ หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐมีบทบาทสำคัญในการแจกรูปถ่ายภูมิพลและภรรยาไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ดังนั้นการเชิดชูกษัตริย์ภูมิพลผูกพันกับการปกป้องผลประโยชน์ของอำมาตย์จากการที่จะถูกท้าทายโดยกระแสคอมมิวนิสต์

กระแสคอมมิวนิสต์เป็นสิ่งที่อำมาตย์ไทยกลัวมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศรอบข้างกำลังเปลี่ยนไปปกครองโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ แต่หลังจากที่คอมมิวนิสต์ล่มสลาย ภัยจากประชาชนที่มีต่อผลประโยชน์อำมาตย์ ไม่ได้หายไป เพราะมีการเคลื่อนไหวของขบวนการทางสังคม สหภาพแรงงาน และในที่สุดก็เกิดคนเสื้อแดง ดังนั้นอำมาตย์ไม่เคยเลิกในความพยายามที่จะครองใจประชาชนด้วยลัทธิกษัตริย์

พวกอำมาตย์ ไม่ใช่ซากเก่าของระบบศักดินา แต่เป็นชนชั้นปกครองอนุรักษ์นิยมสมัยใหม่ที่ใช้เผด็จการและความป่าเถื่อน ยิ่งกว่านั้นภูมิพลไม่ใช่หัวหน้าของแก๊งโจรเหล่านี้ แต่แก๊งโจรใช้เขาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมต่างหาก โดยที่ภูมิพลยินดีถูกใช้ตราบใดที่สามารถกอบโกยความร่ำรวยและมีคนมากราบไหว้ต่อไปเรื่อยๆ

การสร้างความชอบธรรมจากกษัตริย์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทหารไทย เพราะทุกวันนี้กระแสประชาธิปไตยขยายไปทั่วโลกในจิตใจประชาชน เวลาทหารทำรัฐประหารก็อาจพยายามอ้างว่าทำ “เพื่อประชาธิปไตย” แต่ไม่ค่อยมีใครเชื่อ เพราะบทบาททหารในการเมืองกับระบบประชาธิปไตยมันไปด้วยกันไม่ได้ นอกจากนี้กองทัพไทยไม่มีประวัติอะไรเลยในการปลดแอกประเทศอย่างในกรณีอินโดนีเซียหรือเวียดนาม ดังนั้นทหารต้องอ้างความชอบธรรมจากที่อื่น เวลาทหารอ้างว่า “ทำเพื่อกษัตริย์” จะได้ดูเหมือนว่าไม่ได้ยึดอำนาจมาเพื่อตนเอง จะเห็นได้ว่าการสร้างภาพว่ากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด เป็นประโยชน์ในการปิดบังความจริงเกี่ยวกับการใช้อำนาจของทหาร ที่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเองเสมอ และทุกกลุ่มทุกรุ่นที่แย่งชิงผลประโยชน์กันเองในกองทัพ ก็จะพยายามโกหกเสมอว่า “ทำเพื่อในหลวง”

การใช้กษัตริย์เพื่อเป็นลัทธิที่ให้ความชอบธรรมกับอำมาตย์ ต่างจากยุโรปตะวันตกตรงที่อำมาตย์ไทยยังไม่ถูกบังคับโดยประชาชนให้ยอมรับประชาธิปไตย ดังนั้นลัทธิกษัตริย์ในไทย ใช้ในลักษณะเผด็จการพร้อมกับกฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายเผด็จการอื่นๆ และมีการสร้างภาพว่ากษัตริย์เป็นเทวดาเหนือมนุษย์ด้วยการหมอบคลานและการใช้ราชาศัพท์ ถ้าไทยจะมีระบบกษัตริย์เหมือนยุโรปตะวันตก ก็จะต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ การหมอบคลาน และการใช้ราชาศัพท์ และต้องยินยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์อย่างเสรีพร้อมกับการมีเสรีภาพในการเสนอระบบสาธารณรัฐอีกด้วย และที่สำคัญต้องมีการทำลายอำนาจทหารลงไป ในสถานการณ์แบบนั้น เราไม่จำเป็นต้องมาปกป้องหรือรื้อฟื้นกษัตริย์ในรูปแบบใหม่เลย ยกเลิกไปจะดีกว่า และจะมีประโยชน์กว่า เพราะจะประหยัดงบประมาณ และในอนาคตจะไม่มีใครสามารถอ้างกษัตริย์ในการทำลายประชาธิปไตยได้อีก

Read Full Post »

การชุมนุมของคนเสื้อแดงเป็นประวัติศาสตร์อันน่าทึ่ง

ใจ อึ๊งภากรณ์

“เสื้อแดงสังคมนิยม” และสมาชิกคนเสื้อแดงอังกฤษ(แสดงทัศนะส่วนตัว)

การชุมนุมครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดงในเสาร์อาทิตย์ 13/14 มีนาคม เป็นการสำแดงพลังอันยิ่งใหญ่ของขบวนการประชาธิปไตยไทย มันเป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงจะไม่หายไปไหน และเราไม่ใช่แค่ตัวแทนของคนส่วนน้อยในสังคมอีกด้วย การชุมนุมครั้งนี้ช่วยถล่มนิยายว่าคนกรุงเทพฯเป็นเสื้อเหลืองหรือไม่สนใจประชาธิปไตย เพราะเราเห็นภาพเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาล คนงานก่อสร้าง คนงานโรงงาน พระสงฆ์ และประชาชนโดยทั่วไปในกรุงเทพฯ ที่ออกมาร่วมการชุมนุม สื่อมวลชนต่างประเทศบางฉบับถึงกับเสนอว่าภาพการชุมนุมครั้งนี้เป็นภาพของขบวนการ “ปลดแอกประชาชนกรุงเทพฯ จากอำนาจเผด็จการ”

การชุมนุมครั้งนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะคนธรรมดานับแสน ร่วมกันทุ่มเทเงินทอง เวลา และพลังงานในการมาร่วม มีการเรี่ยรายเงินและทรัพยากรในชุมชนต่างๆ มีการแจกอาหารและเงินค่าน้ำมันโดยประชาชนธรรมดาในกรุงเทพฯ มันเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้และเพื่อหวังล้มอำมาตย์ และทั้งๆที่คนเสื้อแดงจำนวนมากรักทักษิณมากกว่าผู้นำชั้นสูงอื่นๆ ความรักนี้มีเหตุผล มันมาจากนโยบายรูปธรรมของพรรคไทยรักไทย มันไม่ได้มาจากความโง่เขลา และคนเสื้อแดงไม่ได้ถูกจูงถูกจ้างมาประท้วง เขาไม่ใช่เครื่องมือของทักษิณ และเขาสู้เพื่ออะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าทักษิณ

ขบวนการเสื้อแดงตอนนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นขบวนการที่คนยากคนจนทั่วประเทศร่วมสร้างขึ้นและมีส่วนร่วมสูงในสังคมเปิด ไม่ใช่การเคลื่อนไหวในป่าหรือในที่ลับ ขบวนการนี้มีตัวตนชัดเจนทั้งในเมืองและในชนบท ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต และมันมีลักษณะถาวรกว่าขบวนการประชาธิปไตยอื่นๆ เช่นขบวนการนักศึกษา

พฤติกรรม สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แสดงท่าที่อ่อนหัตถ์ทางการเมืองและเน้นการต่อสู้แบบปัจเจก เพราะในขณะที่มีการประท้วงอันยิ่งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของมวลชนเสื้อแดง อ.สุรชัยไม่เสริมสร้างกำลังใจให้มวลชนเลย ไม่มองว่าเขาคือพลังหลักในการเปลี่ยนสังคม ไม่มองว่าเขาเป็นมิตรที่ต้องถนอมรัก และไม่แนะนำทางต่อสู้ต่อไปในลักษณะสร้างสรรค์ มีแต่พูดในทำนองที่จะทำลายจิตใจคนเสื้อแดง และตัดความมั่นใจให้เสียขวัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อ.สุรชัย ไม่สนใจที่จะมีส่วนร่วมกับมวลชนนับแสนที่ออกมาสู้ แต่อยากจะหันหลังให้มวลชน เพื่อเดินตามแนว “วีรชนเอกชน” ของการ “จับอาวุธ” ต่อสู้กับอำมาตย์ที่เคยประกาศ มันเป็น “การปฏิวัติแบบเด็กเล่น” ซึ่งจะแค่จบลงด้วยความพ่ายแพ้และความตายเท่านั้น

ส่วนเสธ. แดง ก็เป็นอันธพาลสามัญ ที่อาจสร้างความเสียหายให้ขบวนการเสื้อแดงได้ โดยการสร้างภาพเพื่อเอามัน ซึ่งจะจบลงด้วยละครตะลกท่ามกลางความพ่ายแพ้เท่านั้น

ก้าวต่อไป?

เราไม่ควรลืมว่าแกนนำ โดยเฉพาะสามเกลอ เป็นผู้ที่จุดประกายไฟให้เกิดคนเสื้อแดงแต่แรก และมีส่วนสำคัญในการชักชวนให้คนเสื้อแดงออกมาเป็นแสนที่กรุงเทพฯ แต่ในการต่อสู้ทุกขั้นตอนต้องมีการทบทวนประเมิน ทั้งยุทธวิธีและแกนนำด้วย แกนนำที่จะนำมวลชนไปสู่ชัยชนะ อาจเป็นแกนนำเดิมตลอด หรือจะเป็นแกนนำใหม่ก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความสามารถในขั้นตอนต่างๆ สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับคำพูดของแกนนำปัจจุบันในการเคลื่อนไหวที่พึ่งผ่านมา คือมีการพูดถึงประเด็น “ชนชั้น” มากขึ้นอย่างชัดเจน การต่อสู้กับอำมาตย์เพื่อสร้างประชาธิปไตยเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น ระหว่างคนชั้นล่างที่เป็นกรรมาชีพและเกษตรกร กับชนชั้นปกครองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน

แต่ประเด็นที่เราทุกคนต้องมาร่วมกันคิดอย่างรวดเร็วคือ ก้าวต่อไปควรจะเป็นอย่างไร? เพราะการชุมนุมสองสามวันยากที่จะล้มอำมาตย์และจัดการกับอำนาจกองทัพได้ และการยืดเยื้อเสี่ยงกับการที่คนจะทยอยกลับบ้านและหมดกำลังใจ แกนนำต้องไม่สร้างภาพนิยายของชัยชนะที่จะเกิดง่ายๆ ต้องไม่พามวลชนเดินไปในทางการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มากเกินไป และต้องรู้จักถนอมกำลังกายและใจของมวลชน เพื่อให้เราสามารถสู้ในเกมส์ใหญ่ระยะยาวได้

รู้จักศัตรู

ศัตรูของประชาชนและศัตรูของประชาธิปไตยคืออำมาตย์ แต่อำมาตย์คืออะไร? มันเป็นระบบ มันประกอบไปด้วยหลายสถาบัน และมันมีลัทธิหรือชุดความคิดที่ใช้สร้างความชอบธรรมให้มัน ศัตรูไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ และไม่ใช่แค่องค์มนตรี การยุบสภาเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น แต่มันจะไม่สะเทือนอำนาจอำมาตย์เลย เราได้บทเรียนจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชนไปแล้ว อำนาจสำคัญของอำมาตย์คือกองทัพ ถ้าเราไม่เอาใจใส่ตรงนี้เราจะไม่ชนะ และอำนาจซ่อนเร้นสำคัญของฝ่ายเรา คืออำนาจในการนัดหยุดงาน ถ้าช่วง 13/14 มีนาคมที่ผ่านมา มีการหยุดเดินรถต่างๆ หยุดก่อสร้าง หยุดทำงานในโรงงานและสถานที่ทำงานต่างๆ เราจะเห็นพลังของคนเสื้อแดงในอีกมิติที่สำคัญ และถ้าทหารยิงประชาชนการหยุดแจกจ่ายไฟฟ้าหรือน้ำก็จะมีพลังด้วย

ยุทธ์วิธี 4 ข้อ สำหรับการต่อสู้ในปัจจุบัน

  1. ชนกับอำมาตย์ในเรื่องนโยบายการเมืองที่เป็นรูปธรรม
  2. ชนกับอำมาตย์ด้วยลัทธิความคิด
  3. ขยายฐานคนเสื้อแดง
  4. สร้างหน่ออ่อนของอำนาจคู่ขนาน เพื่อแข่งกับอำมาตย์

1. ชนกับอำมาตย์ในเรื่องนโยบายการเมืองที่เป็นรูปธรรม

    การเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียกร้องต่อไป แต่เราต้องเพิ่มความเข้มข้นของนโยบายการเมืองที่จะใช้ชนกับอำมาตย์ เราจะต้องประกาศอย่างชักเจนว่าถ้าฝ่ายคนเสื้อแดงชนะ เราจะนำนโยบายใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่คนชั้นล่างมาใช้ และเราจะต้องท้าอำมาตย์ให้แสดงจุดยืนต่อนโยบายดังกล่าว เพราะเรารู้ดีว่าเขาไม่มีทางสนับสนุนสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนชั้นล่าง

    นโยบายสำคัญที่เราควรประกาศคือการสร้าง รัฐสวัสดิการ ในรูปแบบที่ให้สวัสดิการครบวงจร และถ้วนหน้าสำหรับประชาชนทุกคน ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้ทานกับคนจน และเราต้องประกาศว่าเราจะใช้งบประมาณจากการเก็บภาษีอย่างดุเดือดกับเศรษฐีและคนรวย คนที่รวยที่สุดด้วย โดยไม่มีข้อยกเว้น ส่วนคนชั้นกลางและคนจนจะไม่มีการเก็บภาษีเพิ่ม

    เราควรเสนอนโยบายเป็นรูปธรรมสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่นการตัดผลประโยชน์ของบริษัทซีพี(ของอำมาตย์) และเพิ่มประโยชน์ให้ชาวไร่ชาวนา ตัวอย่างเช่นการตั้งองค์กรของรัฐขึ้นมาเพื่อทำเกษตรพันธสัญญากับเกษตรกรรายย่อย คือองค์กรรัฐช่วยในการลงทุน ที่ดิน การพัฒนาเทคโนโลจี การรักษามาตรฐาน และการตลาด และเกษตรกรจะทำการผลิตส่งให้รัฐ แต่องค์กรรัฐนี้ต้องบริหารร่วมกันโดยผู้แทนเกษตรกร และผู้แทนของรัฐบาลประชาธิปไตย

    เราควรเสนอนโยบายรูปธรรมสำหรับการสร้างสันติภาพในภาคใต้ โดยการถอนทหารตำรวจออกจากชุมชน และการเสนอเขตปกครองพิเศษพร้อมกับการใช้ภาษาท้องถิ่นในสถานที่ราชการ ชุมชนต้องมีอำนาจในการกำหนดระบบการศึกษา ต้องมีการลงโทษพวกทหารระดับสูงที่ทรมานและฆ่าประชาชนด้วย ในระดับชาติควรมีการส่งเสริมวันสำคัญของอิสลาม และชักชวนให้นักศึกษาเรียนรู้ภาษายะวีหรือภาษามาเลย์ ทั้งหมดนี้จะเป็นนโยบายก้าวหน้าที่ตัดฐานสนับสนุนของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ได้

    เราต้องเสนอให้มีการปฏิรูประบบศาลยุติธรรมแบบถอนรากถอนโคน ปลดศาลและผู้พิพากษาของอำมาตย์ที่รังแกประชาชนออกไป และนำคนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ความยุติธรรมเข้ามา พร้อมกันนั้นต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยมีระบบลูกขุน

    2. ชนกับอำมาตย์ด้วยลัทธิความคิด

      เราทราบดีจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา และอาชญากรรมของพันธมิตรฯ ว่าอำมาตย์ใช้ลัทธิกษัตริย์ เพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งชั่วร้ายที่ตนทำ โดยเฉพาะสิ่งที่พวกนายพลเขาทำ ดังนั้นเราต้องชักชวนประชาชนให้สิ้นศรัทธาในระบบกษัตริย์และทำอย่างเป็นระบบด้วย ไม่ใช่ออกมาสู้เพื่อล้มอำมาตย์ แล้วถอยหลังหนึ่งก้าวโดยการส่งเสริมให้คนเสื้อแดงเคารพลัทธิกษัตริย์ ซึ่งเท่ากับเป็นการมัดมือตัวเองเพื่อชกมวย

      3. ขยายฐานคนเสื้อแดง

        เราควรขยายอิทธิพลและเครือข่ายคนเสื้อแดงไปสู่ (1)ขบวนการสหภาพแรงงาน และ (2)ทหารเกณฑ์ระดับล่าง เพื่อให้เรามีพลังในรูปแบบใหม่ และเพื่อให้พวกนายพลเสื้อเหลืองใช้ทหารธรรมดาที่เป็นพี่น้องเราในการปราบปรามประชาชนไม่ได้ ตรงนี้ต้องอาศัยการลงพื้นที่เพื่อผูกมิตรส่วนตัว แต่ในระดับชาติเราควรประกาศนโยบายรูปธรรมที่เราจะใช้ถ้าคนเสื้อแดงชนะคือ

        เราควรดึงคนงานมาเป็นพวกด้วยการเสนอให้เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในทุกสถานที่ ให้สูงขึ้นถึงหนึ่งหมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งมาตรการนี้ นอกจากจะลดความจนอย่างรวดเร็วและกระตุ้นตลาดภายในและการจ้างงานแล้ว จะเป็นแรงกดดันให้นายจ้างพัฒนากระบวนการผลิตและเทคโนโลจี ซึ่งรัฐช่วยตรงนี้ได้ ในประเทศสิงคโปร์เคยทำแบบนี้ และประเทศพัฒนาอย่างเกาหลีใต้ก็เพิ่มค่าจ้างได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจพัง พร้อมๆ กับนโยบายค่าจ้างดังกล่าว เราต้องให้ความคุ้มกันจริงกับสหภาพแรงงาน และออกกฎหมายห้ามปรามการเลิกจ้างคนงานเพื่อเพิ่มกำไรของกลุ่มทุน

        เราควรดึงทหารเกณฑ์มาเป็นพวกโดยประกาศปฏิรูปกองทัพแบบถอนรากถอนโคน พวกนายพลกาฝากที่แสวงหาอำนาจและความร่ำรวยผ่านการทำรัฐประหาร การคอร์รับชั่น และการยิงประชาชน เราต้องเอาออกให้หมด ต้องลดงบประมาณทหารด้วยการปลดนายพลและลดการซื้ออุปกรณ์ทางทหาร แต่ในขณะเดียวกันต้องเพิ่มเงินเดือนให้ทหารเกณฑ์ ต้องพัฒนาสภาพชีวิตของเขา ต้องมีโครงการฝึกฝีมือและพัฒนาทหารระดับล่างให้มีลักษณะมืออาชีพที่ใช้กู้ภัยในสังคมแทนการปราบประชาชน ในสำนักงานตำรวจก็ควรจะปฏิรูปแบบนี้ด้วย เพื่อให้ตำรวจรับใช้ประชาชนและไม่รีดไถคนจน

        4. สร้างหน่ออ่อนของอำนาจคู่ขนาน เพื่อแข่งกับอำมาตย์

          ในทุกพื้นที่ที่คนเสื้อแดงเป็นคนส่วนใหญ่ เราควรท้าทายอำนาจราชการในรูปแบบเล็กๆ น้อยๆ เช่นตั้งระบบยุติธรรมและความปลอดภัย หันหลังให้ศาลและการบัญชาการของรัฐส่วนกลาง ขยายสื่อมวลชนของเรา เข้าไปมีอำนาจบริหารโรงเรียนและศูนย์พยาบาล จัดตั้งระบบคมนาคมง่ายๆ ฯลฯ แล้วแต่ความสามารถและเหมาะสม เพื่อค่อยๆ ลดอำนาจศูนย์กลางของรัฐอำมาตย์ และเพื่อทำให้ง่ายขึ้นที่จะยึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนในอนาคต

          ในสงครามทางการเมืองกับอำมาตย์ เราต้องก้าวไปข้างหน้า

          แต่เราต้องเข้าใจว่าจะไม่แพ้ชนะกันง่ายๆ ในวันสองวัน

          ที่สำคัญคือมวลชนคนเสื้อแดงเป็นแสนๆ และจุดยืนทางการเมืองจะเป็นเรื่องชี้ขาด

          Read Full Post »

          ยุทธวิธีปฏิวัติในเมือง

          บทเรียนจากทั่วโลก

          บทเรียนสำคัญในไทยดูได้จาก ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕

          ใจ อึ๊งภากรณ์

          1. อาศัยมวลชนจำนวนมากเป็นแสน อาศัยการเมืองนำการทหาร ไม่ใช่ใช้กองโจร,กองกำลังพิเศษ หรือหน่วยกล้าตาย และฝ่ายเราไม่เริ่มความรุนรุนแรงก่อน แต่ประชาชนไม่ควรโง่ ไม่ซื่อ ไม่หลงคิดว่าฝ่ายเขาจะไม่ป่าเถื่อนไม่ฆ่าเรา ไม่ว่าเราจะถือธงหรือร้องเพลงอะไร

          กฎเหล็กคือ ยิ่งมีมวลชนมากเท่าไร การนองเลือดจะน้อยลง เพราะฝ่ายตรงข้ามจะกลัว


          2. การปฏิวัติ เป็นขั้นตอนเด็ดขาด ไม่ใช่เรื่องที่ทำเล่นๆถ้าไม่พร้อม พอเริ่มแล้วถอยไม่ได้ ถ้าถอยจะตาย     เราต้องเดินหน้าโค่นอำมาตย์ ดึงรูปปั้นมันลงมาด้วย

          3. มวลชนต้องคุยกับทหารชั้นล่างอย่างต่อเนื่อง ทำความเข้าใจและปลุกจิตสำนึกทางการเมือง เพื่อให้ทหารชั้นล่างเปลี่ยนข้างเมื่อถึงจุดสุดท้าย จะได้ลดการนองเลือด

          4. ต้องมีการยึดอาวุธ ยึดรถถัง ต้องกั้นถนน ยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์ ยึดสถานที่ราชการ

          ในอดีตทั่วโลกมีการใช้วิธีต่างๆ เพื่อปิดกั้นทหาร และสู้กับรถถังถ้าเขาใช้กำลังฆ่าฝ่ายประชาชน

          และที่สำคัญ: ต้องขยันสร้างฐานมวลชนในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในสหภาพแรงงาน เพื่อให้มีการนัดหยุดงานหนุนช่วย เราจะได้คุมเศรษฐกิจได้

          Read Full Post »

          ยึดให้หมด! ทั้งวังทั้งหุ้นทั้งเพชร ยึดยึด ยึดให้หมด!!
          ใจ อึ๊งภากรณ์

          ไอ้กรณ์บอกว่ารัฐจะผลิตห่วงข้อมือสีชมพู 999,999 อันและขายอันละ 99บาท ยกเงินให้ภูมิพล เป็นเงินทั้งสิ้น 98,999,901 บาท ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องสอนให้ราชวงศ์พอเพียงสักที ยังรวยไม่พออีกหรือ? เราต้องหวังว่าจะมีแค่คนโง่คนคลั่งเจ้าที่จะซื้อ ที่เหลือปฏิเสธเถิด และสำหรับคนที่บอกว่าจะใช้ในโครงการหลวง… กี่ % จะเข้ากระเป๋าคนรวยและคนรับใช้ภูมิพล? และใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ? ภูมิพลอ้างเป็นนักพัฒนามาหกสิบกว่าปี แต่ประชาชนยังยากจน มันเลยต้องบอกให้คนจนมีความสุขในความพอเพียง แต่รัฐบาลไทยรักไทยพัฒนาสภาพคนจนในแค่เวลาห้าปี ถามว่าการให้เงินกับคนที่โลภมากและพัฒนาไม่เป็น เป็นนโยบายที่ดีหรือ และเป็นการสร้างกำไรอันไม่ชอบธรรมหรือไม่ ผมว่ายึดให้หมด! ทั้งวังทั้งหุ้นทั้งเพชร ยึดยึด ยึดให้หมด!!

          ตอนนี้ภูมิพลออกจากโรงพยาบาล… ใครจ่ายค่าพยาบาล? หรือเขาใช้บัตรทองเพื่อสิทธิเทวดา? ดูเหมือนนอนโรงพยาบาลนานกว่าจำเป็น จำได้ไหมที่พวกเหลืองมันเคยดูถูกคนจนว่าไปหาหมอโดยไม่จำเป็นหลังใช้นโยบายสามสิบบาท? แล้วการให้หมาเข้าโรงพยาบาลมันไม่ผิดหลักสุขภาพหรือ? หรือหมาเป็นเทวดาด้วย?

          ผมว่าภูมิพลถูกแนะ(สั่ง)ให้ออกมาและกลับวังวันนั้นเพื่อให้คน “ลืม” ข่าวยึดทรัพย์ทักษิณ แต่อย่างไรก็ตามภูมิพลสมองเสื่อม ตามธรรมชาติคนชรา เราทราบดี นั่งตัวเอียง เดินเองไม่ค่อยได้ และพูดช้าและไม่คล่องยิ่งกว่าเดิม แกยิ่งหลงอำมาตย์ต่างๆยิ่งใช้งานแกได้ดี ก่อนหน้านี้ถูกแนะ(สั่ง)ให้พูดกับผู้พิพากษา/ศาลว่าควรทำตามหน้าที่ เพื่อสร้างภาพว่าภูมิพลสั่งให้ยึดทรัพย์ แต่พวกนี้รู้อยู่แล้วว่าหน้าที่เขาคืออะไร เพราะเขาเป็นส่วนของอำมาตย์ ที่ยึดมาไม่หมดก็สร้างภาพอีกว่า “พิจารณาตามความเป็นธรรมหรือกฎหมาย” นั้นคือละครหมาๆ ของอำมาตย์

          ในกรณีคดีทักษิณ มันเป็นคดี “การเมือง” ที่อำมาตย์พยายามทำลายคู่แข่งเท่านั้น มันไม่ใช่คดีในระบบ “ยุติธรรม” เพื่อกำจัดคอร์รับชั่นแต่อย่างใด เพราะตอนนี้เราก็ทราบกันว่ามีสองมาตรฐานทางกฎหมายและศาลเป็นเพียงหมารับใช้อำมาตย์ ถ้าเราจะพิจารณาคดีทักษิณด้วยมาตรฐานระบบยุติธรรม ต้องมีการเปิดโอกาสให้พิสูจน์ว่านโยบายของรัฐบาลช่วงนั้นเอื้อประโยชน์ให้บริษัทมือถือบริษัทเดียว หรือเป็นการสร้างระบบแข่งขันเสรีระหว่างบริษัทต่างๆ ซึ่งต้องมีการถกเถียงในที่สาธารณะเพื่อให้ประชาชนรับฟังทั้งสองฝ่าย

          แต่ที่ชัดเจนคือ ประมุข นักการเมือง และรัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ไม่ควรถือหุ้น ไม่ควรมีผลประโยชน์พิเศษทางเศรษฐกิจ ควรรับใช้ประชาชน แต่ดูเหมือนรัฐบาลทุกชุดรวมถึงชุดปัจจุบัน ก็มีรัฐมนตรีที่ถือผลประโยชน์ นอกจากนี้นายทหารระดับสูงมีการใช้ตำแหน่ง ใช้การทำรัฐประหาร ในการได้ตำแหน่งในบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจและสื่อ เพื่อสะสมความร่ำรวยผิดปกติ และราชวงศ์ไทย โดยเฉพาะนายภูมิพล ได้สร้างความร่ำรวยผิดปกติให้ตนเอง จนเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย โดยอาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นกษัตริย์ที่เราวิจารณ์ไม่ได้

          ข้อแตกต่างระหว่างการคอร์รับชั่นของราชวงศ์และทหารหรือส.ว.แต่งตั้ง กับการคอร์รับชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคือ เราสามารถเปลี่ยนใจไม่เลือกนักการเมืองที่ทำผิดได้ มันเป็นกระบวนการตรวจสอบที่มีพลัง แต่อำมาตย์ไม่เคยต้องถูกตรวจสอบแบบนี้เลย

          ทั้งวังทั้งหุ้นทั้งเพชร ทั้งความร่ำรวยของนายพล และนักการเมืองประชาธิปัตย์ ฯลฯ ยึดยึด ยึดให้หมด!!

          Read Full Post »

          ทำไมต้อง “สยามแดง” ?

          ใจ อึ๊งภากรณ์

          อย่างที่เราทราบกันดี พวกทหารอำมาตย์ได้ร่วมมือกับ ฝ่ายรักเจ้า ฝ่ายอภิสิทธิ์ชน และนายภูมิพลเอง ในการทำลายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกนี้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การขึ้นครองของนายภูมิพล ตามสันดานดิบของอำมาตย์ โดยที่พวกนี้ใช้ คุก ศาล และความรุนแรงในการก่ออาชญากรรมต่อประชาชน ทุกอย่างที่เขาทำ เขาทำในนามของ “ชาติ ศาสนา และกษัตริย์” ดังนั้นเราต้องรื้อทิ้งความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของ “ชาติกับกษัตริย์” และนำเรื่องศาสนามาเป็นเรื่องความยึดมั่นส่วนตัว

          ประเด็นสำคัญในกิจกรรมของอำมาตย์ที่อาจถูกมองข้าม คือการที่เขาทำลายกระแสที่จะสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจของพวกเขา นี่คือสาเหตุสำคัญที่เขาคัดค้านนโยบายสุขภาพอนามัยถ้วนหน้า นโยบายกองทุนหมู่บ้าน และนโยบายการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค ของ ไทยรักไทย จนเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา

          ดังนั้นปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาทางการเมืองในเรื่องประชาธิปไตย และปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้

          ทำไม “สยาม”?

          คำว่า “ไทย” ถูกใช้โดยอำมาตย์ในการปลุกระดมชาตินิยมคับแคบจนหมดความหมายไปในทางดี อำมาตย์อ้างว่า “ไทย” แปลว่า “เสรี” ในขณะที่เขาทำให้คนไทยเป็นทาส และอำมาตย์ใช้คำว่า “ไทย” เพื่อกดขี่คนเชื้อชาติอื่นๆ ที่เป็นพลเมืองในประเทศเรา กรณีแย่สุดคือกรณีคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ นอกจากนี้อำมาตย์ใช้ “ความเป็นไทย” ในการสร้างนิยายว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง “การรักและหมอบคลานต่อกษัตริย์” ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราต้องหันมาใช้คำว่า “สยาม” แทน

          “สยาม” ในความหมายของเราคือสังคมหลากหลายที่เปิดกว้างและมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่

          ทำไมต้อง “แดง”

          “แดง” มีสองความหมายที่แตกต่างกัน แต่เข้ากันได้คือ เสื้อ “แดง” คือพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นความหวังสำหรับการพัฒนาสังคม และเป็นขบวนการรากหญ้าของประชาชน นอกจากนี้ “แดง” คือสีธงของฝ่ายซ้ายสังคมนิยม ที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนจน และต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ เราภูมิใจในการเป็น “แดง” เสมอ ในขณะที่ “เหลือง” คือสีของการกดขี่อันโสโครก

          อำมาตย์ส่งเสริมเผด็จการ และส่งเสริมสังคมที่เหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวคุมไว้ภายใต้ประชาธิปไตยยาก นี่คือสาเหตุที่อำมาตย์ชอบเผด็จการและไม่อยากให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน นี่คือสาเหตุที่เขาอ้างว่ากษัตริย์เป็นเทวดาเหนือเรา เพื่อสร้างภาพว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ”

          ทำไมต้องเป็น “สาธารณะรัฐ”?

          ตั้งแต่การขึ้นมาเป็นกษัตริย์แต่แรก นายภูมิพลยินดีร่วมมือกับทหารเผด็จการในการทำรัฐประหารและทำลายสิทธิเสรีภาพมาตลอด โดยที่นายภูมิพลทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ทหารกระทำ โดยอาศัยภาพ “ความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์” ที่ทหารสร้างขึ้นมาให้ ยุคเริ่มต้นคือสมัยสฤษดิ์

          ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบที่ “กษัตริย์ไม่เข้ามายุ่งการเมือง” เพราะกษัตริย์ไทยเติบโตมากับทหารเผด็จการ และแยกออกจากกันไม่ได้ พูดง่ายๆ เราไม่สามารถทำให้สถาบันกษัตริย์ไทยไม่ผูกพันกับการเมืองอำมาตย์ได้ และ ตราบใดที่มีระบบกษัตริย์เป็นประมุข ทหารก็จะใช้กษัตริย์ในการทำลายประชาธิปไตยเสมอ

          เราจึงต้องสู้กับระบบกษัตริย์และระบบทหารอำมาตย์พร้อมๆ กัน เพื่อได้ประชาธิปไตยแท้จริง

          เราจะทำลายระบบกษัตริย์อย่างไร?

          ประเด็นสำคัญคือการทำสงครามทางความคิด เพื่อทำลายความศรัทธาในสถาบันกษัตริย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะมีผลทำให้ความชอบธรรมของทหารเผด็จการอ่อนแอลงไปด้วย นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กำลังกลัวอย่างถึงที่สุด

          ความชอบธรรมของกษัตริย์สร้างขึ้นภายใต้ลัทธิปัญญาอ่อนที่ไร้วิทยาศาสตร์ ซึ่งเชิดชูให้คนสามัญที่บังเอิญเกิดในตระกูลหนึ่งถูกมองว่าเป็น “เทวดา” ทั้งๆ ที่กษัตริย์มีความสามารถไม่น้อยและไม่มากกว่าประชาชนปกติทั่วประเทศ ที่เป็นวิศวะกร ศิลปิน เกษตรกร หรือช่างฝีมือ

          ฝ่ายคลั่งเจ้าอยากให้เราเชื่อว่ากษัตริย์รักและดูแลประชาชน แต่ประชาชนดูแลตนเองได้ เราไม่ใช่เด็ก และทุกอย่างที่งดงามเกี่ยวกับประเทศเรามาจากมือของประชาชน ในขณะที่นายภูมิพลเติบโตร่ำรวยมากับเผด็จการโกงกิน สฤษดิ์ ถนอม ประภาส และปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตในข้อหาฆ่าพี่ชายตนเอง นอกจากนี้นายภูมิพลสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 เพราะมองว่ายุคนั้นไทยมีประชาธิปไตย “มากเกินไป” และล่าสุดนายภูมิพลปล่อยให้ คมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยา และปล่อยให้ประชาธิปไตยของเราถูกปล้นไปโดยทหาร พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ในนามของกษัตริย์ นี่ไม่ใช่ผลงานของเทวดา มันเป็นผลงานทรราช

          ในนโยบายเศรษฐกิจ นายภูมิพลเคยคัดค้านสวัสดิการสำหรับประชาชน เพราะมองว่าจะลดความร่ำรวยของพรรคพวกตัวเอง ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันในฐานะที่เป็นคนรวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง นายภูมิพลยังบังอาจสั่งสอนคนจนให้ “พอเพียง” นี่ไม่ใช่จุดยืนของเทวดา แต่เป็นจุดยืนของคนที่ทำนาบนหลังประชาชน

          นายภูมิพลยอมให้บริวารรอบข้างตั้งชื่อให้ตัวเองเป็น “พ่อของสังคม” ในขณะที่ลูกชายจริงตนเองไม่เป็นที่เคารพ เราจะเห็นได้ว่าภาพทั้งหลายเกี่ยวกับความสามารถของนายภูมิพลเป็นเรื่องโกหกเท็จทั้งสิ้น

          ตราบใดที่เราหมอบคลานต่อลัทธิกษัตริย์ เราทำตัวเป็นแค่สัตว์ตามความต้องการของอำมาตย์  เราต้องยืนขึ้นเป็นคน เราต้องเป็นพลเมืองในโลกสมัยใหม่ ธงไตรรงค์สามสี แดง ขาว น้ำเงิน ของฝ่ายเผด็จการ ลอกมาจากธงสามสีของตะวันตก แต่เพื่อส่งเสริม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นคำขวัญของพันธมารฯ และทหาร ที่ใช้ในการทำลายประชาธิปไตย ธงสามสี แดง ขาว น้ำเงิน เคยมีความหมายอื่นในการปฏิวัติฝรั่งเศส นั่นคือ “เสรีภาพ ความเท่าเทียมและความสมานฉันท์” นี่คือคำขวัญที่เราต้องใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดแอกสังคมสยาม

          ปํญหาทหาร

          ทหาร โดยเฉพาะนายพลชั้นสูง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญ และเป็นโจรและกาฝากของสังคม เราต้องปฏิรูปกองทัพ โดยลดงบประมาณทหาร เอาทหารออกจากสื่อและรัฐวิสาหกิจ ปลดพวกนายพลอำมาตย์ออกไป และที่สำคัญเราต้องสนับสนุนให้ทหารระดับรากหญ้ากบฏต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้กองทัพฆ่าประชาชนอีกต่อไป แต่ถ้าทหารรากหญ้าจะกบฏ เขาต้องมั่นใจว่าเราจะสู้จริงท่ามกลางการต่อสู้ลุกฮือของมวลชน ดังนั้นภาระสำคัญของคนเสื้อแดงคือเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและด้วยพลังมวลชน เราไม่ควรหาทางลัดโดยการตั้งความหวังกับทหารอันธพาลหรือนายพลที่แตกแยกกับอำมาตย์บนพื้นฐานผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียว

          นโยบายพื้นฐานของ “สยามแดง”

          1. เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทีจะเลือกรัฐบาลทีคนส่วนใหญ่ต้องการ  โดยไม่มีการปราบปรามข่มขู่ และไม่มีความกลัว
          2. เราต้องมีความเท่าเทียมเสมอภาค ต้องยกเลิกระบบผู้ใหญ่ผู้น้อย ยกเลิกการหมอบคลาน นักการเมืองต้องปฏิญาณตนว่าจะเคารพนายที่แท้จริงของตนเองคือประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เราต้องสร้างวัฒนธรรมพลเมืองที่เคารพซึ่งกันและกัน เราต้องมีเสรีภาพและความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ ต้องเคารพผู้หญิง เคารพคนรักเพศเดียวกัน เคารพคนพม่า ลาว เขมร และคนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ ผู้หญิงต้องมีสิทธิทำแท้งอย่างปลอดภัย ผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศควรจะได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น สมกับที่ประเทศเราเป็นประเทศอารยะ
          3. ประเทศเราต้องเป็นรัฐสวัสดิการ ถ้วนหน้า ครบวงจร และผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย คนจนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นคนร่วมพัฒนาชาติ ที่ต้องมีศักดิศรี สังคมล้าหลังปัจจุบันกดทับประชาชาชนจำนวนมากไม่ให้เขาเป็นผู้สร้างสรรค์ และนำสังคมไปสู่ความก้าวหน้า
          4. เราต้องสร้างระบบสาธารณะรัฐในประเทศไทย เพื่อให้ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เราต้องยึดทรัพย์และวังของราชวงศ์ เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ
          5. ประเทศเราอยู่ภายใต้รองเท้าบูทของนายพลมานานเกินไป เราตั้งตัดงบประมาณของทหารและอำนาจทหารในสังคมเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยอีกต่อไป ต้องปลดนายพลชั้นสูงที่ไม่เคารพประชาธิปไตยออกจากตำแหน่งให้หมด
          6. ประเทศเราต้องมีความยุติธรรม ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลที่ปกป้องระบบอยุติธรรม เราต้องปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน ต้องปลดผู้พิพากษาเก่าออกให้หมด ต้องมีระบบลูกขุนที่มาจากประชาชน  และตำรวจต้องบริการประชาชนแทนที่จะรีดไถคนจน
          7. ประชาชนในเมือง ในชุมชน ในท้องถิ่นต่างๆ ต้องเข้ามาบริหารองค์กรสาธารณะในทุกระดับ เช่น รัฐวิสาหกิจ สื่อ โรงเรียนและโรงพยาบาล
          8. ประเทศเราต้องทันสมัย เราต้องปรับปรุงระบบการศึกษา การคมนาคม และที่อยู่อาศัย และหันมาผลิตพลังงานจากลมและแสงแดดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
          9. ประเทศเราต้องรักสงบ ไม่ขัดแย้งสร้างเรื่องกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ สนับสนุนการก่อสงคราม

          อำมาตย์อ้างว่าบทความแบบนี้เป็นเรื่อง “ร้ายแรง” อ้างว่าเป็นอาชญากรรม แต่ข้อเสนอดังกล่าวร้ายแรงตรงไหน? ขัดกับหลักการสากลเรื่องสิทธิมนุษยชนตรงไหน? ในทางตรงกันข้ามอำมาตย์สร้างวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจ ปล้นขโมยสิทธิเสรีภาพ และสะสมความร่ำรวยมหาศาลให้ตนเอง ด้วยรัฐประหาร และเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ นาๆ เขาคืออาชญากรแท้

          ในอดีต ไม่ว่าจะช่วง ๒๔๗๕ หรือ๑๔ ตุลา เคยมีความฝันในหมู่ประชาชน ว่าเราจะสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีความเท่าเทียม เราจะต้องสร้างความฝันนี้ให้เป็นจริงสักที เราชาวประชาธิปไตยแดงที่หูตาสว่างมีมวลชน  เราต้องจัดตั้งตนเอง นำตนเอง ในแต่ละท้องที่ เพื่อให้ 5 นิ้วที่อ่อนแอในมือเรากลายเป็นกำปั้นเหล็กที่ถล่มฝ่ายอำมาตย์ให้หมดสิ้นไป

          Read Full Post »

          Older Posts »

          Follow

          Get every new post delivered to your Inbox.