Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘เมษาเลือด’ Category

เสื้อแดงขอนแก่นหยุดรถไฟขนทหาร

ประชาชนลุกฮือต้านอำมาตย์

เราสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม เราเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลอำมาตย์และทหาร ได้แต่ปิดล้อมข่มขู่ฆ่าประชาชน

Read Full Post »

มองฝ่าหมอกควันก๊าซน้ำตา

ใจ อึ๊งภากรณ์

ท่ามกลางหมอกควันก๊าซน้ำตา และการเข่นฆ่าประชาชนโดยทหารตามคำสั่งของอำมาตย์ ฝ่ายรัฐบาลทรราช สื่อรับใช้ทรราช นักวิชาการรับจ้างของอำมาตย์ และพวกดัดจริตอ้างตัวเป็นกลางแบบ “สันติวิธี” ทั้งหลาย เช่นกรรมการสิทธิ์ เอ็นจีโอ และกลุ่มอื่นๆ กำลังพยายามเบี่ยงเบนประเด็นหลักของเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน เพื่อให้ประชาชนสับสนมืนเมาเหมือนโดนควันก๊าซน้ำตารอบสอง ผมจึงขอสรุปประเด็นสำคัญๆ สามข้อของเหตุการณ์ดังนี้

ถ้ารัฐบาลไหน ไม่ว่าที่ไหนในโลก ใช้ทหารติดอาวุธสงคราม กระสุนจริง และรถถัง เพื่อเคลียร์พื้นที่การชุมนุมของประชาชนจำนวนมากที่ไร้อาวุธและไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าทหารนั้นจะมีโล่หรือกระสุนยางสมทบไปด้วย ไม่ว่าทหารจะยิงกระสุนจริงขึ้นฟ้าในขั้นตอนแรก แต่ในที่สุด ท่ามกลางความตึงเครียด หรือด้วยความจงใจ ทหารจะใช้กระสุนจริงเพื่อฆ่าประชาชน เพราะทหารไม่ได้นำปืน M16 ปืนกลนานาชนิด หรือรถถัง มาหุงข้าว ไถนา หรือสร้างเกมสนุกๆให้เด็กๆ อาวุธสงครามดังกล่าวมีไว้ฆ่าคนอย่างเดียว คำถามที่รัฐบาลอำมาตย์ต้องตอบคือ ทำไมใช้ทหารติดอาวุธสงครามในการเคลียร์พื้นที่ของการชุมนุมของประชาชน ในขณะที่ประชาชนมีวินัยในการรักษาความสงบและปราศจากอาวุธ?

นี่คือประเด็นหลักประเด็นแรก มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะมีคนลึกลับแต่งชุดดำวิ่งไปวิ่งมาท่ามกลางหมอกควันหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นมือที่สาม หรือทหารนอกเครื่องแบบ หรือใครก็ว่ากันไป แต่ถ้ามีจริงก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในวินัยและการจัดตั้งของ นปช. แน่นอน เวลาผมพูดถึง “วินัย” ของคนเสื้อแดง อยากให้เรามองภาพการนำอาวุธที่ยึดจากทหารมากองไว้ที่หน้าเวทีเพื่อไม่ให้ใครใช้ อยากให้มองภาพการจับและปล่อยทหารเกณฑ์โดยไม่มีการทำร้าย ในที่อื่นในโลกอาจมีการใช้อาวุธดังกล่าวเพื่อโต้ตอบกับทหาร

พันธมิตรฯ เวลาชุมนุมยึดสนามบินหรือทำลายทำเนียบรัฐบาล หรือตอนที่ไปปิดล้อมรัฐสภาและนำระเบิดมาใช้หรือขับรถทับตำรวจ ได้จงใจทำร้ายร่างกายคนอื่นและทำลายเศรษฐกิจไทย ต่างโดยสิ้นเชิงกับระเบียบวินัยและความสงบเรียบร้อยของคนเสื้อแดงที่ชุมนุมในกรุงเทพฯตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับอำมาตย์และชนชั้นปกครองไทย ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมามีการใช้กำลังทหารติดอาวุธสงคราม เพื่อเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย 5 ครั้งกลางกรุงเทพฯ คือ ๑๔ ตุลา ๑๖, ๖ ตุลา ๑๙, พฤษภา ๓๕, เมษาเลือด ๕๒ และเมษาเลือด ๕๓ ถ้านับเหตุการณ์ตากใบในภาคใต้ในปี ๒๕๔๗ ก็มีทั้งหมด 6 ครั้งที่รัฐไทยฆ่าประชาชนมือเปล่าที่ประท้วงตามกระบวนการประชาธิปไตย ใครที่สั่งทหารติดอาวุธสงครามไปสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย จึงมีความจงใจให้เกิดการเสียเลือดเนื้อแน่นอน ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เวลาเขาอยากจะเคลียร์พื้นที่ของผู้ชุมนุม ซึ่งการเคลียร์นั้นอาจชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมก็ตาม เขาส่งตำรวจไปดัน ไปไล่ ไปจับประชาชน ไม่ได้ส่งทหารและรถถัง นี่คือปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยที่ต้องแก้ไขเพื่อให้เรามีประชาธิปไตยแท้ วิธีแก้ไขคือการสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในสังคม โดยการนำผู้ที่กระทำผิดในระดับสูงมาลงโทษ หรืออย่างน้อยประกาศว่าเขาทำผิดอย่างชัดเจนเป็นทางการ และที่สำคัญเราต้องเกษียณนายพลทั้งหลาย ตัดงบประมาณทหาร และลดขนาดของกองทัพลงแบบถอนรากถอนโคน เพราะกองทัพไทยไม่เคยปกป้องประชาชน มีแต่จะฆ่าประชาชนเท่านั้น นอกจากนี้ต้องมีการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมฯ และกฎหมายคอมพิวเตอร์ เพื่อไม่ให้มีการใช้ข้ออ้างเรื่องการ “ล้มเจ้า” มาใช้ในการฆ่าประชาชน เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น

ถ้าถอยหลังมาดูภาพรวมของการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเห็นว่าฝ่ายหนึ่งมีกองทัพ ใช้ทหารติดอาวุธสงคราม และรถถัง และพยายามปกปิดสื่อเพื่อไม่ให้สังคมทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายเป็นประชาชนธรรมดาที่ปราศจากอาวุธที่ต้องการประชาธิปไตย ดังนั้นใครที่เรียกร้องให้ “ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบความรุนแรง” เป็นคนที่โกหกบิดเบือนความจริง มองว่าช้างเท่ากับมด มดจึง “มีส่วนผิดในการที่โดนช้างเหยียบตายเพราะเสือกไปยืนตรงทางเดินช้าง” ในทางปฏิบัติในโลกจริง คำพูดแบบนี้ไม่ใช่คำพูดของคนที่เป็นกลางแต่อย่างใด แต่เป็นคำพูดที่ลดความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว คือพยายามแก้ตัวแทนรัฐบาลอำมาตย์นั้นเอง และถ้าเราดูประวัติของคนเหล่านี้ที่พูดให้ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบ ส่วนใหญ่เป็นคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯ หรือรัฐประหาร ๑๙ กันยา หรืออย่างน้อย “สบายใจมากขึ้นเมื่อเกิดรัฐประหาร” ทั้งๆ ที่แก้ตัวเสมอว่า “ไม่ชอบรัฐประหาร”

ประเด็นที่สองคือ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและกระบวนการประชาธิปไตยแต่อย่างใด มาจากการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา และรัฐประหารเงียบของศาลหลายรอบ มาผ่านรัฐธรรมนูญทหาร รวมถึงการกดดันของพันธมิตรฯ ดังนั้นรัฐบาลไร้ความชอบธรรมที่จะปกครองประเทศ และไร้ความชอบธรรมที่จะคัดค้านข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงให้ยุบสภาและคืนอำนาจให้ประชาชนโดยสิ้นเชิง ประเด็นนี้มักถูกมองข้ามด้วยความจงใจ โดยเฉพาะจากคนชั้นกลาง พันธมิตรฯ เอ็นจีโอ และนักวิชาการ ที่มองว่าพลเมืองไทยส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนไม่มีวุฒิภาวะที่จะลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง เขาจึงคัดค้านการเลือกตั้งเสรี

การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การประท้วงยืดเยื้อของคนเสื้อแดงและการปิดถนนบางจุดในกรุงเทพฯ มีความชอบธรรม และที่สำคัญรัฐบาลอภิสิทธิ์มีวิธีเดียวที่จะอยู่ต่อและไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่คือ ประกาศภาวะฉุกเฉิน ใช้กองกำลังเพื่อหวังปราบผู้ชุมนุม และปิดกั้นเซ็นเซอร์สื่อตามกระบวนการเผด็จการของ “รัฐตำรวจ” เพราะเขาไม่กล้าคืนอำนาจให้ประชาชน เขารู้ว่าเขาจะแพ้การเลือกตั้ง และเขารู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความศรัทธาในรัฐบาล อย่าลืมว่าการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งทันที จะยุติภาวะตึงเครียดในกรุงเทพฯ และถ้าการเลือกตั้ง “จะไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมในระยะยาว” ก็เพราะฝ่ายเสื้อเหลืองและอำมาตย์ไม่ยอมเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเท่านั้น

ประเด็นที่สามคือเรื่องการ “กบฏ” เพราะฝ่ายเสื้อเหลืองอ้างว่าเสื้อแดงเป็น “กบฏ” คำถามที่ต้องถามต่อคือ “กบฏต่อใครหรืออะไร?” ใช่ครับคนเสื้อแดงกบฏต่อเผด็จการอำมาตย์ กบฏต่อพวกนายพลในกองทัพ แต่ประเด็นคือ อำมาตย์และกองทัพกบฏต่อประชาชน คนเสื้อแดงกำลังปกป้องพลเมืองไทยจากการกบฏไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่าลืมว่าในระบอบประชาธิปไตยอำนาจอธิปไตยต้องอยู่ที่ประชาชน ใครไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ถือว่ากบฏต่อระบบการปกครองประชาธิปไตย มันง่ายที่จะเข้าใจครับถ้าจริงใจในการเข้าใจ

ตอนนี้สังคมไทยแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งกบฏต่อประชาชนเพื่อปกป้องอภิสิทธิ์ของตนเอง พร้อมจะใช้กองกำลังติดอาวุธสงครามและการปกปิดสื่อเพื่อครองอำนาจต่อไป อีกฝ่ายประกอบไปด้วยพลเมืองธรรมดาที่ต้องการประชาธิปไตย ในสถานการณ์แบบนี้ที่เรื้อรังมาสี่ห้าปีแล้ว ใครที่ไม่อยู่ข้างคนเสื้อแดงก็อยู่ข้างอำมาตย์ และใครที่อ้างว่าเป็นกลาง เป็นคนที่ไม่สนใจการเมืองและสังคมเลย หรือเป็นคนโกหก

Read Full Post »

บันทึกเมษาเลือด (2)

โดยสมุดบันทึกสีแดง

เราจะทำอะไรกันต่อ?

ถึงเพื่อนเสื้อแดงที่รัก  เรามีความเศร้าเพราะเราเป็นมนุษย์ เราหดหู่เพราะเราเผชิญกับความโหดร้ายของฝ่ายเผด็จการ การเคลื่อนไหวของพวกเรามันมีเหตุผลเต็มที่นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวจนถึงปัจจุบัน จงรู้สึกให้เต็มที่ เพื่อจะได้ต่อสู้ให้เต็มที่  หากเราไม่รู้สึกอะไรเลยนั่นแหละเป็นเรื่องประหลาดและเป็นเรื่องที่หลอกตัวเอง   

แต่ความจริงอย่างหนึ่งทั้งพวกเราและฝ่ายตรงข้ามรู้คือเรื่องนี้ยังไม่จบ  ฉะนั้นพวกเรายังไม่แพ้และอย่าลืมว่าเราเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม อย่าเชื่อสื่อกระแสหลักอย่างง่ายๆ ฝ่ายตรงข้ามก็รู้เรื่องนี้ดี  แต่พวกเขาต้องการให้เรารู้สึกว่าพวกเราแพ้อย่างย่อยยับ เพื่อที่จะให้เราหมดกำลังใจในการต่อสู้ พวกเขาต้องการให้เราแพ้เพื่อที่จะยอมรับกระติกาแย่ๆพวกเขาโดยไม่ตั้งคำถาม ยอมกลับไปให้พวกเขากักขังเราไว้เหมือนเดิม  สิ่งที่จะเยียวยาพวกเราเสื้อแดง คือ ความหวังที่จะมี “ความเสมอภาคของสังคมใหม่”  ความหวังที่จะเห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัวของเรา รอยยิ้มของคนที่สามารถตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวของเขาและคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาพันธนาการไว้ ความหวังที่เราต้องการเห็นคนข้างๆมีชีวิตอย่างมั่นคงเหมือนประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้วบริการปกป้องประชาชนของเขา  คำถามที่สำคัญมากในวันนี้ เราจะทำอะไรกันต่อ?

ณ เวลานี้พวกเราเสื้อแดงต้องมานั่งคิด ทบทวน มันมีอะไรบ้างที่เราต้องมองให้ชัดเจน และ อะไรคือเส้นแบ่งโดยเฉพาะในสังคมที่มีสองมาตรฐาน  ซึ่งเราจะพบว่าคุณค่าของสิ่งต่างๆมันอยู่อยู่สองชนิดเท่านั้น เช่น เรื่องของศีลธรรมในสังคมไทย คือ  ศีลธรรมของเขา(ไร้ศีลธรรม) กับ ศีลธรรมของเรา ศีลธรรมของเขาคือปราบปรามคนที่เห็นต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ศีลธรรมของเรา ต้องการให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง ให้เราลองเอากรอบตรงนี้มาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ต่างๆทั้งหมด ฉะนั้นเราจะสู้ภายใต้กรอบกติกาที่เขียนขึ้นโดยฝ่ายนั้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราจะเสียเปรียบหมดทุกอย่าง

หลังจากเสื้อแดงถูกปราบปรามอย่างป่าเถื่อน  มีบรรดานักคิดที่ใช้ไม่ได้ดาหน้าก้าวออกมาเสนอทางออกให้กับสังคมอย่างหน้าไม่อาย เช่น เสน่ห์ จามริก ผู้ที่หูหนวกตาบอดกับการละสิทธิความเป็นมนุษยของเสื้อเหลืองต่อเสื้อแดง รัฐเผด็จการกับพลเรือน เช่น กรณีบุคคลที่ถูกจับขังในกรณี หมิ่นฯ กษัตริย์  ทั้งๆที่มีคนไปร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิแต่กับทำตัวเพิกเฉยอย่างใจดำ  ตอนนี้ออกมาเสนอให้มี “รัฐบาลแห่งชาติ”  แทนที่จะปกป้องกลไกการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย คนๆนี้ ไม่มีสิทธิที่จะเปิดปากพูดเพราะเขาปิดปากในเรื่องสิทธิพื้นฐานในระบบประชาธิปไตย  เราต้องพยายามสร้างมาตรฐานไม่ให้ใครพูดง่ายโดยไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้

การเคลื่อนไหวต่อไป เราจะต้องเติมเต็มประชาธิปไตยให้มีเนื้อมีหนังมากขึ้น ซึ่งหมายถึงเราจะต้องมานั่งพิจารณาสังคมประชาธิปไตยในรูปแบบที่เราต้องการสำหรับสังคมไทย โครงสร้างเดิมของสังคมไทยทุกส่วนเน่าเละเสียจนไม่สามารถที่จะปฏิรูปฟื้นฟูภายใต้กรอบเดิมๆ จำกัดอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ปัญญาชนสายอนุรักษ์นิยม แต่การปฏิรูปการเมืองควรจะเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดาในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ดีแต่พูดในทางนามธรรมแต่ในทางปฏิบัติคนธรรมดาถูกกีดกันออกไปอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนปัจจุบัน เราคนเสื้อแดงจะต้องสามารถเข้าใจแนวความคิดต่างๆที่มีอยู่ในสังคมว่าความคิดชนิดไหนให้ประโยชน์กับเรา ความคิดชนิดไหนที่มันไม่เป็นประโยชน์ เราจะมีความสัมพันธ์กับแนวความคิดต่างๆเหล่านี้?  โดยเฉพาะถ้าชนชั้นปกครองนิยมนำมากล่าวอ้างหรือนำมาใช้เพื่อหาความชอบธรรมในสังคม เราจำเป็นต้องมาไล่ดูแนวความคิดหลักๆที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆในสังคมว่ามันมีอะไรบ้าง และเราควรมีวิธีการรับมือกับมันอย่างไร

 

ในบทความตอนที่ 2 นี้จะเป็นบทความขนาดยาวเพื่อชวนให้เพื่อนๆเสื้อแดงร่วมคิดเพื่อออกแบบสังคมใหม่ท่ามกลางการเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อติดอาวุธทางความคิด  ประเด็นหลักๆสำคัญๆ ที่เราต้องร่วมกันคิดในระยะเฉพาะหน้ามีอยู่ 7  ข้อ จะเขียนออกมาอาทิตย์ละ 2 ข้อ  ซึ่งจะมีการลงรายละเอียด ในประเด็นต่างๆที่จำเป็นเรียงเป็นลำดับดังนี้

1         การทำสงครามความคิดลัทธิทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการ

2         ประชาธิปไตยสากล : ไทยๆ และปัญหาการคอรัปชั่น

3         ศีลธรรม สันติวิธี : ความรุนแรง

4         สื่อ

5         จุดอ่อนของรัฐบาลภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

6         บทเรียนต่อสู้จากต่างประเทศและประวัติศาสตร์

7         โมเดลสังคมใหม่ : รัฐสวัสดิการ

 

1.       การทำสงครามความคิดกับลัทธิทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการ

ในสังคมชนชั้นที่เราดำรงอยู่  ชนชั้นปกครองที่เป็นอำมาตรย่อมพยายามผูกขาดความคิดเป็นธรรมดา  เขาใช้สื่อโรงเรียนและกลไกอื่นๆเพื่อยัดความคิดเหล่านี้ใส่หัวประชาชน  ดังนั้นภาระสำคัญของคนเสื้อแดงคือการทำสงครามความคิด  การต่อสู้เพื่อสังคมใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่บนท้องถนนเท่านั้นแต่มีหลายเวที เช่น ท้องถนน ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัยหรือกลุ่มคน เช่น สหภาพแรงงานหรือกลุ่มเกษตรกร ฝ่ายอำมาตรกราดกระสุนใส่เราบนท้องถนนได้  แต่เขาไม่ได้ครองใจคนส่วนใหญ่ดังนั้นเราต้องทำสงครามความคิดเพื่อทำลายความคิดของเขาออกไปจากสังคมโดยสิ้นเชิง

ความคิดของอำมาตรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

1.1    แนวความคิดมือใครยาวสาวได้สาวเอา

แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ให้ประโยชน์เฉพาะคนรวย  แต่เขาโกหกว่ามันเป็นระบบที่เป็นธรรมเพราะทุกคนมี  “โอกาส”  เท่าเทียมกัน  มันจะเท่าเทียมกันได้อย่างไรในเมื่อเศรษฐีและชนชั้นกลางซื้อความสบายในชีวิตได้แต่คนจนไม่มีเงินเพียงพอ  แนวคิดนี้บูชากลไกตลาดแต่กลไกตลาดมองไม่เห็นหน้าคนจนเพราะคนจนไม่มีเงินที่จะมีส่วนร่วมในตลาดเท่ากับคนรวย วิธีแก้ไขปัญหานี้คือการใช้รัฐในการสร้างสวัสดิการให้คนจนซึ่งเราจะเห็นได้ว่าที่แล้วมาพวกอภิสิทธิเสื้อเหลืองไม่พอใจกับการใช้รัฐในการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลไทยรักไทย  เขาจึงสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา

1.2  แนวความคิดชาตินิยม + กษัตริย์นิยม  แนวความคิดชาตินิยมเป็นข้อเสนอของอำมาตรว่าเราคนไทยด้วยกันมีผลประโยชน์เหมือนกันเพราะเกิดมาในชาติเดียวกัน  แต่เราเห็นชัดๆกับตาว่าประเทศไทยมีสองชาติ  สองชนชั้น พวกอภิสิทธิชนกับพวกเราพลเมืองเสื้อแดง  ผลประโยชน์ของสองฝ่ายที่ตรงข้ามกันไม่มีวันเป็นผลประโยชน์เดียวกันได้

·        ปัญหาเขาพระวิหารพวกอำมาตรเสื้อเหลืองพร้อมจะปลุกกระแสชาตินิยมไร้เดียงสา  และสร้างความขัดแย้งกับพี่น้องชาวกัมพูชาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากเรื่องที่เขาขโมยประชาธิปไตยของเราไป  เราไม่ควรคล้อยตามความคิดชาตินิยมโง่ๆแบบนี้  

·        สถาบันกษัตริย์ เครื่องมือชั้นเลิศของเผด็จการที่มีประโยชน์ในการมอมเมาและสร้างความกลัว  เพื่อไม่ให้คนตั้งคำถามกับปัญหาแท้นั่นคือความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคม เขาอ้างว่าสถาบันนี้เป็นจุดรวมหัวใจของคนไทยทุกคน  แต่ไม่เห็นออกมาปกป้องคนจน  คนเสื้อแดง หรือสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของพวกเราเลย ดังนั้นเราต้องสรุปว่าสถาบันนี้เป็นจุดรวมหัวใจของพวก “อภิสิทธิชน”  ต่างหาก เราไม่ควรหลงเชื่อแนวคิดชาตินิยมกษัตริย์ที่ไร้ปัญญาแบบนี้ 

·        กำลังทหาร คือ สถาบันที่ทำลายประชาธิปไตยมากที่สุด มีการฆ่าและใช้ความรุนแรงต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง  ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมากองทัพได้หันปืนใส่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถึง 4 ครั้ง  พวกนายพลอ้างว่า “ปกป้องประเทศชาติ” แต่เขาเพียงปกป้องผลประโยชน์ของอภิสิทธิชนเท่านั้น  เงินภาษีของคนจนไม่ควรจะหล่อเลี้ยงระบบแบบนี้เราควรใช้เงินภาษีมาพัฒนาสวัสดิการให้ประชาชนแทน สถาบันนี้ไม่มีความชอบธรรมในกติการะบอบประชาธิปไตยแต่สถาบันทหารมักจะใช้ความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์  โดยเฉพาะในการทำรัฐประหาร ทั้งสองสถาบันประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถตรวจสอบหรือตั้งคำถามได้ สถาบันทหารมีปัญหาในการคอรัปชั่นมากที่สุด  และเข้ามาแทรกแซงสื่อทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของทหาร   

1.3  เศรษฐกิจพอเพียง   แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ให้ความชอบธรรมมากที่สุดในการไม่บริการพลเมืองคนจนให้ส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติ และให้ความชอบธรรมกับความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย  แนวคิดนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด แต่กลุ่มนักวิชาการในไทยยังพยายามข้างๆคูๆว่ามันคือเศรษฐศาสตร์ทางเลือก ในความเป็นจริงเศรษฐกิจพอเพียงเป็นลัทธิทางการเมืองที่พยายมมอมเมาคนไม่ให้ตั้งคำถามและยอมจำนนกับสถานภาพของตนเอง เช่น คำให้พรของกษัตริย์ภูมิพลเสนอว่า ถ้าใครรวยก็สามารถฟุ่มเฟือยให้พอเหมาะกับตนเองหากไม่มีตังค์ก็ให้ประหยัด มีงานวิจัยหลายชิ้นรวมถึงงานศึกษาของนักษาระดับปริญญาโทปริญญาเอกที่เสนอว่าแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่สามารถแก้ปัญหารวมถึงไม่สามารถทำให้ชาวบ้านยังชีพได้

อนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับคนที่อยู่ในภาคเกษตรคือการไร้ที่ดินทำกิน การชูเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงโดยที่ไม่พูดถึงเรื่องการปฏิรูปที่ดินเป็นเพียงการโกหก คนที่มีที่ดินมากที่สุดในประเทศไทยนั้นคงหนีไม่พ้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ครอบครัวนี้เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย กษัตริย์ภูมิพลร่ำรวยติดอันดับโลกแต่กลับไม่เสียภาษีก็เป็นเรื่องที่น่าชิงชัง หากกษัตริย์ภูมิพล รักประชาชนจริงก็ควรจะยกเงินครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  เป็นทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการให้กับราษฎรที่เขาอ้างว่ารักและยินดีทำงานหนักเพื่อให้ทุกคนลืมตาอ้าปากได้ ที่สำคัญถ้าอยากทำงานโดยสุจริตกับสังคมก็ไม่ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ในทีวีทุกวัน  คนในสังคมควรจะมีการตั้งคำถามว่าถึงเวลายกเลิกข่าวพระราชสำนักไปหรือยัง?  หากรักที่จะทำงานเพื่อคนอื่นจริงก็ไม่ควรจะประชาสัมพันธ์ เพราะไม่อย่างนั้นก็เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ

มีการตั้งข้อสังเกตจากนักมนุษยวิทยาชาวต่างประเทศว่าเหตุใดสถาบันกษัตริย์ไทยถึงชอบแช่แข็งความยากจนของคนไทยไว้  คำตอบที่ได้มานั้นค่อนข้างน่าสนใจ หากสังคมมีความเสมอภาคมีความเหลื่อมล้ำน้อย สถาบันกษัตริย์จะไม่มีความสำคัญ จะถูกตั้งคำถามและจะถูกมองว่าเป็นสถาบันที่ไร้ประโยชน์  ในทางกลับกันถ้าสังคมไทยมีความยากจนสถาบันกษัตริย์จะมีความชอบธรรมในการดำรงอยู่เพราะจะสามารถหากินกับความยากจนได้โดยไม่แก้ปัญหาอย่างจริงจัง

วิธีการรับมือกับแนวคิดทางการเมืองของชนชั้นปกครอง

ในการทำสงครามทางความคิดเราชาวเสื้อแดงจะต้องพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็น “อาจารย์” การเป็นอาจารย์แปลว่าเราสามารถเถียงและถล่มความคิดของชนชั้นปกครองได้ในทุกเวที  ถ้าเราจะมีความมั่นใจแบบนี้เราต้องอ่านหนังสือ จัดกลุ่มศึกษาและฝึกฝนทักษะในการยืนขึ้นเถียงกับทาสรับใช้ของอำมาตร  เราต้องแม่นในเรื่องประวัติศาสตร์ไทยแนวคิดทางการเมืองและประสบการณ์จากทั่วโลกซึ่งเราทุกคนสามารถทำตรงนี้ได้ เพราะไม่มีใครเกิดมาโง่ไม่มีใครเกิดมาฉลาด

ในขณะที่เราโจมตีจุดอ่อนของชนชั้นปกครองเราต้องมีข้อเสนอของฝ่ายเราเองเพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาสังคม 

·        เราต้องเสนอรูปธรรมในการขยายการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศของพลเมืองธรรมดาในทุกระดับ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้

·        ประชาธิปไตยแท้ คือ ตำแหน่งสำคัญๆทางสังคมจะต้องมาจากการเลือกตั้งแทนที่จะเป็นการแต่งตั้ง แต่แค่นั้นไม่พอประชาชนในทุกระดับ ทุกชุมชนจะต้องร่วมกันบริหารโรงเรียน โรงพยาบาล รัฐวิสาหกิจ ตำรวจ ศาล และสถาบันอื่นๆที่เป็นของสาธารณะที่มาจากภาษีของพวกเรา

·        ประเทศไทยต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เราต้องทำความเข้าใจกับรัฐสวัสดิการว่ามันคืออะไรและจะนำมาใช้ได้อย่างไร

·        ประชาธิปไตยมันมากกว่าการเลือกรัฐบาลในวันเลือกตั้ง ถ้าประชาชนทุกคนจะมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงเราจะต้องลดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและทางเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปสังคมอย่างถอนรากถอนโคน

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.