Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ผมจะไม่นำบทความใหม่มาขึ้นในบล็อกนี้

ขอเชิญท่านผู้อ่านเข้าไปอ่านบทความในเวปไซท์ใหม่ของผมที่

http://redthaisocialist.com/

Read Full Post »

เผด็จการอียิปต์ใช้ม็อบอันธพาลจากพรรครัฐบาลและตำรวจนอกเครื่องแบบเพื่อใช้ความรุนแรงกับประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

กองทัพที่เคยบอกว่าจะไม่ยิงประชาชน นิ่งเฉยปล่อยให้อันธพาลของรัฐใช้ความรุนแรง

ทำให้เรานึกถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ไทย และม็อบอันธพาลพันธมิตรฯ

Read Full Post »

ปี 2544 เปิดฉากด้วยการลุกขึ้นสู้ของมวลชนในประเทศ ตูนีเซีย จนสามารถขับไล่ ประธานาธิบดี เบน อาลี ออกจากประเทศได้

เบน อาลี เป็นเผด็จการที่ครองอำนาจมา 23 ปี ตั้งแต่ทำรัฐประหารในปีค.ศ. 1987 หลังจากนั้นเขาโกงการเลือกตั้งมา 5 ครั้ง โดยที่แต่ละครั้งจะอ้างว่าได้คะแนนเสียงมากกว่า 90% และเบน อาลี ประกาศตัวว่าจะเป็นประธานาธิบดี “ตลอดชีพ” ลักษณะเผด็จการของ เบน อาลี ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดกับชาติตะวันตก ซึ่งมองว่าเขาเป็นแนวร่วมที่ดีในการต้านขบวนการมุสลิม

การปฏิวัติของประชาชนครั้งนี้ ระเบิดขึ้นเพราะมีความไม่พอใจในอัตราการว่างงานและการเพิ่มราคาสินค้าจำเป็นในขณะที่ตระกูลของ เบน อาลี ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยท่ามกลางความร่ำรวย  โทรเลขจากสถานทูตอเมริกาที่ถูกเปิดเผยใน  วิคิลีคส์ วาดภาพครอบครัวของ เบน อาลี ว่าสั่งซื้อไอค์ครีมโดยตรงทางเครื่องบินมาจากยุโรป และมีสัตว์ป่าราคาแพงเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่ประชาชนทุกข์ยาก  เกินครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวที่เรียนจบจากวิทยาลัยต่างๆ กำลังตกงาน และทั้งๆ ที่เศรษฐกิจ ตูนีเซีย ขยายตัวในอัตราเฉลี่ย 5 % แต่ทรัพยากรต่างๆ ไปกระจุกอยู่ที่กลุ่มอภิสิทธิชนเท่านั้น การประท้วงรอบนี้ ถูกจุดประกายขึ้นมาเมื่อนักศึกษา อายุ 26 ปี ที่กำลังขายผักผลไม้เพื่อเสริมรายได้  ถูกยึดรถเข็ญโดยตำรวจ  หลังจากนั้นนักศึกษาคนนี้ก็จุดไฟเผาตัวเอง

ซานา เบน อากูว จากขบวนการสตรีเพื่อประชาธิปไตย บอกว่า “ความกลัวหายไปแล้ว เรารอวันนี้มา 20 ปี” เราต้องเข้าใจว่าในเมืองหลวงของประเทศ ตูนีเซีย ตามถนนทุกแห่งจะมีรูปภาพทรราช เบน อาลี ขนาดใหญ่ ในภาพดังกล่าว เบน อาลี อายุ 74 ปี จะย้อมผมสีดำและตัดต่อภาพเพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยเหี่ยวย่น แต่หลังจากการลุกขึ้นสู้ของประชาชน ภาพดังกล่าวถูกฉีกทิ้ง มันเป็นครั้งแรกในหลายสิบปีที่ประชาชนกล้าออกมาตระโกนว่า “เบน  อาลี ฆาตรกร” “ลีล่า เทรปเบลซี่ จอมโกง” (เมียของ เบน อาลี) เบน  อาลี ได้สร้างรัฐเผด็จการที่คาดว่ามีตำรวจ 1 คน ต่อประชาชนทุก 40 คน และสองในสามของตำรวจดังกล่าวเป็นตำรวจลับนอกเครื่องแบบที่คอยสอดส่องการพูดคุยของประชาชน

การลุกขึ้นสู้ของประชาชน ตูนีเซีย เป็นการผสมประเด็นเศรษฐกิจปากท้องกับประเด็นการเมืองประชาธิปไตย และไม่มีการนำศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด มีการโบกขนมปังฝรั่งเศษเป็นสัญลักษณ์ว่าประชาชนทุกข์ยาก และมีการประท้วงในรูปแบบเดียวกันในประเทศเผด็จการข้างเคียง เช่นประเทศอัลจีเรีย ต่อมาหลังจากที่ เบน อาลี ถูกล้ม ประชาชนในประเทศจอร์แดนที่ปกครองด้วยกระษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์  5000 คน ก็ออกมาโบกขนมปังประท้วง และที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ มีชาวอียิปต์ยืนฉลองหน้าสถานทูตตูนีเซีย  และตะโกนบอกว่า “ไอ้ เบน  อาลี ไปบอก มูบารัค (ประธานาธิบดี อียิปต์) ว่ามีเครื่องบินรอมันอยู่ด้วย”

สำหรับชาวเสื้อแดงในประเทศไทย  การลุกขึ้นสู้ของชาวตูนีเซีย เป็นบทเรียนสำคัญที่พิสูจน์ว่าการต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาดในการล้มทรราช ไม่ใช่แนวทางจับอาวุธหรือการเคลื่อนไหวใต้ดิน ที่สำคัญคือมวลชน ตูนีเซีย พร้อมที่จะก่อจลาจรท่ามกลางเมืองหลวง และต่อสู้ต่อไปเมื่อทหารหรือตำรวจไล่ฆ่าประชาชน

เราไม่ทราบว่าการปฏิวัติในตูนีเซียจะจบลงอย่างไร แต่ถ้าไม่มีการจัดตั้งทางการเมืองและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสร้างรัฐใหม่ พวกฉวยโอกาสจากกลุ่มอำมาตย์เก่าก็อาจจะกลับเข้ามาได้ ในกรณีไทยเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน จัดตั้งทางการเมือง และเราต้องเข้าใจลักษณะแท้ของอำมาตย์ว่าเป็นเครือข่ายคณะบุคคล หรือเป็นระบบ ไม่ใช่คนๆเดียว

แต่ถ้าจะสรุปบทเรียนสั้นๆ เราต้องประกาศว่า “ถ้าชาวตูนีเซียทำได้ ชาวเสื้อแดงก็ทำได้เช่นกัน”

Read Full Post »

Read Full Post »

เชิญเสื้อแดงในประเทศอังกฤษทุกท่านร่วมงานที่ลอนดอน…..

Lunch Talk”

7 เดือนหลังราชประสงค์

อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 11.00-15.00น

ร้าน Thai Room, G2-G7 Bow Wharf, 221 Grove Road, Bow,

London E3 5SN

  • วิทยากร: ใจ อึ๊งภากรณ์ และดีเจหลายคนจากเวป KonthaiUK
  • Phone In
  • ร่วมแลกเปลี่ยนแสดงความเห็น
  • ร่วมรับประทานอาหารไทย
  • ระดมสมองเรี่ยรายเงินช่วยเหลือคนไทย
  • รับหนังสือภาษาไทยใหม่ฟรีเรื่อง “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร”

ราคาตั๋ว(ค่าอาหาร)คนละ £10 ถ้าซื้อล่วงหน้า

£12 ถ้าซื้อหน้างาน

ซื้อตั๋วล่วงหน้า และรายละเอียด ติดต่อ:

ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ ji.ungpakorn@gmail.com

07817034432

กรุณาประชาสัมพันธ์ต่อ…..

Read Full Post »

Read Full Post »

องค์กรรณรงค์สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในประเทศไทย

ประณามการเข่นฆ่าของอิสราเอล

Palestine Solidarity Campaign (PSC) Thailand

condemns Israel’s actions in storming the aid ship

เรา, สมาชิกองค์กรรณรงค์สนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในประเทศไทย ขอประณามการจงใจกระทำของอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงในการยึดเรือเสบียง ที่กำลังมุ่งหน้าไปส่งความช่วยเหลือให้ชาวปาเลสไตน์ที่กาซา การกระทำของอิสราเอลถือว่าเป็นการปล้นเรือบนท้องทะเลนอกเขตของประเทศใด ถือว่าเป็นการกระทำของโจรสลัด ซึ่งทำให้นักสันติวิธีเสียชีวิตมากกว่าสิบราย และมีคนบาดเจ็บจำนวนมาก เราเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์โดยองค์กรสากล และใครมีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็นต้องถูกนำมาลงโทษตามกระบวนการของกฎหมาย เราเรียกร้องให้มีการปล่อยเรือเสบียงและลูกเรือทั้งหมด เราเรียกร้องให้มีการเปิดด่านทั้งหมดของกาซา โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้อุปกรณ์จำเป็น เช่นอุปกรณ์สำหรับการก่อสร้างและ อุปกรณ์สาธารณสุข และประชาชน ผ่านไปมาอย่างเสรี

We, as members of the Palestine Solidarity Campaign (PSC) Thailand, wish to protest in the strongest possible terms Israel’s premeditated storming of an aid ship carrying essential supplies to the besieged inhabitants of Gaza. This act of piracy in international waters has resulted in the deaths of at least 10 peace activists, possibly more, and dozens injured. We expect an immediate international investigation into the killings and expect those responsible for the deaths in cold blood of our fellow humanitarians to be prosecuted to the fullest extent of the law. We call for all the vessels impounded, their cargoes and those on board to be released immediately. We also call for an immediate, sustained and unconditional opening of the crossings for the flow of humanitarian aid, commercial goods, building materials, sanitation equipment and persons to and from Gaza.

รัฐบาลอิสราเอลอ้างว่าบนเรือมี “ผู้ก่อการร้าย” เพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเองในการส่งทหารติดอาวุธสงครามเพื่อเข่นฆ่าลูกเรือ ลูกเรือมีแต่ไม้กับหนังสติ๊ก… คุ้นไหม?

Read Full Post »

คนเสื้อแดงควรต่อรองกับข้อเสนอของอภิสิทธิ์

ใจ อึ้งภากรณ์

ในเมื่อคนเสื้อแดงต่อสู้และเสียสละถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ควรยอมรับข้อเสนอของทรราชอภิสิทธิ์แบบง่ายๆโดยไม่มีการต่อรองเพิ่มเติม อย่างน้อยที่สุด…

  1. เราควรเรียกร้องให้ยุบสภาในวันที่ 14 กรกฎาคม แทนวันที่ 14 กันยายน เพื่อเลือกตั้งในวันที่ 14 กันยายน ซึ่งถือว่าเป็นการประนีประนอมพบกันครึ่งทาง
  2. การกำหนดวันยุบสภาและวันเลือกตั้ง ต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้มีการกลับคำในภายหลังโดยอ้างสถานการณ์ที่ “ไม่เอื้อกับการเลือกตั้ง”
  3. เราควรเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี และให้พรรคร่วมรัฐบาลเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว
  4. ผบทบ. หัวหน้าพรรคต่างๆ ฯลฯ จะต้องออกมาสัญญาว่าจะไม่แทรกแซงการเลือกตั้ง และจะยอมรับผลการเลือกตั้ง
  5. เราควรเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และถอนทหารตำรวจออกจากพื้นที่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดทันที
  6. รัฐบาลควรยกเลิกข้อกล่าวหา หมายจับ หมายเรียก และการดำเนินคดีต่างๆ ทุกคดีที่ใช้กับคนเสื้อแดงทุกคนอันเป็นผลจากการชุมนุมครั้งนี้ คนเสื้อแดงที่ติดคุกเพราะปิดกั้นถนนควรถูกปล่อยตัวทันที อภิสิทธิ์ควรขอโทษที่รัฐบาลและศอฉ.กล่าวหาแกนนำเสื้อแดงและคนอื่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการล้มเจ้า
  7. รัฐบาลต้องยกเลิกการปิดกั้นและเซ็นเซอร์สื่อทั้งหมดทันที โดยเฉพาะสื่อคนเสื้อแดงทุกชนิด รวมถึงโทรทัศน์ วิทยุชุมชน และเว็ปไซท์อย่างเช่น ประชาไท ฯลฯ
  8. คณะกรรมการที่จะมาตรวจสอบข้อมูลเรื่องเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน ต้องไม่เป็นเครื่องมือของอำมาตย์ ดังนั้นน่าจะประกอบไปด้วยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายเสื้อแดง และคนที่เป็นกลางในสัดส่วนเท่าๆ กัน ประธานกรรมการควรจะเป็นคนกลางจริงๆ เช่นคนต่างประเทศที่แต่งตั้งโดยสหประชาชาติหรือ ASEAN คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดปัจจุบันไม่ควรเกี่ยวข้องในฐานะ “คนเป็นกลาง” เพราะประกอบไปด้วยคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯและรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ข้อเสนอห้าข้อของอภิสิทธิ์เต็มไปด้วยคำโกหกและคำแก้ตัว มีการโกหกว่าเขาปกป้องเสรีภาพของสื่อ มีการโกหกเรื่องสถาบันกษัตริย์ เพราะในความเป็นจริงทหาร พันธมิตรฯ และรัฐบาลเป็นผู้ดึงสถาบันนี้มาใช้เพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเอง ไม่ใช่คนเสื้อแดงที่ดึงสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง และการกระทำของเสื้อเหลืองและอำมาตย์ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเสื่อมศรัทธาในสถาบันกษัตริย์ มีการโกหกว่าวิกฤตนี้มาจากแค่เรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสำคัญมาก แต่อีกประเด็นคือการที่อำมาตย์ทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

ในระยะยาว หลังจากที่เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวิกฤตนี้ เราต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ของทหาร ปฏิรูปการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพและปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด ต้องเดินหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า และครอบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินตามความหมายของประชาธิปไตยแท้

เราไม่ต้องการเป็นไพร่เป็นทาสหรือฝุ่นใต้ตีนใครอีกต่อไป!

Read Full Post »

ขยายพื้นที่การต่อสู้ สู่กรรมาชีพ

โดย วัฒนะ วรรณ

องค์กรเลี้ยวซ้าย

29 เม.ย. 53

เป็นที่แน่ชัดเสียเหลือเกินว่า การต่อสู้รอบนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยธรรมดาๆ แต่มันได้กลายเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นแบบสมบูรณ์แล้ว ถึงแม้ว่าเป้าหมายในการต่อสู้ระยะสั้น จะเน้นไปที่การต่อสู้ทางการเมือง คือการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่มวลชนจะไม่พอใจเพียงแค่นี้ เพราะเหตุผลแต่แรกในการต่อสู้มาจากเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และพัฒนามาสู่จิตสำนึกทางการเมือง

ชาวบ้านออกมาปกป้องรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพราะเป็นรัฐบาลพรรคแรกที่ให้ผลประโยชน์กับคนจนที่จับต้องได้จริง แต่เมื่อการต่อสู้พัฒนาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพี่น้องคนจนแล้วว่า การจะปกป้องผลประโยชน์ปากท้อง ของตนเองนั้น จำเป็นต้องเขาไปสู้ในด้านการเมืองด้วย แต่มันจะไปได้ไกลแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับเราจะขยายการต่อสู้ไปสู่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน

ในเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อทางชนชั้น เป็นการต่อสู้ของชนชั้นล่างที่ยากจน กับชนชั้นบนผู้มั่งมี แต่มันซับซ้อนกว่านั้น ที่ว่าผู้นำของชนชั้นล่างเป็นนายทุนหรือพรรคของนายทุนที่ให้ประโยชน์กับคนจน และในขบวนการประชาธิปไตยเองก็จะมีคนชนชั้นอื่นๆ สนับสนุนอยู่ด้วย แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้วการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของคนจน ที่ชนชั้นอื่นๆ บางคน บางกลุ่ม ได้ประโยชน์ด้วย แต่มันไม่ได้ให้ภาพการต่อสู้ทางชนชั้นลดน้อยลงเลย

ดังนั้นเราจึงต้องมาพิจารณาว่า ถ้าจะเผด็จศึกครั้งนี้ให้สำเร็จ เราต้องทำอย่างไรกันบ้าง แกนหลักด่านหน้า ในการต่อสู้ครั้งนี้คือคนในชนบท แต่การต่อสู้ที่ยาวนานในกรุงเทพ นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนา เป็นต้น ได้แสดงให้เห็นว่า มีคนจนเมืองเข้าร่วมขบวนเป็นจำนวนมาก เช่นกัน และจำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานในภาคบริการ ลูกจ้างร้านอาหาร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า บริษัทธุรกิจต่างๆ แล้วก็เป็นแรงงานในภาคการผลิต ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม บางคนมาแบบปัจเจก บางคนมากับกลุ่มของชุมชน แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นพลังซ่อนเร้นของกรรมาชีพเหล่านี้

พลังที่ซ่อนเร้น ที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่นักสังคมนิยม ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากในระบบทุนนิยมที่ประเทศไทยดำเนินอยู่นั้น ปัจจัยในการขับเคลื่อนหรือเป็นหัวใจของระบบทุนนิยมก็คือแรงงาน เพราะเป็นผู้ดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นผลผลิตให้กับสังคมได้บริโภค แต่ผลผลิตเหล่านี้ หรือความร่ำรวยเหล่านี้ กลับตกไปอยู่ในมือของพวกอำมาตย์และบริวาร และพวกนี้ก็ใช้ความร่ำรวยที่ได้มาด้วยการปล้นมาจากคนในสังคม สร้างอำนาจ ผ่านเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ตามมา เพื่อกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า สังคมที่มีคนจน คนรวย คนมีบุญ คนด้อยบุญวาสนานั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ คนจนต้องยอมจำนน ต่อสภาพสังคมเช่นนี้ต่อไปจนสิ้นลมหายใจ

แต่การเกิดขึ้นของมวลชนคนเสื้อแดง ได้พังทลายความเชื่อเช่นว่านี้ให้สิ้นไปแล้ว เรารู้ว่าเราจนเพราะอะไร มิใช่ไร้บุญวาสนาที่เหล่าพวกอำมาตย์พรางตามาเนิ่นนาน แต่ความจนมันเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างสังคมที่พวกอำมาตย์มันพยายามปกป้องอยู่ตอนนี้ มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมต่างหาก

ในเมื่อเราทราบแล้วว่าพวกอำมาตย์มีพลังอำนาจ บารมี ที่ปรากฏอยู่ ก็ด้วยการทำงานของคนจน ทำไมเราถึงไม่ทำลายอำนาจนั้นไปเสีย ด้วยการหยุดทำงานให้กับพวกอำมาตย์ หยุดทำงานให้ระบบทุนนิยมที่พวกอำมาตย์อาศัยทำมาหากิน กดขี่ ขูดรีด ปล้นสะดม เอาหยาดเหงื่อแรงงาน ความรัก ความหวังของเราไป

การพูดเช่นว่านี้ใช่ว่าจะเกิดได้โดยง่าย แต่ก็ใช่ว่าเป็นสิ่งเพ้อฝัน เกิดขึ้นเป็นจริงไม่ได้ แต่มันกลับเป็นเรื่องจำเป็นที่ขบวนการประชาธิปไตยยากหลีกเลี่ยง ถ้าใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่มีความเท่าเทียมโดยแท้จริง  เพราะการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นเพียงการต่อสู้ขั้นแรกของการต่อสู้รอบใหม่ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจาก 2475 เท่านั้นเอง และบทเรียนในประวัติศาสตร์ได้สอนให้เห็นแล้วว่า พวกอำมาตย์จะไม่มีทางยอมจำนนท์ ละทิ้งอำนาจที่ตนเองมีอยู่ไปโดยง่าย ถ้าเราไม่กำจัดมันให้สิ้น มันก็จะกลับมาสร้างความเจ็บปวดให้เราได้อีก

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วสหาย ที่จะต้องนั่งขบคิด ทบทวน หาหนทางขยายการต่อสู้ไปสู่กรรมาชีพให้จงได้ เพื่อเสริมกำลังฝ่ายประชาธิปไตยให้กล้าแข็งยิ่งขึ้น เราอาจจะคาดหวังผลเลิศในระยะเวลาอันสั้นไม่ได้ แต่เราจำเป็นต้องเริ่มลงมือทำแล้วในวันนี้ เพื่อหวังผลสำเร็จระยะต่อไป แล้วจงเลิกหวังกับพวกชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มสนับสนุนเผด็จการได้แล้ว เพราะไม่คุ้มกับการเสียเวลา ในฐานะที่มิใช่เป็นคนกลุ่มใหญ่ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ขั้นต่อไป

Read Full Post »

ใช่ ผมอยากล้มเจ้า แล้วยังไง?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในแผนผังโกหกเรื่องการล้มเจ้าของอำมาตย์ มีอย่างน้อยหนึ่งคนที่อยากเห็นประชาธิปไตยสาธารณรัฐในประเทศไทยครับ ผมยกมือประกาศเรื่องนี้ด้วยความภูมใจมานานแล้ว ผมไม่เคยปกปิดว่าผมอยากเห็นประชาธิปไตยและความเท่าเทียมในประเทศของเรา ผมภูมใจที่ผมไม่ใช่ฝุ่นใต้ตีนใคร ผมอยากยกเลิกระบบกษัตริย์

แต่คนที่เหลือเกือบทั้งหมดในแผนผังโกหกนั้น รวมถึงทักษิณและแกนนำ นปช. ทั้งหมด เขายังอยากมีระบบกษัตริย์ ผมก็เสียใจที่เขาคิดแบบนั้น หวังว่าวันหนึ่งอาจเปลี่ยนใจกัน แต่นั้นก็เป็นเรื่องของเขา เรามีจุดร่วมตรงที่ไม่อยากให้มีเผด็จการครองเมือง ตรงนั้นเราร่วมมือกันได้ แต่ในเรื่องกษัตริย์คงต้องมองต่างมุมต่อไป นั้นคือความจริงที่ใครๆรับรู้กันถ้าคิดเองเป็น ยกเว้นไอ้พวกตาลายบ้าอำนาจที่นั่งอยู่ในราบ๑๑

ผมไม่เอาระบบหมอบคลาน ระบบที่กราบไหว้คนที่ฝ่ายชนชั้นปกครองอ้างว่าเป็น “เทวดา” ผมมองว่าในระบบประชาธิปไตย ทุกตำแหน่งสำคัญต้องมาจากการเลือกตั้ง ผมอยากยกเลิกระบบกษัตริย์ในไทย ในอังกฤษ ในญี่ปุ่น และที่อื่นทั่วโลก….แล้วยังไง?

ฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์กับทหารชาติชั่วจะฆ่าผมเพราะผมกล้าคิดต่างจากพวกมัน ยังงั้นหรือ?

การประกาศว่าการฆ่าคนที่คิดต่างจากอำมาตย์ คนที่อยากเห็นระบบสาธารณรัฐ “เป็นสิ่งที่ชอบธรรม” เป็นคำประกาศของทรราช แต่ที่สำคัญกว่านั้นมันแปลว่าคนไทยไม่มีสิทธิ์คิดเอง ไม่มีสิทธิ์ประกาศจุดยืนทางการเมืองของตนเองอย่างสันติ เพราะถ้าแสดงจุดยืนที่ไม่เอาเจ้า จะต้องถูกฆ่าทิ้ง

ซึ่งแปลว่าภาพของคนไทยที่รักกษัตริย์และราชวงศ์ เป็นภาพจอมปลอมที่มาจากการบังคับให้คนรักเจ้า สรุปแล้วคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของแท้ของประเทศและรักประชาธิปไตย อาจไม่รักเจ้าเลยก็ได้ ซึ่งตามหลักประชาธิปไตยก็แปลว่าควรยกเลิกระบบกษัตริย์ไปเลย …..นั้นคือความกลัวและฝันร้ายของอำมาตย์

ผมไม่เห็นด้วยกับการมีระบบกษัตริย์ในไทยเพราะ

  • กษัตริย์ภูมิพลถูกใช้ในการให้ความชอบธรรมกับเผด็จการทหารมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์
  • กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยปกป้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยแม้แต่ครั้งเดียว
  • กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยสร้างความสงบในสังคม ทุกครั้งที่มีวิกฤตและความรุนแรงกษัตริย์ภูมิพลรอดูว่าใครจะชนะก่อนที่จะออกมา ไม่ว่าจะมีการเสียเลือดเนื้อแค่ไหน ไม่ว่าจะยุค ๑๔ ตุลา, พฤษภา ๓๕ หรือปัจจุบัน และในกรณี ๖ ตุลา ยังสนับสนุนความรุนแรงป่าเถื่อน
  • กษัตริย์ภูมิพลสั่งสอนคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ ให้ “พอเพียง” ท่ามกลางความยากจน ในขณะที่ภูมิพลเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศ รวยเพราะคนอื่นทำงาน เขาจึงขัดขวางการกระจายรายได้และการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม
  • การมีกษัตริย์สิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก เงินนี้น่าจะนำมาพัฒนาสังคมและระบบรัฐสวัสดิการแทน
  • กษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ยอมให้คนอื่นหมอบคลานต่อตนเอง แต่เขาไม่มีความกล้าและความซื่อสัตย์พอที่จะยอมรับว่าคนที่ถูกประหารชีวิตในกรณีที่พี่ชายตัวเองเสียชีวิตเป็นคนบริสุทธิ์
  • ทุกตำแหน่งสาธารณะ ควรมาจากการเลือกตั้ง ควรถูกตรวจสอบ ควรมีความโปร่งใส แต่ระบบกษัตริย์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการตรวจสอบ และความโปร่งใส เพราะมีกฎหมายหมิ่นฯ

คิดแค่นี้ รัฐบาลไทยมองว่าผมควรถูกฆ่าทิ้ง …. ผมไม่กลัวหรอก…. คนที่กลัวความจริงกับการใช้เหตุผลคือฝ่ายอำมาตย์ต่างหาก…. คนที่กลัวเพื่อนประชาชนในประเทศคืออำมาตย์

ผมไม่แค่ต่อต้านระบบกษัตริย์ แต่ผมต่อต้านทหารชาติชั่วที่ฆ่าประชาชนที่รักประชาธิปไตยในบ้านเกิดของผมมาห้าครั้งแล้ว มันไล่คุณพ่อผมออกนอกประเทศด้วย ดังนั้นรัฐไทยใหม่ที่เราจะสร้างต้องสร้างด้วยการปลดนายพลทั้งหมดออก ตัดงบประมาณทหาร ลดกำลังและอาวุธ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร และปฏิรูปกองทัพแบบถอนรากถอนโคน

จริงๆ แล้วไม่มีกองทัพเลยก็ยิ่งดี อาศัยแค่ตำรวจก็พอ เพราะกองทัพไม่เคยปกป้องประชาชน ได้แต่ฆ่าประชาชน และประชาชนคือชาติ

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.