Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

ทหารปิดถนนใช้อาวุธยิงประชาชนเสื้อแดงที่ดอนเมืองและตลาดไท

ทหารตายหนึ่งรายเพราะทหารยิงกันเองโดยไม่ตั้งใจ ข่าวจากบีบีซี

http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/asia-pacific/8648109.stm

ที่ราชประสงค์ยังไม่มีอะไร

ที่รังสิตประชาชนไม่พอใจปฏิบัติการของทหาร เลยออกมาปิดถนน

แดงสู้ๆ !!!

โค่นอำมาตย์และทหารชั่ว

Read Full Post »

ผมไม่ใช้ Twitter

มีคนแอบอ้างชื่อผมไปใช้ใน twitter นี่ละครับนิสัยพวกทาสรับใช้อำมาตย์ มันสู้ด้วยประชาธิปไตยและเหตุผลไม่ได้

Read Full Post »

Read Full Post »

องค์กรสิทธิมนุษยชนไทย ….ไปลงนรกได้แล้ว

โดย  มิส. คนป่า  ณ ศิวิไลย์

ว่าจะเลิกเขียนเกี่ยวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยแล้วแต่ก็ทนไม่ได้  เพราะท้ายที่สุดองค์กรนี้มันทำตัวเป็นองค์กรที่ขัดขวางประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คณะกรรมการสิทธิ “ชุดเหลือง” ทั้งชุดปัจจุบันและชุดที่แล้วนั้นเราควรจะขึ้นบัญชีดำ เราต้องเรียกร้องให้มันออกมาขอโทษคนเสื้อแดง และเรียกร้องให้มันคืนเงินเดือนที่ได้ไปในระหว่างพวกมันดำรงตำแหน่งเพราะมันคือเงินของประชาชน พวกนี้มันไม่มีสิทธิกินเงินเดือนจากภาษีประชาชน  เรามีเรื่องที่เดือดร้อนมากพออยู่แล้วไม่ต้องมาจ้างใครมาข่มเหงเราเพิ่มขึ้น

ใบหน้าเสื้อเหลือง

ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ไอ้ที่มานั่งหน้าปั้นจิปั้นเจ๋อนั้นก็มีหลักฐานเห็นๆอยู่ว่าเป็นพวกพันธมิตร เป็นพวกราชนิกุล เป็นหม่อมเจ้าฯ กาฝากรุ่นสุดท้าย เป็นพวกผู้ดีกระหายเลือด คือ เห็นจำนวนคนเสื้อแดงมาขนาดนี้ถึงยอมเสียงอ่อน แต่เสียงที่มันอ่อนลงมานั้นก็เพื่อหาทางต่อยอดลมหายใจของพวกเสื้อเหลือง ก่อนหน้านี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ควงแขนพวกศาลเจ้าฯ ออกมาทุบทำลายประชาธิปไตย พอตอนนี้ก็ควงแขน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ออกมาทำความเลวต่อ

สุนีย์  ไชยรส ผู้ซึ่งเคยเป็นคนก้าวหน้าแต่น่าเสียดายดันเข้าข้างเสื้อเหลือง เอาหัวซุกตูด เสนห์ จามริก ในกรณี กฎหมายหมิ่นไอ้กษัตริย์ไทยเฮงซวย (ทั้งครอบครัว เพี้ยน กระหายเลือด) พวกนี้มันไร้ความรู้สึกเวลาเห็นคนธรรมดา ๆ ถูกรังแกด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ส่วน เสนห์  จามริก นั้นไม่ต้องพูดถึงจิตใจฝักใฝ่อำมาตย์เต็มขั้น………อันนี้คือใบหน้าของพวกสีเหลือง

บาปกรรมชิ้นล่าสุดของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทย …..พูด…….. เราคนเสื้อแดง : ตอบโต้
  1. ขอแสดงความชื่นชมผู้ชุมนุม และรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ช่วยกันเฝ้าระวังติดตาม กำกับให้การชุมนุมเป็นไปด้วยดี โดยไม่เกิดความรุนแรง

เป็นองค์กรที่ตอแหล ปลิ้นปล้อน ออกไปได้แล้ว

  • คนส่วนใหญ่ของกรุงเทพมหานครต้อนรับเสื้อแดง และไม่ต้องการใช้ความรุนแรง หลักฐานนั้นมีทั้งภาพเป็นหมื่นๆ แสนๆ ภาพ หาได้ในอินเตอร์เนต รวมถึงมีคลิป video บันทึกความความสวยงามของคนเสื้อแดง
  • ฝ่ายที่กระหายความรุนแรง คือ รัฐบาล โดยการเตรียมทหารมา มากกว่า 40,000 นาย เปลืองเงินภาษีประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน
  • ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงในสังคมไทยมาตลอดคือ ไอ้พวกพันธมิตรฯ  ทำไมไม่ไปจับพวกนั้นมาลงโทษ
  • ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงคือ พวกที่มันทำรัฐประหารปล้นสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน
  • ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงและสนับสนุนให้อำมาตย์ใช้ความรุนแรง คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ที่นิ่งดูดาย ดู ดาตอปิโด สุวิชา ท่าค้อ ป้าบุญยืน เข้าคุกในข้อหาอันอับปรีย์ ว่าหมิ่นนายภูมิพลฯ ความเป็นขี้ข้าอำมาตย์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ได้ส่งเสริมความป่าเถื่อน ความรุนแรง ในสังคมไทยอย่างเป็นระบบ
  1. กสม. จะทำการรวบรวม วิเคราะห์ และศึกษา ข้อเรียกร้องที่กระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของผู้ชุมนุม ที่มีต่อรัฐบาลอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของผู้ชุมนุมและประชาชน เพื่อหาทางออกของสังคมร่วมกันต่อไป

ไม่ต้องรวมแล้ว หลักฐานมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า

  • ทางออกง่ายนิดเดียว ยุบสภา
  • ยกเลิกระบบสองมาตรฐาน
  • นำระบบลูกขุนเข้ามาใช้
  • ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
  • จับพวกที่ทำรัฐประหารมาลงโทษ
  • ยกเลิกคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอำมาตย์
  1. เรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องจากการชุมนุม ที่แต่ละฝ่ายร้องมาที่ กสม. นั้น กสม.จะตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ โดยมีประธาน กสม. เป็นประธาน และกำลังทาบทามบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับจากสังคม เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ไม่เอา

  • เรื่องที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ ทำไมฝ่ายอำมาตย์ถึงไม่ถูกลงโทษสักที เช่น พวกพันธมิตรฯ
  • ทำไมรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถึงไม่คืนอำมาตย์ให้ประชาชน
  • ทำไมสถาบันกษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินไม่จ่ายภาษี พวกนี้ร่ำรวยอย่างผิดปกติมาตลอดหลายสิบปี
  • เราไม่ต้องการคณะกรรมการหุ่นของทหาร ทุกตำแหน่งในสังคมต้องมาจากการเลือกตั้ง
  • เราจะไม่ยอมรับการแต่งตั้ง เพราะมันเป็นระบบสองมาตรฐานและเป็นระบบของอำมาตย์
  1. เนื่องจากสถานการณ์การชุมนุมครั้งนี้มีความซับซ้อน อ่อนไหว และเปราะบาง ดังนั้น ทิศทางการดำเนินการของ กสม. ต่อไป จะต้องเป็นมติของคณะกรรมการทั้งชุดเท่านั้น
  • การชุมนุมครั้งนี้ ทำให้ฐานอำนาจของอำมาตย์ เปาะปราง สั่นคลอน อาจจะอยู่ไม่ได้นาน
  • พี่น้องเสื้อแดงจงร่วมกันโค่นล้มระบบอำมาตย์

ใบหน้าของเสื้อแดง

ภาพใบหน้าของคนที่ออกมาต้อนรับพี่น้องเสื้อแดงหาดูได้เป็นหมื่นๆภาพใน Internet   ใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่เป็นใบหน้าของคนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงแต่ถูกละเลยทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน มันเป็นใบหน้าของคนที่ถูกกีดกันออกไปจากสังคมอย่างไร้ความเป็นธรรม มันเป็นใบหน้าที่อำมาตย์สูบเลือดสูบเนื้อ ใบหน้าที่ฝ่ายอำมาตย์จะมองว่ามีความเป็นคนไม่เท่ากับตัวเอง

นักข่าวต่างประเทศหลายสำนักเห็นพ้องต้องกันว่า นี่คือใบหน้าของคนผู้ที่รอวันถูกปลดปล่อย ผู้ที่มาปลดปล่อยคือคนเสื้อ คือ บุคคลที่มีความคับแค้นใจเช่นเดียวกัน สังคมตอแหลแบบอำมาตย์ สร้างนิยายโกหกหลอกลวงเกี่ยวกับการปลดปล่อยเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในอดีต หรือ ปัจจุบัน รวมถึงอนาคตด้วย ฉะนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนจงไปลงนรกเสีย

Read Full Post »

กรณ์ พยายามโกหกว่าไม่ได้สนับสนุนรัฐประหาร
แต่หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ไม่กี่วัน เขาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ
Interviews with ABC news 20 September 2006, International Herald Tribune 29 September 2006 and with Bangkok Business Day 22 September 2006.
“there was no constitutional” method of getting rid of Taksin. Korn then went on to praise Prime Minister Gen. Surayud, saying that the new appointed government was “not a military government”. He also said that he “respected” the junta for trying to establish political “stability”.

Read Full Post »

ความปวดร้าวของเกาะเฮติ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ทำไมชาวเฮติถึงยากจน?

คำตอบสั้นๆคือ “จักรวรรดินิยม” เพราะภายใต้อิทธิพลของจักรวรรดินิยมชาว เฮติ ถูกนำมาเป็นทาส ถูกปล้น ถูกกดขี่โดยเผด็จการ และเกาะเขาถูกยึดครองโดยทหารสหรัฐสามครั้ง

เกาะที่เดิมชื่อ Hispaniola ในทะเลแคริเบียนถูกแบ่งระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1697 และภายใต้ระบบทาสในไร่อ้อยเกาะนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับชนชั้นปกครองยุคกษัตริย์ของฝรั่งเศส แต่ในปี 1791 ซึ่งตรงกับช่วงการปฏิวัติล้มเจ้าของฝรั่งเศสเอง ทาสทั้งหลายในเฮติได้ลุกฮือกบฏ และสร้างกองทัพเพื่อปลดแอกตนเอง ผู้นำสำคัญของกองทัพทาสคือ Toussaint L’Ouverture และในที่สุด หลังจากการต่อสู้กับกองทัพจากอังกฤษและประเทศอื่น ที่ต้องการฟื้นฟูระบบทาส ชาวเฮติก็ได้รับชัยชนะ มีการยกเลิกทาสและประกาศให้เป็นประเทศอิสระภายใต้การปกครองของอดีตทาส อย่างไรก็ตามในปี 1825 รัฐบาลฝรั่งเศสบังคับให้เฮติจ่าย “ค่าชดเชยสำหรับสมบัติของฝรั่งเศสที่เสียไป” ถึง  150 ล้าน ฟรัง ซึ่งมีผลสำคัญที่ทำให้เฮติติดกับดักหนี้สินมาจนถึงทุกวันนี้

ในปี 1915 สหรัฐอเมริกาส่งทหารมายึดครองเฮติ และในเวลาต่อมาสหรัฐจะส่งทหารบุกเกาะนี้อีกสองครั้ง ในปี 1957 (ปีที่จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารในไทย) สหรัฐให้การสนับสนุนกับเผด็จการโหดร้ายของ Papa Doc Duvalier เพราะสหรัฐมองว่าเป็นแนวร่วมสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ Papa Doc ชอบให้ประชาชนเรียกเขาว่า “พ่อ” และกดขี่ควบคุมประชาชนด้วยกองกำลังอันธพาลชื่อ Tonton Macoute หลังจากที่ Papa Doc ตายในปี 1971 ลูกชายที่ทุกคนเรียกว่า “Baby Doc” ก็สืบทอดอำนาจพร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐต่อไป พวกอภิสิทธิ์ชนของเฮติในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยตระกูลที่ได้ดิบได้ดีในยุคนี้ บวกกับพวกนายทหารชั้นสูง และพ่อค้า พวกนี้กอบโกยความร่ำรวยในขณะที่ประชาชนยากจน ทุกวันนี้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 บาทต่อวัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและรายได้ต่ำกว่านี้

ในปี 1986 มีการลุกฮือของมวลชนที่สามารถโค่นล้มเผด็จการ Baby Doc นี่คือจุดเริ่มต้นของขบวนการ “Lavalas” ซึ่งชื่อ Lavalas หมายถึง “น้ำป่าท่วม” หรือ “มวลประชาชน” และเป็นขบวนการของคนยากคนจนที่ต้องเผชิญหน้ากับอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ ผู้นำขบวนการนี้เป็นพระศาสนาคริสต์ชื่อ Jean-Bertrad Aristide และในปี 1990 Aristide ชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีด้วยเสียงจากประชาชน 67%  คนยากคนจนแฮ่กันไปเลือกเขาเพราะเขาเสนอนโยบายปฏิรูปสังคมที่จะกระจายรายได้และสร้างความเป็นธรรม และแน่นอนพวกอำมาตย์เกลียดชังและโกรธแค้นในชัยชนะของ Aristad และทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ในที่สุดเพียงหนึ่งปีหลังจากการเลือกตั้ง Aristad ถูกรัฐประหารทหารโค่นล้มไป พวกอำมาตย์ที่ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับการสนับสนุนแบบลับๆ จากสหรัฐอเมริกา

ในปี 1994 กองทัพได้บุกเข้าไปสังหารคนจนในสลัม และในที่สุดปัญหาความไม่สงบนี้กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดี Bill Clinton ที่จะส่งทหารบุกเฮติเป็นครั้งที่สอง ในช่วงนี้อดีตประธานาธิบดี Aristide ที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ ถูกสหรัฐกดดันให้ยอมรับข้อตกลงพิษ สหรัฐสัญญาว่าจะให้กลับมาดำรงตำแหน่งได้ แต่เงื่อนไขคือจะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมตามคำสั่งของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ นโยบายดังกล่าวระบุว่าต้องตัดงบประมาณรัฐที่ลดราคาสินค้าจำเป็นให้คนจน ต้องมีการตัดสวัสดิการทุกอย่างและขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ประชาชนที่ยากจนอยู่แล้วจึงยิ่งยากลำบากมากขึ้น อดีตประธานาธิบดี Clinton ที่บังคับใช้นโยบายนี้ และผู้ส่งทหารเข้าไปยึดครองเฮติ เป็นผู้ที่ถูกเสนอมาในยุคนี้ว่าจะประสานการแก้ปัญหาจากแผ่นดินไหว

สหรัฐอนุญาตให้ Aristide ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแค่หนึ่งปี และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งหลังจากนั้น ต้องรออีกห้าปี พร้อมกันนั้นนโยบายเสรีนิยมที่ถูกนำมาใช้ได้ทำลายขบวนการ Lavalas จนเสื่อมไปจากเดิม คนจนส่วนใหญ่เริ่มหมดกำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามในปี 2000 Aristide ลงสมัครและชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง

หลังชัยชนะครั้งที่สองของ Aristide พวกอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์ก็เปิดศึกจับอาวุธเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายอำมาตย์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐและฝรั่งเศส และที่น่าสลดใจคือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ประชาสังคม” และองค์กรเอ็นจีโอสากลอีกด้วย

กลุ่มที่อ้างว่าเป็น “ประชาสังคม” แท้ที่จริงเป็นกลุ่มของนักธุรกิจและนายทุนที่คัดค้านการกระจายรายได้และการปฏิรูปสังคม ส่วนเอ็นจีโอสากลมีบทบาทในการให้บริการกับประชาชนแทนรัฐบาลที่ไม่มีเงิน เงินทุนของเอ็นจีโอเหล่านี้ได้มาจากรัฐบาลสหรัฐและคานาดา และวิถีชีวิตของนักเอ็นจีโอไม่ต่างจากวิถีชีวิตของคนชั้นสูงในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ในที่สุดมีการทำรัฐประหารครั้งที่สองเพื่อล้ม Aristide ในปี 2004 (สองปีก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยาในไทย) และพวกประชาสังคมและเอ็นจีโอก็สนับสนุนรัฐประหาร (ไม่ต่างจากไทย) อย่างไรก็ตามมีนักเอ็นจีโอรากหญ้าในองค์กรเล็กๆ บางแห่งที่ใกล้ชิดประชาชนซึ่งเข้าข้าง Lavalas และประชาธิปไตย

Aristide ถูกขนออกนอกประเทศอีกครั้งในเครื่องบินของสหรัฐ และรัฐบาลสหรัฐภายใต้ George Bush ก็สั่งให้ทหารยึดครองเฮติเป็นครั้งที่สาม หลังจากนั้นสหรัฐโอนอำนาจทางทหารให้สหประชาชาติ และกองกำลังสหประชาชาติก็ถูกใช้ในการปราบปราบขบวนการ Lavalas

เราไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมประชาชนเกาะเฮติถึงยากลำบากแบบนี้ และเรื่องราวของเฮติมีบทเรียนหลายอย่างเกี่ยวกับ จักรวรรดินิยม นโยบายเสรีนิยม บทบาทสหประชาชาติ และท่าทีของเอ็นจีโอกระแสหลักต่อประชาธิปไตย โชคดีจังเลยที่ประเทศไทยไม่ได้เหมือนเฮติเพราะเรามีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งปกป้องโดยทหาร พันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์!!

แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่ม: Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti, Aristide, and the Politics of Containment. Verso, London, New York.

Read Full Post »

สมัคร

สมัคร สุนทรเวช

ใจ อึ๊งภากรณ์

สมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่เชื่อมั่นในระบบอภิสิทธิ์ชน เคยเป็นนักการเมืองที่ใกล้ชิดราชินี และเป็นคนอนุรักษ์นิยมที่พร้อมจะโกหกเพื่อให้ความชอบธรรมกับตนเอง ดังคนเสื้อแดงที่อยากเห็นการล้มอำมาตย์และประชาธิปไตยแท้ในประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องนำ สมัคร มาเป็น “คนของเรา”

 

ตอนที่สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เขาโกหกเรื่องอาชญากรรมรัฐ ๖ ตุลา และตากใบ ในรายการโทรทัศน์ CNN และAljazeera  ซึ่งพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนใจอะไรจากบทบาทที่เคยมีในอดีต

 

ตอนที่เขาเป็นนักการเมืองหนุ่ม ตลอดปี ๒๕๑๙ สมัคร สุนทรเวช มีส่วนในการปลุกระดมม็อบฝ่ายขวาให้เกลียดชังนักศึกษาและนักประชาธิปไตย เขามีส่วนในการสนับสนุนวิทยุยานเกราะซึ่งปลุกระดมให้คนฆ่านักศึกษา และมีส่วนในการสนับสนุนให้สองทรราช ถนอมและประภาส กลับมาเพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรง ถ้าเปรียบกับปัจจุบัน เราอาจพูดได้ว่า เขามีพฤติกรรมเหมือนพวกโกหกคลั่งชาติของ ASTV โดยเฉพาะสนธิ ลิ้มทองกุล

 

ตัวอย่างการปลุกระดมของสมัคร สุนทรเวช เช่น การอ้างว่าโครงการบัณฑิตอาสาสมัครของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บัณฑิตปลุกระดมชาวบ้าน ต่อมาสมัครกล่าวว่าการที่นักศึกษาชุมนุมประท้วงการกลับมาของประภาสที่ธรรมศาสตร์ “เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย มีการโกหกว่ามีคนไม่ปรารถนาดีที่มีอาวุธนับพันกระบอกเข้ามาในกรุงเทพฯ จากต่างแดนและค่ายอพยพ สมัครพูดว่าลูกเสือชาวบ้านและวิทยุยานเกราะหรือชมรมวิทยุเสรี “สร้างความสามัคคีในการต่อต้านคอมมิวนิสต์” (นี่คือพวกที่ก่อความรุนแรงที่ธรรมศาสตร์ภายหลัง) เขาพูดอีกว่า “๑๔ ตุลา ๑๖ ไม่ให้ประโยชน์อะไรกับบ้านเมือง”

 

ในวันที่ ๖ ตุลา สถานีวิทยุยานเกราะเรียกประชุมลูกเสือชาวบ้านด่วน และปลุกระดมให้ “กลุ่มรักชาติ” ไปจัดการกับนักศึกษาและ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หลังเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นและการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สมัครได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างหนักและเผาหนังสือที่เขาไม่เห็นด้วย และสมัครโกหกว่าทหารเวียดนามอยู่ในธรรมศาสตร์ (ดูหนังสือของคุณ วีระ มุสิกพงศ์ ๒๕๒๑  “โหงว นั้ง ปัง”  สันติ์วานา ผู้พิมพ์)

 

เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่ สมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง เขาต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยเหตุอันไม่ชอบธรรม เพราะศาล ทหาร และอำมาตย์ ใช้อำนาจนอกระบบ อ้างว่าออกโทรทัศน์ในรายการทำอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระที่สุด แต่นั้นคือมาตรฐานของพวกเสื้อเหลือง

 

การเสียชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งย่อมทำให้ญาติมิตรเสียใจเป็นธรรมดา ผมจะไม่ยุ่งในเรื่องครอบครัวหรือเรื่องส่วนตัว แต่จะขอวิจารณ์แค่บทบาททางการเมืองของ สมัคร สุนทรเวช เท่านั้น

 

คนเสื้อแดงใช้ปัญญาทางการเมืองเพื่อปฏิเสธการถูกหลอกให้กราบไหว้เคารพพวกอำมาตย์ไปแล้ว ทั้งๆ ที่เคยถูกสอนมาให้จงรักภัคดีเสมอ เราไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองเรื่อง สมัคร สุนทรเวช หรือเรื่องคนอื่นๆ เช่น เฉลิม อยู่บำรุง เสธ.แดง หรือพัลลภ ปิ่นมณี ว่าเป็น “นักประชาธิปไตย”

Read Full Post »

Chris Harman

Chris Harman เสียชีวิต

Chris Harman บก.นิตยาสาร International Socialism Journal และสมาชิกกรรมการกลางพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพอังกฤษ เสียชีวิตในกรุงไคโรเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ไปร่วมประชุมฝ่ายซ้ายที่ประเทศอียิปต์

Chris Harman เป็นนักเขียนแนวมาร์คซิสที่สำคัญของช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ วิธีการเขียนของเขาชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุดในบรรดานักมาร์คซิสต์ยุคนั้น เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพ หลังจบปริญญาตรีเขาเข้าไปเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยลอนดอน London School of Economics แต่เนื่องจากเกิดคลื่นการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาในปี 1968 เขาตัดสินใจเลิกเรียน และหันมาเป็นนักปฏิวัติเต็มเวลา เขาคงเห็นด้วยกับเลนินว่ามหาวิทยาลัยสำหรับกรรมาชีพคือการต่อสู้ในสงครามชนชั้น

ขณะที่เรียนในวิทยาลัย หนุ่มน้อย Harman มักจะเชิญฝ่ายซ้ายที่มีชื่อเสียงมาปราศรัยต่อหน้านักศึกษาจำนวนมาก โดยคาดหวังว่าพวกบิ๊กเนม/ที่มีชื่อเสียงโด่งดังน่าจะจูงใจฝูงชนได้ดี แต่กลับเป็นว่าเมื่อปราศรัย พวกนี้ได้แสดงถึงความอ่อนด้อยในเรื่องราวที่นำเสนอ โดยปราศจากความเข้าใจ ในเรื่อง “การปลดปล่อยชนชั้นแรงงาน โดยชนชั้นแรงงานเอง” Isaac Deutscher ผู้เขียนชีวประวัติทั้งสามของ Trotsky ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูก Harman วิจารณ์โต้แย้ง ในฐานะที่สนับสนุน “ความก้าวหน้า” ของประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก

Eamonn McCann นักมาร์คซิสต์ไอร์แลนด์เหนือ มักจะเล่าถึงเรื่องราวในช่วงที่ Chris Harman มาที่เมืองของเขา ในขณะที่มีสงคราม Bog side กับฝ่ายรัฐอังกฤษและพวกโปรเตสแตนท์ Harman แบกเป้เต็มไปด้วยหนังสือพิมพ์ Socialist Worker ประชาชนที่โหยหิวแนวคิดสังคมนิยมต้องมาต่อคิวซื้อหนังสือพิมพ์ เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ฉายภาพความ “สากลนิยม” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของ Chris Harman เขาใช้เวลาเพื่อสร้างความสนิทกับกลุ่มนักปฏิวัติสังคมนิยมเกือบทุกกลุ่มในโลก ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน การตายของเขาที่กรุงไคโร ไกลจากบ้านเกิดเขาที่กรุงลอนดอนอัน ท่ามกลางการรื้อฟื้นขบวนการฝ่ายซ้ายในอียิปต์ ซึ่งเขามีส่วนในการสร้าง เป็นสิ่งที่พิสูจน์ความสากลของเขา

บทความหนึ่งของ Chris Harman “พระเจ้าและชนชั้นกรรมาชีพ” (The Prophet and the Proletariat) เขียนขึ้นเพื่อช่วยปกป้องอาหรับฝ่ายซ้ายกลุ่มเล็กๆ ก่อนที่จะถูกกลบด้วยกระแสการเมืองอิสลาม บทความนี้โจมตีคนที่มองว่าการเมืองอิสลามเป็นรูปแบบหนึ่งของฟาสซิสต์ เขาอธิบายว่าการเมืองอิสลามมีอิทธิพลสูงเพราะความผิดพลาดของฝ่ายซ้ายแนวสตาลิน การที่ชาวอาหรับถูกรังแกโดยจักรวรรดินิยม และการที่แนวชาตินิยมอาหรับไม่สนใจช่วยคนจน

ผลงานหลักของ Chris Harman บทความและหนังสือมาร์คซิสต์ของเขา ที่เขาได้เขียนในช่วงที่มาร์คซิสต์อ่อนแอ และเต็มไปด้วยงานเขียนที่เกือบจะไร้ความคิดแต่เต็มไปด้วยประโยคยากๆ การนำเสนอแนวคิดอันสลับซับซ้อนในภาษาที่เข้าใจง่ายเป็นคุณสมบัติพิเศษของ Chris Harman เพราะเป้าหมายเขาคือคนงานที่มีการศึกษา นักกิจกรรม และนักเรียนนักศึกษา สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ Chris Harman สร้างผลงานเหล่านี้นอกรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งทำให้เขาถูกมองข้ามเสมอ โดยนักวิชาการฝ่ายซ้ายในมหาวิทยาลัยที่มีจิตใจคับแคบ เพื่อนนักปฏิวัติ Alex Callinicos อธิบายว่า Chris Harman มีผลงานเกินมาตรฐานที่จะได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย

ผลงานชิ้นแรกของเขาคือหนังสือเล่มบางที่อธิบายว่าการปฏิวัติรัสเซียล้มเหลวเพราะอะไร และทำไมเผด็จการสตาลินจึงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ได้ เล่มนี้ตั้งใจจะเถียงกับพวกอนาธิปไตยที่ไม่ยอมสร้างพรรคปฏิวัติ ใครก็ตามที่เริ่มศึกษาแนวมาร์คซิสต์ จะได้ประโยชน์จากสองผลงานชิ้นสั้นที่เขียนโดย Chris Harman คือ “มาร์คซิสม์ใช้งานได้อย่างไร?” และ “เศรษฐศาสตร์ของโรงพยาบาลบ้า” เล่มหลังจะอธิบายว่าทำไมทุนนิยมก่อให้เกิดวิกฤตเสมอ

Chris Harman สามารถเขียนบทความสองประเภทได้ คือประเภทที่อ่านง่ายและประเภทที่สลับซับซ้อน ตัวอย่างประเภทที่สองก็เช่นเรื่องการอธิบายแนวโน้มการลดลงของอัตรากำไรเป็นต้น สาเหตุที่เขาเขียนบทความได้คล่องก็เพราะเขาเข้าใจทฤษฏีมาร์คซิสต์อย่างลึกซึ้ง เขาเดินตามรอยของครูสำคัญชื่อ Tony Cliff ที่มักพูดเสมอว่า ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายประเด็นยากๆ ให้คนอื่นฟังภายในห้านาที มันแปลว่าคุณเองไม่เข้าใจประเด็น Chris Harman เป็นผู้ที่วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ระบบเผด็จการสตาลินในยุโรปตะวันออก เป็นอันดับสองหลัง Tony Cliff ซึ่งเป็นผู้วางฐานทฤษฏี “ทุนนิยมโดยรัฐ” แต่ Harman เสริมด้วยข้อมูลการเปลี่ยนแปลงและการกบฏต่างๆจนถึงการล่มสลายของระบบนี้ในปี 1989

ผลงานอื่นของ Chris Harman คือหนังสือเรื่องการลุกฮือต่อสู้ในช่วง 1968 (The Fire Last Time) และหนังสือเรื่องการปฏิวัติเยอรมันที่พ่ายแพ้ในสมัย โรซา ลัคแซมเบอร์ค ระหว่างปี 1918 และ1923 (The Lost Revolution) เหตุการณ์ในเยอรมันผูกพันกับการขึ้นมาของเผด็จการสตาลินในรัสเซีย และเผด็จการฟาสซิสต์ของฮิตเลอร์ในเยอรมัน เมื่อเร็วปีนี้ Chris Harman ได้ทิ้งผลงานชิ้นเอก 2 ชิ้นไว้คือ “ประวัติศาสตร์โลกจากมุมมองประชาชน” (A Peoples History of the World) ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เขียนในมุมมองของชนชั้นโดยไม่ละอายใคร และเป็นแหล่งความรู้ให้แก่นักสังคมนิยมที่เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์โครงสร้างของสังคมชนชั้น อีกเล่มคือ “ทุนนิยมผีดิบ” (Zombie Capitalism) ที่อธิบายถึงระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับตลาด ปัญหาโลกร้อน และสาเหตุของวิกฤตปี 2009

Chris Harman เป็นปฏิบัติการในการสร้างพรรค เขาจะร่วมถกเถียงในเรื่องแนวทางของพรรคสังคมนิยมกรรมาชีพที่อังกฤษตลอดเวลา เมื่อมีการเดินขบวนใหญ่ๆ เรามักจะเห็นเขายืนขายหนังสือพิมพ์ข้างทาง

Chris Harman ในความทรงจำของเรา เป็นคนที่สามารถเชื่อมโยงความคิดทางทฤษฏีมาร์คซิสต์ กับการถกเถียงที่เกิดจากการต่อสู้ของกรรมาชีพในชีวิตประจำวัน นี่คือแนววิภาษวิธีของเขา ซึ่งเข้าใจว่าพรรคปฏิวัติกับชนชั้นกรรมาชีพควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ChrisHarmanชาว เลี้ยวซ้าย บางคนที่ไปงานสมัชชาสังคมโลกที่มุมบายอินเดียในปี 2004 ได้มีโอกาสพบและรู้จัก Chris Harman เป็นส่วนตัว ใจ อึ๊งภากรณ์ เขียนไว้ว่า “ฮาร์แมนเป็นคนสำคัญที่สอนลัทธิมาร์คซ์กับผมผ่านหนังสือของเขา ผมประทับใจเป็นพิเศษหนังสือ “มาร์คซิสม์ใช้งานได้อย่างไร?” หนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ หนังสือเรื่องการปฏิวัติเยอรมัน และหนังสือประวัติศาสตร์โลก …. ฮาร์แมนเป็นคนขี้อายแต่เป็นคนที่น่ารักที่สุดเมื่อเรามีโอกาสรู้จักเขา” ส่วนสำคัญของบทความนี้แปลจากบทความของ Kieran Allen โดย เลี้ยวซ้าย และเรียบเรียงเพิ่มเติมจากความเห็นของนักสังคมนิยมสากลคนอื่นๆ

Read Full Post »

เชิญอ่านข้อมูลปัญหาการเดินรถไฟครับ

http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26386

Read Full Post »

ทำไมคนเสื้อแดงควรเข้าข้างสหภาพแรงงานรถไฟ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ผมถือว่าคนเสื้อแดงเป็นคนที่รักประชาธิปไตยแท้ และรักความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งแปลว่าเราเข้าข้างผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน เราต่อต้านการผูกขาดอำนาจและอภิสิทธิ์พิเศษของชนชั้นสูง และเรากำลังหาทางต่อสู้กับอำมาตย์ด้วยวิธีต่างๆ  ดังนั้นในกรณีสหภาพแรงงานรถไฟ ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องพิจารณาคือ

  1. ถ้าเราจะล้มอำนาจอำมาตย์ เราจะแค่ชุมนุม แค่ยื่นฏีกา แค่รอให้เราชนะการเลือกตั้งเพื่อให้เขาล้มรัฐบาลอีกรอบ? หรือเราจะขยายมวลชนและสมรภูมิการต่อสู้ไปสู่ส่วนสำคัญอื่นๆของสังคม เช่นขบวนการแรงงาน เพราะขบวนการแรงงานมีพลังซ่อนเร้นที่มาจากการนัดหยุดงาน มันเป็นอำนาจที่จะมาสู้กับอำมาตย์ได้ ถ้าเราเข้าไปช่วงชิงการนำจากเสื้อเหลือง คนเสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงานมาตลอดทั้งๆ ที่คนงานส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย ตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนแนวปฏิบัติของคนเสื้อแดงว่าจะขยายการต่อสู้ หรือจะถอยหลัง จะหาแหล่งพลังใหม่ๆ หรือจะสร้างความเพ้อฝันว่าจะสร้างกองกำลังติดอาวุธหรือหาพรรคพวกในหมู่อำมาตย์
  2. พันธมิตรฯ อย่างสมศักดิ์ โกศัยสุข และสาวิทย์ แก้วหวาน ไม่เคยนำการต่อสู้ของพนักงานรถไฟเพื่อประโยชน์ของพนักงานและประชาชนเลย ค่าจ้างสวัสดิการยังตกต่ำ มีลูกจ้างชั่วคราวจำนวนมาก สภาพระบบรถไฟก็แย่เพราะขาดการลงทุนมานาน พวกพันธมิตรฯก็แค่ใช้สหภาพเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญคือ เราควรเหมารวมคนขับรถไฟ เจ้าหน้าที่บนขบวนรถ เจ้าหน้าที่สถานีต่างๆ คนซ่อมทางฯลฯ เข้ากับแกนนำเหลืองหรือ? หรือเราจะค่อยๆช่วงชิงมวลชนคนจนเหล่านี้จากการนำโดยพันธมิตรฯ? ในความเป็นจริงแกนนำเสื้อเหลืองไม่สามารถนำสหภาพรถไฟเพื่อประโยชน์สมาชิกและประชาชนได้ เพราะเสื้อเหลืองคัดค้านประชาธิปไตย คัดค้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ให้สวัสดิการกับคนส่วนใหญ่ คัดค้านการลงทุนของรัฐเพื่อสร้างสาธารณูปโภค อย่าลืมว่าฝ่ายทหารอำมาตย์คัดค้านสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจมานาน ตัวอย่างที่ดีคือสมัย ร.ส.ช. นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์มีประวัติการผลักดันให้ขายรัฐวิสาหกิจมาตลอด ดังนั้นถ้าเราเสนอให้แก้ปัญหาสำหรับพนักงานและประชาชนอย่างจริงจัง และคัดค้านการแปรรูป เน้นการลงทุนของรัฐเพิ่มขึ้น เราแข่งแนวกับคนอย่างสาวิทย์ได้ในระยะยาว
  3. คนเสื้อแดงนิ่งเฉยและหวังว่าประวัติผลงานของ ไทยรักไทย จะช่วยครองใจประชาชนต่อไปไม่ได้ พรรคเพื่อไทย ยังไม่มีนโยบายและข้อเสนอใหม่ๆ เลย เราย่ำอยู่กับที่ในการด่าเปรม ด่าอำมาตย์ซึ่งไม่พอ คนเสื้อแดงต้องมีนโยบายที่เกี่ยวกับปัญหาปากท้องของประชาชน เหมือนกับที่ ไทยรักไทย เคยมี เราต้องสนใจประเด็นความปลอดภัย ประเด็นโลกร้อน ประเด็นสิทธิแรงงาน ประเด็นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายเสื้อเหลืองหรือเอ็นจีโอเหลือง สร้างภาพว่าเขาแคร์เรื่องแบบนี้เพื่อครองใจคน ศัตรูของเราคืออำมาตย์ทุกรูปแบบ ไม่ใช่ประชาชนบางส่วนที่ถูกอำมาตย์ครอบงำชั่วคราว
  4. การนัดหยุดงานคือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยมากกว่าการลงคะแนนเสียง มันรวมถึงการกำหนดชีวิตตนเอง อำมาตย์คัดค้านเสรีภาพนี้มาตลอด ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์จนถึงปัจจุบัน เพราะมันเป็นวิธีที่ประชาชนคนทำงานสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้างและรัฐบาลเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ สิทธิในการนัดหยุดงานแยกออกจากประชาธิปไตยไม่ได้ การนัดหยุดงานอาจบอกล่วงหน้าหรือไม่บอกก็ได้แล้วแต่สถานการณ์ ในกรณีด่วน เช่นการลงโทษคนขับเพราะรัฐบาลไม่ยอมรับผิดชอบกับความปลอดภัย ต้องหยุดงานทันที อันนี้เป็นมาตรฐานสากล นอกจากนี้คนงานภาครัฐทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคนรถไฟ ครู พยาบาล หมอ บุรุษไปรษณีย์ คนขับรถเมล์ คนดับเพลิง เจ้าหน้าที่สนามบิน ฯลฯ เวลานัดหยุดงานย่อมมีผลต่อประชาชนเป็นธรรมดา แต่ถ้าเขาชนะประชาชนจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะจะพัฒนาคุณภาพการบริการ และคนงานเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาชน ดังนั้นคนที่อ้างแต่ว่า “ประชาชนเดือดร้อน” เป็นคนที่ใช้คำพูดของนายทุนกับอำมาตย์ อย่าลืมว่าเวลาคนเสื้อแดงปิดถนนอย่างมีความชอบธรรม ก็มีคนมาว่าเราว่าเราทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทำไมพวกเราเชื่อสื่อกระแสหลักที่ด่าสหภาพรถไฟในขณะที่เรารู้ว่ามันโกหกในทุกเรื่อง? ทำไมต้องไปเข้าข้างนายกอภิสิทธิ์ เวลาเขาด่าสหภาพ?
  5. การพูดว่าการนัดหยุดงานครั้งนี้มาจากแผนทางการเมืองของพันธมิตรฯ เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นความจริงว่าในรถไฟมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย สภาพการจ้าง และการขาดการลงทุน มันเป็นการยืมความคิดและคำพูดของอำมาตย์มาใช้อีก เพราะอำมาตย์พูดเสมอว่าคนเสื้อแดงไม่ได้สนใจหรือเข้าใจประชาธิปไตยจริง แต่เป็นแค่เครื่องมือของทักษิณที่ถูกจูงมาในระบบอุปถัมภ์ เราต้องถามตัวเองว่าความคิดแบบนี้มันกลายเป็นข้อแก้ตัวของคนเสื้อแดงที่จะมีอคติต่อไปต่อสหภาพรถไฟ และไม่จริงใจในการขยายมวลชนหรือไม่

สำหรับผม ในฐานะที่เป็นนักสังคมนิยม ผมมองว่าขบวนการแรงงานมีความสำคัญมาก เราต้องขยายอิทธิพลของคนเสื้อแดงในขบวนการนี้ เราต้องเป็นสะพานเชื่อมสหภาพแรงงานต่างๆ กับเสื้อแดงที่ก้าวหน้า

เราต้องเข้าข้างคนชั้นล่าง ผู้ด้อยโอกาส และคนที่ถูกรังแกเสมอ เช่นแรงงานพม่า หรือคนมุสลิมในภาคใต้ ในกรณีกฎหมายหมิ่นฯ เราต้องชูประเด็นคุณดา โดยไม่ต้องถามว่าคุณดาพูดว่าอะไรหรือในอดีตทำอะไร เราพยายามปกป้องคุณดาเพื่อผลักดันประชาธิปไตยแท้ ในขณะที่เสื้อแดงอื่นๆ โดยเฉพาะแกนนำพรรคเพื่อไทย อาจต้องการลืมเขาเพื่อประนีประนอมกับอำมาตย์ในอนาคต

ในประเด็นสหภาพแรงงานไทรอัมฟ์ ซึ่งเคยเป็นสหภาพที่เข้มแข็ง แต่ถูกนายจ้างและเสื้อเหลืองทำลาย บทเรียนสำคัญคือไม่มีการดึงเสื้อแดงเข้ามาร่วมต่อสู้ และไม่มีการขยายขอความช่วยเหลือเป็นรูปธรรมจากส่วนอื่นของขบวนการแรงงานไทย พร้อมกันนั้นไม่มีการพยายามขยายการต่อสู้ไปสู่นครสวรรค์และส่วนอื่นของบริษัท แทนที่จะทำสิ่งเหล่านี้กลับไปหวังว่าเพื่อนต่างประเทศจะช่วย และหวังสร้างแนวร่วมกับนักวิชาการเสื้อเหลือง

ในกรณีรถไฟ เราต้องกระตุ้นการถกเถียงในวงเสื้อแดง เพื่อให้หันมาเน้นการขยายมวลชน หรือช่วงชิงการนำในขบวนการแรงงาน ตราบใดที่สมาชิกสหภาพรถไฟปล่อยให้เสื้อเหลืองนำ เขาจะมีสภาพการจ้างงานที่แย่ตลอดไป ตราบใดที่เสื้อแดงละเลยขบวนการแรงงาน เราจะขาดพลังในการโค่นอำมาตย์ เราจึงต้องค่อยๆดึงสองฝ่าย สหภาพกับคนเสื้อแดง มาใกล้ชิดกัน

จุดยืนที่หลากหลายของนักสหภาพแรงงาน หรือคนเสื้อแดงเอง แค่สะท้อนความหลากหลายของความคิดทางการเมืองในสังคม การเมืองกำหนดทุกอย่าง รวมถึงวิธีในการต่อสู้และการวิเคราะห์สถานการณ์ นั้นคือสาเหตุที่เราต้องมีองค์กรทางการเมืองที่มีแนวคิดชัดเจน เพื่อขยายแนวที่เรามองว่ามีประโยชน์มากที่สุดต่อการต่อสู้ และเราต้องขยายความคิดนี้ในแนวร่วมและมวลชนส่วนอื่นๆ

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.