วิจารณ์หนังสือ “Saying the Unsayable. Monarchy and Democracy in Thailand” (พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ กษัตริย์และประชาธิปไตยในไทย) Edited by SØren Ivarsson and Lotte Isager. Nias Press, Copenhagen.
วิจารณ์โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
หนังสือ “Saying the Unsayable” ตั้งเป้าหมายอันดีงามในการที่จะทำให้เรื่องกษัตริย์ไทยเป็นเรื่องที่นักวิชาการศึกษาอย่างเปิดเผยได้ แต่ในรูปธรรมคงจะล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่ความผิดของหนังสือแต่อย่างใด มันเป็นความผิดของเผด็จการในไทยต่างหาก ถ้าเล่มนี้วางขายได้ในไทย ต้องถือว่าไม่ได้ “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ตามชื่อ แต่ถ้าถูกแบนก็แปลว่าเผด็จการยังอยู่และเราคุยเรื่องกษัตริย์ในวงวิชาการไม่ได้
บทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ มีข้อมูลที่น่าสนใจ และบทเรียนสำคัญจากบทนี้ ที่เปรียบเทียบกฎหมายหมิ่นฯในไทย กับกฎหมายหมิ่นฯในเยอรมันยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ ในเยอรมันเขายกเลิกกฎหมายหมิ่นฯได้เพราะขบวนการทางสังคม สื่อมวลชน และพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยรณรงค์ฝ่าฝืนกฎหมายนี้มาตลอด แต่ในไทยพวกสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ นักข่าว และนักวิชาการเอาหัวไปมุดดิน หรือไม่ก็สนับสนุนกฎหมายนี้
ในแง่หนึ่งที่สำคัญ เหตุการณ์ในโลกจริงล้ำหน้าหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เพราะคนเสื้อแดงเป็นล้านๆ คน “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ในที่สาธารณะไปแล้ว เวลาเขาตะโกนว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” แต่ความเชื่อของคนเสื้อแดงจำนวนมากว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้ามันจริงหรือเปล่า?
บรรณาธิการของหนังสือ “Saying the Unsayable” นี้ประกาศว่าตั้งใจจะท้าทายมุมมองกระแสหลักเกี่ยวกับกษัตริย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทำไม่สมบูรณ์ ไปได้แค่ครึ่งทางเอง สาเหตุหนึ่งคือนิสัยของพวกนี้ที่คุยแต่ใน “วงใน” ของระบบอุปถัมภ์นักวิชาการ และใช้นิสัยนักวิชาการแบบไทยๆ ที่ไม่ยอมอ่าน พิจารณา และเถียงกับคนที่คิดต่างหรืออยู่ “วงนอก”
ผู้เขียนส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้มองตามกระแสหลัก ว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจล้นฟ้าและสั่งการทุกอย่างรวมถึงรัฐประหาร ๑๙ กันยา แต่เกือบจะไม่มีข้อมูลรองรับความเชื่อนี้เลย และที่น่าสนใจคือแนวคิดนี้ตรงกับกระแสคิดของชนชั้นปกครองไทยที่เขากล่อมเกลาให้เราเชื่อ ยกเว้นเรื่องกษัตริย์เป็นเทวดาเท่านั้นเอง ปัญหาใหญ่คือการมองข้ามบทบาทสำคัญและชั่วร้ายของทหาร เกือบทุกบทจึงไม่พูดถึงทหารเลยยกเว้นบทของ Han Krittian แต่บทนี้ก็มีจุดอ่อนเวลาเสนอว่าประชาชนนับแสนที่ใส่เสื้อเหลืองและออกมาฉลองงาน ๖๐ ปี ของกษัตริย์ “เป็นผลงานพันธมิตรฯหมด” เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ที่ทักษิณเริ่มจัดงานนี้และรณรงค์ให้เราใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์
นักวิชาการที่เขียนในเล่มนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมทักษิณรักกษัตริย์ และทำไมพวกอนุรักษ์นิยมในยุโรปตะวันตก รวมถึงนายทุนใหญ่ ชอบให้มีกษัตริย์เป็นประมุข
บทของ Hewison และ Kengkij (เก่งกิจ) พยายามใช้เศรษฐศาสตร์แข็งทื่อเพื่ออธิบายว่า “นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปท้าทายผลประโยชน์ของสำนักทรัพย์สินฯ” แต่ในความเป็นจริง การกู้เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของทักษิณ มันช่วยนายทุนใหญ่ทั้งหมด รวมถึงกษัตริย์และธนาคารของเขา ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็ร่วมมือกับทักษิณในการขายหุ้นชินคอร์พให้สิงคโปร์ในภายหลังอีกด้วย Hewison และ Kengkij ไม่เข้าใจว่าทักษิณกับทหารแข่งกันเพื่อใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือที่ให้ความชอบธรรมกับตนเอง ไม่ใช่ว่ากษัตริย์กับทักษิณแข่งกันเพื่อใช้ทหาร นอกจากนี้นักเขียนสองคนนี้เสนอว่าเรื่องชี้ขาดที่ทำให้ทหารทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ได้คือการสนับสนุนจากวัง ซึ่งมองข้ามบทบาทสำคัญของพวกขบวนการ “ภาคประชาชน” เอ็นจีโอ และพันธมิตรฯ ในการโบกมือเรียกทหาร อันนี้เป็นมุมมองเก่าประเภทที่มองแต่เบื้องบน แถมมองผิดด้วย และไม่กล้าเสนอความจริงว่ากษัตริย์ชมทักษิณในสงครามปราบยาเสพติดอีกด้วย ทั้งๆ ที่ นสพ.ภาษาอังกฤษในไทยรายงานตรงข้ามว่ากษัตริย์วิจารณ์ทักษิณ
ในบทของ Nattapoll มีการ “อธิบาย” ว่าพวกนิยมเจ้ายึดอำนาจกลับคืนจากทหารซีกคณะราษฏร์ในรัฐประหารของสฤษดิ์ แต่พวกนิยมเจ้าที่ว่านี้คือกษัตริย์หรือทหาร? และการที่พวกนิยมเจ้าสนับสนุนสฤษดิ์ ต่างจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์สนับสนุนรัฐประหารของสฤษดิ์ และทำงานให้ นสพ. ของสฤษดิ์อย่างไร? ในความเป็นจริงสิ่งที่กำหนดบทบาทของทหารในสังคมไทยมาตลอด คือการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ทหารเอง บวกกับการต่อสู้ระหว่างทหารกับภาคประชาชน กษัตริย์สั่งการทหารและประชาชนไม่ได้ สั่งให้รักษานายเปรมให้เป็นนายกต่อไม่ได้ สั่งให้ประชาชนเชื่อฟังสุจินดาไม่ได้ แต่ในบทของ Jackson ก็มีการท่องสูตรเก่าว่า “กษัตริย์ออกมาแก้ความขัดแย้ง” ในสมัย ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ปล่อยให้ประชาชนถูกยิงตายและรอดูว่าใครจะชนะก่อนที่จะออกโทรทัศน์
ประเด็นที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ ถ้าหนังสือ “Saying the Unsayable” วางขายและอ่านได้ในไทย ซึ่งต่างจากหนังสือสองเล่มของผมคือ “A Coup for the Rich” และ “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” มันแปลว่าอะไร? มันแปลว่าการโจมตีทหารว่ามีอำนาจจริงและใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ อย่างที่ผมทำ อันตรายกว่าการเสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้าและสั่งทหารใช่ไหม? ทำไมในบันทึกลับของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของกษัตริย์ เมื่อสิงหาคมปีนี้ ในเรื่องภัยต่างประเทศ เขาพูดแต่เรื่องหนังสือผม “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” ที่เสนอว่าทหารใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ แต่พวกทหารทั้งหลายในกรรมการฯ ไม่เอ่ยถึง อ.ชูพงษ์ และ นปช.ยูเอสเอที่ด่ากษัตริย์ทุกวันว่าใช้อำนาจฆ่าประชาชน? เป็นไปได้ไหมว่าข้อเสนอของผมเป็นภัยต่ออำมาตย์มากกว่าข้อเสนอของ นปช. ยูเอสเอ และ อ. ชูพงษ์?
หนังสือ “Saying the Unsayable” มีจุดอ่อนสำคัญอีกเพราะผู้เขียนหลายคนไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และหลงคิดว่าแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” คัดค้านโลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีและทุนนิยมของทักษิณ แต่ในความเป็นจริงพวกอำมาตย์คลั่ง กลไกตลาดเสรี โลกาภิวัตน์ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่าทักษิณเสียอีก เพราะทักษิณผสมผสานแนวเคนส์รากหญ้ากับแนวเสรีนิยม เพื่อใช้งบประมาณรัฐในการยกระดับประชาชนเพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ในขณะที่ฝ่ายค้านทักษิณตะโกนเรื่อง “การขาดวินัยทางการคลัง” จริงๆ แล้ว คนที่ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้ควรจะปรึกษา Andrew Walker ซึ่งเขียนบทสุดท้ายของเล่ม เพราะในบทนี้ Walker ชี้ให้เห็นว่าภาพวาดของสังคมชนบทที่เศรษฐกิจพอเพียงวาดไว้ ไม่ตรงกับโลกจริงเลย ซึ่งทำให้เขาสรุปว่าพวกนิยมเจ้าไม่ได้สนใจการพัฒนาชนบทเลย แต่อยากเสนอลัทธิการเมือง เพื่อให้ความชอบธรรมทางศีลธรรมกับลัทธิกษัตริย์ ที่หนุนการลดพื้นที่ประชาธิปไตยต่างหาก
บทของ Walker ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสังคมจริงในชนบท ที่มีการหารายได้นอกพื้นที่หรือนอกภาคเกษตร และมีการหันมาใช้เกษตรพันธสัญญา และบทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ และวิธีคัดค้านมัน เป็นสองบทที่มีค่า ที่เหลือมีมาตรฐานไม่ถึง ไม่มีน้ำหนักในการเสนอจุดยืน เพราะไม่กล้า อ่าน พิจารณา และ เถียงกับแนวความคิดที่ตนเองไม่เห็นด้วย
ลองไปอ่าน “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร”
ที่
http://links.org.au/files/ThaiebookGiles.pdf
แล้วมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้