Feeds:
Posts
Comments

Posts Tagged ‘ประชาธิปไตย’

อนาคตการต่อสู้ของคนเสื้อแดง(ภาค๒) “บทบาทนายภูมิพล”

Read Full Post »

นับถอยหลังถึงวันเลือกตั้ง

ใจ อึ๊งภากรณ์

อภิสิทธิ์ประกาศว่าจะเลือกตั้งเร็วๆ นี้ เราจะเชื่อได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องเพราะนายกตัวนี้โกหกเป็นสันดาน อย่างไรก็ตามเราทราบว่า “ตามกติกา” ที่มันอ้าง มันต้องยุบสภาปีนี้ มันอาจเลือกปัดกติกาทิ้งด้วยข้ออ้าง “ความไม่สงบ” ก็ได้ ทหารอาจทำรัฐประหารก็ได้ แต่เราควรเข้าใจว่าการทำรัฐประหารหรือการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จะมีผลเสียอย่างมากกับอำมาตย์เพราะจะทำให้ขาดความชอบธรรมเพิ่มขึ้นในสายตาคนไทยและสายตาคนต่างประเทศ นอกจากนี้การทำรัฐประหารจะเป็นการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ในขณะที่ไม่มีข้ออ้างที่น่าเชื่อถือเหลืออยู่เลย และรอบที่แล้วทหารก็แสดงตนว่าบริหารบ้านเมืองไม่เป็นอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่อำมาตย์อยากทำมากที่สุดคือการชนะการเลือกตั้ง แต่ถ้าพรรคหลักของอำมาตย์ (ประชาธิปัตย์) จะชนะการเลือกตั้ง มันคงต้องโกง

ขั้นตอนการค่อยๆ โกงหารเลือกตั้งเริ่มนานแล้ว และกำลังเดินหน้าทุกวันนี้ด้วยคือ

  • การถอนสิทธิ์นักการเมืองไทยรักไทย
  • การทำลายพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน
  • การเอาคนของอำมาตย์ไปไว้ใน กกต. กรรมการสิทธิ์ และการที่ศาลเข้าข้างอำมาตย์ – ตรงนี้มีประโยชน์เพื่อแจกใบเหลืองใบแดงในอนาคตเพื่อลดเสียงพรรคเพื่อไทยในสภา
  • การกดดันและซื้อตัว เนวิน ชิดชอบ
  • การคุมสื่อกระแสหลักทั้งหมดโดยอำมาตย์
  • การฆ่าคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เพื่อหวังทำลายความมั่นใจ
  • การที่แกนนำเด่นๆ ของเสื้อแดงติดคุก หาเสียงไม่ได้หรือด้วยความยากลำบาก
  • การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสส.สัดส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์ให้ประชาธิปัตย์ในการลดอำนาจต่อรองจากพรรคงูเห่าเล็กๆ แต่ตรงนี้อาจให้ประโยชน์กับเพื่อไทยบ้าง
  • การที่นักการเมืองเลวๆ อย่าง เฉลิม อยู่บำรุง พร้อมจะออกจากเพื่อไทย

นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยเอง ซึ่งมีนักการเมืองหลายคนที่ไม่เคยออกมาทำอะไรกับขบวนการเสื้อแดง ไม่ยอมช่วยตัวเอง ไม่ยอม “คิดใหม่ทำใหม่” ด้วยนโยบายที่ครองใจประชาชน เช่นเสนอรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย หรือเสนอให้ปฏิรูประบบยุติธรรม ฯลฯ มัวแต่อาศัยบุญเก่าจากไทยรักไทย จนเปิดโอกาสให้พรรคอำมาตย์ชนะได้

และถ้าพรรคอำมาตย์ชนะการเลือกตั้ง มันจะใช้อาวุธนี้เพื่อประโคมความชอบธรรมของมันและค่มขู่คนเสื้อแดงให้หมดกำลังใจในการต่อสู้ ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องเตรียมตัว ต้องไม่ตั้งความหวังทั้งหมดกับการเลือกตั้ง ต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดชัยชนะของประชาธิปัตย์ และต้องเตรียมรับมือถ้ามันชนะ เราต้องมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนซึ่งจะใช้ได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเกิดอะไรในรัฐสภา เช่น

  1. ต้องมีการลงโทษ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธิ์ ในฐานะที่เขาฆ่าประชาชน
  2. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพและระบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน
  3. ต้องเลิกการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องเอาทหารออกจากสื่อมวลชน ต้องยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์
  4. ต้องมีการนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้ก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญต่อไปให้ดีขึ้น
  5. ต้องลงโทษพันธมิตรฯ ที่ยึดสนามบิน และนายพลที่ทำรัฐประหาร
  6. ต้องเดินหน้าสร้างรัฐสวัสดิการ

ข้อเรียกร้องแบบนี้เป็นรูปธรรมที่ใช้ในการเคลื่อนไหวมวลชนได้ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ และถ้าเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้ง เราต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนและเป็นจริงในใจเรา เพื่ออธิบายให้คนอื่นฟัง

ในช่วงนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้ง “พันธมิตรฟาสซิสต์เพื่อเผด็จการ” กำลังวิ่งเต้นกระโดดให้คนมองมัน การยุให้เกิดสงครามกับเขมรอย่างบ้าคลั่ง เป็นการพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาเรื่องสำคัญเรื่องจริงในสังคม ไปสู่นิยายอันตรายที่อาจทำให้พี่น้องชาวไทยกับเขมรฆ่ากัน แต่มันสะท้อนให้เราเห็นว่าพันธมิตรฯกับพรรคการเมือง “ใหม่” ของมันกำลังหายไปในรูตูดมันเอง ไม่ค่อยมีใครสนใจ อำมาตย์เองมองว่าเคยใช้งาน แต่ตอนนี้รำคาญเหมือนรำคาญยุงกัด ประชาธิปัตย์ใช้วิธีแข่งแนว หันหลัง และแอบตบ เพื่อลดบทบาทของพันธมิตรฯ ลงอีก อำมาตย์บางส่วนอาจเลี้ยงไว้บ้างเผื่อใช้งานอีก แต่ที่สำคัญอำมาตย์มองว่าต้องคุมให้ได้ ไม่ปล่อยให้พันธมิตรฯ มากำหนดวาระทางการเมือง

ทหารไทยระดับนายพลไม่ใช่ว่าจะฉลาด บ่อยครั้งก้าวร้าวหลงตัวเอง อาจมีบางคนที่โง่คิดทำรัฐประหาร ซึ่งจะทำลายความชอบธรรมทางการเมือง เรารับประกันว่าจะไม่เกิดไม่ได้ แต่มันมีอีกกรณีที่เขาอาจทำรัฐประหารด้วยเหตุผล คือกรณีที่นายภูมิพลถึงแก่กรรม ถ้าเป็นอย่างนั้นทหารอาจรีบออกมาทำรัฐประหาร ประกาศภาวะฉุกเฉิน และตั้งรัฐบาลแห่งชาติ(หมา) แต่คนเสื้อแดงจะต้องไม่ร่วม จะต้องคัดค้านการทำลายประชาธิปไตยแบบนี้อย่างที่เราเคยทำ และเราจะต้องไม่ให้พวกเผด็จการนำเรื่องเจ้าๆ มาเป็นข้ออ้างในการปิดประเทศไทย เราทราบดีว่าคนไทยจำนวนมากอยากให้มันจบสักที ไม่อยากให้มีรัชกาลที่สิบ เราต้องพยายามให้เป็นจริงเพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ประชาชนอียิปต์ลุกฮือประท้วงทรราชมูบารัก สวมวิญญาณตูนีเซีย อีกหน่อยเราต้องฉีกรูปภาพทราชตามถนนที่กรุงเทพฯบ้าง

Read Full Post »

วิจารณ์หนังสือ “Saying the Unsayable. Monarchy and Democracy in Thailand” (พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ กษัตริย์และประชาธิปไตยในไทย) Edited by SØren Ivarsson and Lotte Isager. Nias Press, Copenhagen.

วิจารณ์โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

หนังสือ “Saying the Unsayable” ตั้งเป้าหมายอันดีงามในการที่จะทำให้เรื่องกษัตริย์ไทยเป็นเรื่องที่นักวิชาการศึกษาอย่างเปิดเผยได้ แต่ในรูปธรรมคงจะล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่ความผิดของหนังสือแต่อย่างใด มันเป็นความผิดของเผด็จการในไทยต่างหาก ถ้าเล่มนี้วางขายได้ในไทย ต้องถือว่าไม่ได้ “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ตามชื่อ แต่ถ้าถูกแบนก็แปลว่าเผด็จการยังอยู่และเราคุยเรื่องกษัตริย์ในวงวิชาการไม่ได้

 

บทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ มีข้อมูลที่น่าสนใจ และบทเรียนสำคัญจากบทนี้ ที่เปรียบเทียบกฎหมายหมิ่นฯในไทย กับกฎหมายหมิ่นฯในเยอรมันยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ ในเยอรมันเขายกเลิกกฎหมายหมิ่นฯได้เพราะขบวนการทางสังคม สื่อมวลชน และพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยรณรงค์ฝ่าฝืนกฎหมายนี้มาตลอด แต่ในไทยพวกสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ นักข่าว และนักวิชาการเอาหัวไปมุดดิน หรือไม่ก็สนับสนุนกฎหมายนี้

 

ในแง่หนึ่งที่สำคัญ เหตุการณ์ในโลกจริงล้ำหน้าหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เพราะคนเสื้อแดงเป็นล้านๆ คน “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ในที่สาธารณะไปแล้ว เวลาเขาตะโกนว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” แต่ความเชื่อของคนเสื้อแดงจำนวนมากว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้ามันจริงหรือเปล่า?

 

บรรณาธิการของหนังสือ “Saying the Unsayable” นี้ประกาศว่าตั้งใจจะท้าทายมุมมองกระแสหลักเกี่ยวกับกษัตริย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทำไม่สมบูรณ์ ไปได้แค่ครึ่งทางเอง สาเหตุหนึ่งคือนิสัยของพวกนี้ที่คุยแต่ใน “วงใน” ของระบบอุปถัมภ์นักวิชาการ และใช้นิสัยนักวิชาการแบบไทยๆ ที่ไม่ยอมอ่าน พิจารณา และเถียงกับคนที่คิดต่างหรืออยู่ “วงนอก”

 

ผู้เขียนส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้มองตามกระแสหลัก ว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจล้นฟ้าและสั่งการทุกอย่างรวมถึงรัฐประหาร ๑๙ กันยา แต่เกือบจะไม่มีข้อมูลรองรับความเชื่อนี้เลย และที่น่าสนใจคือแนวคิดนี้ตรงกับกระแสคิดของชนชั้นปกครองไทยที่เขากล่อมเกลาให้เราเชื่อ ยกเว้นเรื่องกษัตริย์เป็นเทวดาเท่านั้นเอง ปัญหาใหญ่คือการมองข้ามบทบาทสำคัญและชั่วร้ายของทหาร เกือบทุกบทจึงไม่พูดถึงทหารเลยยกเว้นบทของ Han Krittian แต่บทนี้ก็มีจุดอ่อนเวลาเสนอว่าประชาชนนับแสนที่ใส่เสื้อเหลืองและออกมาฉลองงาน ๖๐ ปี ของกษัตริย์ “เป็นผลงานพันธมิตรฯหมด” เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ที่ทักษิณเริ่มจัดงานนี้และรณรงค์ให้เราใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์

 

นักวิชาการที่เขียนในเล่มนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมทักษิณรักกษัตริย์ และทำไมพวกอนุรักษ์นิยมในยุโรปตะวันตก รวมถึงนายทุนใหญ่ ชอบให้มีกษัตริย์เป็นประมุข

 

บทของ Hewison และ Kengkij (เก่งกิจ) พยายามใช้เศรษฐศาสตร์แข็งทื่อเพื่ออธิบายว่า “นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปท้าทายผลประโยชน์ของสำนักทรัพย์สินฯ” แต่ในความเป็นจริง การกู้เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของทักษิณ มันช่วยนายทุนใหญ่ทั้งหมด รวมถึงกษัตริย์และธนาคารของเขา ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็ร่วมมือกับทักษิณในการขายหุ้นชินคอร์พให้สิงคโปร์ในภายหลังอีกด้วย Hewison และ Kengkij ไม่เข้าใจว่าทักษิณกับทหารแข่งกันเพื่อใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือที่ให้ความชอบธรรมกับตนเอง ไม่ใช่ว่ากษัตริย์กับทักษิณแข่งกันเพื่อใช้ทหาร นอกจากนี้นักเขียนสองคนนี้เสนอว่าเรื่องชี้ขาดที่ทำให้ทหารทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ได้คือการสนับสนุนจากวัง ซึ่งมองข้ามบทบาทสำคัญของพวกขบวนการ “ภาคประชาชน” เอ็นจีโอ และพันธมิตรฯ ในการโบกมือเรียกทหาร อันนี้เป็นมุมมองเก่าประเภทที่มองแต่เบื้องบน แถมมองผิดด้วย และไม่กล้าเสนอความจริงว่ากษัตริย์ชมทักษิณในสงครามปราบยาเสพติดอีกด้วย ทั้งๆ ที่ นสพ.ภาษาอังกฤษในไทยรายงานตรงข้ามว่ากษัตริย์วิจารณ์ทักษิณ

 

ในบทของ Nattapoll มีการ “อธิบาย” ว่าพวกนิยมเจ้ายึดอำนาจกลับคืนจากทหารซีกคณะราษฏร์ในรัฐประหารของสฤษดิ์ แต่พวกนิยมเจ้าที่ว่านี้คือกษัตริย์หรือทหาร? และการที่พวกนิยมเจ้าสนับสนุนสฤษดิ์ ต่างจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์สนับสนุนรัฐประหารของสฤษดิ์ และทำงานให้ นสพ. ของสฤษดิ์อย่างไร? ในความเป็นจริงสิ่งที่กำหนดบทบาทของทหารในสังคมไทยมาตลอด คือการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ทหารเอง บวกกับการต่อสู้ระหว่างทหารกับภาคประชาชน กษัตริย์สั่งการทหารและประชาชนไม่ได้ สั่งให้รักษานายเปรมให้เป็นนายกต่อไม่ได้ สั่งให้ประชาชนเชื่อฟังสุจินดาไม่ได้ แต่ในบทของ Jackson ก็มีการท่องสูตรเก่าว่า “กษัตริย์ออกมาแก้ความขัดแย้ง” ในสมัย ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ปล่อยให้ประชาชนถูกยิงตายและรอดูว่าใครจะชนะก่อนที่จะออกโทรทัศน์

 

ประเด็นที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ ถ้าหนังสือ “Saying the Unsayable” วางขายและอ่านได้ในไทย ซึ่งต่างจากหนังสือสองเล่มของผมคือ “A Coup for the Rich” และ “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” มันแปลว่าอะไร? มันแปลว่าการโจมตีทหารว่ามีอำนาจจริงและใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ อย่างที่ผมทำ อันตรายกว่าการเสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้าและสั่งทหารใช่ไหม? ทำไมในบันทึกลับของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของกษัตริย์ เมื่อสิงหาคมปีนี้ ในเรื่องภัยต่างประเทศ เขาพูดแต่เรื่องหนังสือผม “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” ที่เสนอว่าทหารใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ แต่พวกทหารทั้งหลายในกรรมการฯ ไม่เอ่ยถึง อ.ชูพงษ์ และ นปช.ยูเอสเอที่ด่ากษัตริย์ทุกวันว่าใช้อำนาจฆ่าประชาชน? เป็นไปได้ไหมว่าข้อเสนอของผมเป็นภัยต่ออำมาตย์มากกว่าข้อเสนอของ นปช. ยูเอสเอ และ อ. ชูพงษ์?

 

หนังสือ “Saying the Unsayable” มีจุดอ่อนสำคัญอีกเพราะผู้เขียนหลายคนไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และหลงคิดว่าแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” คัดค้านโลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีและทุนนิยมของทักษิณ แต่ในความเป็นจริงพวกอำมาตย์คลั่ง กลไกตลาดเสรี โลกาภิวัตน์ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่าทักษิณเสียอีก เพราะทักษิณผสมผสานแนวเคนส์รากหญ้ากับแนวเสรีนิยม เพื่อใช้งบประมาณรัฐในการยกระดับประชาชนเพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ในขณะที่ฝ่ายค้านทักษิณตะโกนเรื่อง “การขาดวินัยทางการคลัง” จริงๆ แล้ว คนที่ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้ควรจะปรึกษา Andrew Walker ซึ่งเขียนบทสุดท้ายของเล่ม เพราะในบทนี้ Walker ชี้ให้เห็นว่าภาพวาดของสังคมชนบทที่เศรษฐกิจพอเพียงวาดไว้ ไม่ตรงกับโลกจริงเลย ซึ่งทำให้เขาสรุปว่าพวกนิยมเจ้าไม่ได้สนใจการพัฒนาชนบทเลย แต่อยากเสนอลัทธิการเมือง เพื่อให้ความชอบธรรมทางศีลธรรมกับลัทธิกษัตริย์ ที่หนุนการลดพื้นที่ประชาธิปไตยต่างหาก

 

บทของ Walker ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสังคมจริงในชนบท ที่มีการหารายได้นอกพื้นที่หรือนอกภาคเกษตร และมีการหันมาใช้เกษตรพันธสัญญา และบทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ และวิธีคัดค้านมัน เป็นสองบทที่มีค่า ที่เหลือมีมาตรฐานไม่ถึง ไม่มีน้ำหนักในการเสนอจุดยืน เพราะไม่กล้า อ่าน พิจารณา และ เถียงกับแนวความคิดที่ตนเองไม่เห็นด้วย

 

ลองไปอ่าน “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร”

ที่ http://links.org.au/files/ThaiebookGiles.pdf แล้วมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้

 

Read Full Post »

Read Full Post »

ทหารไทย กาฝากของสังคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเชื่อว่าจุดศูนย์กลางอำนาจอำมาตย์อยู่ที่กษัตริย์และราชวงศ์ ในความเป็นจริงอำนาจแท้ที่อยู่เบื้องหลังกษัตริย์คือกองทัพ กองทัพไทยแทรกแซงการเมืองและสังคมมาตั้งแต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เพราะคณะราษฎร์พึ่งพาอาศัยอำนาจทหารในการทำการปฏิวัติ แทนที่จะเน้นการสร้างพรรคมวลชน

อย่างไรก็ตามเราควรเข้าใจว่าอำนาจทหารเป็นอำนาจจำกัด

ในหลายยุคหลายสมัยอำนาจกองทัพถูกจำกัดและลดลงเพราะการลุกฮือและการเคลื่อนไหวของประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม กรณี ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ และพฤษภา ๒๕๓๕ เป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นเราควรเข้าใจว่ากองทัพเป็นกลุ่มอำนาจหนึ่งในชนชั้นปกครอง กลุ่มอื่นๆ ประกอบไปด้วย นายทุนใหญ่ นักการเมือง และข้าราชการชั้นสูง แต่สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับกองทัพ ถ้าเทียบกับกลุ่มอื่นๆในชนชั้นปกครองหรืออำมาตย์คือ กองทัพจะผูกขาดการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ ซึ่งความรุนแรงนี้ใช้ในรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาล และใช้เพื่อฆ่าประชาชนมือเปล่า ล่าสุดก็ที่ราชประสงค์ในปี ๒๕๕๓ นี้เอง

วัตถุประสงค์หลักของการมีกองทัพสำหรับชนชั้นปกครองไทยคือ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามประชาชนภายในประเทศ วัตถุประสงค์รองคือเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้พวกนายพล กองทัพไทยขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการทำสงครามระหว่างประเทศ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นทหารไทยจะเป็น “รั้วพุ” ที่ป้องกันประเทศไม่ได้ ในอดีตกองทัพไทยต้องยอมแพ้ต่อญี่ปุ่น และมหาอำนาจอื่นๆ มาตลอด กองทัพไทยต่างจากกองทัพของเวียดนาม ลาว หรือของอินโดนีเซีย ที่เคยได้รับชัยชนะในการปลดแอกประเทศ ดังนั้นกองทัพไทยมีรถถังไว้เพื่อข่มขู่ประชาชนไทยและเพื่อทำรัฐประหารเท่านั้น

ในอดีตมีสองกรณีที่กองทัพไทยทำสงคราม แต่เป็นสงครามภายใน คือสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามปัจจุบันที่ยังไม่สิ้นสุดในสามจังหวัดภาคใต้ ในทั้งสองกรณีนี้กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะการลุกขึ้นสู้ของประชาชน เกิดจากการกดขี่และการที่ไม่มีความยุติธรรมในสังคม และทุกครั้งพฤติกรรมป่าเถื่อนของทหารไทย ยิ่งทำให้การกบฏเข้มแข็งมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์คือ ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา ไม่ใช่การทหาร ในกรณีสามจังหวัดภาคใต้ก็เช่นกัน

กองทัพไทยอาจมีอำนาจก็จริง แต่อำนาจนั้นถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการ (1) อำนาจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (2) อำนาจของกลุ่มอื่นๆ ในชนชั้นปกครองที่มีอำนาจเงินและอำนาจการเมือง และ (3) การที่กองทัพแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกที่แข่งขันกันเสมอ นอกจากนี้การที่กองทัพต้องอ้างความชอบธรรมจาก “ลัทธิกษัตริย์” ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมของตนเองเลย

แม้แต่ในยุคเผด็จการ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ทหารไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะต้องอาศัยการร่วมมือของ ผู้เชี่ยวชาญ และนายทุน และต้องฟังเสียงของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อย่าลืมว่าในยุคแรกๆ แม้แต่ สฤษดิ์ ยังต้องพึ่งพาขบวนการนักศึกษาและคนของพรรคคอมมิวนิสต์ในหนังสือพิมพ์ของเขาเพื่อทำรัฐประหารจนสำเร็จ ในกรณีรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทหารคงทำรัฐประหารไม่ได้ถ้าพันธมิตรฯ นักวิชาการ และเอ็นจีโอ ไม่โบกมือเรียกทหารให้เข้ามาแทรกแซงการเมือง ตอนนั้นขบวนการคนเสื้อแดงยังไม่เกิด แต่พอเกิดขึ้น ทหารต้องใช้กลไกอื่นๆ เช่นศาล ในการล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หรือใช้วิธีการไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลในการปกป้องสนามบินจากม็อบพันธมิตรฯ

การแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกของทหารในกองทัพ เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับความคิดทางการเมือง ก๊กต่างๆ ของทหารมักจะเชื่อมกับทหารเกษียณ นายทุน และนักการเมือง กรณีล่าสุดคือกลุ่มทหาร “บูรพาพยัคฆ์”  จากราบที่สอง ปราจีนบุรี ซึ่งขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว การที่เป็นทหารรักษาพระองค์ของราชินีไม่สำคัญ ทุกส่วนของกองทัพมักอ้างการเชื่อมโยงกับวังอยู่แล้ว สำคัญว่าพร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนเพื่อปกป้องเผด็จการมากกว่า กรณีทหารแตงโมที่ถล่มผู้บัญชาการทหารบูรพาพยัคฆ์ที่ราชดำเนิน เป็นการสู้กันระหว่างสองพวก ทหารแตงโมดังกล่าวไม่ได้ขึ้นกับขบวนการเสื้อแดง และในอดีตไม่เคยมีจิตใจประชาธิปไตย

วัฒนธรรมของกองทัพไทยคือวัฒนธรรมในการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดคือ ผบทบ. ซึ่งต้องผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้นายพลต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงรางอาหารในคอกเลี้ยงหมู ทหารคนใดคนหนึ่งไม่สามารถผูกขาดการกินและการเข้าถึงอำนาจและความร่ำรวยได้

ความร่ำรวย “ผิดปกติ” เกินรายได้ธรรมดาของพวกนายพล มาจากกิจกรรมของกองทัพในสื่อและรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้มีรายได้มหาศาลจากการคอร์รับชั่น รับเงินใต้โต๊ะเวลาซื้ออาวุธ การค้ายาเสพติด การค้าไม้เถื่อน และการลักลอกขนสินค้าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เป็นแรงจูงใจให้ทหารรักษาอิทธิพลทางการเมือง เพื่อปกป้องกิจกรรมต่างๆ ของทหาร ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ

แต่การใช้ความรุนแรงอย่างเดียวสร้างอำนาจในการปกครองไม่ได้ ต้องมีการครองใจประชาชนควบคู่กันไป ลัทธิที่ครองใจประชาชนไทยในยุคสมัยใหม่มากที่สุดคือ “ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม” แต่ทหารอ้างความชอบธรรมจากแนวคิดนี้ไม่ได้ เพราะทหารทำลายประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทหารจึงต้องใช้ “ลัทธิกษัตริย์” โดยอ้างว่าทหารรับใช้กษัตริย์ แถมยังมีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯไว้ข่มขู่คนที่คัดค้านทหารอีกด้วย ในความเป็นจริงทหารไม่ได้รับใช้ใครนอกจากตนเอง แต่กษัตริย์ภูมิพลพร้อมจะร่วมมือกับทหารเสมอ เพราะได้ผลประโยชน์มหาศาลตรงนั้น การเข้าเฝ้ากษัตริย์ของพวกนายพลหลังการทำรัฐประหาร เป็นเพียงละครที่สร้างภาพเท็จว่ากษัตริย์สั่งทหาร

“ชาติ ศาสนา กษัตริย์” คือลัทธิของอำมาตย์ชนชั้นปกครอง แต่ตั้งแต่ยุค สฤษดิ์ ทหารพยายามลดบทบาททางการเมืองของศาสนาพุทธ  ดังนั้นทหารใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือไม่ค่อยได้ ส่วนเรื่อง “ชาติ” เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับ “กษัตริย์” ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ เพราะ “ความเป็นชาติ” มีลักษณะส่วนรวมมากกว่าไปเน้นตัวบุคคลของกษัตริย์ ผู้ที่เน้นลัทธิชาตินิยมในอดีต มักเป็นพวกที่ไม่เอากษัตริย์ด้วย เช่น คณะราษฎร์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นี่คือสาเหตุที่ลัทธิกษัตริย์เป็นลัทธิที่เหมาะกับทหารมากที่สุดหลังการขึ้นมาของจอมพลสฤษดิ์จนถึงทุกวันนี้

ลักษณะการสั่งการและสายอำนาจในกองทัพ มีผลในการสร้างวัฒนธรรมเลวทรามไปทั่วองค์กร คนดีๆ ที่เข้าไปเป็นนายทหารหนุ่มต้านพลังของวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ แต่เราไม่โทษเขา เราจะโทษพวกนายพลระดับสูง

ถ้าเราจะมีประชาธิปไตยแท้ เราต้องตัดบทบาททหารออกจากสังคมและเศรษฐกิจ ต้องตัดงบประมาณทหาร ต้องปลดนายพลเผด็จการออกให้หมด ต้องนำนายพลฆาตกรมาลงโทษ และต้องยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนโครงสร้างกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน นอกจากนี้เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้มีระบบสาธารณรัฐ แต่อย่าไปหวังว่าผู้ใหญ่ที่ไหนเขาจะทำให้เรา และอย่าไปหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะทำให้ ส่วนใหญ่พวกนี้เคยชินกับการร่วมมือกับกองทัพมานาน พลังหลักในการสร้างประชาธิปไตยต้องมาจากขบวนการเสื้อแดง และเสื้อแดงต้องเรียนบทเรียนจากราชประสงค์ เราต้องขยายอิทธิพลของขบวนการประชาธิปไตยไปสู่ขบวนการสหภาพแรงงาน ขบวนการนักศึกษา และเข้าไปสู่ทหารเกณฑ์ระดับล่างที่เป็นพี่น้องลูกหลานแท้ของประชาชน

ทหารไทยคือกาฝากของสังคม ในหมู่ชาวไร่ชาวนามันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับกาฝาก นั้นคือการตัดมันออกไปให้แห้งตาย

เชิญดูวิดีโอประกอบ

http://www.youtube.com/watch?v=9pfHNfNjkRU

Read Full Post »

นักปฏิวัติสังคม หันหลังให้กับการปฏิรูปไม่ได้

ข้อเสนอรูปธรรมสำหรับการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์ (เสื้อแดงสังคมนิยม)

นักปฏิวัติสังคม ที่ต้องการโค่นอำมาตย์ และสร้างระบบประชาธิปไตยแท้กับสังคมนิยม จะต้องลงไปคลุกคลีกับมวลชนเสื้อแดงตลอด จะต้องร่วมสู้ ร่วมเรียกร้อง เคียงข้างเพื่อนเสื้อแดง โดยไม่ตั้งเงื่อนไขในการเข้าร่วม และจากการร่วมสู้ร่วมทุกข์แบบนี้ เราจะมีสิทธิ์เสนอแนวทางการต่อสู้เพื่อบรรลุชัยชนะ ยิ่งกว่านั้นเราจะมีโอกาสในการเสนอรูปธรรมของสังคมใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและสังคมนิยม

นักสังคมนิยมมีจุดเริ่มต้นในความมั่นใจว่า พลเมืองทุกคนมีวุฒิภาวะและสิทธิที่จะปกครองตนเองและกำหนดอนาคตของตนเอง เราเชื่อมั่นว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ผูกขาดทรัพยากรของโลก มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตที่ดีและมั่นคง ไม่ควรมีความอดอยากในโลกปัจจุบันแห่งเทคโนโลจีสมัยใหม่

ที่แล้วมาในอดีต คำว่า “สังคมนิยม” ถูกบิดเบือนจนมีภาพของการเป็นเผด็จการ ภาพแบบนี้มาจากการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่ สตาลิน ขึ้นมาทำลายประชาธิปไตยของการปฏิวัติรัสเซียหลังจากที่ เลนิน เสียชีวิตไป

“สังคมนิยม” สำหรับพวกเราในยุคนี้ หมายถึงสังคมที่ประชาชนเป็นใหญ่ มีการวางแผนการผลิตร่วมกันด้วยกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้มีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของพลเมืองทุกคน ไม่ใช่การผลิตเพื่อสร้างกำไรและตอบสนองอำนาจเงิน อย่างที่เราเห็นในระบบทุนนิยม สังคมนิยมเป็นสังคมที่ยกเลิกชนชั้น ทุกคนเป็นพลเมือง ไม่มีเจ้านายและลูกน้อง ไม่มีนายทุนและลูกจ้าง ไม่มีอภิสิทธิ์ชนหรืออำมาตย์

ทุกวันนี้นักสังคมนิยมทั่วโลกได้เข้าใจ วิจารณ์ และปฏิเสธ แนวเผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ “สายสตาลิน”ไปนานแล้ว ซึ่งต้องรวมถึงการวิจารณ์แนวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ด้วย สำหรับคนที่พูดว่า “สังคมนิยม” แบบนี้เป็นแค่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้ เราจะตอบว่า ในอดีตหลายคนมองว่าการเลิกทาส การมีรัฐสวัสดิการ หรือการมีประชาธิปไตย เป็นแค่อุดมคติที่เป็นไปไม่ได้เช่นกัน แต่ปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

เวลาเราพูดว่าเราเป็นนักปฏิวัติสังคมนิยม มันไม่ได้แปลว่าเราไม่สนใจการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ประจำวันเลย ตรงกันข้าม นักปฏิวัติอย่าง โรซา ลัคแซมเบอร์ค หรือ เลนิน หรือแม้แต่ คาร์ล มาร์คซ์ จะลงมือร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่ออิสรภาพ หรือเพื่อสวัสดิการภายใต้ระบบทุนนิยม เพราะถ้าเราไม่สู้ในเรื่องแบบนี้ เราไม่มีวันฝึกฝนสร้างพลังมวลชนเพื่อเดินหน้าสู่การพลิกสังคมในการปฏิวัติได้ ดังนั้นนักสังคมนิยมจะเป็นเสื้อแดง จะร่วมสู้เพื่อให้อำมาตย์ยุบสภา ทั้งๆที่เราทราบดีว่าการเลือกตั้งจะไม่ล้มอำมาตย์ และเราจะเรียกร้องให้ชาวเสื้อแดงออกมาสู้เพื่อรัฐสวัสดิการแบบ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย” ทั้งๆ ที่มันเป็นระบบสวัสดิการในระบบทุนนิยมเท่านั้น นอกจากนี้เราจะสู้เพื่อสิทธิแรงงาน เราจะสู้เพื่อสิทธิสตรีและคนรักเพศเดียวกัน หรือสิทธิของคนงานจากพม่าและที่อื่น และเราจะสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ ฯลฯ เพราะเสรีภาพในรูปแบบต่างๆ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสังคมนิยม และถ้าเราไม่ร่วมสู้ในเรื่องแบบนี้ เราจะไม่สามารถชักชวนเพื่อนๆ เสื้อแดงให้สู้ต่อไปกับเราเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า ดังนั้นจุดยืนพื้นฐานของเรานักสังคมนิยมปฏิวัติ คือต้องสมานฉันท์และสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในอดีตที่ราชประสงค์ ต่อจากนั้นเราต้องสนับสนุนรณรงค์เพื่อให้มีการปล่อยตัวและช่วยเหลือนักโทษการเมือง เราต้องเรียกร้องให้หยุดใช้ พรก.ฉุกเฉิน และเราต้องสนับสนุนงาน “วันอาทิตย์สีแดง” ฯลฯ อีกด้วย

เราเป็น “นักปฏิวัติ” เพราะเราไม่เชื่อว่าอำมาตย์จะยอมสละอำนาจเผด็จการง่ายๆ เราทราบดีว่าเขาฆ่าประชาชนชาวเสื้อแดง 90 ศพที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า เพื่อปกป้องระบบเผด็จการและระบบที่ไม่มีความเป็นธรรม และเราทราบว่าครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนั้น ดังนั้นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมนิยม จะมีวันหนึ่งที่มวลชนจะต้องยึดสถานที่ทำงาน สถานที่ราชการ รถถัง ค่ายทหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์ โรงไฟฟ้า และระบบการขนส่ง ฯลฯ เพื่อให้ฝ่ายประชาชนมีอำนาจพอที่จะโค่นเผด็จการอำมาตย์ได้ นั้นคือการปฏิวัติ

เราเป็น “นักปฏิวัติสังคมนิยม” เพราะเรามองว่าแค่การล้มอำมาตย์หรือระบบเก่าไม่พอ เราต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าจะเอาระบบอะไรมาแทนที่ เราเสนอระบบ “สังคมนิยม” ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เรามองว่าสังคมไทยต้องเดินหน้าเกินเลยขั้นตอนประชาธิปไตยที่มีรัฐบาลไทยรักไทย อย่างที่เคยมีในอดีตก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ตรงนี้พวกแกนนำเสื้อแดง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ที่เป็นแนว “ปฏิรูป” เขาอาจไม่เห็นด้วย ก็ไม่เป็นไร เราเถียงกันและแลกเปลี่ยนกันได้ในขณะที่เราสามัคคีในการต่อสู้เฉพาะหน้า

แต่ “การปฏิวัติ” ไม่ใช่ละครหรือเกมเด็กเล่น คนอย่าง อ. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ จาก “แดงสยาม” ทำตัวเหมือนการปฏิวัติเป็นเกมเด็กเล่น เวลาออกโทรทัศน์หรือจัดงานชอบใส่หมวกดาวแดงจากยุคพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต มันเป็นแค่การสร้างภาพ ในช่วงปี ๒๕๕๒ อ.สุรชัยชอบประกาศว่าจะจัดกองกำลังติดอาวุธแบบ พคท.  โดยลืมว่าแนวทางนี้ของ พคท. พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง แต่กองกำลังของ “แดงสยาม” ไม่ปรากฏเป็นจริงสักที ก็ดีแล้วที่ไม่เป็นจริง เพราะการสร้างกองกำลังแบบนั้นยิ่งเปิดโอกาสให้อำมาตย์ตั้งข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” และที่สำคัญกว่านั้น มันทำให้มวลชนเสื้อแดงนับล้านไม่มีบทบาทอะไรต่อไป เพราะคนส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการลงใต้ดินและการจับอาวุธ เพราะเขาต้องเลี้ยงชีพในสังคมเปิด เราควรเข้าใจว่าการปฏิวัติสังคม ไม่ใช่สิ่งที่คนมืออาชีพจำนวนไม่กี่คนจะทำได้ มันต้องมีส่วนร่วมจากมวลชนเป็นล้านๆ

“แดงสยาม” ของ อ.สุรชัย ไม่ได้ทำแค่นั้น มีการใช้คำว่า “ปฏิวัติ” เพื่อให้ดูดีก้าวหน้า แต่พอมวลชนออกมาสู้ที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ก็ได้แต่วิจารณ์ ไม่ยอมร่วมสู้ ยิ่งกว่านั้นเวลาอภิสิทธิ์และทหารฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็น แทนที่ อ.สุรชัย จะวิจารณ์โจมตีอำมาตย์ เขาหันมาด่าแกนนำ นปช. ว่า “พาคนไปตาย” ซึ่งเป็นคำพูดที่เลวทรามที่สุด เพราะปล่อยให้ฆาตกรอำมาตย์ลอยนวล วิจารณ์การประท้วงของมวลชน และดูถูกมวลชนคนเสื้อแดงว่า “ถูกหลอก” สุดท้าย อ.สุรชัยเสนอทางออกที่ประนีประนอมอย่างถึงที่สุดกับอำมาตย์ คือเสนอให้มีการตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ซึ่งแน่นอนย่อมประกอบไปด้วยพรรคพวกของอำมาตย์ นักการเมืองและข้าราชการเผด็จการที่อ้างตัว “เป็นกลาง” อย่างอานันท์ ปันยารชุน บวกกับนักการเมืองเสื้อแดงบางคน ไปๆ มาๆ “นักปฏิวัติน้ำนม” กลายเป็นฝ่ายปฏิกิริยา พรรคพวกของ อ.ชูพงษ์ กับ นปช. U.S.A. ที่ชอบด่าเจ้าเกินความจริง ก็คล้ายๆ กัน ในที่สุด อ.ชูพงษ์ บอกว่าไม่อยากล้มเจ้า และไม่เคยเสนอแนวทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมเลย เราต้องสรุปว่าพวกนี้เป็นแนว “ปฏิวัติไร้เดียงสา” พูดเอามัน แต่ไร้สาระ หรืออาจเป็นไปได้ว่าบางคนหวังร้าย อยากสร้างความสับสนหรืออยากช่วยทหารบางส่วนก็ได้

จริงอยู่ เสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดร่วมกันทบทวนบทเรียนจากเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า สำหรับเสื้อแดงสังคมนิยม เราขอเสนอว่าจุดอ่อนสำคัญของฝ่ายเราคือการไม่ขยายองค์กรไปสู่สหภาพแรงงาน เพื่อให้มีการนัดหยุดงานหนุนการชุมนุม และเราขอเสนอว่าเราไว้ใจ “ทหารแตงโม” ระดับสูงมากเกินไป เราต้องขยายองค์กรในหมู่ทหารเกณฑ์ระดับล่าง ที่มาจากครอบครัวเสื้อแดงมากกว่า แต่เราจะไม่มีวันพูดว่าแกนนำ นปช. “พาคนไปตาย” เราจะเสนอแทนว่าเราต้องชัดเจนแล้วว่าทุกส่วนของอำมาตย์ป่าเถื่อนพอที่จะฆ่าเรา อย่าไปตั้งความหวังกับเทวดาอีก แต่สำหรับคนเสื้อแดงจำนวนมาก เราเข้าใจดีว่าเขาต้องผ่านประสบการณ์โลกจริง เขาถึงจะสรุปแบบนี้ได้

จริงอยู่อีก… พรรคเพื่อไทย ขาดคุณสมบัติหลายอย่างที่จะโค่นอำมาตย์หรือแม้แต่จะปฏิรูปสังคม แต่ในขณะเดียวกันพรรคสังคมนิยมหรือกลุ่มซ้ายๆ ก็เล็กเกินไปที่จะก้าวเข้ามาแทนพรรคเพื่อไทย ในสถานการณ์แบบนี้ เราต้องเน้นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม คือขบวนการเสื้อแดงนั้นเอง เราต้องปกป้อง พัฒนาขบวนการเสื้อแดงด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่มีหลายรูปแบบ เช่นวันอาทิตย์สีแดง แต่งานสำคัญอีกอันหนึ่งที่เราต้องทำคือร่วมกันกำหนดนโยบายทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและครองใจประชาชน ดังนั้นงาน “สมัชชา ๑๙ พฤษภาคม” ที่เสนอโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งเป็นกิจกรรมปฏิรูปสังคมและการเมืองของคนเสื้อแดง เพื่อประกบคณะกรรมการจอมปลอมของอภิสิทธิ์ เป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่ง

Read Full Post »

อภิสิทธิ์กับอำมาตย์มือเปื้อนเลือด

ห้ามเพื่อไทยหาเสียงหรือวิจารณ์รัฐบาลในการเลือกตั้งซ่อม

7 ขั้นตอนในการสร้าง “ประชาธิปไตยพอเพียง”

ใจ อึ๊งภากรณ์

  1. “รัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย” ๑๙ กันยา ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนจน เพราะ “คนจนโง่เกินไปที่จะมีสิทธิ์มีเสียงได้”
  2. รัฐธรรมนูญทหาร ย้อนยุคแต่งตั้ง ส.ว. โดยทหาร และให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ฟอกตัวคนทำผิด แถมเน้นนโยบาย “เศรษฐกิจพอเพียง” คนรวยมีทรัพย์สมบัติพันล้าน คนจนไม่มีอะไร แต่ต้องพอเพียงและนิ่งเฉย
  3. “ประชาธิปไตยไร้พ่อครัว” การทำรายการอาหารในโทรทัศน์ผิดหลักประชาธิปไตยพอเพียง
  4. “ประชาธิปัตย์ไร้ประชาธิปไตย” ทหารแต่งตั้งอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างหนัก และใช้กฎหมายหมิ่นฯไล่จับฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้มีประชาธิปไตย “มากเกินไป”
  5. “ประชาธิปไตยไร้สิทธิมนุษยชน” รัฐบาลและทหารฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย 90 ศพ เพื่อหลีกเลี่ยง “ประชาธิปไตยมากเกินไป” และการเลือกตั้ง
  6. “ปฏิรูปการเมืองไร้ประชาธิปไตย” รัฐบาลมือเปื้อนเลือดเริ่มกระบวนการ “ปฏิรูป” โดยไม่มีประชาธิปไตย ยังมี พรก. ฉุกเฉิน ฯลฯ มีการเชิญหน้าเก่าจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาเป็นหัวหอก ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีนักโทษการเมืองเกิน 400 คน และมีการไล่ฆ่าคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด
  7. “ห้ามวิจารณ์รัฐบาลในการเลือกตั้ง” รัฐบาลประกาศห้ามหาเสียง ห้ามวิจารณ์รัฐบาล ในการเลือกตั้งซ่อมที่กรุงเทพฯเขต ๖ เพราะฝ่ายค้านนำ ก่อแก้ว (เบอร์๔) มาลงสมัคร

Read Full Post »

Read Full Post »

อะไรคือผลของการปฏิวัติ ๒๔๗๕?

ใจ อึ๊งภากรณ์

ในคำประกาศฉบับที่หนึ่งของคณะราษฎร์ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ มีท่อนหนึ่งที่เขียนไว้ว่า….

“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎรไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมาจากข้าศึก  พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบ  และกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน  เงินเหล่านี้เอามาจากไหน  ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง”

ในตอนท้ายมีการเสนอนโยบายว่า…

  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชของประเทศ (ซึ่งแสดงว่ารัฐบาลกษัตริย์ไม่ได้ปกป้องเอกราชอย่างที่เรามักจะถูกสอน)
  2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ  ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
  3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะจัดรัฐสวัสดิการ
  4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน  ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ  มีความเป็นอิสระ
  6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ถ้ามองตรงนี้อย่างผิวเผิน เราอาจสรุปว่าอำมาตย์สามารถหมุนนาฬิกากลับและทำลายผลของการปฏิวัติไปทั้งปวง แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น

ในด้านหนึ่ง แน่นอน ความฝันของแกนนำคณะราษฎร์อย่างอาจารย์ปรีดี ที่จะเห็นนโยบายแปดข้อข้างบนกลายเป็นความจริง โดยเฉพาะเรื่องรัฐสวัสดิการ หรือเรื่องอิสรภาพและความเท่าเทียมของทุกคน ยังไม่บรรลุผลสำเร็จเลย และอาจารย์ปรีดีก็โดนฝ่ายนิยมเจ้ากับทหารไล่ออกจากประเทศไทย ต้องไปเสียชีวิตนอกประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นาฬิกาไม่ได้ถูกหมุนกลับไปสู่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่รัชกาลที่ห้าตั้งขึ้นหลังปฏิวัติระบบศักดินา  เพราะอำนาจการปกครองถูกกระจายไปสู่ทหาร ข้าราชการ และนายทุน ซึ่งเราสามารถเรียกโดยรวมว่าพวก “อำมาตย์” เพราะเขาไม่สนใจสนับสนุนประชาธิปไตยแท้ พร้อมจะขัดขวางสิทธิเสรีภาพเสมอ และทนกับประชาธิปไตยรัฐสภาก็ต่อเมื่อกลุ่มของตนครองอำนาจอยู่ได้เท่านั้น

ในช่วงแรกหลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ กลุ่มทหาร กับกลุ่มนิยมเจ้า เป็นศัตรูกัน จอมพล ป.พิบูลสงครามและพรรคพวกเป็นผู้ล้มเจ้า และพวกนิยมเจ้าต้องการกลับมา แต่หลังความพ่ายแพ้ของกบฏบวรเดช และหลังรัฐประหารของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พวกนิยมเจ้ากับพวกทหารเผด็จการก็กลายเป็นพวกเดียวกัน โดยที่กษัตริย์มีหน้าที่ในการเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ที่ให้ความชอบธรรมกับการกระทำและอำนาจของทหาร และทหารเชิดชู อุดหนุนทางการเงิน และสงเสริมกษัตริย์เป็นการตอบแทน มันเป็นลักษณะการร่วมมือกัน ฝ่ายทหารมีอำนาจ และฝ่ายกษัตริย์มีบารมีทางความคิด ที่ใช้กล่อมเกลาประชาชนให้เชื่อฟังชนชั้นปกครอง ซึ่งมันเป็นลักษณะที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่เสริมให้ความสัมพันธ์นี้มั่นคงมากขึ้นคือ กฎหมายหมิ่นฯ เพื่อให้กษัตริย์ถูกวิจารณ์ไม่ได้ และการใช้อาวุธสงครามของทหาร เพื่อเข่นฆ่าประชาชนที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ

แต่เราต้องเข้าใจเพิ่มว่าเมื่อทหารกับพวกนิยมเจ้าเข้าทำแนวร่วมด้วยกัน เขาพยายามสร้างภาพหลอกลวงประชาชนว่ามีการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ระบบเก่าในลักษณะ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบประชาธิปไตย” ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะกษัตริย์ไร้อำนาจ และไม่ใช่ประชาธิปไตยด้วย ผมจำได้ดีว่าในยุค สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ผมและเพื่อนๆในห้องเรียนจะถูกสอนว่าประเทศไทยเป็น “ประชาธิปไตย” ในเพลงชาติก็มีเนื้อแบบนั้นด้วย ทั้งๆ ที่มันเป็นเผด็จการชัดๆ และใครที่ค้านเผด็จการ ก็จะถูกกล่าวหาว่าล้มเจ้า ในปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น

ข้อดีของการสร้างภาพนี้สำหรับอำมาตย์ คือเขาสามารถทำให้เราเกรงกลัว “อำนาจกษัตริย์” ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นอำนาจกองทัพ การที่เราถูกสอนให้รักและกลัวนายภูมิพลเหมือนกับว่าเขาเป็นทั้งพ่อและเทวดา เป็นวิธีที่จะกล่อมเกลาให้ประชาชนจงรักภักดีต่อทหารและชนชั้นปกครองทั้งหมดโดยรวม

การที่ความฝันของอาจารย์ปรีดีไม่บรรลุผลสำเร็จ ไม่ใช่เพราะการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เป็นการ “ชิงสุกก่อนห่าม” อย่างที่เราทุกคนถูกฝ่ายนิยมเจ้าสอนมานาน แต่เป็นเพราะอาจารย์ปรีดีพึ่งพาทหารมากเกินไปในการทำการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และที่สำคัญไม่สามารถสร้างพรรคราษฎรขึ้นมาเป็นพรรคมวลชน เพื่อสู้กับทหารและฝ่ายนิยมเจ้า ซึ่งเป็นสองปฏิปักษ์ของประชาธิปไตยในไทยมานาน  และยังเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยอยู่ทุกวันนี้

บทสรุปสำคัญคือ อย่าไปพึ่ง“ทหารแตงโม” ต้องมองกองทัพว่าเป็นปฏิปักษ์ อย่าไปหาทางลัดเพื่อสร้างประชาธิปไตย เราต้องพัฒนาขบวนการมวลชนและสร้างพรรคมวลชนของคนเสื้อแดงที่จะเสนอรัฐสวัสดิการและความเท่าเทียมเสมอภาค ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่”

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.