Feeds:
Posts
Comments

Posts Tagged ‘อำมาตย์’

อียิปต์ ชัยชนะของประชาชน ประชาชนจงเจริญ!!!

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ประชาชนอียิปต์ได้รับชัยชนะในการล้มอำมาตย์มูบารักหลังจากที่เคลื่อนไหวมา 18 วัน การปฏิวัติอียิปต์ถูกนิยามโดยผู้เข้าร่วมต่อสู้ว่าเป็น “การปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”  และบทเรียนแหลมคมสองบทที่คนเสื้อแดงจะได้จากชัยชนะของประชาชนอียิปต์คือ

  1. การต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาด
  2. การนัดหยุดงานทั่วไปสามารถกดดันอำมาตย์ในด้านเศรษฐกิจและนำไปสู่ชัยชนะได้

 

ความสำคัญของมวลชนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมากในไทย หลายคนหันหลังให้มวลชน เพื่อไปพูด “เอามัน”เรื่องการจับอาวุธ หรือเพื่อด่าแกนนำว่า “พาคนไปตาย” หรือเพื่อเสนอว่าเราสู้เองไม่ได้ถ้าไม่พึ่งพิงผู้ใหญ่ ไมว่าจะเป็นนายทุน หรือทหารแตงโม การปฏิวัติอียิปต์พิสูจน์ว่าการหันหลังให้มวลชนเป็นทางตันที่จะพาเราไปสู่ความพ่ายแพ้และการยอมจำนน

การลุกฮือของประชาชนอียิปต์ไม่เคยง่าย อำมาตย์อียิปต์ครองอำนาจมา 30 ปี ในเวลานั้น มีการปราบ ขัง ฆ่า ทรมาณ นักเคลื่อนไหวที่ต้องการประชาธิปไตย มีการปราบปรามและกดขี่สหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และล้างสมองประชาชนด้วยนิยายชาตินิยม และเมื่อประชาชนแสดงความกล้าหาญในการลุกสู้เมื่อเดือนมกราคม อำมาตย์อียิปต์ก็ลงมือฆ่ากว่า 300 ศพ บาดเจ็บเป็นพัน สาเหตุสำคัญที่ทหารอียิปต์ยังไม่ปราบฆ่าประชาชนก็เพราะมวลชนไปมุงล้อมคุยและกดดันทหารชั้นล่าง พวกนายพลอำมาตย์เลยไม่แน่ใจว่าจะสั่งทหารเกณฑ์ได้หรือไม่

ดังนั้นคนที่แก้ตัวว่า “อียปต์ไม่เหมือนไทย” เป็นคนที่พยายามหาข้อแก้ตัวว่าทำไมเราสู้ไม่ได้และต้องยอมจำนนเป็นทาสตลอดกาล

แน่นอนการต่อสู้ในโลกจริงไม่เคยมีหลักประกันว่าจะชนะเสมอ คนเสื้อแดงทราบดีด้วยความเจ็บปวด แต่วิธีการต่อสู้มีความสำคัญในการช่วยให้มวลชนชนะ การปฏิวัติอียิปต์ระเบิดขึ้นเพราะมีการเคลื่อนไหวแบบ “แกนนอน” ทุกคนนำตนเอง ไม่มีใครสั่งให้เลิกหรือปรองดองได้ง่ายๆ พวกฝ่ายค้านเก่าที่อนุรักษ์นิยมและหวาดระแวง เช่นพรรค “พี่น้องมุสลิม” ไม่ได้มีส่วนในการริเริ่มการต่อสู้ และกล้าๆ กลัวๆ ในการสนับสนุนในระยะเริ่มแรก ถ้าไม่มีแกนนอน การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย

แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อประชาชนอียิปต์ประสบความสำเร็จในการล้มมูบารัก เพราะคำถามต่อไปมีมากมาย เช่น

  • จะไว้ใจกองทัพได้หรือไม่ ในเมื่อนายพลเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเก่า?
  • จะกีดกันไม่ให้นักการเมืองฉวยโอกาสมากินกำไรฟรีๆ จากการปฏิวัติ? เช่นคนอย่าง โมฮัมมัด เอลบอรอได หรือแม้แต่พรรคพี่น้องมุสลิม
  • จะผลักดันการต่อสู้ให้ไปไกลกว่านี้เพื่อล้มระบอบอำมาตย์เก่าทั้งระบอบ และเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมอย่างไร?
  • จะรวมพลังขบวนการแรงงานให้เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร ขบวนการแรงงานที่ออกมาสู้จะต้องกลับไปทำงานภายใต้เงื่อนไขและเจ้านายเดิมจริงหรือ?
  • จะปฏิรูปตำรวจ ศาล และกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนอย่างไร?

เรื่องแบบนี้ตัดสินใจแบบแกนนอนไม่ได้ ต้องอาศัยการเสนอแนวทางที่ชัดเจนบนพื้นฐานการวิเคราะห์สังคม และการเสนอแนวที่ชัดเจนแบบนั้นแปลว่าต้องมีองค์กรทางการเมืองหรือพรรคที่รวมตัวกันภายใต้ความคิดร่วม และแน่นอนมันจะมีหลายพรรคหลายองค์กรที่แข่งแนวกันเพื่อครองใจมวลชน แต่ถ้าผู้ที่ทำการปฏิวัติไม่รวมตัวกันทางการเมืองแบบนั้น คนอื่นจะมาช่วงชิงการนำแทน และอาจพาสังคมไปสู่การปกป้องระบอบเดิม เราเห็นชัดในกรณี ๑๔ ตุลาคมที่ไทย

หลังจากที่ป่าแตกและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก กระแสการปฏิเสธ “ชนชั้น” และการหันหลังให้กับการทำงานในขบวนการแรงก็เกิดขึ้น การปฏิวัติที่อียิปต์พิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงต้องขยันในการจัดตั้งทางการเมืองในขบวนการแรงงานไทย เพื่อใช้อำนาจทางเศรษฐกิจกดดันอำมาตย์ผ่านการนัดหยุดงาน

สิ่งที่ทำให้ประชาชนอียิปต์โกรธแค้นคือเรื่องการตกงาน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเป็นเผด็จการของรัฐบาล และการที่อำมาตย์เหยี่ยบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อคืนก่อนที่มูบารักจะลาออก มูบารักออกโทรทัศน์และเรียกประชาชนอียิปต์อย่างดูถูกดูหมิ่นว่าเป็น “ลูก” ดังนั้นถ้าเราจะล้มอำมาตย์ไทย เราต้องมีข้อเรียกร้องทางเศรษฐกกิจและการเมืองพร้อมกันที่ครองใจประชาชนได้ และชี้ทางไปสู่การสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนที่ถูกสอนมาตลอดว่าเป็นแค่ฝุ่นใต้ตีน

การปฏิวัติอียิปต์จะแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ที่ปกครองโดยทรราชในตะวันออกกลาง เช่น จอร์แดน เยเมน บาหเรน ซาอุ อัลจีเรีย โมรอโค และจะทำให้ทรราชในไทย และทรราชในจีนหนาว การปฏิวัติอียิปต์ ถ้าไปในทิศทางที่เสริมชัยชนะของประชาชน จะลดอิทธิพลของจักรวรรดินิยมสหรัฐ มหาอำนาจตะวันตก และอิสราเอล ในตะวันออกกลาง และจะสร้างความหวังให้ชาวปาเลสไตน์

จงร่วมกันฉลองชัยชนะของประชาชนอียิปต์ แต่ฉลองเสร็จจงลงมือทำงานการเมืองต่อไป ประชาชนจงเจริญ!! ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!!

 

Read Full Post »

รายงานประจำปี 2010 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

Asian Human Rights Commission (AHRC)

“ประเทศไทยรื้อฟื้น รัฐทหาร”

 

 

เนื่องจาก วันที่ 10 ธันวาคม คือ วันสิทธิมนุษยชนสากล รายงานที่ออกมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชีย ที่มีสำนักงานใหญ่ที่ฮ่องกง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในส่วนของประเทศไทยรายงานจะประกอบไปด้วย 20 หน้า เราจะไม่แปลทั้งหมดเพราะไม่มีเวลาแต่สรุปสาระสำคัญๆ ออกมา

รายงานนี้เริ่มด้วยการเสนอว่า ในไทยมีการรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ซึ่งเน้นความมั่นคงภายใน หลังรัฐประหาร 19 กันยาเรื่อยมา มีการเพิ่มอำนาจให้กับพวกที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชนในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐและแม้แต่ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย AHRC มีการเรียกร้องให้สหประชาชาติยกเลิกความสัมพันธ์กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทย พร้อมกันนั้น AHRC วิจารณ์การเพิกเฉยของกรรมการสิทธิฯ ขององค์กรสหประชาชาติเอง โดยสาเหตุมาจากการที่ประธานคณะกรรมการนี้เป็นคนของรัฐบาลไทย

AHRC อธิบายว่าในรัฐทหาร มีการจงใจผูกพันสถาบันกษัตริย์ กับนิยามของ “ความมั่นคงภายใน” ทั้งๆ ที่บทบาทสถาบันกษัตริย์เป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงภายในสังคมไทยปัจจุบัน

รายงานของ AHRC กล่าวถึง ดา ตอร์ปิโด ที่ถูกจำคุก 18 ปีในข้อหาหมิ่นกษัตริย์ จิรนุช เปรมชัยพร ผู้บริหารประชาไท ที่โดนข้อกล่าวหามากมาย สมบัติ  บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ที่โดนกลั่นแกล้งจากการที่เขาเป็นนักเคลื่อนไหวสันติ และกรณีการอุ้มฆ่าทนาย  สมชาย และ อิหม่ามในภาคใต้ ฯลฯ ในกรณีภาคใต้ผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวลอยู่

ในกรณี ผ่านฟ้า และ ราชประสงค์ปีนี้ AHRC ฟันธงว่า รัฐบาลไทยจงใจเลือกสังหารพลเมืองเสื้อแดงที่ออกมาประท้วง โดยที่รัฐบาลใช้อาวุธสงครามรุนแรงและสไนเปอร์  เมื่อพิจารณาการประท้วงของคนเสื้อแดงครั้งนี้ มันอาจจะเป็นภัยต่อการคงอยู่ของรัฐบาล แต่ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้นที่บ่งบอกว่าเป็นภัยต่อประเทศชาติ ดังนั้นการเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์ไม่มีความชอบธรรมตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล และแม้แต่ในกรอบของ พรก.ฉุกเฉินเองก็ไม่มีความชอบธรรม

รายงานนี้มีการพูดถึง การทรมานคนเสื้อแดงโดยทหาร เช่น การเอาน้ำมันราดและข่มขู่ว่าจะเผาทั้งเป็น การที่ ศอฉ. ใช้อำนาจเผด็จการในการเรียกนักเคลื่อนไหวเข้าพบ รวมถึงนักศึกษาโดยที่ไม่ให้ทนายเข้าไปด้วย และการที่ พรก.ฉุกเฉินฟอกตัวเจ้าหน้าที่รัฐล่วงหน้าเพราะระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรก็ได้ภายใต้ พรก.นี้ โดยที่ไม่มีความผิด  การเผยแพร่แผนผัง “แนวร่วมล้มเจ้า” ของ ศอฉ. และรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการกล่าวหาและข่มขู่พลเมืองโดยไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยรัฐบาลไทย

AHRC เปิดโปงระบบสองมาตรฐานในระบบยุติธรรม เช่น เรื่องของการจับกุมแม่ค้าเสื้อแดงที่ขายรองเท้าแตะ ทั้งๆที่ในสมัยพันธมิตรฯเคลื่อนไหวก็มีการขายรองเท้าแตะที่มีใบหน้าของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ  โดยที่ไม่มีข้อกล่าวหาและการจับกุมแต่อย่างใด ในกรณีรองเท้าแตะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ได้ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็น  “เรื่องไร้สาระ” โดยการพูดว่าการนำภาพนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปไว้บนรองเท้าเป็นการละเมิดสิทธิของนายอภิสิทธิ์

ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย คือ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยา และจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษเพราะระบบศาลล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน  ไม่ว่าจะเป็นกรณีความขัดแย้งในภาคใต้ หรือ สงครามปราบยาเสพติด หรือความขัดแย้งปัจจุบันระหว่างคนเสื้อแดง กับรัฐบาลอภิสิทธิ์

ท่ามกลางการปกป้อง “รัฐทหาร” นอกจากจะมีการจัดการกับผู้ที่เป็น ปรปักษ์ ต่อรัฐทหารนี้แล้ว ยังมีการข่มขู่คนที่ไม่เลือกข้างจนพื้นที่เสรีภาพในสังคมหายไป และมีการเซนเซอร์สื่ออย่างรุนแรง การรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ในประเทศไทยครั้งนี้  มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐเผด็จการเก่าในยุคเผด็จการทหาร แต่มีการพัฒนาความสามารถของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้เทคโนโลจีเพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

ทุกวันนี้ ในการรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ที่เน้นความมั่นคงภายใน  ผู้ที่ประท้วงอย่างสันติ หรือแสดงออกด้วยวาจากับข้อเขียน เสี่ยงกับการติดคุกหลายสิบปี แต่การอุ้มฆ่าทนายสิทธิมนุษยชน การประทุษร้าย การทรมาน และจงใจฆ่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงที่มีแต่หนังสติ๊ก ดอกไม้ไฟ ไม้ไผ่ และ ปลาร้า  ได้รับคำชมและทหารผู้กระทำความผิดได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรางวัล นี่คือประเทศไทย

อ่านฉบับเต็มภาษาอังกฤษที่

http://www.humanrights.asia/resources/hrreport/2010/AHRC-SPR-011-2010.pdf

 

 

Read Full Post »

สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลัง ป่าเถื่อน และความเหลื่อมล้ำ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ชนชั้นปกครองไทยพยายามกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า นายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกัน การที่ความเชื่อนี้ไม่สมเหตุสมผลไม่สำคัญ เพราะมีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา มีการสั่งสอนให้เราทั้งรักและทั้งกลัวอำนาจกษัตริย์ และในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะบรรยากาศความกลัว เหตุผลและปัญญาก็สูญหายไปง่าย ข้อเสนอของชนชั้นปกครองนี้ เป็นความพยายามให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ความคิดนี้เป็นความพยายามที่จะหลอกเรา เพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองทั้งชนชั้น โดยเฉพาะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่

 

ถ้าเราจะ “ตาสว่าง” จริง เราต้องเลิกจงรักภักดี และต้องเข้าใจว่านายภูมิพลอ่อนแอไร้อุดมการณ์ และเป็นเครื่องมือของทหาร เราต้องมองว่าทหารเป็นศัตรูสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย

 

ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และการเงียบเฉยของนายภูมิพล รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุนพันธมารของราชินีและลูกชาย ประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก หลายล้านคนทั่วประเทศ กลายเป็น “ผู้เคยรักเจ้า” มีการเปลี่ยนจากการ “รัก” ไปเป็นการ “เกลียดชัง”  และเวลาคนเสื้อแดงพันๆ คนตะโกนร้องว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” ที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยาที่ผ่านมา เขาหมายถึงนายภูมิพล ซึ่งมันไม่จริง…. แต่อย่างน้อยคนก็เลิกรักเจ้า ตรงนั้นเป็นเรื่องดี

 

สิ่งหนึ่งที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังสลัดออกจากหัวไม่ได้คือ “ความกลัว” ที่มีต่อนายภูมิพลและราชวงศ์ เพราะยังเชื่อใน “อำนาจ”ของกษัตริย์ที่ทหารและคนชั้นสูงกล่อมเกลาให้เราเชื่อ ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเห็นทะลุนิยาย และเริ่มเข้าใจว่านายภูมิพลเป็นแค่สัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ เป็นตรายางเพื่อประทับตราความชอบธรรมให้ทหาร แต่เป็นตรายางที่ร่ำรวยมหาศาล คนเสื้อแดงต้องพยายามฝ่าฟันความรู้สึกกลัวนายภูมิพล และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกสมเพชดูถูกกษัตริย์และราชวงศ์แทน ดูถูกสมเพชในแง่ที่พวกนี้ไม่มีปัญญาและความสามารถอะไร แต่กลับชื่นชมในนิยายที่ทำให้ตนเองเป็นเทวดา และเราต้องสมเพชที่เขาไม่มีความกล้าหรือศีลธรรมพอที่จะรับผิดชอบอะไร กล้าแต่รับผลประโยชน์จนรวยเท่าฟ้าเท่านั้น

 

ภาพของสถาบันกษัตริย์ที่ดูเข้มแข็งและมีอำนาจ ที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางความกลัว เป็นภาพลวงตา ภาพลวงตานี้มีวัตถุประสงค์อะไรสำหรับชนชั้นปกครอง?

 

การสร้างภาพของกษัตริย์ว่ามีอำนาจสูงสุดดุจเทวดา เป็นวิธีหาความชอบธรรมให้กับตนเองของชนชั้นปกครองไทย พูดง่ายๆ พวกทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมือง รวมถึงนายทุนใหญ่ เป็นผู้ที่มีอำนาจจริงในสังคม และเป็นผู้ที่ตัดสินใจทำอะไรเองเสมอ เขาเป็น “เหี้ยที่สั่งฆ่าประชาชน” แต่เขาจะสร้างภาพว่าทำทุกอย่างเพื่อกษัตริย์ หรือทำตามคำสั่งของกษัตริย์หรือราชินี ส่วนนายภูมิพลในฐานะกษัตริย์ ก็มีหน้าที่ในการประทับตรา ชม และให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ การปราศรัยของนายภูมิพลมักจะมีลักษณะกำกวมตีความได้หลายด้าน บ่อยครั้งไม่มีสาระอะไรมากมาย แต่นั้นคือโอกาสของชนชั้นปกครองที่จะตีความเข้าข้างตนเอง และเป็นโอกาสของนายภูมิพลที่จะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แต่อย่าหลงคิดว่านายภูมิพลเป็นเหยื่อ เขากอบโกยผลประโยชน์มากมายจนเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก และเป็นคนไทยที่รวยที่สุดอีกด้วย

 

ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเอง เรื่องการ “ช่วยคนจน” เขาจะต้องกระทำบางอย่างเป็นรูปธรรมคือ

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน และให้ออกไปทำงาน แทนที่จะแบมือรับเงินประชาชน

 

การใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือแบบนี้ของชนชั้นปกครองไทย มีกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อบังคับความจงรักภักดี และข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองด้วย มันเกิดขึ้นในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอีกครั้งใน เมษา/พฤษภา ๒๕๕๓

 

มันมีวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้คือ เราต้องล้มอำมาตย์ ลดอำนาจและบทบาทของทหาร และยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แล้วเราจะมีโอกาสสร้างประชาธิปไตย

 

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเราจะพบว่าในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕ และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ประมุขภายใต้อำนาจทหาร”  ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน นายภูมิพลไม่เคยล้มอำนาจทหารและขึ้นมาเป็นใหญ่ได้เลย เพราะเมื่อเผด็จการถนอมหรือสุจินดาถูกประชาชนคัดค้าน ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม และ พฤษภาคม ๓๕ นายภูมิพลเป็นแค่ประมุขรับใช้ของทหารส่วนอื่น องค์มนตรี และนายทุน โดยที่มีการรอดูว่าใครชนะ แล้วให้นายภูมิพลออกมาปกป้องผลประโยชน์ของอำมาตย์ต่อ ผ่านการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการออกโทรทัศน์

 

การรณรงค์ให้ประชาชนชื่นชมและให้ความสำคัญกับกษัตริย์ภูมิพลหลัง ๒๔๗๕ เริ่มในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และมีการทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการรณรงค์แบบนี้โดยฝ่ายทหาร ข้าราชการ และนายทุน คนอย่างนายภูมิพลคงไม่มีปัญญาจะผลักดันความสำคัญของตนเองได้ เพราะเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ ขี้ขลาด หลงตนเอง และคบค้าสมาคมกับมนุษย์คนอื่นไม่เป็น อย่าลืมว่าเพื่อนแท้ของนายภูมิพลคือหมา และสาเหตุที่เขาไม่ยิ้มก็เป็นเพราะเขาเป็นคนขี้อายที่ไม่มีเพื่อน ในภาพรวมครอบครัวของนายภูมิพลเป็นครอบครัวพิการที่ไร้ความอบอุ่นและเต็มไปด้วยคนเพี้ยน

 

เครือข่ายของชนชั้นปกครองที่สนับสนุนและปกป้องสถาบันกษัตริย์ประกอบไปด้วยชนชั้นปกครองทั้งหมด รวมถึงอดีตนายกทักษิณและนายทุนใหญ่อื่นๆ อีกด้วย ชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น รวมทุกซีก ทุกกลุ่ม และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยจำนวนมากอีกด้วย ได้ประโยชน์จากการมีกษัตริย์เป็นประมุข และได้ประโยชน์จากการห้ามไม่ให้เราวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน เพราะทำให้เราไม่ตั้งคำถามกับระบบความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ในกรณีอดีตนายกทักษิณ เขาชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่ถูกทหารและกลุ่มอนุรักษ์นิยม แย่ง “สิทธิ์ที่จะอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์” ผ่านรัฐประหาร ๑๙ กันยาและเหตุการณ์อื่นๆ

 

“ลัทธิกษัตริย์” การบูชากษัตริย์เหมือนเทวดา การหมอบคลาน การใช้ราชศัพท์ การชมลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกาศความจงรักภักดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกวันนี้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าใจประเด็นนี้ได้ดี นี่คือสิ่งที่สร้างความกลัวในหมู่ชนชั้นปกครองไทย เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธาในกษัตริย์ และไม่ศรัทธาในระบบศาล ทหารและข้าราชการชั้นสูงจะอ้างความชอบธรรมอะไรในการแทรกแซงการเมือง การทำลายประชาธิปไตย และการกอบโกยผลประโยชน์?…. จงกลัวต่อไปเถิดพวกอำมาตย์ เพราะสักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ก้าวต่อไปของเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

ปัญหาเฉพาะหน้า

 

ปัญหาสำคัญเฉพาะหน้าที่คนเสื้อแดงต้องร่วมกันวิเคราะห์ ร่วมกันคิด ในความเห็นผม มีห้าประเด็น ผมจะขอร่วมแสดงความคิดในเรื่องนี้…… ปัญหาเฉพาะหน้าคือ

(1) ภัยจากการ “ปรองดอง” จอมปลอมของอำมาตย์ ที่จะไม่นำไปสู่การมีประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะความหมายแท้ของ “การปรองดอง” ที่อำมาตย์เสนอ คือการยอมแพ้ยอมจำนนของคนเสื้อแดง ดังนั้นชาวเสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดว่า “การปรองดอง” ของเราจะหมายความว่าอะไร เราต้องมีมาตรฐานของข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้าของฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไปเปรียบเทียบกับข้อเสนอของเขา พูดง่ายๆ เราต้องมีเป้าหมายระยะสั้นที่ชัดเจน และเราต้องไม่รอให้ผู้นำเสื้อแดงหรือนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นผู้กำหนดมาแต่ฝ่ายเดียว

 

(2) เราต้องไม่ตกหลุมหลงเชื่อว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” แบบถาวรจะแก้ปัญหา เพราะ“รัฐบาลแห่งชาติ(หมา)”เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด ไม่สะท้อนเสียงประชาชน มันเป็นข้อเสนอเพื่อดึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วม โดยไม่มีอะไรอื่นเปลี่ยนแปลง และเพื่อบังคับให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวและยอมจำนน

 

(3) เสื้อแดงทุกคน ในทุกชุมชนและกลุ่ม ต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า “ถ้านักการเมืองบางคนในพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่คุณทักษิณเอง เลือกที่จะปรองดองแบบยอมแพ้ เรามีการจัดตั้งเพียงพอที่จะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างอิสระได้หรือไม่?” ตรงนี้ความสามารถของเราที่จะเคลื่อนไหวอิสระ ขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองของเราต่อการปรองดอง การจัดตั้งล่วงหน้าแบบแกนนอน และความมั่นใจว่าเราต้องการอะไร

 

(4) การเลือกตั้งที่มีการโกงแบบแนบเนียน ทุกวันนี้อำมาตย์กำลังวางแผนที่จะชนะการเลือกตั้งในอนาคตให้ได้ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เราต้องรู้ทัน และหาทางข้ามปัญหานี้ และเราไม่ควรตั้งความหวังสูงเกินไปกับการเลือกตั้งภายใต้กติกาสองมาตรฐานของอำมาตย์

 

(5) ปัญหาการหมดกำลังใจของคนเสื้อแดง ความท้อและการหมดกำลังใจ มาจากการ “มองไม่ออกว่าเราจะชนะอย่างไร” เช่นถ้าเราตั้งความหวังไว้กับการเลือกตั้ง หรือตั้งความหวังว่าต่างประเทศจะช่วยเรา เราจะท้อ ถ้าเราเพ้อฝันว่าเราสามารถสร้างกองกำลังมาสู้กับทหาร ในที่สุดพอเราพูดเอามันจบไปแล้ว เราก็จะท้อ ถ้าเรามองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือ “คนเดียว” (ซึ่งไม่จริง) เราก็จะท้อและกลัวเช่นกัน เราอาจรอการเกิดแก่เจ็บตายตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่มีแผนเคลื่อนไหวก็ท้อได้อีก ในความจริง ประชาธิปไตยจะถูกสร้างได้ก็ผ่านการเคลื่อนไหวของเราคนเสื้อแดง ไม่มีใครคนอื่นสร้างให้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราต้องไม่มองข้ามจุดเด่นของเสื้อแดงที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาเราคือ (๑) เสื้อแดงฟื้นตัวและขยายการจัดตั้งแบบแกนนอนหลังการปราบปรามที่ราชประสงค์ ผ่านกิจกรรมแบบ “วันอาทิตย์สีแดง” และ (๒) เสื้อแดงหมดความศรัทธาในลัทธิอำมาตย์และสถาบันต่างๆ ของอำมาตย์ นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กลัว และถ้าเราเข้าใจจุดเด่นของเราตรงนี้ เราจะเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนยังมีพลัง มันนำไปสู่ชัยชนะในระยะยาวได้ โดยเฉพาะถ้าเราพัฒนาการเคลื่อนไหว เช่นการขยายการจัดตั้งสู่สหภาพแรงงานให้นัดหยุดงาน และขยายสู่ระดับล่างของกองทัพ

 

คนที่ท้อตอนนี้ คือคนที่ไม่ให้ความสนใจ และไม่ร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมของเสื้อแดงที่เขาจัดกันอย่างต่อเนื่องภายในประเทศไทย ซึ่งมักจะเป็นคนที่ฟังแต่ข่าวลือเรื่องคนข้างบน และเล่นแต่อินเตอร์เน็ท หรือเป็นคนที่พอใจที่จะพูดแค่เอามันโดยไม่มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรม

 

การมองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือคนเดียว ตามที่ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพงษ์ เสนอ มีปัญหามาก เพราะทำให้เรามองว่าอำนาจนี้ใหญ่โตล้นฟ้าจนเราต้องยอมจำนน และทำให้เรามองข้ามความชั่วร้ายและอำนาจดิบของกองทัพ มันนำไปสู่การไม่สนใจที่จะยุบหรือปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน แต่ในความเป็นจริงทหารขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในแวดวงอำมาตย์ตั้งแต่หลัง ๒๔๗๕ และยังคงอำนาจนั้นไว้ เพียงแต่ว่าตั้งแต่ยุคสฤษดิ์มีการนำลัทธิกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือของทหารอย่างเป็นระบบ เราจะสังเกตเห็นว่าคนที่พูดแบบ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพง์ ไม่ค่อยมีข้อเสนอรูปธรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประจำวันของเสื้อแดงเลย และเขาจะไม่สนใจเป้าหมายกว้างๆ ในการทำให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เช่นเรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงาน การแก้ปัญหาภาคใต้ หรือการแก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นต้น

เป้าหมายระยะสั้น (ข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้า)

 

1. ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน

2. ยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องยุบ ศอฉ.และทหารต้องกลับกรมกอง ไม่ยุ่งการเมือง

รัฐบาลต้องลาออก และประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน และจัดการเลือกตั้งภายใต้ กกต. ที่เสนอจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เป็นกลาง

3. ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมผู้ฆ่าประชาชน เหมือนที่เคยทำหลัง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และ พฤษภา ๓๕

4. ต้องประกาศว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยที่ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากกว่ายุคที่เราร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐

เป้าหมายระยะยาวในการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย

 

การที่เสื้อแดงจะมีเป้าหมายระยะยาวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการครองใจประชาชนส่วนใหญ่ อย่างที่ไทยรักไทยเคยทำ ในอดีต และมันทำให้เราชัดเจนว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรอีกด้วย

1. ประเทศไทยควรเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้า

2. ต้องยุบกองทัพและปลดนายพล เพื่อปฏิรูปทหารแบบถอนรากถอนโคนและสร้างใหม่ในรูปแบบประชาธิปไตย

3. ต้องปลดศาลและผู้พิพากษาสองมาตรฐาน เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน โดยนำพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในระบบลูกขุน

4. ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมพลเมือง ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ต้องไม่มีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ และประชาธิปไตยต้องปลอดจากอำนาจอำมาตย์หรืออภิสิทธิ์ชนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

 

 

Read Full Post »

Read Full Post »

การลอบบี้ บังคีมุน เลขาฯ UN และการทำกิจกรรมต่างๆ ของคนเสื้อแดง มีประโยชน์ตรงที่เป็นข่าวทั่วโลก

เช่น นสพ Telegraph ของอังกฤษ

Thai prime minister accused of war crimes

Abhisit Vejjajiva, the Old Etonian prime minister of Thailand, was accused of crimes against humanity during military operations to break up the Bangkok riots earlier this year in a complaint lodged on Tuesday at the International Criminal Court (ICC).

แต่ที่ไทย เลขายูเอ็น บังคีมุน ตบหน้าคนเสื้อแดงและคนตาย โดยไม่ยอมพบผู้แทนของคนเสื้อแดง หันไปจับมือกับอภิสิทธิ์มืแเปื้อนเลือดแทน และนั่งคุยกันเรื่อง “การสร้างประชาธิปไตยในพม่า” แถม มุน ยังฝากความหวังไว้กับกรรมการปลอมดองอีกด้วย

เห็นชัดว่าเลียขา UN ไร้กระดูกสันหลัง

 

 

Read Full Post »

เสื้อแดงอยุธยาชุมนุมใหญ่

ในขณะเดียวกันพวกอำมาตย์กำลังวิ่งเต้นเพื่อกดดันไม่ให่ศาลยุบพรรคแมลงสาบ

Read Full Post »

Read Full Post »

มติชนรายงานว่า…เวลา 17.33 น. วันที่ 27 กันยายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำคณะองคมนตรี และภริยา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เป็นการส่วนพระองค์     โอกาสนี้ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับหลักการที่จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขว่า “บุคคลที่นับได้ว่า มีสิ่งต่างๆ มากกว่าผู้อื่น สมควรที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือแบ่งปันแก่ผู้ไม่มี อย่างพอเหมาะพอสม และตนเองไม่เดือดร้อน ส่วนผู้ที่ไม่มี ก็ควรพยายาม ไม่ควรรอคอยแต่ความช่วยเหลือ หรือคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ หากช่วยเหลือกันดังนี้แล้ว บ้านเมืองก็จะสงบสุข … “

ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเองเขาจะต้อง

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน

แต่ถ้านายภูมิพลไม่จริงใจ ซึ่งเป็นข้อสมมุติฐานของผู้เขียน… ที่มาที่ไปของคำพูดต่อองค์มนตรีคือ..

พวกอำมาตย์เริ่มกลัวว่ากระแสไม่เอาเจ้าที่มาแรง เลยกระซิบบอกนายภูมิพลให้ “เอาใจชาวบ้านหน่อยแต่ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นรูปธรรมพ่ะย่ะ่ค่ะ่” (เดาเอาเฉยๆนะครับ)

Read Full Post »

17-19 กันยา ปีนี้สำคัญอย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

การที่คนเสื้อแดงเป็นหมื่นๆ ออกมาประท้วงที่ราชประสงค์แค่ 4 เดือนหลังจากการปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการสร้างประชาธิปไตย พร้อมกับการชุมนุมที่ราชประสงค์ มีการชุมนุมตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ และแม้แต่ในประเทศอื่นทั่วโลก ก่อนหน้านั้นมีการวางดอกกุหลาบหน้าเรือนจำ 17 แห่ง เพื่อรำลึกถึงนักโทษการเมืองอีกด้วย

การชุมนุมที่ราชประสงค์เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ส่งสัญญาณและพิสูจน์ความจริงหลายอย่างคือ

  1. มันพิสูจน์ว่าขบวนการเสื้อแดงไม่ได้ถูกทำลาย และยังเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ที่แล้วมาเมื่อขบวนการประชาชนถูกปราบจนพ่ายแพ้ เช่นในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กว่าจะมีการฟื้นตัวของการเคลื่อนไหวในสังคมเปิดได้ ใช้เวลาหลายปี แต่วันนี้เราเห็นคนเสื้อแดงฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉิน แค่ 4 เดือนหลังการปราบปราม และการเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากในสังคมเปิดเป็นการท้าทายอำมาตย์อย่างถึงที่สุด มันเป็นการยกนิ้วกลางด่าและท้าทายอำมาตย์ และเป็นการประกาศว่า “เราไม่กลัว” และ “เราจะไม่ยอมแพ้”
  2. 2. ในขณะที่แกนนำเสื้อแดงเกือบทุกคนติดคุก หรือต้องหลบหนีออกจากประเทศ คนเสื้อแดงได้แสดงความสามารถในการนำตนเองอย่างเห็นได้ชัด บก.ลายจุด คุณสมบัติ ประกาศตนเป็น “แกนนอน” เขาไม่ใช่นักการเมืองพรรคเพื่อไทย และเขาไม่มีแหล่งทุนมหาศาลจากใคร เขาเป็นนักกิจกรรม วันที่ ๑๙ กันยา ปีนี้พิสูจน์ความจริงของคนเสื้อแดงว่า “กูมาเอง” ไม่ใช่ว่าคนเสื้อแดงต้องพึ่งพา “ผู้อุปถัมภ์” อย่างนายกทักษิณหรือนักการเมืองเพื่อไทย
  3. คนส่วนใหญ่ที่มาต่อสู้ทางการเมืองที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยา เป็นคนกรุงเทพฯ หรือจากจังหวัดใกล้เคียง สิ่งนี้พิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่เฉพาะคนชนบท หรือคนภาคเหนือ ภาคอีสาน
  4. อย่าประเมินกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงเชิงสัญลักษณ์ต่ำเกินไปว่าไม่มีพลัง เพราะเราเห็นว่ามันมีผลสำคัญในการกำจัดความกลัวและให้กำลังใจกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ตอนนี้มันมีความเป็นไปได้ว่ากิจกรรมแบบนี้ในอนาคตจะใหญ่ขึ้น คนอาจมาเป็นแสนๆ ได้
  5. ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวในวันที่ 17-19 กันยา พิสูจน์ความผิดพลาดของ (ก) แนวคิดสยามแดง ที่มองว่าต้องจับอาวุธ หรือสู้ใต้ดิน เพราะการระดมมวลชนอย่างเปิดเผย “ทำไม่ได้” (ข) แนวอาจารย์ชูพงษ์ที่เสนอว่า “เราสู้ไม่ได้ เพราะมีคนสำคัญที่สั่งทหารได้และมีอำนาจล้นฟ้า” เราเลย “ต้อง” จำใจขอความเมตตาจากคนนี้อย่างเดียว (ค) แนวของคุณอาคมซิดนี่ย์ ที่มองว่าคนเสื้อแดงต้องพึ่งพาการจัดตั้งของพรรคเพื่อไทยตลอด สู้เองไม่ได้
  6. 6. กิจกรรมในวันที่ 19 กันยา เป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองพรรคเพื่อไทยทราบว่า เขาไม่สามารถหันหลังและมองข้ามข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงเพื่อการ “ปรองดอง” กับอำมาตย์ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่สู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย คนเสื้อแดงจะสู้อย่างอิสระและลดความสำคัญของพรรคเพื่อไทยลง

และที่สำคัญมากๆ คือ 19 กันยา ส่งสัญญาณให้อำมาตย์ว่าเขาไม่ได้ชนะ และจะไม่ชนะ และทุกนาทีที่ผ่านไป ประชาชนค่อยๆ เสื่อมศรัทธาในระบบที่ให้ความชอบธรรมกับเผด็จการด้วย เวลาอำมาตย์ฝันร้าย เขาจะได้ยินเสียงตะโกนของมวลชนว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” และเรากับเขาทราบดีว่าประชาชนหมายถึงใคร

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.