Feeds:
Posts
Comments

ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. ๒๕๕๔ เป็นต้นไป ผมจะไม่นำบทความใหม่มาขึ้นในบล็อกนี้

ขอเชิญท่านผู้อ่านเข้าไปอ่านบทความในเวปไซท์ใหม่ของผมที่

http://redthaisocialist.com/

อนาคตแนวสู้ของเสื้อแดงกับปัญหารูปธรรมของการเลือกตั้งปลอม

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ในขณะที่ฝ่ายอำมาตย์และสมุนพันธมิตรฯกำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนด้วยการก่อสถานการณ์สงครามทุเรศที่ชายแดนเขมร และการปล่อยข่าวลือเรื่องรัฐประหารให้เราเป็นกระต่ายตื่นตูม คนเสื้อแดงควรจะตั้งสติ ร่วมกันคิด เพื่อให้มีความชัดเจนทางการเมืองในประเด็นการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้

แน่นอน… การเลือกตั้งภายใต้กติกาอำมาตย์จะไม่แก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองไทย ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งในระบบทุนนิยมไม่ได้นำไปสู่การ “ได้อำนาจรัฐ” โดยพรรคการเมืองที่ครองเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา อำนาจรัฐที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งดำรงอยู่ควบคู่กันไปเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจศาล สื่อ กองทัพ หรืออำนาจนายทุน อันนี้เป็นความจริงในประชาธิปไตยของยุโรปตะวันตก แต่ในไทยมันยิ่งร้ายแรง เนื่องจากอำมาตย์ไทยทำรัฐประหารด้วยกองทัพ และศาล ก่ออาชญากรรมด้วยการฆ่าประชาชนมือเปล่า สามารถเซ็นเซอร์สื่อและทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยกฏหมายเผด็จการ รวมถึงกฏหมายหมิ่นฯ โดยที่การกระทำทั้งหมดดังกล่าวนี้ไม่ถือว่า “มีความผิด”

ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ในสังคมที่มีความเท่าเทียมทางการเมืองและเศรษฐกิจ เราต้องปฏิวัติโค่นอำมาตย์ด้วยพลังมวลชน และการนัดหยุดงาน อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศของตะวันออกกลาง และเราต้องเข้าใจว่าอำมาตย์ไม่ใช่คนคนเดียว และศัตรูหลักของประชาธิปไตยไทยคือกองทัพที่คอยใช้ลัทธิชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในการสร้างความชอบธรรมกับตนเอง

อย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดงไม่ควรหลงคิดว่าเราหันหลังให้กับการเลือกตั้งในรัฐสภาได้ เพราะบทบาทสำคัญของการเลือกตั้งภายใต้อำมาตย์คือการสร้างความชอบธรรมกับตนเองทางการเมือง การที่พันธมิตรฯกับศาลร่วมกันโค่นรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทหารบงการให้อภิสิทธิ์ ผู้ไม่เคยชนะการเลือกตั้ง ขึ้นมาเป็นนายก “พลเรือน” เป็นความพยายามที่จะสร้างหน้ากากบังหน้าเผด็จการ แต่ถ้าเขาสามารถบงการให้ชนะการเลือกตั้งปีนี้ เขาจะออกมาโอ้อวดประกาศความชอบธรรมมากขึ้นหลายร้อยเท่า ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาทำอย่างนี้ได้

เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ผมได้เคยเตือนว่าถ้ามีการเลือกตั้งปีนี้ อำมาตย์จะโกงด้วยวิธีการหลากหลายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ผมเคยเสนอว่าเท่าที่ผ่านมาอำมาตย์ใช้วิธีดังนี้คือ

  • การถอนสิทธิ์นักการเมืองพรรคไทยรักไทย
  • การทำลายพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนด้วยศาลในระบบที่ไม่มีมาตรฐานยุติธรรม
  • การเอาคนของอำมาตย์ไปไว้ใน กกต. กรรมการสิทธิ์ และการที่ศาลเข้าข้างอำมาตย์ – ตรงนี้มีประโยชน์เพื่อแจกใบเหลืองใบแดงในอนาคตเพื่อลดเสียงพรรคเพื่อไทยในสภา
  • การกดดันและซื้อตัว เนวิน ชิดชอบ
  • การคุมสื่อกระแสหลักทั้งหมดโดยอำมาตย์ และการเซ็นเซอร์สื่อเสื้อแดงและสื่อทางเลือก
  • การฆ่าคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เพื่อหวังทำลายความมั่นใจของคนเสื้อแดง
  • การที่แกนนำเด่นๆ ของเสื้อแดงติดคุก และหาเสียงไม่ได้หรือด้วยความยากลำบาก
  • การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสส.สัดส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์ให้พรรคใหญ่ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์เป็นการลดอำนาจต่อรองจากพรรคงูเห่าเล็กๆ ที่ประชาธิปัตย์จะต้องพึ่งเพื่อให้มีเสียงส่วนใหญ่ แต่ตรงนี้อาจให้ประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยบ้าง
  • การที่นักการเมืองเลวๆ อย่าง เฉลิม อยู่บำรุง พร้อมจะออกจากเพื่อไทย เหมือนเนวิน ชิดชอบ

และล่าสุดมีข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์อีกให้

  • พรรคที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อมากที่สุดมีสิทธิ์ในการพยายามตั้งรัฐบาลก่อนพรรคอื่น ไม่ว่าจะมี ส.ส. ทั้งหมดในจำนวนเท่าไร ซึ่งประชาธิปัตย์มองว่าจะให้เปรียบกับพรรคของเขา
  • เลิกสิทธิ์ของส.ส.ในรัฐสภาที่จะลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี
  • เปลี่ยนรัฐธรรมนูญเพื่อให้ ส.ส. ไม่สังกัดพรรคสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับ ส.ส. “สลิ่ม”ที่โกหกว่า “ไม่เข้าข้างใคร” และ “อิสระ” เพื่อให้เขาปลอมตัวเข้ามาในรัฐสภา

นอกจากนี้สิ่งที่พวกเราชาวเสื้อแดงไม่ควรมองข้ามคือ ความอ่อนแอทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคนี้นอกจากจะขาดนักการเมืองที่มีฝีมือแล้ว ที่สำคัญกว่าคือขาดนโยบายที่จะครองใจประชาชน พอใจที่จะแค่กินบุญเก่าของไทยรักไทย และไม่มีความพยายามแต่อย่างใดที่จะ  “คิดใหม่ทำใหม่” เหมือนที่ไทยรักไทยเคยทำ บางคนบอกว่า “พรรคเพื่อไทยต้องเก็บนโยบายไว้เป็นความลับก่อน เพราะประชาธิปัตย์จะลอกแบบ” คำพูดแบบนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะการครองใจประชาชนต้องทำล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งหลายเดือน และถ้านโยบายก้าวหน้าพอ ประชาธิปัตย์จะไม่สามารถลอกได้ เช่นนโยบายให้ปฏิรูปกองทัพมือเปื้อนเลือด นโยบายให้ปฏิรูประบบยุติธรรมที่ขาดมาตรฐาน นโยบายที่จะต้านการคลั่งชาติและสร้างสันติภาพในภาคใต้และที่ชายแดนเขมร และนโยบายที่จะพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนด้วยการวางรากฐานและสร้างรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้าด้วยการเก็บภาษีจากคนรวยเป็นต้น ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมตื่น เขาจะมีส่วนในการสร้างเงื่อนไขให้แพ้การเลือกตั้งเอง

พวกเราเข้าใจดีว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้นถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีความสามารถและความประสงค์ที่จะสู้เท่าที่ควร มวลชนคนเสื้อแดงจะต้องรับภาระนี้แทน ในประการแรกเราต้องถกเถียงกันและร่วมกันทำความเข้าใจกับปัญหาการเลือกตั้งและการที่อำมาตย์จะพยายามสร้างความชอบธรรมตรงนี้ ต่อมาเราจะต้องร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องรูปธรรมที่จะกีดกันไม่ให้อำมาตย์ใช้การเลือกตั้งเพื่อฟอกตัวเอง จริงๆ แล้วเสื้อแดงมีข้อเรียกร้องเป็นรูปธรรมหลายข้ออยู่แล้ว และมีการออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวหลายรอบด้วยมวลชนจำนวนมาก ดังนั้นมันไม่น่าจะยากที่จะสร้างข้อเรียกร้องที่ครบถ้วน ผมขอเสนอตัวอย่างของข้อเรียกร้องที่ผมคิดว่าคนเสื้อแดงควรจะผลักดัน ซึ่งแน่นอนหลายข้อเราผลักดันกันอยู่แล้ว

  1. ต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน ไม่ใช่แค่แกนนำบางคน และไม่ใช่แค่การประกันตัวเท่านั้น เพราะข้อหาต่างๆ นาๆ ที่อำมาตย์ตั้งกับคนเสื้อแดงเป็นข้อหาทางการเมืองทั้งสิ้น คนของเราไม่ได้ทำความผิด
  2. ต้องปล่อยนักโทษกฏหมายหมิ่นฯ และยกเลิกกฏหมายหมิ่นและกฏหมายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ปิดปากประชาชนไทย การมีกฏหมายหมิ่นฯ รวมถึงกฏหมายหมิ่นศาล เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางวิชาการ และความสามารถของประชาชนที่จะตรวจสอบองค์กรของรัฐ เพื่อความโปรงใส กฏหมายเหล่านี้ไม่มีในประเทศประชาธิปไตย และเราจะไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ถ้ายังมีกฏหมายนี้อยู่ และเราไม่สามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของระบบการปกครองไทยได้อีกด้วย
  3. ต้องสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชน โดยการนำนักการเมืองและนายพลที่มีส่วนในการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์มาขึ้นศาล อย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศอื่น เคยทำ
  4. ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญทหาร อาจนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้แล้วแก้ให้ดีขึ้น หรืออาจร่างใหม่ แต่คราวนี้ชุมชนคนเสื้อแดงต้องมีส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ไม่ใช่ยกให้นักวิชาการหรือเอ็นจีโอที่ชื่นชมเผด็จการร่างแต่ฝ่ายเดียว
  5. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพ และระบบศาล แบบถอนรากถอนโคน
  6. ต้องสร้างสันติภาพในภาคใต้และที่ชายแดนเขมรด้วยมาตรการทางการเมืองที่ปฏิเสธการคลั่งชาติ เราควรร่วมพัฒนาเขาพระวิหารกับฝ่ายเขมร และในสามจังหวัดภาคใต้ควรให้ทหารกลับกรมกอง เพื่อปูทางไปสู่สมัชชาประชาชนในพื้นที่ ที่จะกำหนดวิธีการปกครองที่ประชาชนเหล่านั้นต้องการ
  7. ประเทศไทยต้องเริ่มสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าและครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย เพื่อสร้าง “ความเป็นพลเมืองเท่าเทียมกัน” แทน “วัฒนธรรมเจ้ากับไพร่”
  8. ขบวนการทางสังคม เช่นสหภาพแรงงาน และกลุ่มชุมชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการต่อรองตามมาตรฐานสากล การก่อตั้งสหภาพแรงงานและการนัดหยุดงานจะต้องไม่ถูกปราบปรามโดยรัฐหรือนายจ้าง ต้องมีการเพิ่มค่าจ้างระดับต่ำให้เพียงพอกับการดำรงชีวิตในโลกจริง และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีสิทธิร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานกับคนงานไทย

ถ้าเราชาวเสื้อแดงยึดมั่นเคลื่อนไหวด้วยพลังมวลชนภายใต้ข้อเรียกร้องแบบนี้ เราจะสามารถผลักดันวาระทางสังคมให้ก้าวหน้าไปสู่การสร้างประชาธิปไตยแท้ได้ ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งอย่างไร และไม่ว่านักการเมืองพรรคเพื่อไทยจะอ่อนแอทางการเมืองแค่ไหน และถ้าเราจะสามารถเคลื่อนไหวภายใต้ข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้า และเป็นรูปธรรม เพื่อล้มอำมาตย์ เราจะต้องอาศัยการนำแบบ “แกนนอน” คือนำตนเอง บวกกับการสร้างองค์กรที่รวมศูนย์เพื่อหาจุดร่วม พร้อมๆ กัน

 

จุดต่ำสุดของพวกที่เน้นแต่นิยายเรื่องอำนาจภูมิพล

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

พวก นปช.ยูเอสเอ อ.ชูพงษ์ และอ.สุรชัย ใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี เพื่อทำให้คนเสื้อแดง “ตามัวหมอง” มองไม่เห็นความซับซ้อนของอำนาจอำมาตย์ ด่าแต่ภูมิพลแต่ปกป้องทหารมือเปื้อนเลือด เพราะพวกนี้ต้องการสร้างความแตกแยกและความสับสนในขบวนการเสื้อแดง ปัจจุบันเขาต้องการทำลายความมั่นใจของคนเสื้อแดงในการต่อสู้แนวมวลชน และต้องการป้ายร้าย นปช. แดงทั้งแผ่นดิน แต่การเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงเป็นแสนๆ ล้านๆ คือแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่การปลดแอกตนเองของประชาชน โดยเฉพาะถ้ามีการขยายการเคลื่อนไหวไปสู่ขบวนการแรงงานเพื่อการนัดหยุดงาน และการจัดตั้งทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อกดดันพรรคเพื่อไทย หรือเพื่อสร้างพรรคใหม่ที่ครองใจประชาชนได้  นี่คือสาเหตุที่ผมต้องวิจารณ์อ.สุรชัย และ อ.ชูพงษ์ อย่างตรงไปตรงมา

ผลรูปธรรมของการทำงานของ อ.สุรชัย ในไทย คือการทำให้คนตัดสินใจที่จะไม่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนกับ นปช. แดงทั้งแผ่นดินอีก เพราะอ.สุรชัยเสนอในคลิปวิทยุเมื่อต้นปีนี้ว่า “มวลชนสู้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะเคลื่อนไหว”  และแทนที่จะเคลื่อนไหวก็แค่จัดเวทีด่าเจ้าให้คนพึงพอใจในการฟังแล้วกลับบ้าน คนที่เชื่อมั่นในแนว อ.สุชัยต้องปิดหูปิดตาถึงการปฏิวัติอียิปต์และที่อื่น และไม่สนใจประเด็นการเมืองทั่วไปเช่นสงครามป่าเถื่อนกับเขมร และคงต้องนั่งรอที่บ้าน “ให้คนอื่นล้มอำมาตย์ให้” ซึ่งถ้าคนเสื้อแดงทั้งหมดทำแบบนั้น เราจะเป็นทาสตลอดกาล

ในความจริง คนเสื้อแดงตาสว่าง เลิกชื่นชมนายภูมิพลและครอบครัวเพี้ยนของเขา เพราะนายภูมิพลปล่อยให้ทหารทำรัฐประหาร และปล่อยให้รัฐบาลอภิสิทธิ์กับนายพลชาติชั่วฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า และภรรยาภูมิพลไปงานศพพันธมิตรฯ คนเสื้อแดงจึง “ตาสว่าง” เอง ไม่ต้องมีอาจารย์หมวกดาวแดงที่ไหนสอน แต่คนที่ดูถูกความสามารถของมวลชนที่จะปลดแอกตนเองอย่าง อ.ชูพงษ์และ อ.สุรชัย ย่อมมองว่ามวลชนคิดเองไม่เป็นด้วย

ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายไทย ทราบดีว่ากลุ่มอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร แยกตัวออกจาก พคท. เพื่อหักหลังการต่อสู้ของประชาชนและจับมือกับทหารเผด็จการ อ.ชูพงษ์เป็นสายตรงของ อ.ประเสริฐ และตอนนี้ดูเหมือนว่า อ.สุรชัยใช้แนวเดียวกัน คือพยายามอ้างว่าตัวเองเป็น “นักปฏิวัติแท้” ป้ายสีแกนนำ นปช. แต่ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการโค่นอำมาตย์ ไม่โจมตีทหาร ปฏิเสธว่าไทยมีเผด็จการทหารด้วยซ้ำ และสร้างนิยายว่านายภูมิพลสั่งการทุกอย่างเหมือนเป็นเทวดาลึกลับ

ทหารมือเปื้อนเลือดคงหัวเราะพึงพอใจกันอย่างถ้วนหน้า เพราะทหารไทยต้องการให้เราเชื่อว่าภูมิพลเป็นเทวดาผู้ทรงอำนาจสูงสุดมานาน เนื่องจากทหารต้องการใช้นายภูมิพลเพื่อสร้างความกลัวและความชอบธรรมกับตนเองมาตลอด และนายภูมิพลไม่เคยปฏิเสธที่จะร่วมมือกับทหาร ไม่มีความรับผิดชอบพอ หรือความกล้าหาญพอ หรือความประสงค์พอ ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่งกอบโกยเงินทองทรัพย์สินจนเป็นผู้นำที่รวยที่สุดในโลก

ตอนนี้จุดต่ำสุดของพวก “พูดเอามัน – ด่าแต่เจ้า” คือการสร้างนิยายป้ายร้ายว่าคนเสื้อแดงที่ยังรักเจ้าอยู่หรือคนเสื้อแดงที่ยังไม่สะดวกที่จะปฏิเสธเจ้าเพราะมันมีกฏหมายหมิ่นฯ “เป็นพวกรับใช้เจ้า”  มีการพูดว่า“ดังนั้นเขาเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์” นี่คือข้อกล่าวหาทุเรศที่สุดที่พวกนี้ใช้กับ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หรือ อ.ธิดา ในรูปธรรมมันเป็นความพยายามที่จะสร้างความแตกแยกและทำลายขบวนการเสื้อแดงซึ่งพวก “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” พวกนี้ไม่เคยมีบทบาทในการสร้างแต่แรก

ในความเห็นส่วนตัวของผม ทหารชาติชั่ว ข้าราชการชั้นสูง นายทุนหัวเหลืองรักเจ้า และประชาธิปัตย์ ใช้สถาบันกษัตริย์ในการสร้างความกลัวและความชอบธรรมกับสิ่งที่พวกอำมาตย์เหล่านี้ทำมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ และภูมิพลก็ยินดีถูกใช้และร่วมกินผลประโยชน์ด้วย ดังนั้นเราต้องล้มอำมาตย์ ปฏิรูปกองทัพแบบถอนรากถอนโคน และยกเลิกสถาบันกษัตริย์พร้อมๆ กัน ถ้าเราเชื่อ อ.สุรชัย และ อ.ชูพงษ์ เราจะไม่แตะทหารเลย และจะงมงายในนิยายว่าทหารไม่มีอำนาจ

ผมเข้าใจดีว่าคนเสื้อแดงมีความหลากหลายทางความคิด บางคนอาจยังหลงรักเจ้าอยู่ คนจำนวนมากอาจกลัวที่จะวิจารณ์เจ้า แต่คนจำนวนมากกว่า อาจเสื้อแดงส่วนใหญ่ เกลียดเจ้า ตรงนี้เข้าใจได้และเราทำงานร่วมกับเสื้อแดงที่มีความคิดแตกต่างได้ถ้าจุดร่วมของเราคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยเน้นการเคลื่อนไหวของมวลชน นักปฏิวัติเสื้อแดงร่วมกับนักปฏิรูปเสื้อแดงได้

อ.ธิดา และ นปช. แดงทั้งแผ่นดินไม่เคยอ้างว่าใช้แนวปฏิวัติ ดังนั้นเราไม่ต้องไปต่อว่าเขาว่าไม่จริงใจในการปฏิวัติ  แกนนำ นปช. หลายคนยากลำบากและติดคุกด้วย เราร่วมมือกับเขาได้ด้วยมิตรภาพ ทั้งๆ ที่นักปฏิวัติอย่างผมมองว่าต้องไปไกลกว่ากรอบระบบเดิม คือต้องล้มโครงสร้างอำมาตย์ทั้งหมด ถ้าให้เลือกระหว่างนักปฏิรูปที่มีมวลชนเป็นล้านอย่าง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน กับ “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” อย่าง อ.สุรชัยและอ.ชูพงษ์ที่แค่พูดเอามัน ผมขอยืนข้าง นปช. แดงทั้งแผ่นดินตลอด

ในรูปธรรมนักปฏิวัติที่ต้องการสร้างรัฐไทยใหม่ ต้องเรียนบทเรียนจาก อียิปต์ ตูนีเซีย และ ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภา ๓๕ คือพลังในการล้มเผด็จการคือพลังมวลชน มวลชนปลดแอกตนเองได้ และถ้ามีการนัดหยุดงานทั่วไปเสริม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ถ้าประชาชนเดินหน้าเข้าไปมุงล้อมและคุยด้วยกับทหารชั้นล่างเราอาจกดดันให้เขาเปลี่ยนข้างและหันปืนใส่นายพลได้ สิ่งเหล่านี้เกิดที่อียิปต์และตูนิเซีย และเราใช้วิธีเดียวกันในการโค่นอำมาตย์ไทยได้

บทเรียนสำคัญจากอียิปต์คือ ถ้าไม่มี “แกนนอน” ริเริ่มและประสานการประท้วงในทุกรูปแบบ การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญทางการเมือง ดังนั้นเราต้องมีการจัดตั้งทางการเมืองที่รวมศูนย์ด้วย เพื่อการนำและการวิเคราะห์ที่ชัดเจน ภาระของเราคือการสร้างขบวนการที่มีทั้งรูปแบบแกนนอนและการรวมศูนย์พร้อมกัน

คนที่ต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงใจบริสุทธิ์ด้วยนิยายปิดหูปิดตาที่อ้างว่าทำให้คน “ตาสว่าง” ซึ่งเป็นนิยายที่ทหารเองใช้ในการสร้างความกลัวให้กับประชาชน คนเหล่านี้เป็นศัตรูของประชาชน ฟังอ.สุรชัยและอ.ชูพงษ์ให้ดี ฟังข้อเสนอของเขาให้ดีด้วย จะพบว่าไม่มีอะไรนอกจากการด่ากษัตริย์ ด่าแกนนำเสื้อแดง และตั้งความหวังว่ากษัตริย์และคนข้างบนจะยกประชาธิปไตยให้ประชาชน ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นนิยายพิษก็คงเป็นเรื่องตลก

 

ถ้าเข้าใจระบบการปกครองก่อนการล่าอาณานิคมของต.ต.จะทราบว่า

คัดจากหนังสือ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อถกเถียงทางการเมือง”

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์ (ซื้อได้ในประเทศไทย)

“ตัวอย่างอื่นๆ ของการบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มาจากชนชั้นปกครองและนักวิชาการของเขา ทุกครั้งที่มีการสร้างชาติก็ต้องมีการสร้างนิยายประวัติศาสตร์ของชาติย้อนหลัง ที่อ้างว่าผู้คนในประเทศต่างๆ มีสำนึกรักชาติมาแต่ไหนแต่ไร บางครั้งมีการสร้างนิยายความคิดเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติในอดีต ซึ่งสอดคล้องกับข้ออ้างปัจจุบันว่าคนที่เชื้อชาติต่างกันในสังคมมักขัดแย้งกันทางผลประโยชน์เสมอ หรืออาจมีการเสนอภาพว่าการปกครองในอดีต รวมศูนย์เหมือนปัจจุบันเป็นต้น แต่ทั้งหมดเป็นการโกหกทางประวัติศาสตร์…..

….เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนทุนนิยมไม่มีรัฐชาติ ไม่มีพรมแดนของรัฐชาติ ไม่มีแผนที่ของประเทศต่างๆ ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่ปกครองประเทศแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และไม่มี “เมืองหลวง” ดังนั้น ”ไทย” ไม่เคยรบ “พม่า” มีแต่สงครามระหว่าง  อังวะ (Ava) หรือ หงสาวดี (Pegu) กับอยุธยา และสุโขทัยไม่เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย แทนที่จะมีประเทศลาว ไทย เขมร และเวียดนาม มีแต่อาณาจักร จัมปา  อันนาม  ขอม ล้านช้าง  ฯลฯ

ระบบการปกครองในยุคก่อนทุนนิยมไม่เคยรวมศูนย์ในลักษณะรัฐชาติปัจจุบันเพราะผู้ครองเมืองที่เรารู้จักว่าเป็น “พระเจ้าแผ่นดิน” มีอำนาจจำกัด อำนาจทางการเมืองขึ้นอยู่กับอำนาจทางทหาร ซึ่งผูกพันกับความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการค้า เมืองที่มีอำนาจจะแผ่อิทธิพลออกไปรอบๆ แต่อิทธิพลดังกล่าวจะลดลงตามสัดส่วนของความห่างไกลจากเมืองและความสามารถที่จะส่งกองกำลังไปบังคับใคร รูปแบบการปกครองในลักษณะวงกลมซ้อนๆ ที่แผ่ออกจากเมืองใหญ่นี้เรียกว่า Galactic Polities  หรือ Mandala States

ในระบอบการปกครองแบบนี้ เมืองที่มีขนาดเล็กและมีอำนาจน้อยอาจเป็น “หัวเมือง” แต่เราไม่ควรใช้กรอบคิดแบบรัฐชาติมามองว่าหัวเมืองเป็น “เมืองขึ้น” เพราะหัวเมืองหนึ่งอาจอยู่ภายใต้อำนาจของเมืองใหญ่ที่เป็นคู่แข่งกันหลายเมืองก็ได้ และอาจมีอำนาจเหนือเมืองเล็กๆ เองด้วย ตัวอย่างของ “หัวเมือง” แบบนี้คือเชียงใหม่หรือเวียงจันทน์ การทับซ้อนของอำนาจแบบนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราไม่สามารถวาดแผนที่ของรัฐต่างๆ ในยุคนั้นได้ อีกสาเหตุหนึ่งคือความไม่คงที่ถาวรของอำนาจเมืองต่างๆ

ผู้ปกครองเมืองในระบบ Galactic Polities / Mandala States นี้มีอำนาจภายในเมืองตนเองจำกัด ซึ่งนำไปสู่การกระจายและแบ่งอำนาจให้ผู้อื่นเพราะไม่มีกองทัพถาวรหรือข้าราชการประจำที่จะใช้ในการปกครองและการเกณฑ์แรงงาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมูลค่าทั้งปวง หรือแหล่งสำคัญที่จะสร้างกองทัพ อยู่ในมือของเจ้าขุนมูลนาย”

 

อียิปต์ ชัยชนะของประชาชน ประชาชนจงเจริญ!!!

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ประชาชนอียิปต์ได้รับชัยชนะในการล้มอำมาตย์มูบารักหลังจากที่เคลื่อนไหวมา 18 วัน การปฏิวัติอียิปต์ถูกนิยามโดยผู้เข้าร่วมต่อสู้ว่าเป็น “การปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”  และบทเรียนแหลมคมสองบทที่คนเสื้อแดงจะได้จากชัยชนะของประชาชนอียิปต์คือ

  1. การต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาด
  2. การนัดหยุดงานทั่วไปสามารถกดดันอำมาตย์ในด้านเศรษฐกิจและนำไปสู่ชัยชนะได้

 

ความสำคัญของมวลชนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมากในไทย หลายคนหันหลังให้มวลชน เพื่อไปพูด “เอามัน”เรื่องการจับอาวุธ หรือเพื่อด่าแกนนำว่า “พาคนไปตาย” หรือเพื่อเสนอว่าเราสู้เองไม่ได้ถ้าไม่พึ่งพิงผู้ใหญ่ ไมว่าจะเป็นนายทุน หรือทหารแตงโม การปฏิวัติอียิปต์พิสูจน์ว่าการหันหลังให้มวลชนเป็นทางตันที่จะพาเราไปสู่ความพ่ายแพ้และการยอมจำนน

การลุกฮือของประชาชนอียิปต์ไม่เคยง่าย อำมาตย์อียิปต์ครองอำนาจมา 30 ปี ในเวลานั้น มีการปราบ ขัง ฆ่า ทรมาณ นักเคลื่อนไหวที่ต้องการประชาธิปไตย มีการปราบปรามและกดขี่สหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และล้างสมองประชาชนด้วยนิยายชาตินิยม และเมื่อประชาชนแสดงความกล้าหาญในการลุกสู้เมื่อเดือนมกราคม อำมาตย์อียิปต์ก็ลงมือฆ่ากว่า 300 ศพ บาดเจ็บเป็นพัน สาเหตุสำคัญที่ทหารอียิปต์ยังไม่ปราบฆ่าประชาชนก็เพราะมวลชนไปมุงล้อมคุยและกดดันทหารชั้นล่าง พวกนายพลอำมาตย์เลยไม่แน่ใจว่าจะสั่งทหารเกณฑ์ได้หรือไม่

ดังนั้นคนที่แก้ตัวว่า “อียปต์ไม่เหมือนไทย” เป็นคนที่พยายามหาข้อแก้ตัวว่าทำไมเราสู้ไม่ได้และต้องยอมจำนนเป็นทาสตลอดกาล

แน่นอนการต่อสู้ในโลกจริงไม่เคยมีหลักประกันว่าจะชนะเสมอ คนเสื้อแดงทราบดีด้วยความเจ็บปวด แต่วิธีการต่อสู้มีความสำคัญในการช่วยให้มวลชนชนะ การปฏิวัติอียิปต์ระเบิดขึ้นเพราะมีการเคลื่อนไหวแบบ “แกนนอน” ทุกคนนำตนเอง ไม่มีใครสั่งให้เลิกหรือปรองดองได้ง่ายๆ พวกฝ่ายค้านเก่าที่อนุรักษ์นิยมและหวาดระแวง เช่นพรรค “พี่น้องมุสลิม” ไม่ได้มีส่วนในการริเริ่มการต่อสู้ และกล้าๆ กลัวๆ ในการสนับสนุนในระยะเริ่มแรก ถ้าไม่มีแกนนอน การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย

แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อประชาชนอียิปต์ประสบความสำเร็จในการล้มมูบารัก เพราะคำถามต่อไปมีมากมาย เช่น

  • จะไว้ใจกองทัพได้หรือไม่ ในเมื่อนายพลเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเก่า?
  • จะกีดกันไม่ให้นักการเมืองฉวยโอกาสมากินกำไรฟรีๆ จากการปฏิวัติ? เช่นคนอย่าง โมฮัมมัด เอลบอรอได หรือแม้แต่พรรคพี่น้องมุสลิม
  • จะผลักดันการต่อสู้ให้ไปไกลกว่านี้เพื่อล้มระบอบอำมาตย์เก่าทั้งระบอบ และเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมอย่างไร?
  • จะรวมพลังขบวนการแรงงานให้เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร ขบวนการแรงงานที่ออกมาสู้จะต้องกลับไปทำงานภายใต้เงื่อนไขและเจ้านายเดิมจริงหรือ?
  • จะปฏิรูปตำรวจ ศาล และกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนอย่างไร?

เรื่องแบบนี้ตัดสินใจแบบแกนนอนไม่ได้ ต้องอาศัยการเสนอแนวทางที่ชัดเจนบนพื้นฐานการวิเคราะห์สังคม และการเสนอแนวที่ชัดเจนแบบนั้นแปลว่าต้องมีองค์กรทางการเมืองหรือพรรคที่รวมตัวกันภายใต้ความคิดร่วม และแน่นอนมันจะมีหลายพรรคหลายองค์กรที่แข่งแนวกันเพื่อครองใจมวลชน แต่ถ้าผู้ที่ทำการปฏิวัติไม่รวมตัวกันทางการเมืองแบบนั้น คนอื่นจะมาช่วงชิงการนำแทน และอาจพาสังคมไปสู่การปกป้องระบอบเดิม เราเห็นชัดในกรณี ๑๔ ตุลาคมที่ไทย

หลังจากที่ป่าแตกและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก กระแสการปฏิเสธ “ชนชั้น” และการหันหลังให้กับการทำงานในขบวนการแรงก็เกิดขึ้น การปฏิวัติที่อียิปต์พิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงต้องขยันในการจัดตั้งทางการเมืองในขบวนการแรงงานไทย เพื่อใช้อำนาจทางเศรษฐกิจกดดันอำมาตย์ผ่านการนัดหยุดงาน

สิ่งที่ทำให้ประชาชนอียิปต์โกรธแค้นคือเรื่องการตกงาน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเป็นเผด็จการของรัฐบาล และการที่อำมาตย์เหยี่ยบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อคืนก่อนที่มูบารักจะลาออก มูบารักออกโทรทัศน์และเรียกประชาชนอียิปต์อย่างดูถูกดูหมิ่นว่าเป็น “ลูก” ดังนั้นถ้าเราจะล้มอำมาตย์ไทย เราต้องมีข้อเรียกร้องทางเศรษฐกกิจและการเมืองพร้อมกันที่ครองใจประชาชนได้ และชี้ทางไปสู่การสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนที่ถูกสอนมาตลอดว่าเป็นแค่ฝุ่นใต้ตีน

การปฏิวัติอียิปต์จะแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ที่ปกครองโดยทรราชในตะวันออกกลาง เช่น จอร์แดน เยเมน บาหเรน ซาอุ อัลจีเรีย โมรอโค และจะทำให้ทรราชในไทย และทรราชในจีนหนาว การปฏิวัติอียิปต์ ถ้าไปในทิศทางที่เสริมชัยชนะของประชาชน จะลดอิทธิพลของจักรวรรดินิยมสหรัฐ มหาอำนาจตะวันตก และอิสราเอล ในตะวันออกกลาง และจะสร้างความหวังให้ชาวปาเลสไตน์

จงร่วมกันฉลองชัยชนะของประชาชนอียิปต์ แต่ฉลองเสร็จจงลงมือทำงานการเมืองต่อไป ประชาชนจงเจริญ!! ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!!

 

อนาคตการต่อสู้ของคนเสื้อแดง(ภาค๒) “บทบาทนายภูมิพล”

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.