Feeds:
Posts
Comments

Archive for March, 2009

ทำไมต้องจงรักภักดี?

ใจ  อึ๊งภากรณ์

 

 

ในระบบประชาธิปไตยการมีประมุขไม่ว่าจะเป็นกษัตรย์หรือประธานาธิบดี ไม่ได้แปลว่าพลเมืองจะต้องจงรักภักดีต่อประมุขแต่อย่างใด ตรงกันข้ามประมุขจะต้องจงรักภักดีต่อประชาชนผู้เป็นพลเมือง เพราะในระบบประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินและมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด ในกรณีที่ประเทศมีระบบประธานาธิบดีประมุขจะต้องได้รับการเลือกมาจากประชาชน ประชาชนจึงเป็นเจ้านายแท้ของประธานาธิบดี  ในกรณีที่คนส่วนใหญ่อยากมีประมุขเป็นกษัตรย์ กษัตริย์จะต้องเข้าใจว่าเขาต้องรับใช้ประชาชนและเขาจะต้องสะท้อนความคิดของประชาชนส่วนใหญ่และของประชาชนที่เป็นส่วนน้อยอีกด้วย จึงจะเป็น “จุดรวมศูนย์ของชาติ” ได้  ในกรณีกษัตริย์ยุโรป ถ้าประชาชนเลือกพรรคสังคมนิยมมาเป็นรัฐบาล กษัตริย์จะต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลนั้น

 

     ถ้ากษัตริย์ผู้เป็นประมุขเพียงแต่เข้าข้างคนส่วนน้อยที่มีอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ต้องถือว่ากษัตริย์ละเมิดอธิปไตยแท้ของพลเมือง และไม่เคารพประชาธิปไตย

 

     รัฐธรรมนูญต่างๆของประเทศไทยหลัง 2475 กำหนดไว้ว่ากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้นกษัตริย์ต้องถือว่าเป็นผู้รับใช้ประชาชน ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องถือว่าเรามีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ทำไมเล่า…ชนชั้นปกครองไทยถึงชอบสร้างภาพว่ากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดและบังคับให้เราต้องจงรักภักดีต่อเขา?

 

     การสร้างภาพว่าเราต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ โดยไม่มีการอธิบายเหตุผลว่าทำไมในระบบประชาธิปไตยที่ถือว่าพลเมืองมีอำนาจสูงสุด เราจะต้องไปจงรักภักดีต่อคนๆหนึ่งที่บังเอิญเกิดมาในตระกูลหนึ่ง เป็นการพยายามล้างสมองประชาชนอย่างไร้ปัญญา  และด้วยเหตุที่มีการสร้างกระแสความเกรงกลัว  คนไทยจำนวนมากจึงไม่กล้าตั้งคำถามอย่างเปิดเผยกับข้อเสนอว่า”เราต้องจงรักภักดี” ไม่กล้าตั้งคำถามกับข้อเสนอว่าสถาบันกษัตริย์มี “ความศักดิ์สิทธิ์” และไม่กล้าตั้งคำถามกับการยัดเยียดความคิดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เคียงข้างสังคมไทยมาตั้งแต่โลกเกิดและได้ทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข

 

     ทั้งวิภาษวิธีมาร์คซิสต์และศาสนาพุทธ เสนอว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นเวลาชนชั้นปกครองพูดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน มันเป็นคำพูดที่ไร้วิทยาศาสตร์  เป็นคำพูดเท็จเพื่อให้พลเมืองเป็นไพร่…แต่เป็นไพร่ของใคร? คำตอบคือเป็นไพร่ของทหาร อภิสิทธิชน ประชาธิปัตย์และคนอื่นที่เกาะกินรวบอำนาจและขูดรีดประชาชน ในเครือข่าย “คนรักเจ้า”

 

     ข้อเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ไทยทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุข เป็นข้อเสนอที่เหลวไหลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่นำไปสู่การปฏิวัติ 2475 ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารที่ครองเมืองมานานพร้อมกับการโกงกินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 หรือวิกฤติการเมืองปัจจุบัน และไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยที่เห็นได้ชัดในสังคมไทย  สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ชี้ให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขกับพลเมืองแต่อย่างใด  คือเป็นอุปสรรคและกาฝากสังคมด้วย เพราะกษัตริย์ไม่ยอมปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ยอมห้ามคนที่เอาเปรียบประชาชน และเครือข่ายพระราชวังใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทั้งๆที่งบประมาณส่วนนี้ควรจะนำมาสร้างรัฐสวัสดิการ

 

     เครือข่ายเจ้าพร้อมที่จะให้ประชาชนหมอบคลานกราบตีน และใช้ราชาศัพย์พิเศษอันแสดงความเป็นเทวดาเหนือคนอื่น นี่คือพฤติกรรมของผู้ที่ไม่รู้จักบุญคุณของประชาชนและไม่รู้จักการเคารพพลเมืองทั้งปวงในรูปแบบประชาธิปไตย

 

     ดังนั้นผมขอฟันธงว่า ในระบบประชาธิปไตยแท้ พลเมืองจะต้องจงรักภักดีและเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนพลเมืองด้วยกัน เราจะต้องไม่จงรักภัคดีต่อคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายพล นายกรัฐมนตรี หรือ ประธานาธิบดี และไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์นอกจาก “สิทธิเสรีภาพ  ประชาธิปไตย และความเสมอภาค” นักการเมืองหรือนักวิชาการคนไหนที่พูดว่าเราต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ในยุคนี้ต้องถือว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตยอันแท้จริง

Read Full Post »

ข้อกล่าวหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

และคำโต้ตอบของ ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ขอประกาศให้สังคมทราบว่าผมไม่ได้หนีคดี ผมมาอยู่ที่อังกฤษเพื่อมีสิทธิเสรีภาพที่จะโต้ตอบข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ซึ่งผมทำไม่ได้ในประเทศไทย เนื่องจากไทยไม่มีประชาธิปไตยและความยุติธรรม

 

ผมท้าให้ทางฝ่ายรัฐบาลไทย ทหาร หรือศาล อธิบายเหตุผลว่าทำไมคำโต้ตอบคดีของผมข้างล่างนี้ “ฟังไม่ขึ้น” และทำไมต้องดำเนินคดีกับผมต่อไปและออกหมายจับ

 

ผมท้าให้สื่อกระแสหลักในไทยพิมพ์ข้อโต้ตอบของผมทั้งหมดและความเห็นของศาลและรัฐบาล เพื่อ “พิสูจน์” ว่ามีความโปร่งใสในสังคม เพราะถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นก็เท่ากับเป็นยืนยันว่าไทยขาดระบบยุติธรรม

 

หนังสือวิชาการ A Coup for the Rich เป็นหนังสือที่วิจารณ์การทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยที่ผมเสนอว่ารัฐประหารขาดความชอบธรรม และเป็นการทำลายประชาธิปไตย โดยกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มในสังคมไทยที่ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์ แต่กลุ่มเหล่านี้ที่นำโดยทหาร คมช. ซึ่งยึดอำนาจ ได้ลากสถาบันกษัตริย์ ซึ่งควรจะอยู่เหนือการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง เพราะทหารเผด็จการอ้างความชอบธรรมจากสถาบันนี้มาอย่างต่อเนื่อง การกระทำของทหารในครั้งนั้น และการดำเนินคดีหมิ่นเดชานุภาพฯ กับผู้ที่คัดค้านรัฐประหาร โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และทหารบางส่วน ได้สร้างภาพว่าสถาบันกษัตริย์ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ภาพนี้อาจไม่ตรงกับความจริงทั้งหมด แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจกับปวงชนชาวไทยจำนวนมาก และได้นำสถาบันกษัตริย์เข้าสู่วิกฤตทางการเมืองอันใหญ่หลวง

 

อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ไม่ได้วิจารณ์ทหารผู้ทำรัฐประหารแต่อย่างใด และไม่เคยออกมาปกป้องประชาธิปไตยหรือรัฐธรรมนูญ และราชินีได้ออกมาเลือกข้างสนับสนุนพันธมิตรอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดต่อหลักประชาธิปไตยสากล ทั้งหมดนี้นำไปสู่กระแสที่เรียกร้องให้กษัตริย์แยกตัวออกจากการเมือง หรือให้ประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ

 

หนังสือวิชาการ A Coup for the Rich พยายามที่จะอธิบายว่าทำไม ความจริงซับซ้อนกว่า และไม่ตรงกับภาพเท็จว่าสถาบันกษัตริย์ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่พระมหากษัตริย์ลงพระบรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเผด็จการ ส่งผู้แทนไปเปิดรัฐสภาที่ทหารแต่งตั้ง และกล่าวคำชมนายกรัฐมนตรี ประเด็นสำคัญคือทหารและฝ่ายเผด็จการ ไม่ได้ให้ทางเลือกอื่นต่อสถาบันกษัตริย์ หรือเป็นไปได้ว่ากษัตริย์ยินดีที่จะเลือกทำ ซึ่งการกระทำนี้ได้สร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทย ตรงนี้ทำให้เราเห็นว่าการมีสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ในรูปแบบนี้ ไม่ได้ปกป้องเสถียรภาพของสังคมและความสงบของชีวิตพลเมืองแต่อย่างใด

 

ในการถกเถียงกับนักวิชาการกระแสหลักที่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจสูงและหนุนหลังรัฐประหาร เราต้องเริ่มจากการยอมรับภาพที่ออกมา เช่นการลงพระบรมาภิไธย และการไม่ตักเตือนผู้ทำรัฐประหาร แล้วค่อยๆ อธิบายต่อไปว่าภาพดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์มีอำนาจและเสรีภาพเต็มที่ นี่คือสิ่งที่ผมอธิบายในหนังสือเล่มนี้ทั้งเล่ม ถ้าจะเข้าใจ ต้องอ่านเนื้อหาทั้งเล่ม ไม่ใช่หยิบยกบางท่อนมาตามลำพังในลักษณะแยกส่วน อย่างที่ตำรวจเสนอ

 

การกล่าวหาผมว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย

 

ผมปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง

 

 

ขอตอบข้อกล่าวหา จากแต่ละท่อนในหนังสือ A Coup for the Rich ที่รัฐบาลอ้างว่าหมิ่นกษัตริย์

 

ผมเขียนว่า…

1.      “กลุ่มพลังหลักที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยา ประกอบไปด้วย กลุ่มที่ไม่พอใจกับประชาธิปไตยในกองทัพและหมู่ข้าราชการชั้นสูง นักธุรกิจที่โกรธทักษิณ และปัญญาชนกับนักการเมืองเสรีนิยม การทำรัฐประหารได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ด้วย กลุ่มพลังที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหารมีจุดร่วมในการดูถูกและเกลียดชังคนจน สำหรับเขา การมีประชาธิปไตย “มากไป” ให้อำนาจ“มากเกินไป”กับคนจนที่ลงคะแนนเสียง และส่งเสริมให้รัฐบาลใช้เงินอย่างไม่ระมัดระวังในการให้สวัสดิการ สำหรับคนเหล่านี้ประเทศไทยแบ่งแยกระหว่าง  “ชนชั้นกลางที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย” และ “คนจนในชนบทและเมืองที่โง่และขาดความรู้” แต่ความจริงตรงกันข้าม คนจนเข้าใจและสนับสนุนประชาธิปไตย ในขณะที่คนที่ใครๆ เรียกว่าเป็นคนชั้นกลางใช้ทุกวิถีทางที่จะปกป้องอภิสิทธิ์”

 

เป็นความจริง และเป็นข้อมูลสาธารณะที่รับรู้ทั่วไปในสังคมไทยอย่างเปิดเผย ไม่มีการใช้ข่าวลือและไม่ได้นินทาใคร ย่อหน้านี้พยายามริเริ่มการแยกกลุ่มพลังที่อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ออกจากสถาบันกษัตริย์ที่เพียงแต่มีภาพว่า “เห็นชอบ” กับการกระทำของทหารที่ทำลายประชาธิปไตย เนื่องจากมีการลงพระบรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเผด็จการ

 

2.      “คณะทหารอ้างว่าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี “พลเรือน” นักวิจารณ์ในสังคมวิ่งไปชื่นชมพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ โดยเสนอว่าเขาเป็น “คนดีที่มีศีลธรรม” ในความเป็นจริง สุรยุทธ เมื่อรับราชการทหารในปี ๒๕๓๕ มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นองเลือดที่ทหารกระทำต่อผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ไร้อาวุธ[1] เพราะได้นำกองกำลังทหาร 16 คนบุกเข้าไปในโรงแรมรัตนโกสิน ในขณะนั้นโรงแรมถูกใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม และทหารของสุรยุทธได้ตีและเตะประชาชน ภาพข่าวจากช่องโทรทัศน์ BBC และ CNN แสดงให้เห็นว่าทหารเดินบนร่างประชาชนที่ถูกสั่งให้นอนลงกับพื้น [2] สามเดือนหลังจากรัฐประหาร 19 กันยาในหลวงได้ชมนายกสุรยุทธในคำปราศรัยเนื่องในวันเฉลิมฯ”

 

ข้อความในย่อหน้านี้ล้วนแต่เป็นความจริงที่ปรากฏในข่าว และมีหลักฐานรองรับทั้งสิ้น ถ้าการพูดความจริงเป็นการหมิ่นใคร สังคมย่อมเป็นสังคมแห่งการโกหก

 

3.      “สมาชิกสภาที่แต่งตั้งโดยทหารหลังรัฐประหาร ได้รับเงินเดือนและเงินค่าต่างๆ 140,000บาท ในขณะที่กรรมกรส่วนใหญ่รับค่าจ้างขั้นต่ำเพียงเดือนละ 5000 บาท และเกษตรกรจำนวนมาได้น้อยกว่านี้ พวกส.ส.เหล่านี้ได้เงินเดือนจากที่อื่นอีกด้วย รัฐบาลอ้างว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียงของกษัตริย์ และพูดว่าเราต้องไม่โลภมาก ดูเหมือนทุกคนต้องพึงพอใจกับระดับพอเพียงของตนเอง เราอาจคิดไปว่า จอร์ช ออร์เวล คงจะเสนอว่า “บางคนพอเพียงมากกว่าผู้อื่น” สำหรับพระราชวัง ความพอเพียงหมายถึงการมีหลายๆ วัง และบริษัททุนนิยมขนาดใหญ่เช่นธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับทหารเผด็จการความพอเพียงหมายถึงเงินเดือนสูง และสำหรับเกษตรกรยากจนหมายถึงการเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบากโดยไม่มีการลงทุนในระบบเกษตรสมัยใหม่ รัฐมนตรีคลังเสนอว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือการ “ไม่มากไปหรือน้อยไป” คือให้พอดีนั้นเอง เราคงไม่แปลกใจที่ พอล์ แฮนลี่ เสนอว่าเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ทฤษฏีเศรษฐกิจจริง[3] นอกจากนี้ คมช. ได้ยุบศูนย์ลดความยากจนของรัฐบาลทักษิณ และย้ายไปภายใต้ กรอมน.เพื่อเป็นศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง[4]

 

ย่อหน้านี้เป็นรายงานความจริงที่ทุกคนในสังคมรับทราบ และเป็นการวิจารณ์นโยบายสองมาตรฐานของรัฐบาล คมช. และชี้ให้เห็นถึงท่าทีต่อคนจน นอกจากนี้เป็นการอธิบายเกริ่นนำเรื่องปัญหาของเศรษฐกิจพอเพียง การวิจารณ์และทำความเข้าใจกับนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ เป็นภาระหน้าที่ปกติของนักวิชาการที่สอนเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างผม และกษัตริย์ได้เคยอธิบายว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่เป็นการปรับตัวของประชาชนให้เหมาะสมกับสถานภาพของแต่ละคน ที่แตกต่างกัน

 

4.      “เราไม่ควรรีบสรุปว่าเครือข่ายทหาร-พลเรือนที่ต้านทักษิณเป็นเครือข่ายภายใต้อำนาจของกษัตริย์ ทั้งๆ ที่อาจมีสายสัมพันธ์กับพระราชวังบ้าง แต่ พอล์ แฮนลี่ เสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจมากที่สุดในสังคมและต้องการย้อนกลับไปสู่กษัตริย์ธรรมราชาแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์[5] แฮนลี่ เสนออีกว่าทักษิณกำลังท้าทายกษัตริย์เพื่อหวังเป็นประธานาธิบดี แต่ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่สนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้ แท้จริงแล้วในหนังสือของแฮนลี่กลับมีข้อมูลมากมายที่เสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจจำกัด อย่างไรก็ตามความเชื่อของแฮนลี่ว่ารัฐประหาร 19 กันยา เป็น “รัฐประหารของพระราชวัง” สะท้อนความเชื่อของคนจำนวนมากในสังคมไทย”

 

ย่อหน้านี้เป็นการพยายามถกเถียงกับจุดยืนของนักวิชาการกระแสหลักที่เชื่อว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจมากกว่าคนอื่นในสังคม และเป็นการเถียงกับผู้ที่มองว่ารัฐประหารและวิกฤตการเมือง มาจากความขัดแย้งระหว่างพระราชวังกับทักษิณ เป็นข้อเสนอที่มาจากการพิจารณาข้อมูลความจริง และเป็นข้อเสนอที่มองว่ากษัตริย์ไทยไม่ใช่กษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

ดังนั้นการกล่าวหาผมว่าย่อหน้านี้หมิ่นกษัตริย์จึงเป็นความพยายามที่จะเสนอว่ามุมมอง พอล์ แฮนลี่ ถูกต้องและเราอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

 

5.      “สถาบันกษัตริย์ในรอบ150 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่ามีความสามารถอย่างน่าทึ่งในการปรับตัวกับทุกสถานการณ์ และสามารถทำแนวร่วมกับกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารหรือรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ประมุขอาจวิจารณ์รัฐบาลทักษิณบ้างอย่างอ่อนโยน แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารหลวง จะไม่หาทุนมาเพื่อให้ Temasek ซื้อ Shin Corporation ของทักษิณ[6] นอกจากนี้เราไม่ควรมั่นใจเชื่อว่าทักษิณ หรือ ไทยรักไทย ต้านระบอบกษัตริย์แต่อย่างใด ในรอบ 300  ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนายทุนในหลายประเทศ ได้เรียนรู้ว่าสถาบันกษัตริย์อนุรักษ์นิยม ช่วยปกป้องสภาพความเป็นอยู่ของสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม และผลประโยชน์ทางชนชั้นของชนชั้นนายทุนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือกษัตริย์ไทยสบายใจกับเผด็จการทหารมากกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง นั้นช่วยอธิบายว่าทำไมประมุขสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา”

 

ภาระของสถาบันกษัตริย์ที่ครองราชย์มายาวนาน คือการปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการปกครองที่หลากหลายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย การเสนอสิ่งนี้เป็นการหมิ่นได้อย่างไร ผมอธิบายต่อไปเพื่อโต้ตอบคนที่เชื่อว่าความขัดแย้งหลักเป็นความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับวัง โดยชี้ให้เห็นข้อมูลความจริงที่สาธารณะชนรับทราบอยู่แล้วว่าธนาคารไทยพาณิชย์มีส่วนในการขายหุ้น Shin Corporation ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์ขัดแย้งหรือเห็นชอบกับทักษิณแต่อย่างใด

 

ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา กษัตริย์ไทยอยู่กับรัฐบาลทหารหลายปี โดยที่ไม่เคยออกมาคัดค้านหรือวิจารณ์รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเป็นที่ยอมรับโดยนักประวัติศาสตร์ว่ากษัตริย์เคยใกล้ชิดกับจอมพลสฤษดิ์ ในอดีต แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์คัดค้านประชาธิปไตยในทุกยุคทุกสมัย

 

ทั้งหมดไม่ใช่การหมิ่นกษัตริย์แต่เป็นการเสนอความจริงในลักษณะมุมมองวิชาการ

 

6.      “ในเดือนเมษายน ๒๕๔๙ ในหลวงเสนอว่า ขอยืนยันว่ามาตรา 7 ไม่ได้หมายถึง มอบให้พระมหากษัตริย์ มีอำนาจที่จะทำอะไรตามชอบใจ ไม่ใช่ มาตรา 7 พูดถึงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ได้บอกว่า ให้พระมหากษัตริย์ตัดสินใจทำได้ทุกอย่าง ถ้าทำเขาก็จะต้องว่าพระมหากษัตริย์ทำเกินหน้าที่ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยขอ ไม่เคยทำเกินหน้าที่ ถ้าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย [7] แต่พอถึงกันยายน หรืออย่างแน่นอนในเดือนธันวาคม ในหลวงสนับสนุนรัฐประหารอย่างเปิดเผย”

 

ย่อหน้านี้เป็นการเสนอความจริงที่สาธารณะชนรับรู้ ไม่มีใครถกเถียงว่าไม่จริง ดังนั้นผู้ที่กล่าวหาผมว่าหมิ่นเบื้องสูงกำลังเสนอว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ผิดในสังคมไทย เรามาโกหกกันดีกว่า ยิ่งกว่านั้นย่อหน้านี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากของการทำงานของประมุข และเป็นสิ่งที่อาจนำมาตั้งคำถามกับข้ออ้างของทหาร คมช. ว่าทำ รัฐประหารหลวง

 

7.           “ดังนั้นคำถามสำคัญเกี่ยวกับรัฐประหาร 19 กันยา คือ ประมุขไทยพยายามปกป้องระบบประชาธิปไตยจากการทำรัฐประหารที่ฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่? ประมุขไทยถูกบังคับ? หรือเต็มใจ? ในการสนับสนุนคณะทหารที่ทำรัฐประหาร? หรือประมุขวางแผนทำรัฐประหารเองตามที่หลายคนเชื่อ? คำถามนี้สำคัญ เพราะคณะทหารที่ทำการรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตยได้อ้างอิงความชอบธรรมจากประมุขตลอด เช่นการเปิดภาพประมุขในจอโทรทัศน์อย่างต่อเนื่องในวันแรก การผูกโบสีเหลืองบนปืนและเครื่องแบบ และการเชิญผู้แทนของประมุขไปเปิดสภาเผด็จการที่ทหารแต่งตั้งเป็นต้น ต่อมาในวันเฉลิมฯ กษัตริย์ได้ออกมาชมนายกรัฐมนตรีทหาร เราควรได้รับข้อมูลและความจริง เพื่อความโป่รงใสและเพื่อให้ประชาสังคมได้ตรวจสอบทุกองค์กรและสถาบันสำคัญๆ ในสังคม อย่าลืมว่าองค์กรหรือสถาบันใดที่ปฏิเสธการยอมสร้างความโป่รงใส ย่อมมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องการปกปิดจากการตรวจสอบเสมอ”

 

ย่อหน้านี้เป็นการสรุปประเด็นคำถามต่อภาพที่ทหารสร้าง ที่อ้างว่าสถาบันกษัตริย์ริเริ่ม หนุนหลัง และเป็นพลังสำคัญในการทำลายประชาธิปไตย ย่อหน้านี้ท้าทายความชอบธรรมของรัฐประหาร และถ้าสร้างความไม่พอใจกับทหารบางกลุ่มหรือรัฐบาล ก็เพราะเป็นการโจมตีเขา ไม่ใช่การโจมตีหรือหมิ่นกษัตริย์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตามย่อหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าการเป็นประมุขในระบบประชาธิปไตยมีหน้าที่ด้วย และตั้งคำถามว่ากษัตริย์ไทยทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ การตั้งคำถามแบบนี้อันตรายสำหรับพวกเผด็จการ แต่เป็นคำถามที่จำเป็นสำหรับการปกป้องประชาธิปไตย

 

8.      “ในช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ รัชกาลที่ ๙ มีอายุอ่อนและไม่ได้เตรียมตัวที่จะเป็นกษัตริย์ การขึ้นมาเป็นกษัตริย์มาจากอุบัติเหตุที่เกิดกับพี่ชาย ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลไทยสมัยนั้น โดยเฉพาะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นรัฐบาลที่ต่อต้านระบบกษัตริย์ ดังนั้นการทำหน้าที่ในการเป็นประมุขของรัชกาลที่ ๙ ในช่วงแรกๆ ย่อมยากลำบาก สภาพเช่นนี้สามารถช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมประมุขไทยแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลสฤษดิ์ ที่เริ่มเชิดชู โปรโหมด และเคารพสถาบันกษัตริย์[8] แต่เวลาผ่านไปหลายปี ฐานะและประสบการณ์ของประมุขได้เปลี่ยนไป มีประสบการณ์ทางการเมืองมากมาย มากกว่านักการเมืองทุกคน เพราะดำรงตำแหน่งมานานกว่าทุกคน คำถามสำคัญสำหรับวันนี้คือ ในเมื่อประมุขเคยตักเตือนรัฐบาลทักษิณเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามยาเสพติด[9] ทำไมไม่ตักเตือนทหารที่ก่อรัฐประหาร และละเมิดสิทธิเสรีภาพทางประชาธิปไตยทั้งหมดไม่ได้?”

 

ประเด็นหลักของย่อหน้านี้คือการตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีการตัดเตือนทหารที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำถามที่พลเมืองไทยยังรอคำตอบอยู่

 

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

 


[1] Kevin Hewison (2006) “General Surayud Chulanon: a man and his contradictions”. Carolina  Asia Center, University of North Carolina at Chapel   Hill.

[2] สุรยุทธ สารภาพ Thai Post 22 June 2000.

[3] Paul Handley (2006) The King Never Smiles. Yale University Press, page 415.

[4] Bangkok Post 4 January 2007.

[5] อ้างอิงหนังสือของ Paul Handley (The King Never Smiles)

[6] Bangkok Post 24/01/06.

[7] นสพ มติชน  ๒๖เมษายน ๔๙  - มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ระบุว่าในวิกฤตประมุขสามารถแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ถึงแม้ว่านั้นคือข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ในปี ๒๕๔๙ แต่มีการถกเถียงกันว่ายุคหลังการเลือกตั้งเมษายนปี ๒๕๔๙ เป็นเวลาที่เหมาะสมกับการใช้มาตรา 7 หรือไม่

[8] Thak Chaloemtiarana (1979) Thailand: the politics of despotic paternalism. Social Science Association of Thailand and Thai Khadi Institute, Thammasat University. P. 309. หนังสือ อาจารย์ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ

[9] ในเดือนธันวาคม 2546 ในหลวงเสนอให้รัฐบาลตรวจสอบคดีฆาตกรรมวิสามัญ  2,245 รายในสงครามยาเสพติด

Read Full Post »

วันสาธารณรัฐอังกฤษ

วันที่ 17 มีนาคม เป็นวันครบรอบ 360ปี แห่งการประกาศสาธารณรัฐในอังกฤษ ในวันนั้นในปี 1649 ไม่กี่วันหลังจากที่จับกษัตริย์ชาร์ลสที่หนึ่งมาตัดหัว รัฐบาลสาธารณรัฐภายใต้แกนนำของประธานาธิบดี Oliver Cromwell แถลงว่า

 “ตำแหน่งกษัตริย์เป็นสิ่งไม่จำเป็น เป็นภาระทางสังคม และเป็นภัยต่อเสรีภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประชาชน”

การประกาศสาธารณรัฐเกิดขึ้นหลังการปฏิวัติทุนนิยมและสงครามกลางเมือง ท่ามกลางการต่อสู้นี้ฝ่ายต้านกษัตริย์เริ่มเข้าใจว่าต้องประหารชีวิตกษัตริย์ เพราะเขาจะไม่ยอมเลิกสู้ถ้าปล่อยไป นักเขียนคนสำคัญที่อธิบายเหตุผลและความชอบธรรมในการประหารกษัตริย์คือ John Milton ซึ่งเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการเขียนและการแสดงออกในยุคนั้น และต่อมาเขาได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษในสาธารณรัฐใหม่ แต่ฝ่ายสาธารณรัฐในการปฏิวัติทุนนิยมอังกฤษมีสองซีก คือซีกชนชั้นระดับกลางที่ประกอบไปด้วยนายทุนอย่าง Cromwell และซีกที่เป็นคนยากจน พวกหลังนี้จัดตั้งหลวมๆ ในองค์กรชื่อ Levellers ท่ามกลางการปฏิวัติจึงเกิดการถกเถียงว่าควรจะนำไปสู่ประชาธิปไตย “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” หรือไม่ และควรแจกจ่ายที่ดินให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่ ในที่สุดฝ่ายคนจนแพ้ และหลังจากที่ประธานาธิบดี Cromwell ตาย ฝ่ายนายทุนก็ได้นำกษัตริย์ชาร์ลส์ที่สองกลับมา แต่กลับมาในรูปแบบประมุขของนายทุน ทั้งนี้เพื่อยับยั้งการต่อสู้เพื่อคนจน

ประมาณหนึ่งร้อยปีต่อมาเกิดการปฏิวัติทุนนิยมในฝรั่งเศสในปี 1789 และกษัตริย์ฝรั่งเศสและราชวงศ์ถูกประหารหมด ด้านซ้ายของรัฐสภาใหม่เป็นที่นั่งของพวกที่เข้าข้างคนจน ส่วนซีกขวาของรัฐสภาเป็นที่นั่งของนายธนาคารและนายทุน ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติ มีนักเขียนและนักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษชื่อ ทอมมัส เพน เขียนหนังสือ The Rights of Man เพื่อยืนยันความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และวิจารณ์ระบบกษัตริย์ที่ถ่ายทอดอำนาจทางสายเลือด ทอมมัส เพน คือปัญญาชนของการปฏิวัติอเมริกา 1776 และมีส่วนร่วมในการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เขาเกิดในครอบครัวคนจนที่เมือง Thetford, Norfolk ในประเทศอังกฤษเมื่อปี 1737 เมื่อจบการศึกษาขณะที่อายุเพียง 13 ปี เพน ต้องออกไปทำงาน หนังสือเล่มแรกที่มีชื่อเสียงของ เพน คือ Common Sense (“ปัญญาสามัญ” เขียนในปี 1776) ซึ่งเสนอเหตุผลว่าทำไมอเมริกาควรเป็นประเทศอิสระจากอังกฤษ ในไม่ช้าเล่มนี้กลายเป็นหนังสือสำคัญของการปฏิวัติอเมริกา หนังสือ The Rights of Man (“สิทธิมนุษยชน”) เพน เขียนเป็นสองตอนระหว่างปี 1791-1792 หนังสือเล่มนี้เป็นการปกป้องความก้าวหน้าดีงามของการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เพื่อโต้ตอบคำวิพากษ์วิจารณ์ของนักเขียนปฏิกิริยาในอังกฤษชื่อ Edmund Burke หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในอังกฤษ การทำให้เป็นหนังสือต้องห้ามโดยรัฐบาลอังกฤษมีผลทำให้ผู้รักความเป็นธรรมในขบวนการแรงงานอังกฤษและในสังคมทั่วไปพยายามแสวงหาเล่มนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงานบางคนจะแอบซื้อเล่มนี้ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือไม่ออก แล้วจะตั้งวงเพื่อให้คนอื่นอ่านให้ฟัง

เพน เสนอในหนังสือ Rights of Man ว่า ในโลกเรามักพบสองรูปแบบของการปกครองคือ หนึ่ง การปกครองตามระบบเลือกตั้งและระบบผู้แทน ซึ่งเรียกว่าระบบสาธารณรัฐ และสอง การปกครองของผู้สืบทอดอำนาจทางสายเลือด ซึ่งเรียกกันว่าระบบกษัตริย์หรือขุนนาง การปกครองสองรูปแบบนี้ยืนอยู่บนพื้นฐานที่ตรงกันข้าม คือพื้นฐานการใช้สติปัญญากับพื้นฐานความโง่ เนื่องจากการบริหารสังคมต้องการความสามารถและฝีมือ และเนื่องจากความสามารถและฝีมือไม่สามารถสืบทอดผ่านสายเลือดได้ง่ายๆ เราจะเห็นได้ว่าระบบการปกครองที่อาศัยการสืบทอดสายเลือดมีความจำเป็นที่จะให้มนุษย์ยึดมั่นในความเชื่อที่ปราศจากการใช้สติปัญญา คือดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมนุษย์จมอยู่กับความโง่ ดังนั้นเมืองไหนประเทศไหนเต็มไปด้วยความโง่ เมืองนั้นมีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสืบทอดการปกครองโดยสายเลือด แต่บรรยากาศของสาธารณรัฐย่อมนำไปสู่การพัฒนาความกล้าในการนึกคิดและกระทำที่ได้แต่สร้างศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สำหรับ เพน การเสนอว่า “กษัตริย์ย่อมกระทำผิดมิได้” เป็นการผลักดันให้กษัตริย์ดำรงอยู่ในสถานภาพเช่นเดียวกับคนปัญญาอ่อน หรือคนบ้าที่ไร้สติ เพราะไม่สามารถรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนกระทำได้ ระบบสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือดเป็นระบบที่ลดคุณค่าของผู้ถือตำแหน่งเอง เพราะเป็นการเสนอว่าใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนปัญญาอ่อนสามารถทำหน้าที่นี้ได้ ถ้าเปรียบกับช่างซ่อมเครื่องจักรแล้ว การเป็นช่างย่อมใช้ความสามารถและฝีมือ แต่การเป็นกษัตริย์แค่อาศัยร่างสัตว์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่ามนุษย์ (to be a King requires only the animal figure of man) ในที่สุดแนวความคิดแบบนี้ที่อาศัยความงมงายน่าจะดับสูญหายไปในยุคแห่งการใช้เหตุผล เพน อธิบายอีกว่า ไม่มีสภาผู้แทนไหน กลุ่มคนใด หรือมนุษย์ในเมืองอะไร ที่มีสิทธิจะกำหนดหรือสั่งการในลักษณะการบังคับมัดสังคมชั่วนิรันดารตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีการปกครอง หรือเกี่ยวกับว่าใครจะเป็นผู้ปกครอง ดังนั้นคำประกาศใดๆ หรือมาตรากฏหมายรัฐธรรมนูญใดๆ ย่อมไม่มีน้ำหนักและความชอบธรรมในเมื่ออาศัยสิทธิอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวในการออกคำประกาศหรือกฏหมาย ทุกยุค ทุกรุ่น ต้องมีเสรีภาพในการปฏิบัติในทุกเรื่อง มนุษย์รุ่นหนึ่งไม่มีสิทธิ์ในการครอบครองชีวิตของคนรุ่นต่อไป คนที่มีชีวิตอยู่คือผู้ที่เราควรจะเคารพรับฟัง ไม่ใช่ซากศพคนรุ่นก่อน เพน เสนอว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่ใช่เป็นเพียงการกบฏต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่เป็นการปฏิวัติล้มหลักการปกครองเผด็จการของกษัตริย์ หลักการนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่กษัตริย์คนนี้หรอก มันมีมานาน และพวกกาฝากทั้งหลายที่ติดพันกับระบบนี้มีหนาแน่นเกินไปที่จะกำจัดออกไปโดยวิธีอื่นนอกจากการปฏิวัติสังคมอย่างถ้วนหน้า การที่กษัตริย์ฝรั่งเศสปัจจุบันไม่ได้ชั่วร้ายอะไรหนักหนาไม่สำคัญ เพราะการมีระบบเผด็จการของกษัตริย์ก็เป็นโอกาสสำหรับรัชกาลต่อไปที่อาจโหดร้ายกว่า ที่จะเถลิงอำนาจ การพึ่งพาตัวบุคคลที่อาจมีคุณธรรมไม่ใช่หลักประกันการปกครองที่เป็นธรรม เพราะการละเว้นการใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อนของบุคคลคนหนึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยกเลิกระบบเผด็จการ บ่อยครั้งมีคนบ่นว่าการปฏิวัติเป็นเรื่องป่าเถื่อนนองเลือด หรือมีการลงโทษฝ่ายพ่ายแพ้อย่างรุนแรงเป็นต้น นอกจากเรื่องนี้ไม่จริงเสมอไปแล้ว เราต้องมาพิจารณาว่าทำไมมนุษย์ถึงเลือกใช้ความโหดร้ายในการลงโทษ คำตอบสั้นๆ คือเขาเรียนรู้จากผู้ที่ปกครองเขา ดังนั้นถ้าการกบฏใดมีความโหดร้ายทารุณมันเพียงแต่เป็นการสะท้อนความโหดร้ายทารุณของระบบที่เคยปกครองเขา เราควรนำขวานมาฟันรากและโคนของปัญหา เราต้องสอนหลักมนุษยธรรมกับรัฐบาล ลองคิดดูสิรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือฝรั่งเศสล้วนแต่ใช้ความโหดร้ายในการประหารชีวิตคน ดังนั้นถ้าบ้านเมืองเรามีม๊อบโหดร้ายป่าเถื่อนมันก็เพราะบ้านเมืองมีระบบการปกครองที่ปกพร่องโหดร้ายป่าเถื่อน แต่อย่าลืมว่าม๊อบดังกล่าวเพียงแต่เป็นมวลชนผู้ตาม แต่การนำกระบวนการปฏิวัติส่วนใหญ่เต็มไปด้วยบุคคลที่มีความคิดก้าวหน้าเพื่อเสรีภาพและมนุษยธรรม เพน เล่าต่อว่า ในอดีตมนุษย์มีลักษณะความเป็นมนุษย์อย่างเดียว ไม่มียศศักดิ์อะไรสูงหรือต่ำกว่านั้น ทุกทฤษฎีที่ว่าด้วยกำเนิดของมนุษย์ ไม่ว่าจะมาจากโลกที่มีการบันทึกด้วยลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจา หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าหรือเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ทุกทฤษฎีมีจุดร่วมสำคัญอันหนึ่งคือ มีการมองว่ามนุษย์เป็นหนึ่งอันเดียวไม่แตกต่างกัน คือมนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน ด้วยสิทธิตามธรรมชาติที่เท่าเทียมกัน ไม่มีมนุษย์ที่ไหนที่จะยอมอาสาเข้าไปร่วมในสังคมเพื่อที่จะมีฐานะเลวลงหรือมีสิทธิเสรีภาพน้อยกว่าสิทธิธรรมชาติอันนี้ การเข้าร่วมสังคมกระทำไปเพื่อให้มีการปกป้องสิทธิเสรีภาพธรรมชาติต่างหาก และสิทธิเสรีภาพธรรมชาติย่อมเป็นรากฐานของสิทธิพลเมืองในสังคม ระบบขุนนางที่สืบทอดอำนาจหรือตำแหน่งทางสายเลือด ไม่ว่าจะในประเทศใด ล้วนแต่มีรากฐานมาจากการใช้กำลังทางทหารทั้งนั้น คือเป็นระบบเผด็จการทางทหารชนิดหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องมีระบบสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนและตัดส่วนแบ่งทางอำนาจจากสาขาต่างๆ หรือแขนงน้อยๆ ของครอบครัวเพื่อระดมอำนาจและทรัพย์สินไว้ส่วนกลาง กฎเกณฑ์ของระบบนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับกฎธรรมชาติ และธรรมชาติกำลังเรียกร้องให้เรากำจัดสิ่งเพี้ยนๆ นี้ออกไปเสียที ในประเทศที่อ้างว่ามีอาริยะธรรม เมื่อเราเห็นคนแก่คนชราถูกทอดทิ้ง และเยาวชนถูกประหารชีวิต เราต้องสรุปว่าระบบการปกครองของประเทศนั้นมีปัญหา จากเปลือกภายนอกของสังคมเหล่านั้นที่ดูสงบเรียบร้อย เมื่อเราเจาะลึกลงไปจะเห็นความยากไร้ที่ไม่เปิดโอกาสใดๆ ให้คนยากจนนอกเหนือจากการตายในสภาพแบบนั้นหรือการถูกลงโทษ การปกครองที่มีคุณธรรมไม่ใช่การปกครองที่อาศัยโทษประหาร การปกครองที่มีคุณธรรมต้องบริการเยาวชนให้มีโอกาสเต็มที่ในการศึกษา และต้องดูแลคนแก่คนชราของสังคม ทำไมผู้ถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นคนจน? แค่ข้อมูลชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็แสดงถึงความยากไร้ในสภาพชีวิตของเขา แน่นอนเขาก็ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมและระบบกฎหมายที่ป่าเถื่อน ในจำนวนเงินล้านๆ ที่ถูกนำมาใช้โดยรัฐบาล มีมากมายเหลือเฟือที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ที่ต้นเหตุเพื่อประโยชน์ของสังคม และเวลาเราพูดถึงปัญหาความยากจนแบบนี้เรากำลังพูดด้วยความห่วงใยเมตตาในเพื่อนมนุษย์และในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในการบริการสังคม เพน เสนอว่าเราต้องพูดถึงระบบการเก็บภาษี เวลาพูดถึงการเก็บภาษีคนส่วนใหญ่ชอบเสนอว่าควรเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย และการนิยามว่าอะไรฟุ่มเฟือย อะไรไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยมีเหตุผลหรือระบบเท่าไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะฟุ่มเฟือยอย่างชัดเจนคือการถือครองที่ดินขนาดใหญ่

ดังนั้นควรมีการเก็บภาษีที่ดินจากผู้มีที่ดินมหาศาลเป็นประการแรก หลังจากนั้นก็ต้องมีการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า และการลดการถ่ายทอดสินทรัพย์ผ่านมรดก แนวความคิดดังกล่าวและการต่อสู้ของนักประชาธิปไตยอังกฤษ กลายเป็นหลักประกันสำคัญเพื่อไม่ให้กษัตริย์อังกฤษในยุคนี้ ยุ่งหรือถูกลากลงมายุ่ง ในเรื่องการเมือง…

ใจ อึ๊งภากรณ์ เรียบเรียง 17 มีนาคม2009

Read Full Post »

ข้อเสนอเรื่องนโยบายหลักของ เตรียมพรรคแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

ข้อเสนอนี้เป็นเพียงความเห็นของเสื้อแดงหนึ่งคน การที่จะกำหนดนโยบายในที่สุดต้องมาจากการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันในการประชุมของคนเสื้อแดงทุกคนที่สนใจสร้างพรรคแดง…..

 

นโยบาย

1.      ประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง พลเมืองหนึ่งคนมีหนึ่งเสียง ไม่มีการผูกขาดอำนาจที่กลุ่มอภิสิทธิ์ชน ทุกตำแหน่งสาธารณะสำคัญต้องมาจากการเลือกตั้งของพลเมือง ต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพในการตั้งสหภาพแรงงาน พรรคการเมือง หรือกลุ่มต่างๆ ของประชาชนและการเคลื่อนไหวอย่างสงบต้องเป็นสิทธิของประชาชน

2.      ทหาร ศาล และสถาบันกษัตริย์(ถ้ามี) จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทหารไม่ควรมีบทบาทในการคุมรัฐวิสาหกิจและสื่อด้วย ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพ และกฎหมายหมิ่นศาล เพื่อสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบโดยประชาชน

3.      ประเทศไทยต้องเป็นรัฐสวัสดิการ ถ้วนหน้า ครบวงจร ระบบเดียวสำหรับทุกคน จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน และต้องมีการเก็บภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้า(คนรวยจ่ายมาก คนจนจ่ายน้อย) เพื่อสร้างงบประมาณสำหรับรัฐสวัสดิการนี้ ควรมีภาษีที่ดิน ภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สิน และควรยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งต้องลดงบประมาณทหารและงบประมาณพิธีกรรมของคนชั้นสูง เพื่อใช้เงินในการบริการพลเมือง

4.      พลเมืองควรมีส่วนอย่างเท่าเทียมในการบริหารองค์กรสาธารณะ ในทุกระดับ เช่นโรงเรียน โรงพยาบาล รัฐวิสาหกิจ ตำรวจ ฯลฯ

5.      ระบบศาลต้องถูกปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคนให้มีความยุติธรรมสำหรับพลเมืองทุกคน และพลเมืองควรเข้าไปพิจารณาคดีในศาลในรูปแบบลูกขุน แทนที่จะปล่อยให้อำนาจอยู่ที่ผู้พิพากษา

6.      ประเทศไทยต้องเป็นสังคมที่ยอมรับและเคารพความหลากหลายทางเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา เพศ และรสนิยมทางเพศ และเราจะต้องเดินหน้าสร้างความยุติธรรมในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อให้เกิดสังคมที่สงบและเคารพซึ่งกันและกัน นอกจากนี้เราต้องให้สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน

7.      ประเทศไทยต้องทันสมัย ต้องมีการลงทุนในสาธารณูปโภคทุกชนิด และต้องมีการลงทุนในการผลิตพลังงานจากลม แสงแดดและคลื่น เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม

8.      ประเทศไทยควรส่งเสริมการผลิตในภาคเกษตรผ่านระบบสหกรณ์และนารวมในรูปแบบที่อาจคล้ายๆ เกษตรพันธสัญญา แต่ต่างกันตรงที่เกษตรกรเองต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง และรัฐเป็นผู้ลงทุนในเทคโนโลจีและการตลาด ต้องมีการกระจายที่ดินสู่เกษตรกรรายย่อย จากเจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ

9.      ประเทศไทยควรส่งเสริมประชาธิปไตยในเอเชีย และควรละเว้นข้อพิพาททางทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน

10.  ควรมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตามนโยบาย 9 ข้อนี้ เพื่อสร้างวัฒนธรรม “ความเป็นพลเมือง” และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ใจ อึ๊งภากรณ์ มีนาคม ๕๒

Read Full Post »

เราต้องสู้กับจารีตประเพณีคับแคบเรื่องเพศ และศีลธรรมจอมปลอม

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

     ชนชั้นปกครองไทยโกหกเราเสมอว่าเขาต้องการปกป้อง ประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของไทยจาก อิทธิพลตะวันตกมีการสร้างภาพเท็จว่าสังคมตะวันตกบ้าเซ็กส์ ในขณะที่มีการอ้างว่าสังคมไทยมีธรรมเนียมที่รักษาความเรียบร้อย แต่ในความเป็นจริง ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เราจะพบว่าค่านิยมการแต่งกายปัจจุบันลอกแบบมาจากตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ ๕ ที่มีการสร้างระบบทุนนิยมในไทย เพราะก่อนหน้านั้น ทั้งชายและหญิงไทยจะเปลือยหน้าอก การแต่งงานและระบบครอบครัวในรูปแบบที่เห็นอยู่ตามการเชิดชูของพวกจารีตนิยมก็เป็นเรื่องใหม่นำเข้าเช่นกัน ในสมัยก่อนครอบครัวมีลักษณะเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่ใช่แค่พ่อแม่ลูก และผู้ชายไม่ได้เป็นหัวหน้าครอบครัวด้วย นอกจากนี้การรักนวลสงวนตัวก็เป็นค่านิยมใหม่ในยุคทุนนิยม เพราะในยุคก่อนๆ ชายกับหญิงอาจอยู่ด้วยกันโดยไม่จดทะเบียนแต่งงาน และคู่รักจะมีการหนีไปอยู่ด้วยกันบ่อยๆ

 

     นอกจากนี้ค่านิยม รักนวลสงวนตัวเป็นค่านิยมจอมปลอมที่เลือกปฏิบัติ เพราะมีการพยายามใช้กับหญิงอย่างเคร่งครัด แต่ในกรณีชายไม่ให้ความสำคัญ แถมบ่อยครั้งมีการเชิดชูการซื้อเพศสัมพันธ์โดยชายในสถานที่บริการอีกด้วย

 

     ยิ่งกว่านั้นในอดีต ในหมู่คนใหญ่คนโตเบื้องบน นอกจากจะมีประเพณีการบังคับใช้แรงงานดุจทาสหรือไพร่แล้ว ชายชนชั้นปกครองมักจะมีเมียน้อยจำนวนมาก โดยมองว่าผู้หญิงเป็นทรัพย์สมบัติ ทั้งหมดนี้คือประเพณีอันเลวทรามเดิมๆ ของชนชั้นปกครองไทย และดูเหมือนชายคนหนึ่งในราชวงศ์ทุกวันนี้ก็มีทัศนะดูถูกผู้หญิงแบบนี้ด้วย โดยให้ภรรยาเปลือยกายหมอบคลานต่อตนเองในขณะที่จ้างช่างภาพมาถ่ายรูป เราต้องประณามพฤติกรรมกดขี่สตรีอย่างนี้

 

     แล้วทำไมพวกจารีตนิยมในปัจจุบันมักเสนอมุมมองคับแคบต่อการมีคู่รักหรือเพศสัมพันธ์? สาเหตุหลักคือความสำคัญของสถาบันครอบครัวในระบบทุนนิยม ถึงแม้ว่าคนธรรมดาอาจหวังว่าครอบครัวเป็นแหล่งที่พึ่งแห่งความอบอุ่น และคนธรรมดามักจะรักสมาชิกของครอบครัวตนเอง แต่สำหรับระบบทุนนิยม สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่ใช้เลี้ยงลูกที่จะเป็นแรงงานในอนาคตในราคาถูก และผู้ที่มีภาระหนักในการเลี้ยงลูกจะเป็นผู้หญิง นี่คือสาเหตุที่ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง คือเป็นคนที่มีหน้าที่หลักในงานบ้านแทนที่จะมีหน้าที่หลักในเวทีสาธารณะ  นอกจากตัวอย่างว่าชนชั้นปกครองมักเป็นชายแล้ว ถ้าดูองค์กรพันธมารเสื้อเหลือง ก็จะพบว่ามีการกีดกันไม่ให้ผู้หญิงเข้ามาเป็นแกนนำด้วย (แต่ผู้หญิงที่รักประชาธิปไตยและมีศักดิ์ศรีก็คงไม่อยากเข้าไปในพันธมารแต่แรก)

 

     กฎระเบียบต่างๆ ที่พยายามควบคุมพฤติกรรมทางเพศของเรา โดยเฉพาะเพศหญิง ถูกออกแบบเพื่อสร้างระเบียบวินัยของครอบครัวดังกล่าว เพื่อให้ภาระการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องปัจเจก แทนที่สังคมโดยรวมจะรับเป็นภาระนี้

 

     การโยนภาระการเลี้ยงลูกให้เป็นเรื่องปัจเจกที่ผู้หญิงต้องทำในแต่ละครอบครัว เป็นวิธีสำคัญในการที่ชนชั้นนายทุนและกลุ่มธุรกิจต่างๆ จะหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีเพื่อสร้างสถาบันเลี้ยงลูกของสังคม หรือเพื่อให้รัฐสวัสดิการสำหรับการเลี้ยงลูกอย่างทั่วถึง มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางชนชั้นของกลุ่มคนที่ควบคุมระบบทุนนิยมอย่างชัดเจน เพราะรูปแบบครอบครัวเดี่ยวและวินัยครอบครัวที่มาพร้อมกัน ไม่ใช่รูปแบบการเลี้ยงลูกรูปแบบเดียวที่มนุษย์มีได้หรือเคยมีในอดีต

 

     ผลในรูปธรรมคือพวกจารีตนิยมพยายามกล่อมเกลาให้เราคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องสกปรกน่าอาย ต้องแอบทำในรั้วของครอบครัวเท่านั้น แทนที่จะมองว่ามันเป็นความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ที่แสนจะงดงาม ดังนั้นพวกศีลธรรมจอมปลอมก็พยายามเสนอว่าการไปมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานเป็นเรื่องเสียหาย ในขณะที่การไปฆ่าคนในสงครามเป็นเรื่องดีงาม พวกนี้เสนอต่อไปว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะสนุกและก่อให้เกิดความสุขด้วย โดยเฉพาะในเพศหญิง ดังนั้นวัยรุ่นที่ชอบกันและมีเพศสัมพันธ์กันถูกตราหน้าว่าเป็นคน ไร้ศีลธรรม

 

     ปัญหาคือในความเป็นจริง การมีเพศสัมพันธ์นอกกรอบจารีตเกิดขึ้นตลอดเวลา ในทุกระดับชนชั้น โดยเฉพาะในผู้ชาย และจารีตคับแคบทำให้การพูดคุยเรื่องเพศ และการเข้าใจวิธีป้องกันตัวเองจากโรคยากขึ้น สังคมถูกกดดันให้ปฏิเสธความจริงว่าวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงาน ดังนั้นมีการโกหกว่าการแจกจ่ายถุงยางฟรีเป็นเรื่อง ไม่จำเป็นหรือเป็น การส่งเสริมการมั่วเซ็กส์  และผู้หญิงมักเสียเปรียบตรงที่ไม่กล้าบังคับให้คู่รักคู่นอนของตนสวมถุงยาง ทั้งๆ ที่แฟนของเขาอาจไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น เช่นในสถานบริการเป็นต้น

 

เกย์และกะเทย

     การรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติในทุกสังคม และคาดว่าประมาณ 10% ของประชากรมีรสนิยมแบบนี้ แม้แต่นายพลชั้นสูงบางคนก็รักเพศเดียวกัน แต่ในระบบทุนนิยมมักมีการมองว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นเรื่อง บาปสาเหตุหลักคือมันไม่ช่วยสนับสนุนวินัยจารีตของครอบครัวคับแคบที่พวกอนุรักษ์นิยมผลักดัน เพราะครอบครัวรูปแบบนี้ ต้องมีพ่อกับแม่ ชายกับหญิง ดังนั้นแนวจารีตนิยมจะอธิบายว่าชายฆ่าชายในสงครามมีศักดิ์ศรี แต่ชายกอดจูบชายเป็นเรื่องสกปรก

 

     ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ คนเสื้อแดงจะเปิดกว้าง และเห็นใจ ปกป้องคนรักเพศเดียวกัน พรรคเสื้อแดงต้องยืนอยู่ข้างคนที่ถูกรังแก

 

     ประชาธิปไตยที่เราเรียกร้อง ความเท่าเทียมที่เราแสวงหา ต้องรวมถึงสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการเลือกวิถีชีวิตทางเพศด้วย

 

ผู้ที่ให้บริการทางเพศ

     สังคมเราที่เต็มไปด้วยศีลธรรมจอมปลอม มือถือสากปากถือศีลพร้อมกับค่านิยมกลไกตลาดของทุนนิยม มีผลทำให้เซ็กส์เป็นเรื่องที่ซื้อขายกันได้ ซึ่งบ่อยครั้งทำให้ผู้ขายบริการถูกกดขี่ ถูกปราบปรามจากรัฐ และถูกดูหมิ่นอีกด้วย ผลที่ตามมาคือเขาถูกลดทอนอำนาจในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ HIV ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนทัศนคติที่สังคมมีต่อคนบริการทางเพศ เราควรมองว่าเขาเป็นพี่น้องมิตรสหายร่วมสังคมของเรา เราต้องเคารพเขา

 

     ในเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ ขณะที่มวลชนกำลังต่อสู้กับทหารเผด็จการกลางถนนในใจกลางกรุงเทพฯ มีรายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Far Eastern Economic Review บทความนี้เล่าถึงผู้หญิงบริการทางเพศที่ออกมาร่วมประท้วงขับไล่เผด็จการ ร... ผู้หญิงผู้รักประชาธิปไตยคนนี้อธิบายให้นักข่าวต่างประเทศฟังว่าเขาติดตามสถานการณ์ทางการเมืองมานานและทนไม่ไหวที่จะเห็นเผด็จการครองอำนาจต่อไป ทนไม่ได้ที่เห็นการใช้กำลังในการปราบปรามเพื่อนประชาชน และเขาเล่าต่อไปด้วยว่า ไม่ใช่เขาคนเดียวในหมู่ผู้ประกอบอาชีพแบบนี้ที่มีความรู้สึกเกลียดชังเผด็จการ ข่าวชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายกรอบความคิดคับแคบปฏิกิริยาของสังคมไทยเกี่ยวกับพี่น้องเราที่ประกอบอาชีพบริการทางเพศ เพราะการที่คนมองว่าเป็นเรื่องแปลกที่ผู้หญิงบริการจะมีจิตสำนึกทางการเมืองและออกมาร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ แสดงว่าหลายคนในสังคมไทยไม่ค่อยมองพี่ๆ น้องๆ จากอาชีพนี้ว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ เพื่อนพลเมือง และเป็นคนที่สมควรได้รับความเคารพ ผมเชื่อมั่นว่าในหมู่คนให้บริการเพศ มีคนที่จิตใจแดงจำนวนมาก

 

     ถ้าพูดถึงแนวความคิดดูหมิ่นผู้หญิงบริการทางเพศในสังคมไทยมันมีสองแนวหลัก และทั้งสองแนวไม่มองว่าเขาเป็นมนุษย์เต็มตัวเหมือนเรา แนวที่หนึ่งเป็นแนวความคิดไร้อารยธรรมของชนชั้นปกครองหัวอนุรักษ์ แนวนี้มองว่าผู้หญิงบริการทางเพศเป็นคนไร้ศีลธรรม เป็นหญิงไม่ดี  ในขณะเดียวกันพวกอนุรักษ์แบบนี้โกหกเราอย่างหน้าด้านๆ ในเรื่องเกี่ยวกับประเพณีไทย ในความเป็นจริงชนชั้นปกครองไทยกดขี่ผู้หญิงมาเป็นประเพณี    ประเพณีอันดีงามของไทยเวอร์ชันชนชั้นปกครองในอดีต คือการมีวังเต็มไปด้วยนางสนม และในยุคจอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรีเผด็จการของไทย ก็มีการซื้อสาวมาบริการทางเพศท่านนายกเป็นร้อยๆ แถมซื้อด้วยเงินที่โกงกินจากส่วนรวมอีกด้วย ยุคนี้มีนักการเมืองระดับสูงไม่น้อยที่ซื้อบริการทางเพศชั่วคราวเป็นประจำ บางครั้งจากเด็กด้วย และมีอีกส่วนหนึ่งที่ได้ผลประโยชน์ในรูปแบบกำไรหรือส่วยจากธุรกิจแบบนี้  พวกแนวอนุรักษ์จอมโกหกยังไม่ทันย่างออกมาจากซ่องก็เอ่ยปากด่าการมีเพศสัมพันธ์ของพวกเรา บางคนในแนวอนุรักษ์ที่ดูหมิ่นหญิงบริการมักจะด่าสตรีเหล่านั้นว่าเป็นคนโลภมากและขี้เกียจ ไม่ยอมประกอบอาชีพบริสุทธิ์ดีๆ ไม่ยอมขยัน มัวแต่หาทางรวยเร็วสำหรับคนที่พูดแบบนี้เรามีคำตอบเดียวคือ ถ้าคุณคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหลายคนต่อหนึ่งคืนเป็นเรื่อง  ง่ายก็ไปลองทำดูเองสิ

 

     แนวทางคับแคบเกี่ยวกับผู้หญิงบริการทางเพศแนวที่สองในสังคมไทยเป็นแนวที่หวังดีต่อสตรี ไม่เหมือนแนวอนุรักษ์  แต่เป็นการหวังดีแบบอุปถัมภ์ของเอ็นจีโอสิทธิสตรีบางกลุ่ม แนวนี้มองข้ามความเป็นมนุษย์เต็มตัวของพี่น้องขายบริการเช่นกัน แต่แทนที่เขาจะมองว่าหญิงเหล่านี้เลวเขามองว่า เป็นเหยื่อซึ่งก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

 

    มุมมองของเราชาวเสื้อแดงต่อเรื่องนี้ควรมีสองมิติ คือข้อเสนอระยะสั้นและข้อเสนอระยะยาว ในระยะสั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพและฟังพี่น้องที่ประกอบอาชีพบริการทางเพศ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับข้อเสนอขององค์กรเอ็มพาวเวอร์ เราควรสนับสนุนการยกเลิกกฏหมายทั้งปวงที่เกี่ยวกับธุรกิจการขายบริการทางเพศ ไม่ต้องปราบ (ยกเว้นกรณีมีคนถูกบังคับ ฯลฯ ซึ่งจัดการด้วยกฏหมายอื่นๆ ธรรมดาๆ ได้) ไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องให้เป็นเรื่องของการควบคุมหรือเรื่องของตำรวจ ซึ่งแปลว่าต้องแก้ไขกฏหมายที่กดขี่แรงงานต่างด้าวด้วย เพราะหญิงบริการจากพม่า ลาว เขมร หรือแม้แต่หญิงรัสเซีย อาจถูกปราบโดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นแรงงานต่างด้าวแทน นอกจากนี้เราต้องส่งเสริมอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของหญิงบริการทางเพศ ควรเปิดโอกาสและช่วยเหลือให้เขาก่อตั้งสหภาพแรงงานและสหกรณ์เพื่อให้เขาปกป้องตนเองและมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ควรแก้กฏหมายแรงงานสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทุกอาชีพ รวมถึงการขายบริการทางเพศ และนักสหภาพแรงงานในขบวนการแรงงานไทยควรยื่นมือแสดงความสมานฉันท์กับหญิงบริการด้วย

 

     ในมิติระยะยาวเราน่าจะเข้าใจว่าทุนนิยมบิดเบือนและทำลายความงดงามของการเป็นมนุษย์ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในการทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า รวมถึงความรักหรือร่างมนุษย์ด้วย ดังนั้นในสังคมใหม่ที่เราต้องการสร้างจะไม่มีการซื้อขายทางเพศ จะไม่มีการใช้ร่างมนุษย์ในการโฆษนาสินค้าด้วย แต่เราจะเปิดกว้างในเรื่องเพศสัมพันธ์และการเปลือยกาย การซื้อขายทางเพศในสังคมไทยปัจจุบันผูกพันธ์กับค่านิยมอนุรักษ์นิยมที่ชนชั้นปกครองยัดเยียดให้เรา ผลคือสังคมคับแคบที่หญิง ดีไม่สามารถมีประสบการณ์งดงามของเพศสัมพันธ์ภายใต้ความรักถ้าไม่อยู่ในกรอบการแต่งงาน และชายก็ไม่มีโอกาสเช่นกัน

 

     สรุปแล้ว ศีลธรรมจอมปลอมคับแคบของชนชั้นปกครองที่ใช้แนวจารีตนิยมและมีต้นกำเนิดมาจากความต้องการที่จะสร้างระเบียบวินัยครอบครัว เพื่อตอบสนองการกอบโกยกำไรของกลุ่มทุนและการควบคุมประชาชนภายใต้แนวคิดเผด็จการ คนเสื้อแดงต้องให้ความสำคัญกับการเมืองทางเพศ และต้องสนับสนุนสิทธิสตรี สิทธิเกย์ กะเทย ทอม ดี้ และสิทธิของผู้ให้บริการทางเพศ และที่สำคัญเราต้องเปิดศึกทางความคิดกับแนวจารีตนิยมจากเบื้องบน

8 มีนาคม 2009-03-08

วันสตรีสากล

Read Full Post »

เราควรเริ่มสร้างพรรค “แดง” อย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

พรรคแดงต้องสร้างจากพลเมืองรากหญ้า เพื่อให้มีฐานที่มั่นคง เพื่อให้สะท้อนความต้องการแท้ของประชาชน และเพื่อให้สมาชิกพรรคร่วมกันนำ ที่สำคัญเราต้องสามารถ ควบคุมผู้แทนและนักการเมืองของเรา ตรงนี้หลายคนคงเข้าใจดี เพราะคนเสื้อแดงบางส่วนเคยตั้งความหวังและผิดหวังกับคนอย่าง เนวิน ที่ขายตัวเปลี่ยนข้าง หรือทุกวันนี้เราอาจมองว่าแกนนำเสื้อแดงในส่วนที่เป็นนักการเมืองเก่า อาจ “ไปไม่ถึง” “ย่ำอยู่กับที่” โดยที่ไม่มีข้อเสนอใหม่ๆ ตามความต้องการของมวลชน

 

ถ้าจะสร้างพรรครากหญ้าแบบนี้เราต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องคือ

1.      รายละเอียด เช่นการรวบรวมรายชื่อและที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ ของสมาชิกกลุ่มเสื้อแดงที่เราจัดตั้ง เก็บ “ค่าบำรุง” ในระดับพอเหมาะเพื่อให้เราพึ่งตนเองได้ในการทำงาน และที่สำคัญต้องสื่อสารติดต่อกับสมาชิกเป็นประจำเพื่อไม่ทิ้งใคร ในขณะเดียวกันต้องขยายสมาชิก และประสานระหว่างกลุ่มเสื้อแดงในเขตต่างๆ อีกด้วย

2.      งานประจำ เราต้องมีกิจกรรมเป็นประจำเพื่อไม่ให้ขาดช่วง แต่ต้องเหมาะสมกับคนที่ต้องไปทำงาน มีครอบครัว หรือเรียนหนังสือด้วย สมาชิกเราไม่ใช่คนที่ทำงานเสื้อแดงเต็มเวลาได้ เขาเป็นพลเมืองธรรมดา วิธีที่ง่ายที่สุดคือการจัดกลุ่มศึกษาทุกอาทิตย์ เพื่อพัฒนาความคิดความเข้าใจ และเพื่อประสานการทำงาน ซึ่งแปลว่าต้องมีจดหมายข่าวออกไปสู่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งข่าวและให้ความรู้

3.      การศึกษา เราต้องพัฒนาสมาชิกให้เป็นผู้ที่นำตนเองได้ เป็นผู้นำในชุมชน ที่ทำงาน หรือสถานที่ศึกษาได้ ซึ่งแปลว่าสมาชิกต้องเข้าใจการเมืองไทย การเมืองสากล เศรษฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ ตรงนี้มันไม่ได้แปลว่าต้องเป็นศาสตราจารย์กันทุกคนภายในสองสามวัน แต่เราควรมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ สมาชิกควรอาสาไปศึกษาอะไรสักอย่าง แล้วมาเล่าให้กลุ่มศึกษาฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

 

ทำไมเราต้องสร้างพรรคแบบนี้? ขอยกตัวอย่าง…

ในช่วงวิกฤตแบบนี้ เราจะเผชิญหน้ากับคำถามรูปธรรมตลอดเวลา เช่น… ถ้ามีการเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” เราต้องมีจุดยืนอย่างไร? (ในความเห็นส่วนตัวของผม ควรคัดค้านเพราะไม่ต่างจากรัฐบาลบงการโดยทหารที่มีอยู่) หรือ จะมีคำถามว่าควรมีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง? ควรเคลื่อนไหวยืดเยื้อหรือสั้นๆ? ถึงจุดไหนเราควรเลิกชุมนุม? ก้าวต่อไปควรเป็นอย่างไร?…. หรือเราควรมีข้อเสนออะไรบ้างเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ฯลฯ …. เรื่องแบบนี้เราปล่อยให้แกนนำไม่กี่คนกำหนดทิศทางการต่อสู้ไม่ได้ ถ้าแบบนั้นก็แสดงว่าองค์กรไม่มีประชาธิปไตยภายในและขึ้นอยู่กับความคิดของคนกลุ่มเล็กๆ เราต้องมีส่วนร่วมในการนำ และถ้าจะมีส่วนร่วมเราต้องศึกษาและถกเถียงกันถึงปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา บ่อยครั้งในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คนที่เคยก้าวหน้าและสามารถนำ จะกลายเป็นคนที่ประนีประนอมไม่กล้าสู้ (หรือในกรณีคนของภาคประชาชนที่เข้ากับพันธมารฯ –เขาเปลี่ยนไปเป็นคนล้าหลังปฏิกิริยา) และคนที่เคยขาดความมั่นใจในการนำหรือการเสนออะไร เช่นคนเสื้อแดงธรรมดา อาจก้าวออกไปเป็นแกนนำใหม่… ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราต้องจัดตั้งและพัฒนาคนของเรา ไม่พึ่งใครคนใดคนหนึ่ง (รวมถึงผมด้วย)

 

หากความแหลมคมของสถานการณ์มาถึงจุดหนึ่ง จนถึงขนาดที่ ฝ่ายทหาร พรรคประชาธิปัตย์และเส้นใหญ่ ต้องการประนีประนอม ซึ่งทำให้แกนนำเสื้อแดงบางส่วนที่ “ใจไม่ถึง” พะว้าพะวงไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรดี จนต้องยุติการชุมนุมนั้น… คนเสื้อแดงธรรมดาจะมีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรฐานใหม่อย่างไรเพื่อไม่ให้การเมืองไทยว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์แบบเดิม? 

 

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการจัดตั้งเป็นเรื่องสำคัญ คือท่าทีต่อคนที่ถูกรังแกในสังคม พรรคแดงต้องเป็นปากเสียงของคนที่ถูกรังแก แต่น่าเสียดายที่กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนที่เชียงใหม่ไปคัดค้านคนรักเพศเดียวกันที่อยากจัดงาน ทุกคนมีสิทธิ์ผิดพลาดได้ แต่เราต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะคับแคบที่มาจากพวกอนุรักษ์นิยมเบื้องสูงในสังคม เพื่อปกป้องคนรักเพศเดียวกันหรือผู้ที่ถูกรังแกอื่นๆ เสื้อแดงต้องก้าวหน้าทันสมัยและใจกว้าง เราต้องตรงข้ามกับไดโนเสาร์เสื้อเหลืองที่ชื่นชมจารีตโบราณที่คับแคบ พวกเสื้อเหลืองโจมตี “แถลงการณ์สยามแดง” ที่กล่าวว่า “ตราบใดที่เราหมอบคลานต่ออำนาจเก่าเราจะไม่ยืนขึ้นเป็นมนุษย์” พวกเหลืองอ้างว่าการหมอบคลานคือ “วัฒนธรรมไทย” ซึ่งแปลว่าเขามองว่าคนไทยคือทาส หรือคนไทยไม่ก้าวหน้าไม่เป็นคน เสื้อแดงต้องก้าวหน้า เราไม่ใช่พวกมอบคลานเหมือนสัตว์ เราเป็นมนุษย์เราเป็นพลเมือง และในฐานะที่เป็นมนุษย์เป็นพลเมือง เราต้องมีเกียรติ์พอที่จะเลียวแลเห็นใจและปกป้องพลเมืองอื่นในสังคม เช่นคนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่ไปร่วมกระทืบเขาเหมือนที่ชนชั้นสูงต้องการให้เราทำ

 

ทุกวันนี้พวกเผด็จการหัวเก่ากำลังขาดความมั่นใจ เขากลัวเพราะประชาชนเสื้อแดงไม่ใช่ลูกน้องใคร นำตนเองได้ และกำลังคิดไปไกล … กำลังตั้งคำถามกับโครงสร้างเบื้องบนเก่าๆ ของสังคมและอยากได้อะไรที่ใหม่และทันสมัย ฝ่ายเขาเริ่มแสดงท่าทีว่าอาจยอมประนีประนอม ในสถานการณ์แบบนี้เราต้องไม่หยุดสู้ แต่ต้องเดินหน้าเพื่อเอาชนะพวกนั้นอย่างสมบูรณ์

 

ที่อังกฤษสถานทูตไทยกังวลเรื่องการคิดเองของนักศึกษาไทย จนสถานทูตไทยประจำลอนดอนต้องโทรศัพท์ไปกดดันนักศึกษา และทูตไทยกำลังจัดงานปิดสำหรับคนไทย “เพื่ออธิบายผลงานของกษัตริย์” แต่เขาคงไม่กล้าเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างประมุขกับการเมืองเผด็จการแน่ และยังคงปกป้องการใช้กฎหมายหมิ่นเพื่อทำลายเสรีภาพในการแสดงออก ถ้าแน่จริงผมท้าทูตให้มาโต้วาทีวิชาการกับผมในที่สาธารณะ

 

การสร้างพรรคเป็นโครงการต่อเนื่องที่จะใช้เวลา เราต้องเริ่มทำวันนี้ และเราต้องไม่แสวงหาทางลัด เช่นให้ “ผู้ใหญ่” สร้างขึ้นแทนเราด้วยถุงเงินถุงทอง เราต้องสร้างพรรครากหญ้าของประชาชน และหน่ออ่อนของพรรคใหม่นี้คือกลุ่มเสื้อแดงที่ท่านกำลังสร้างอยู่ทุกวันนี้

 

แดงสยาม….เพื่อ….

เสรีภาพ ความเท่าเทียม และสมานฉันท์พี่น้องพลเมือง ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

๑ มีนาคม ๒๕๕๒

อย่าลืม ดา ตอปิโด บุญยืน  ประเสริฐยิ่ง และ สุวิชา ท่าค้อ อย่าลืม จักรภพ เพ็ญแข โชติศักดิ์  อ่อนสูง และบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ร่วมใจให้กำลังใจ เรียกร้องให้ปล่อยทุกคน!!! ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ!!!!! นำประชาธิปไตยและเสรีภาพกลับคืนมา!!!!

 

1677 คนที่รักประชาธิปไตย ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ได้ลงชื่อให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ

 

ทุกวันนี้ศาลไทยกำลังละเมิดสิทธิเสรีภาพในระบบยุติธรรมอย่างเป็นระบบ การอ้างว่าประกันตัวคุณ ดา ตอปิโด ไม่ได้ “เพราะสิ่งที่เขาพูดขัดกับความเห็นของสังคม” เป็นข้ออ้างผิดหลักกฎหมายโดยสิ้นเชิง ผิดหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญด้วย และพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบศาลไทยไม่มีความยุติธรรมและไม่ใช้หลักการของกฎหมายอย่างแท้จริง นี่คือสาเหตุที่เราต้องปฏิรูประบบยุติธรรมแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งผมจะมีข้อเสนอในอนาคตเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ต่อไป

 

เครือข่ายแดงนอกประเทศไทย

 

คำถามสำคัญเกี่ยวกับเสื้อแดงนอกประเทศคือ เราจะหนุนช่วยการต่อสู้ของคนเสื้อแดงภายในประเทศอย่างไร  ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่า เสื้อแดงนอกประเทศจะต้องพัฒนาทิศทางการเคลื่อนไหว ซึ่งจำเป็นต้องมีการรวมกลุ่มให้ได้มากที่สุดเพื่อพัฒนาแนวความคิดทางการเมือง และนำความสร้างสรรค์ดังกล่าวมาเป็นข้อเสนอรูปธรรมใหม่ๆ ในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างสังคมการเมืองไทยด้วย พร้อมๆกับวิจารณ์ปัญหาโครงสร้างสังคมไทยปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ที่คนเสื้อแดงภายในประเทศไทยไม่สามารถพูดได้  สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราสามารถพัฒนาเครือข่ายคนเสื้อแดงในยุโรป หรือ ในพื้นที่อื่นให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน อาจมีการนัดพบกันในระดับประเทศเดือนละครั้ง เพื่อศึกษาการเมือง และเพื่อประสานการเคลื่อนไหว และทุกปีอาจมีสมัชชาเสื้อแดงระดับทวีป เช่นของยุโรปเป็นต้น…. อยากฟังความเห็นจากเพื่อนๆ นอกประเทศครับ

 

 จดหมายถึงทูตไทยประจำลอนดอน

ผมยินดีที่สถานทูตไทยพร้อมจะแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากจุดยืนผม และผมยินดีที่มีการจัดประชุมที่สามัคคีสมาคมเพื่อให้ทูตไทยแสดงความเห็นของฝ่ายรัฐบาล

     เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนและการใช้ปัญญาต่อไป ผมจึงขอเชิญทูตไทยประจำลอนดอน ร่วมโต้วาทีวิชาการ สองต่อสอง กับผมในเวทีสาธารณะ เรื่องปัญหาประชาธิปไตยไทย โดยมีผู้ดำเนินการที่เป็นกลาง อาจจัดที่ลอนดอนในเดือนเมษายน     หวังว่าจะมีการตอบรับมาจากสถานทูต เพื่อแสดงความจริงใจและความเปิดกว้างทางวิชาการ

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์  ๑ มีนาคม ๒๕๕๒

Read Full Post »

เราควรเริ่มสร้างพรรค “แดง” อย่างไร?

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

พรรคแดงต้องสร้างจากพลเมืองรากหญ้า เพื่อให้มีฐานที่มั่นคง เพื่อให้สะท้อนความต้องการแท้ของประชาชน และเพื่อให้สมาชิกพรรคร่วมกันนำ ที่สำคัญเราต้องสามารถ ควบคุมผู้แทนและนักการเมืองของเรา ตรงนี้หลายคนคงเข้าใจดี เพราะคนเสื้อแดงบางส่วนเคยตั้งความหวังและผิดหวังกับคนอย่าง เนวิน ที่ขายตัวเปลี่ยนข้าง หรือทุกวันนี้เราอาจมองว่าแกนนำเสื้อแดงในส่วนที่เป็นนักการเมืองเก่า อาจ “ไปไม่ถึง” “ย่ำอยู่กับที่” โดยที่ไม่มีข้อเสนอใหม่ๆ ตามความต้องการของมวลชน

 

ถ้าจะสร้างพรรครากหญ้าแบบนี้เราต้องให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องคือ

1.      รายละเอียด เช่นการรวบรวมรายชื่อและที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ ของสมาชิกกลุ่มเสื้อแดงที่เราจัดตั้ง เก็บ “ค่าบำรุง” ในระดับพอเหมาะเพื่อให้เราพึ่งตนเองได้ในการทำงาน และที่สำคัญต้องสื่อสารติดต่อกับสมาชิกเป็นประจำเพื่อไม่ทิ้งใคร ในขณะเดียวกันต้องขยายสมาชิก และประสานระหว่างกลุ่มเสื้อแดงในเขตต่างๆ อีกด้วย

2.      งานประจำ เราต้องมีกิจกรรมเป็นประจำเพื่อไม่ให้ขาดช่วง แต่ต้องเหมาะสมกับคนที่ต้องไปทำงาน มีครอบครัว หรือเรียนหนังสือด้วย สมาชิกเราไม่ใช่คนที่ทำงานเสื้อแดงเต็มเวลาได้ เขาเป็นพลเมืองธรรมดา วิธีที่ง่ายที่สุดคือการจัดกลุ่มศึกษาทุกอาทิตย์ เพื่อพัฒนาความคิดความเข้าใจ และเพื่อประสานการทำงาน ซึ่งแปลว่าต้องมีจดหมายข่าวออกไปสู่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อแจ้งข่าวและให้ความรู้

3.      การศึกษา เราต้องพัฒนาสมาชิกให้เป็นผู้ที่นำตนเองได้ เป็นผู้นำในชุมชน ที่ทำงาน หรือสถานที่ศึกษาได้ ซึ่งแปลว่าสมาชิกต้องเข้าใจการเมืองไทย การเมืองสากล เศรษฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ ตรงนี้มันไม่ได้แปลว่าต้องเป็นศาสตราจารย์กันทุกคนภายในสองสามวัน แต่เราควรมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ สมาชิกควรอาสาไปศึกษาอะไรสักอย่าง แล้วมาเล่าให้กลุ่มศึกษาฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ

 

ทำไมเราต้องสร้างพรรคแบบนี้? ขอยกตัวอย่าง…

ในช่วงวิกฤตแบบนี้ เราจะเผชิญหน้ากับคำถามรูปธรรมตลอดเวลา เช่น… ถ้ามีการเสนอ “รัฐบาลแห่งชาติ” เราต้องมีจุดยืนอย่างไร? (ในความเห็นส่วนตัวของผม ควรคัดค้านเพราะไม่ต่างจากรัฐบาลบงการโดยทหารที่มีอยู่) หรือ จะมีคำถามว่าควรมีข้อเรียกร้องอะไรบ้าง? ควรเคลื่อนไหวยืดเยื้อหรือสั้นๆ? ถึงจุดไหนเราควรเลิกชุมนุม? ก้าวต่อไปควรเป็นอย่างไร?…. หรือเราควรมีข้อเสนออะไรบ้างเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจ ฯลฯ …. เรื่องแบบนี้เราปล่อยให้แกนนำไม่กี่คนกำหนดทิศทางการต่อสู้ไม่ได้ ถ้าแบบนั้นก็แสดงว่าองค์กรไม่มีประชาธิปไตยภายในและขึ้นอยู่กับความคิดของคนกลุ่มเล็กๆ เราต้องมีส่วนร่วมในการนำ และถ้าจะมีส่วนร่วมเราต้องศึกษาและถกเถียงกันถึงปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา บ่อยครั้งในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ คนที่เคยก้าวหน้าและสามารถนำ จะกลายเป็นคนที่ประนีประนอมไม่กล้าสู้ (หรือในกรณีคนของภาคประชาชนที่เข้ากับพันธมารฯ –เขาเปลี่ยนไปเป็นคนล้าหลังปฏิกิริยา) และคนที่เคยขาดความมั่นใจในการนำหรือการเสนออะไร เช่นคนเสื้อแดงธรรมดา อาจก้าวออกไปเป็นแกนนำใหม่… ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราต้องจัดตั้งและพัฒนาคนของเรา ไม่พึ่งใครคนใดคนหนึ่ง (รวมถึงผมด้วย)

 

หากความแหลมคมของสถานการณ์มาถึงจุดหนึ่ง จนถึงขนาดที่ ฝ่ายทหาร พรรคประชาธิปัตย์และเส้นใหญ่ ต้องการประนีประนอม ซึ่งทำให้แกนนำเสื้อแดงบางส่วนที่ “ใจไม่ถึง” พะว้าพะวงไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรดี จนต้องยุติการชุมนุมนั้น… คนเสื้อแดงธรรมดาจะมีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรฐานใหม่อย่างไรเพื่อไม่ให้การเมืองไทยว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์แบบเดิม? 

 

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการจัดตั้งเป็นเรื่องสำคัญ คือท่าทีต่อคนที่ถูกรังแกในสังคม พรรคแดงต้องเป็นปากเสียงของคนที่ถูกรังแก แต่น่าเสียดายที่กลุ่มเสื้อแดงบางส่วนที่เชียงใหม่ไปคัดค้านคนรักเพศเดียวกันที่อยากจัดงาน ทุกคนมีสิทธิ์ผิดพลาดได้ แต่เราต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะคับแคบที่มาจากพวกอนุรักษ์นิยมเบื้องสูงในสังคม เพื่อปกป้องคนรักเพศเดียวกันหรือผู้ที่ถูกรังแกอื่นๆ เสื้อแดงต้องก้าวหน้าทันสมัยและใจกว้าง เราต้องตรงข้ามกับไดโนเสาร์เสื้อเหลืองที่ชื่นชมจารีตโบราณที่คับแคบ พวกเสื้อเหลืองโจมตี “แถลงการณ์สยามแดง” ที่กล่าวว่า “ตราบใดที่เราหมอบคลานต่ออำนาจเก่าเราจะไม่ยืนขึ้นเป็นมนุษย์” พวกเหลืองอ้างว่าการหมอบคลานคือ “วัฒนธรรมไทย” ซึ่งแปลว่าเขามองว่าคนไทยคือทาส หรือคนไทยไม่ก้าวหน้าไม่เป็นคน เสื้อแดงต้องก้าวหน้า เราไม่ใช่พวกมอบคลานเหมือนสัตว์ เราเป็นมนุษย์เราเป็นพลเมือง และในฐานะที่เป็นมนุษย์เป็นพลเมือง เราต้องมีเกียรติ์พอที่จะเลียวแลเห็นใจและปกป้องพลเมืองอื่นในสังคม เช่นคนรักเพศเดียวกัน ไม่ใช่ไปร่วมกระทืบเขาเหมือนที่ชนชั้นสูงต้องการให้เราทำ

 

ทุกวันนี้พวกเผด็จการหัวเก่ากำลังขาดความมั่นใจ เขากลัวเพราะประชาชนเสื้อแดงไม่ใช่ลูกน้องใคร นำตนเองได้ และกำลังคิดไปไกล … กำลังตั้งคำถามกับโครงสร้างเบื้องบนเก่าๆ ของสังคมและอยากได้อะไรที่ใหม่และทันสมัย ฝ่ายเขาเริ่มแสดงท่าทีว่าอาจยอมประนีประนอม ในสถานการณ์แบบนี้เราต้องไม่หยุดสู้ แต่ต้องเดินหน้าเพื่อเอาชนะพวกนั้นอย่างสมบูรณ์

 

ที่อังกฤษสถานทูตไทยกังวลเรื่องการคิดเองของนักศึกษาไทย จนสถานทูตไทยประจำลอนดอนต้องโทรศัพท์ไปกดดันนักศึกษา และทูตไทยกำลังจัดงานปิดสำหรับคนไทย “เพื่ออธิบายผลงานของกษัตริย์” แต่เขาคงไม่กล้าเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างประมุขกับการเมืองเผด็จการแน่ และยังคงปกป้องการใช้กฎหมายหมิ่นเพื่อทำลายเสรีภาพในการแสดงออก ถ้าแน่จริงผมท้าทูตให้มาโต้วาทีวิชาการกับผมในที่สาธารณะ

 

การสร้างพรรคเป็นโครงการต่อเนื่องที่จะใช้เวลา เราต้องเริ่มทำวันนี้ และเราต้องไม่แสวงหาทางลัด เช่นให้ “ผู้ใหญ่” สร้างขึ้นแทนเราด้วยถุงเงินถุงทอง เราต้องสร้างพรรครากหญ้าของประชาชน และหน่ออ่อนของพรรคใหม่นี้คือกลุ่มเสื้อแดงที่ท่านกำลังสร้างอยู่ทุกวันนี้

 

แดงสยาม….เพื่อ….

เสรีภาพ ความเท่าเทียม และสมานฉันท์พี่น้องพลเมือง ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

๑ มีนาคม ๒๕๕๒

อย่าลืม ดา ตอปิโด บุญยืน  ประเสริฐยิ่ง และ สุวิชา ท่าค้อ อย่าลืม จักรภพ เพ็ญแข โชติศักดิ์  อ่อนสูง และบรรณาธิการวารสารฟ้าเดียวกัน ร่วมใจให้กำลังใจ เรียกร้องให้ปล่อยทุกคน!!! ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ!!!!! นำประชาธิปไตยและเสรีภาพกลับคืนมา!!!!

 

1677 คนที่รักประชาธิปไตย ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ได้ลงชื่อให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ

 

ทุกวันนี้ศาลไทยกำลังละเมิดสิทธิเสรีภาพในระบบยุติธรรมอย่างเป็นระบบ การอ้างว่าประกันตัวคุณ ดา ตอปิโด ไม่ได้ “เพราะสิ่งที่เขาพูดขัดกับความเห็นของสังคม” เป็นข้ออ้างผิดหลักกฎหมายโดยสิ้นเชิง ผิดหลักประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญด้วย และพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบศาลไทยไม่มีความยุติธรรมและไม่ใช้หลักการของกฎหมายอย่างแท้จริง นี่คือสาเหตุที่เราต้องปฏิรูประบบยุติธรรมแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งผมจะมีข้อเสนอในอนาคตเพื่อแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆ ต่อไป

 

เครือข่ายแดงนอกประเทศไทย

 

คำถามสำคัญเกี่ยวกับเสื้อแดงนอกประเทศคือ เราจะหนุนช่วยการต่อสู้ของคนเสื้อแดงภายในประเทศอย่างไร  ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่า เสื้อแดงนอกประเทศจะต้องพัฒนาทิศทางการเคลื่อนไหว ซึ่งจำเป็นต้องมีการรวมกลุ่มให้ได้มากที่สุดเพื่อพัฒนาแนวความคิดทางการเมือง และนำความสร้างสรรค์ดังกล่าวมาเป็นข้อเสนอรูปธรรมใหม่ๆ ในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างสังคมการเมืองไทยด้วย พร้อมๆกับวิจารณ์ปัญหาโครงสร้างสังคมไทยปัจจุบันที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ที่คนเสื้อแดงภายในประเทศไทยไม่สามารถพูดได้  สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราสามารถพัฒนาเครือข่ายคนเสื้อแดงในยุโรป หรือ ในพื้นที่อื่นให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน อาจมีการนัดพบกันในระดับประเทศเดือนละครั้ง เพื่อศึกษาการเมือง และเพื่อประสานการเคลื่อนไหว และทุกปีอาจมีสมัชชาเสื้อแดงระดับทวีป เช่นของยุโรปเป็นต้น…. อยากฟังความเห็นจากเพื่อนๆ นอกประเทศครับ

 

 จดหมายถึงทูตไทยประจำลอนดอน

ผมยินดีที่สถานทูตไทยพร้อมจะแสดงจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากจุดยืนผม และผมยินดีที่มีการจัดประชุมที่สามัคคีสมาคมเพื่อให้ทูตไทยแสดงความเห็นของฝ่ายรัฐบาล

     เพื่อพัฒนาการแลกเปลี่ยนและการใช้ปัญญาต่อไป ผมจึงขอเชิญทูตไทยประจำลอนดอน ร่วมโต้วาทีวิชาการ สองต่อสอง กับผมในเวทีสาธารณะ เรื่องปัญหาประชาธิปไตยไทย โดยมีผู้ดำเนินการที่เป็นกลาง อาจจัดที่ลอนดอนในเดือนเมษายน     หวังว่าจะมีการตอบรับมาจากสถานทูต เพื่อแสดงความจริงใจและความเปิดกว้างทางวิชาการ

ร.ศ. ใจ อึ๊งภากรณ์  ๑ มีนาคม ๒๕๕๒

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.