Feeds:
Posts
Comments

Archive for April, 2009

วันที่หนึ่งพฤษภาคม วันแรงงานสากล วันคนเสื้อแดง

 

 

 

วันที่หนึ่งพฤษภาคมมีความสำคัญสองประการคือ

1.      เป็นวันของผู้ทำงาน วันของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างแบบไหน ในห้องแอร์ หรือในโรงงาน ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ  เป็นวันของสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของผู้ทำงาน สรุปแล้วมันเป็นเรื่อง “ชนชั้น” เพราะในโลกของทุนนิยมปัจจุบัน มีกลุ่มคนสองชนิดคือ คนทำงาน(ภาคเมืองและภาคเกษตร) กับคนที่เป็นกาฝาก กินอยู่มีสุขจากการทำงานของคนอื่น ชนชั้นนายทุน – ตัวร้ายสุดในไทยคือพวกอำมาตย์ซึ่งเป็นชนชั้นนายทุนหัวเก่า

2.      เป็นวันที่เน้นความสมานฉันท์สากล เป็นการประกาศว่าเราคนทำงาน ไม่ว่าจะสัญชาติเชื้อชาติใด มีผลประโยชน์ร่วมกันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไปชนกับความคิดอำมาตย์ในไทย ที่พยายามยัดความคิดชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ใส่หัวเรา เพื่อให้เรามองว่าแค่เป็นไทยด้วยกันก็เหมือนกันหมด ทั้งนี้เพื่อปกปิดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและฐานะเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่ นี่คือสาเหตุที่อำมาตย์ชอบพูดว่า “วันที่๑พฤษภาเป็นวันแรงงานแห่งชาติ

 

     ทำไมคนทำงานหรือกรรมาชีพทั่วโลกจึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน? แค่ดูผิวเผินก็จะเห็นว่าในวิกฤตเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน คนที่ต้องรับเคราะห์มากที่สุดจากการตกงานคือ “เรา” แต่คนที่คุมเศรษฐกิจและทำให้มันพังเป็น “เขา” ไม่ว่าคุณจะทำงานในโรงงานที่อยุธยาหรือภาคตะวันออก หรือที่สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี หรือมาเลเซีย พวกที่คุมเศรษฐกิจกำลังทำลายชีวิตของคนด้วยการเลิกจ้าง ในขณะเดียวกันพวกข้างบนก็ยังมีความสุขและรายได้

 

     และมันไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับไทย การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เกิดจากการที่รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บริหารเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตโลก โดยรักษาผลประโยชน์ของราชวงศ์ คนอื่นต้องถูกตัดเงินเดือนและขึ้นภาษี ต่อมาในวิกฤตปี ๒๕๔๐ รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้เงินเราอุ้มบริษัทไฟแนนส์และธนาคาร เพื่อปกป้องคนรวย ในขณะที่คนงานและคนจนยากลำบาก นี่คือที่มาของนโยบายประชานิยมของ ไทยรักไทย ที่พยายามลดความเหลื่อมล้ำระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน นโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเซ็นสัญญาค้าเสรีของ ไทยรักไทย ซึ่งสืบทอด/ต่อยอดมาจากประชาธิปัตย์และรัฐบาลอื่นๆ ก็สร้างปัญหาให้คนทำงานมากมาย

 

     ใครๆ ก็รู้ว่า ไทยรักไทย เป็นพรรคของนายทุนซีกหนึ่ง ไม่ใช่พรรคของคนทำงาน แต่ไทยรักไทย พร้อมจะทำให้สังคมทันสมัย และให้คนจนมีส่วนในสังคมมากขึ้น ซึ่งแปลว่าต้องลดความเหลื่อมล้ำ แค่นี้พวกอำมาตย์ก็ไม่พอใจ อย่างไรก็ตามเราคงไม่แปลกใจว่า ไทยรักไทย มีความขัดแย้งในตัวระหว่างผลประโยชน์นายทุนซีก ไทยรักไทย และผลประโยชน์คนทำงาน และนี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงก้าวหน้าในปัจจุบันต้องผลักดันให้ไทยมีรัฐสวัสดิการ “ถ้วนหน้า-ครบวงจร-และจากการเก็บภาษีจากคนรวย”

 

     นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว เราไม่ควรมองข้ามเรื่องการเมือง เพราะเศรษฐกิจกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกมีผลประโยชน์ร่วมกันในการสร้างประชาธิปไตย และผู้ที่พยายามขัดขวางประชาธิปไตยและเสรีภาพของคนชั้นล่าง ล้วนแต่เป็นพวก อำมาตย์ พวกทหาร และพวกนายทุนใหญ่หัวเก่า สามพวกนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน มันไม่มีศักดินาแล้วเพราะถูกยกเลิกไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่๕ นอกจากนี้ยังมีพวกชนชั้นกลางประเภทที่เห็นแก่ตัวที่เป็นอุปสรรค์ต่อประชาธิปไตย เช่นมวลชนของพันธมิตรฯ

 

     วันแรงงานสากล จึงต้องเป็นวันของเสื้อแดง วันของคนทำงานที่รักประชาธิปไตย และเราจะต้องต่อสู้กับอิทธิพลเสื้อเหลืองในขบวนการแรงงานอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะพวกอำมาตย์พยายามมาตลอดที่จะทำลายจิตสำนึกทางชนชั้นของคนทำงาน เขาพยายามจะสอนให้เราเชื่องและจงรักภักดีต่ออำนาจเขา คนงานจะได้เป็นทาส และเราจะเห็นพวกสหภาพแรงงานเสื้อเหลืองบางกลุ่มบนท้องถนนในวันแรงงาน เราจึงต้องทำให้ขบวนการแรงงานเป็นแดง

 

     ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีขบวนการเสื้อแดง ที่ลาตินอเมริกามีมากมาย ในประเทศเวเนสเวลา คนชั้นล่างที่ใส่เสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมนิยม และมีการนำโดยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวส์ อดีตทหารหนุ่มที่ชนะการเลือกตั้ง ในประเทศเอลซาวาดอร์ พรรคคนเสื้อแดงชนะการเลือกตั้ง และโมรีซิโอ ฟูเนส์ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเมื่อเดือนที่แล้ว และในวันที่ ๑ พฤษภาคมทุกปี เราจะเห็นคนใส่เสื้อแดงถือธงแดงออกมาเดินขบวนในทุกเมือง เพราะแดงเป็นสีของคนจน ที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกอภิสิทธิ์ชนมาตั้งแต่สมัย ค.ศ. 1848 เมื่อมีการลุกฮือต่อสู้กับพวกขุนนางและนายทุนอนุรักษ์นิยมในยุโรป

 

ในวันกรรมาชีพสากล เราต้องตะโกนทั่วโลกว่า “แดงจงเจริญ”!!!

Read Full Post »

ทำไม เอ็นจีโอ ไทยถึงเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยและคนจน?

 

 

 

ท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่สลดใจ คือการที่เครือข่าย เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมที่น่าอับอายขายหน้าในการเลือกที่จะเข้าข้างอำมาตย์เสื้อเหลือ และมองว่าคนจนและประชาธิปไตยเป็นฝ่ายศัตรู หรืออย่างน้อยการที่เอ็นจีโออื่นๆ เงียบเฉยในขณะที่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกทำลาย[1] การวิเคราะห์ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะนักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นในอดีตจากการต่อสู้กับเผด็จการ และการยืนอยู่เคียงข้างคนจน และในการทำความเข้าใจกับประเด็นนี้เราต้องข้ามพ้นการมองว่าเป็นแค่ข้อเสียส่วนตัวของบุคคล หรือการที่ เอ็นจีโอ “มีเป้าหมายแอบแฝงเพื่อรับใช้จักรวรรดินิยมหรือเผด็จการ”

 

     ในช่วงแรกของการประท้วงโดยพันธมิตรฯ ก่อนรัฐประหาร ๑๙ กันยา เราอาจพอเข้าใจว่าทำไม เอ็นจีโอ ร่วมกับพันธมิตรฯ ในประการแรกเขามีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง พิภพ ธงไชย  และการประท้วงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล ไทยรักไทย มีความชอบธรรม อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯไม่ได้สนใจประเด็นมนุษยชนแต่อย่างใด และเราสามารถตั้งคำถามได้อีก กับการตัดสินใจของ เอ็นจีโอ ที่จะทำแนวร่วมกับพวกเสื้อเหลืองขวาตกขอบแบบ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ในไม่ช้า เอ็นจีโอ ได้ล้ำเส้นไปจับมือกับเผด็จการทหารและอำมาตย์เสื้อเหลืองอย่างตรงไปตรงมา จนเราสามารถพูดได้ว่าในทุกขั้นตอนของวิกฤตนี้ เอ็นจีโอ ส่วนใหญ่เลือกข้างผิด ดังนั้นถ้าไม่มีการทบทวนตัวเองอย่างเร่งด่วน ยอมรับความผิดพลาด และยอมแตกหักกับองค์กรปฏิกิริยาที่เป็นศัตรูของคนจน เอ็นจีโอไทย จะไม่มีอนาคตในการเป็นพลังของประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้อีกเลย

 

     ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของพันธมิตรฯ ผู้นำ เอ็นจีโอ อย่าง เรวดี ประเสริฐเจริญสุข (กปอพช.) หรือ นิมิตร์ เทียนอุดม (เครือข่ายเอดส์) ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ และนิมิตร์ ได้พูดจากเวทีนี้ว่าผู้ที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ “ขาดข้อมูล” [2] ซึ่งเป็นทัศนะที่ดูถูกคนจนและให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร หลังการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา นิมิตร์ และผู้นำส่วนหนึ่ง ได้กีดกันไม่ให้สมาชิกเครือข่ายของตน เดินขบวนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในพิธีปิดงานสมัชชาสังคมไทย ในขณะที่ผู้นำ กปอพช. อย่างเรวดี และเครือข่ายคนพิการ ได้ร่วมนำขบวนการประท้วง

 

     ในตัวงานสมัชชาสังคมไทย องค์กรอย่าง “รักษ์ไทย” ซึ่งได้รับเงินทุนจากฝ่ายรัฐจำนวนมาก ได้พาชาวบ้านใส่เสื้อเหลืองมาร่วมงาน และนำเสนอแนวคิดชาตินิยม ซึ่งทำให้เราต้องวิเคราะห์ปัญหาที่มาจากการรับเงินจากภาครัฐอีกด้วย เดิมทีเดียว เอ็นจีโอ พยายามอิสระจากรัฐภายในประเทศของตนเอง โดยการขอทุนจากมูลนิธิภายนอกประเทศ แต่ในปัจจุบัน เอ็นจีโอ กลายเป็นองค์กรที่รับเหมาทำงานจากรัฐ หรือจากองค์กรของรัฐ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.)[3] คำถามคือ เอ็นจีโอ หรือ Non- Government Organisations กลายเป็น จีเอ็นจีโอ” Government Non-Government Organisations ที่ผูกพันกับรัฐหรือไม่

 

     ที่แย่มากๆ คือ มีผู้นำ เอ็นจีโอ หลายคนเสนอชื่อ หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เพื่อหวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ว. โดยทหารเผด็จการ เช่น เรวดี ประเสริฐเจริญสุข นิมิตร์ เทียนอุดม บรรจง นะแส (เครือข่ายประมงพื้นบ้าน) วิฑูรย์ เพิ่ม พงศาเจริญ (สิ่งแวดล้อม) หรือ ศยามล ไกยูรวงศ์ (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) เป็นต้น และถึงแม้ว่าทหารไม่ได้แต่งตั้งเขา มีคนจากสาย เอ็นจีโอ หลายคนที่ร่วมมือกับ คมช. โดยหลงคิดว่าทหารเผด็จการจะปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยได้ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ไทยในองค์กร Focus on Global South ได้ออกมาแสดงความยินดีกับรัฐประหาร[4] แต่ถูกโต้แย้งจาก Walden Bello ผู้ก่อตั้งองค์กรที่มาจากฟิลิปปินส์

 

     เมื่อเราเปรียบเทียบแถลงการณ์ของ กปอพช. ที่ประกาศออกมาภายใต้การนำของ ไพโรจน์ พลเพชร ในยุคที่เสื้อเหลืองกับเสื้อแดงออกมาประท้วงบนท้องถนน[5]  จะเห็นข้อแตกต่างในการเน้นประเด็นระหว่างยุคเสื้อเหลือง กับยุคเสื้อแดง เช่นในเดือน พฤษภาคม มิถุนายน และ กันยายน ๒๕๕๑ ขณะที่เสื้อเหลืองกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลและท้องถนน กปอพช. เรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของพันธมิตรฯ ในการชุมนุมอย่าง “สงบ” ต่อมาในเดือนมิถุนายน กปอพช. ได้เรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งลาออก ในช่วงนั้น ส.ว. “เอ็นจีโอ” รสนา โตสิกตระกูล ก็ออกมาพูดว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์สลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ด้วย และรัฐบาลในครั้งนั้นก็ไม่ได้ใช้กำลังทหารหรืออาวุธปืนสลายการชุมนุม ทั้งๆ ที่พันธมิตรฯมีการใช้อาวุธปืนและระเบิด อย่างไรก็ตามการใช้ก๊าซน้ำตาอย่างไม่ถูกต้องโดยตำรวจอาจทำให้ผู้ประท้วงเสียชีวิตหนึ่งคนในวันที่ ๗ ตุลาคม

 

     แต่เมื่อเสื้อแดงออกมาประท้วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในเดือนเมษายนปี ๒๕๕๒ กปอพช. ได้เรียกร้องให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม “ที่รุนแรง” มีการเรียกร้องให้รัฐบาลใช้แต่วิธีที่ถูกกฎหมายในการสลายการชุมนุม และยิ่งกว่านั้นหลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กองทหารติดอาวุธยิงประชาชน จนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่มีการขอให้รัฐบาลลาออกแต่อย่างใด แย่กว่านั้นคือ องค์กรผู้บริโภค เครือข่ายเอดส์ และสลัมสี่ภาค ภายใต้การนำของ สารี อ๋องสมหวัง และนิมิตร์ เทียน อุดม  ได้ออกมาประณามเสื้อแดงโดยไม่ประณามรัฐบาล

 

     เป็นไปได้อย่างไรที่องค์กร เอ็นจีโอไทย เลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านคนจนและประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เริ่มต้นจากการปกป้องประชาธิปไตย และการใช้คำขวัญที่เคารพคนจน เช่น “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ? ผู้ที่อยู่ในแวดวง เอ็นจีโอ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ถ้ายังรักประชาธิปไตยและต้องการสังคมที่เป็นธรรม จะต้องรีบทบทวนบทบาทของ เอ็นจีโอ ในครั้งนี้

 

     ถ้าจะหาคำอธิบายว่าทำไม เอ็นจีโอไทย ถึงหันขวาจนมามีจุดยืนข้างอำมาตย์ เราจะต้องหลีกเลี่ยงเรื่องการใช้คำอธิบายที่เน้นนิสัยใจคอส่วนตัว หรือความหวังดีหวังร้ายของบุคคล ประเด็นที่สำคัญกว่ามากคือการ “ปฏิเสธการเมือง” การเน้นแนวปฏิบัติเฉพาะกาล และการที่ เอ็นจีโอ ขาดความโปร่งใสและการมีประชาธิปไตยภายใน เอ็นจีโอ ไม่ใช่องค์กรมวลชนที่มีสมาชิกจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้นักเคลื่อนไหวมีเสรีภาพปัจเจกจนมองข้ามการควบคุมโดยมวลชน ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือคนที่เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง “สายเอ็นจีโอ” ซึ่งขาดวัฒนธรรมการถูกตรวจสอบควบคุมโดยประชาชน

 

     หลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผู้ที่ก่อตั้ง เอ็นจีโอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคฯ ได้ทบทวนแนวทาง และหันมาใช้การเคลื่อนไหวที่ลดความสำคัญของ “การเมือง” โดยเน้นการเป็น “ผู้ปฏิบัติ” แต่ปฏิบัติในเรื่องประเด็นเดียวแยกส่วน มีการรับแนวคิดอนาธิปไตย ที่หันหลังให้รัฐ และปฏิเสธการสร้างพรรคอีกด้วย

 

     จุดยืนดังกล่าวเข้าใจได้ว่าเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากข้อเสียของพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งในเรื่องความเป็นเผด็จการ และความล้มเหลวในการต่อสู้ และมันเกิดขึ้นในช่วงนั้นทั่วโลก การเคลื่อนไหวประเด็นเดียวที่ลดเรื่อง “การเมือง” ก็เข้าใจได้ เพราะสอดคล้องกับการขอทุนเพื่อโครงการของ เอ็นจีโอ แต่การเข้าใจเหตุผลนั้น ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยสุดเราต้องตั้งคำถามว่าทำไมมันนำไปสู่จุดยืนปัจจุบัน

 

     ในการใช้แนวอนาธิปไตย เอ็นจีโอ มักจะต่อต้าน “ประชาธิปไตยแบบผู้แทน” เพราะมองว่านำไปสู่การเมืองน้ำเน่าและการซื้อขายเสียง แต่การเสนอ “ประชาธิปไตยทางตรง” มาแทน ซึ่งเป็นระบบที่คนในชุมชนมาประชุมกันเพื่อกำหนดทิศทางของชุมชน และต่อรองโดยตรงกับรัฐ มีหลายๆ ปัญหา เพราะมันเป็นนามธรรม มันมองแค่ชุมชนตนเอง อาจเพิ่มอิทธิพลของผู้นำชุมชนอนุรักษ์นิยม และไม่มีอำนาจแท้ในการต่อรองกับรัฐ ยิ่งกว่านั้น การปฏิเสธ “ประชาธิปไตยระบบผู้แทน” นำไปสู่การมองว่า รัฐสภาที่มีเสียงข้างมากของ ไทยรักไทย ไม่แตกต่างอะไรจากการทำรัฐประหารของทหาร และมันเปิดประตูสู่การเมืองเผด็จการระเบียบใหม่ของพันธมิตรฯ อีกด้วย เพราะมันเป็นการปฏิเสธระบบเลือกตั้ง จริงๆ แล้ว เอ็นจีโอ ทั่วโลก ไม่เคยมีการเลือกตั้งภายในแต่ละองค์กร ซึ่งแตกต่างจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมบางชนิด เช่นสหภาพแรงงาน หรือพรรคการเมืองบางพรรค

 

     ปัญหาการเมืองอีกอันหนึ่งของ เอ็นจีโอ คือการหันมาใช้การเมืองแห่ง “การล็อบบี้” คือไม่สนใจว่ารัฐบาลจะเป็นใคร ไม่สนใจว่ามาจากการเลือกตั้งหรือไม่ จะใช้โอกาสในการติดต่อโดยตรงและชักชวนกดดันรัฐบาล ดังนั้นจะเห็นว่า เอ็นจีโอ ยินดีล็อบบี้ทั้ง รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลเผด็จการ คมช. และรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์ เราต้องเข้าใจตรงนี้ว่า “การล็อบบี้” เป็นการขอเข้าพบ มีแง่ของการผูกมิตรกับคนมีเส้นสาย ซึ่งต่างจาก “การรณรงค์” ที่อาจทิ้งระยะห่างจากรัฐบาลได้ในขณะที่มีการเรียกร้อง และการรณรงค์มักเน้นการสร้างมวลชนเป็นหลัก แทนการต่อสายกับคนที่มีอำนาจ ทั้งสองวิธีเป็นการเคลื่อนไหวรูปธรรม แต่ผลจะต่างกัน แนวคิดเรื่องการล็อบบี้ เป็นการแสวงหาผู้มีอำนาจ มันอธิบายได้ว่าทำไม คนอย่าง พิภพ ธงไชย  และสมศักดิ์ โกศัยสุข วิ่งเข้าไปหาฝ่ายเหลืองอนุรักษ์นิยมเพื่อสร้างพันธมิตรฯ เพราะตนเองไม่มีพลังมวลชน และห่างเหินจากคนรากหญ้ามานาน

 

     ทั้งๆ ที่ เอ็นจีโอ ตื่นเต้นกับชัยชนะของ ไทยรักไทย ในช่วงเริ่มต้น แต่ในไม่ช้าก็ผิดหวังและโกรธแค้นรัฐบาล สาเหตุสำคัญที่สุดคือ นโยบายที่เป็นรูปธรรมของ ไทยรักไทย ทำให้ฐานมวลชนของ เอ็นจีโอ หดลง เพราะประชาชนเห็นว่า “การเมือง”มีประสิทธิภาพมากกว่าโครงการของ เอ็นจีโอ หลายเท่า นอกจากนี้ เอ็นจีโอ ไม่เคยไว้ใจการใช้รัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจน นโยบายอนาธิปไตยชุมชนที่หันหลังให้รัฐอันนี้ของ เอ็นจีโอ ไปด้วยกันได้กับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดที่ต้องการให้รัฐเล็กลง และให้คนดูแลตนเอง ของพรรคประชาธิปัตย์และอำมาตย์ มันไปด้วยกันได้กับเศรษฐกิจพอเพียง

 

     ความโกรธแค้นของ เอ็นจีโอ ต่อการที่ชาวบ้านเลือก ไทยรักไทย ทำให้ เอ็นจีโอ เปลี่ยนจุดยืนมาดูถูกชาวบ้านว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” (โง่) และ “ถูกหลอกโดย ไทยรักไทย” จริงๆ แล้วในการทำงานของ เอ็นจีโอ และการทำงานสายแรงงานของคนอย่าง สมศักดิ์ มันมีหน่ออ่อนของการมองว่าคนธรรมดาขาดความสามารถ เพราะองค์กรเหล่านี้มีวัฒนธรรมในการส่ง คนที่เขาเองเรียกว่า “พี่เลี้ยง” ลงไปสอนหรือดูแลชาวบ้านหรือคนงาน ไม่ค่อยมีการปลุกระดมให้คนนำตนเอง

 

     สถานการณ์ทางการเมืองในไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นสถานการณ์ที่สร้างความสับสนได้ ข้างหนึ่งมีรัฐบาลของทักษิณ ซึ่งเป็นรัฐบาลพรรคเศรษฐีนายทุน ซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้และสงครามยาเสพติด อีกข้างหนึ่งคือพวกอำมาตย์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเศรษฐีนายทุนด้วย และมีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันยาวนานมาตั้งแต่ ๑๔ ตุลา เรื่อยๆ มา การที่ เอ็นจีโอ ไม่สนใจทฤษฏีการเมือง หรือการถกเถียงเรื่องการเมืองไทยและสากล ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ไม่ออกว่าคนจนเลือก ไทยรักไทย มาด้วยเหตุผล มันทำให้แยกไม่ออกระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหาร อย่างน้อยที่สุด เอ็นจีโอ ควรจะต้านรัฐประหารและทำตัวเป็นกลางไม่เลือกข้างใคร แต่แทนที่จะทำตรงนั้นกลับเข้าข้างเสื้อเหลือง นอกจากนี้ วัฒนธรรม “พี่เลี้ยง” มีผลทำให้นักเคลื่อนไหว เอ็นจีโอ เกรงกลัวการตื่นตัวและการจัดตั้งกันเองของพลเมืองเสื้อแดง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เสื้อแดงมีความคิดหลากหลายและหลายส่วนอาจไม่ใช่เทวดา แต่ในที่สุดประชาธิปไตยต้องมาจากการจัดตั้งกันเองและการเคลื่อนไหวของพลเมืองรากหญ้า ซึ่งย่อมไม่ขาวสะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว ที่สำคัญประชาธิปไตยไม่เคยมาจากทหาร อำมาตย์ หรืออภิสิทธิ์ชน

 

     สรุปแล้ว เราสามารถฟันธงได้ว่า ณ บัดนี้ เอ็นจีโอและเครือข่าย “ภาคประชาชน” เก่าในไทยหมดสภาพของการเป็น ขบวนการภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม คนที่รักประชาธิปไตยและอยู่ข้างคนจนในไทย ไม่สามารถทำงานกับ เอ็นจีโอ กระแสหลักได้ จนกว่าจะมีการทบทวนบทบาท

 

บทเรียนสำคัญจากช่วงประวัติศาสตร์นี้คือ

1.      ประเด็นเรื่องแหล่งทุนสำหรับ เอ็นจีโอ โดยเฉพาะทุนที่มาจากรัฐ (หรือธนาคารโลก) สร้างปัญหา เพราะเป็นแรงจูงใจให้ เอ็นจีโอ เลิกวิจารณ์รัฐ และเลิกวิจารณ์แนวกลไกตลาดเสรีของกลุ่มทุนใหญ่ตามแนวธนาคารโลก

2.      การเมืองแห่งการล็อบบี้ เสี่ยงต่อพฤติกรรมการฉวยโอกาส ทำงานกับใครก็ได้ เพื่อผลตอบแทนทางการเมือง

3.      การหันหลังให้ “การเมือง” และทฤษฏี และการับแนวอนาธิปไตย ทำให้ เอ็นจีโอ วิเคราะห์ปัญหายากๆ ไม่ค่อยได้ ถ้าจะแก้ปัญหานี้ ต้องมีการเพิ่มประเด็นการเมืองและการแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง

4.      มวลชนคนเสื้อแดง เป็นความหวังในการสร้างประชาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย

27 เมษายน 2009


[1] กรณียกเว้นคือ Thai Labour Campaign http://www.thailabour.org   โครงการรณรงค์เพื่อแรงงานไทย ซึ่งคัดค้านรัฐประหารและมีจุดยืนปกป้องประชาธิปไตยมาตลอด

[2] ประชาไท 23 มีนาคม ๒๕๔๙ www.prachatai.com .

[5] ประชาไท  พฤษภาคม มิถุนายน และกันยายน ๒๕๕๑, 13,15 & 23 เมษายน ๒๕๕๒. www.prachatai.com .

Read Full Post »

การระบาดของไข้หวัดหมู

 

ผลกระทบการเมือง และข้อมูลที่คนเสื้อแดงควรทราบ

 

 

ใจ อึ๊งภากรณ์ [1]

 

 

ขณะนี้ไข้หวัดพันธ์ใหม่กำลังระบาดมาจากประเทศ เม็กซิโก ไข้หวัดนี้เรียกกันว่าเป็นไข้หวัดหมู Swine Influenza แต่มันเป็นไข้หวัดที่คาดว่าฆ่าคนใน เม็กซิโกไปแล้วร้อยกว่าคน และคนที่ตายไปไม่ใช่เด็กอ่อนหรือคนชรา เป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี องค์กรอนามัยโลก WHO ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะคนสามารถแพร่เชื้อโรคนี้ไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วผ่านการเดินทางบนเครื่องบิน ในเวลาไม่กี่วันมันแพร่ไปที่สหรัฐ นิวซีแลนด์ และยุโรปแล้ว

 

ไข้หวัดหมูพันธ์ใหม่นี้มีหน้าตาอย่างไร?

มันเป็นไวรัสไข้หวัดชนิด H1N1 (ไข้หวัดนกเป็น H5N1  และตัว H กับ N เจาะจงว่าบนเปลือกไวรัสมีโปรตีนชนิดใด ซึ่งมีผลกับการสร้างภูมิต้านทาน) ประเด็นสำคัญคือ H1N1 ระบาดเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาในมนุษย์มานาน เช่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ช่วงก่อน ๒๔๗๕) มันระบาดทั่วโลกและคนตายเป็นล้านๆ แต่ปัจจุบันมนุษย์มีภูมิต้านทานกับ H1N1 พอสมควร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ H1N1 รอบนี้มันผสมพันธ์ใหม่กับไข้หวัดหมูและนก จึงมีความร้ายแรงมากขึ้น และเราอาจไม่มีภูมิต้านทานสมบูรณ์ (หมูมีลักษณะร่างกายคล้ายมนุษย์มากกว่านก มันเลยอันตรายมากขึ้น)

 

ข้อมูลที่เราควรทราบ

1.      ไข้หวัดทุกชนิด แพร่ระบาดผ่านหยดน้ำจากการไอหรือจาม ซึ่งติดมือเราได้ด้วย อาการของไข้หวัดมรณะคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ในขั้นตอนแรกคือไข้สูง เจ็บคอ ไอ จาม และจะเริ่มมีปัญหาในการหายใจ ต่อมามีอาการปอดบวม และในที่สุดอาจจะตายถ้าไม่รีบรักษา คนที่ยังไม่แสดงอาการสามารถแพร่เชื้อได้

2.      การสวมหน้ากาก การเช็ดกลอนประตู และการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ หลายครั้งต่อวัน จะช่วยได้บ้าง

3.      ไวรัสไข้หวัดเป็นไวรัสที่แปรพันธ์วิวัฒนาการได้อย่างรวดเร็ว เพราะการแปรพันธ์เป็นยุทธศาสตร์ของไวรัสในการเอาชนะระบบภูมิต้านทาน นอกจากการแปรพันธ์เอง ไวรัสไข้หวัดทุกชนิดสามารถจะผสมพันธ์กับไวรัสไข้หวัดชนิดอื่นในสัตว์ต่างๆ ได้ ที่อันตรายคือสัตว์ที่มีร่างกายคล้ายมนุษย์ เช่นหมู บางครั้งการผสมพันธ์อาจเกิดในมนุษย์เอง ขณะนี้เราไม่สามารถกำจัดเชื้อไข้หวัด H1N1 หรือไข้หวัดนก H5N1 ออกจากระบบสิ่งแวดล้อมในโลกได้

4.      รัฐบาลไทยมีแนวโน้มจะโกหกและไม่ให้ข้อมูลเต็มกับประชาชน (เหมือนที่เขาทำเรื่องประชาธิปไตยและคนเสื้อแดง) เราควรติดตามข่าวในสื่อต่างประเทศ และที่สำคัญจากเว็ปไซท์ขององค์กรอนามัยโลก WHO www.who.int/

5.      ยาฆ่าไวรัสที่ใช้ได้มีแค่สองชนิด ที่รู้จักกันดีคือ Oseltamivir (Tamiflu) ซึ่งรัฐบาลไทยสะสมไว้ไม่พอ รัฐบาลตะวันตกสะสมไว้สำหรับ 25% ของประชากรและกำลังผลิตเพิ่ม แต่ในไทยไม่ได้เตรียมการถึงขนาดนี้ (ประเทศไทยจะต้องมียานี้อย่างน้อย 175 ล้านเม็ดถึงจะเพียงพอ) และคนที่จะได้ยาคงเป็นพวกอำมาตย์และผู้มีเส้นสาย นอกจากนี้ถ้ามันระบาดร้ายแรงในไทย มันจะกลายเป็นอีกข้ออ้างหนึ่งที่จะใช้อำนาจเผด็จการและทหาร อาจมีการล้อมปิดหมู่บ้านหรือชุมชน

6.      เรายังไม่ทราบว่าวัคซีนต้านไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วโลก จะใช้ได้ผลกับไข้หวัดหมูพันธ์ใหม่หรือไม่

7.      การแพร่ระบาดร้ายแรง (Pandemic) ของไวรัสไข้หวัดมรณะในมนุษย์ เคยเกิดขึ้นเป็นประจำในประวัติศาสตร์ ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดร้ายแรงของไข้หวัดมนุษย์ 3 ครั้งคือ (1) ในปีค.ศ. 1918 “ไข้หวัดใหญ่สเปน” H1N1ฆ่าคนทั่วโลก 50-100ล้านคน  (2) ในปีค.ศ. 1957 “ไข้หวัดใหญ่เอเซีย” H2N2 ฆ่าคนทั่วโลก 1-2 ล้านคน และ (3) ในปีค.ศ. 1968 “ไข้หวัดฮ่องกง” H3N2 ฆ่าคนทั่วโลกถึง 1-2 ล้านคนเช่นกัน

8.      ทุกประเทศจะได้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดร้ายแรงของไข้หวัดมรณะ การปิดพรมแดน และการจำกัดการเดินทาง จะป้องกันการระบาดไม่ได้ ในยุคที่มีการขนส่งทางอากาศการแพร่ระบาดทั่วโลกเกิดขึ้นได้ภายใน 3 เดือน และในประเทศที่มีชุมชนแออัดจะมีการระบาดอย่างรวดเร็ว

 

ข้อเรียกร้องที่ขบวนการแรงงานต้องเสนอกับรัฐและนายจ้าง

สหภาพแรงงานและกลุ่มคนเสื้อแดง จะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้นายจ้างและรัฐบาลสร้างแผนการทำงานเพื่อปกป้องประชาชน เราต้องตั้งคำถามสำคัญๆ กับรัฐบาลและผู้บริหาร ข้อเรียกร้องดังกล่าวต้องเสนอในทุกเวที

1.      รัฐบาลต้องเร่งผลิตยาในปริมาณเพียงพอ และต้องเตรียมการเพื่อผลิตวัคซีนสำหรับไข้หวัดมรณะ (ซึ่งต่างจากไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่)

2.      ในกรณีที่มียาในจำนวนจำกัด รัฐบาลต้องประกาศว่าใครจะมีสิทธิ์เข้าถึงยาอย่างโปร่งใส โดยใช้มาตรฐานที่เป็นธรรม แต่เราไว้ใจรัฐบาลไม่ได้

3.      ทั้งรัฐและนายจ้างจะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับไข้หวัดมรณะให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ปกปิดและหลอกเราว่ามันไม่ใช่ปัญหา

4.      ในกรณีที่ลูกจ้างป่วยหรือต้องมีการปิดงานเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค สหภาพแรงงานต้องมีส่วนในการประเมินความเสี่ยง  และรัฐและนายจ้างต้องรับประกันว่าจะจ่ายค่าจ้างตามปกติ

5.      กลุ่มคนเสื้อแดงในชุมชนต่างๆ ควรมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลและกำหนดมาตรการป้องกันที่เป็นธรรมและอิงหลักฐานวิทยาศาสตร์

 

 

สยามแดง

๒๗ เมษายน ๒๕๕๒



[1] ผมจบปริญญาตรีชีวเคมีจากอังกฤษ ไม่ใช่แค่เป็นนักรัฐศาสตร์

Read Full Post »

Detailed account of bloody April

Go to:

http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2009/04/20/the-crushing-of-the-red-shirts/

Read Full Post »

บันทึกเมษาเลือด (2)

โดยสมุดบันทึกสีแดง

เราจะทำอะไรกันต่อ?

ถึงเพื่อนเสื้อแดงที่รัก  เรามีความเศร้าเพราะเราเป็นมนุษย์ เราหดหู่เพราะเราเผชิญกับความโหดร้ายของฝ่ายเผด็จการ การเคลื่อนไหวของพวกเรามันมีเหตุผลเต็มที่นับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวจนถึงปัจจุบัน จงรู้สึกให้เต็มที่ เพื่อจะได้ต่อสู้ให้เต็มที่  หากเราไม่รู้สึกอะไรเลยนั่นแหละเป็นเรื่องประหลาดและเป็นเรื่องที่หลอกตัวเอง   

แต่ความจริงอย่างหนึ่งทั้งพวกเราและฝ่ายตรงข้ามรู้คือเรื่องนี้ยังไม่จบ  ฉะนั้นพวกเรายังไม่แพ้และอย่าลืมว่าเราเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม อย่าเชื่อสื่อกระแสหลักอย่างง่ายๆ ฝ่ายตรงข้ามก็รู้เรื่องนี้ดี  แต่พวกเขาต้องการให้เรารู้สึกว่าพวกเราแพ้อย่างย่อยยับ เพื่อที่จะให้เราหมดกำลังใจในการต่อสู้ พวกเขาต้องการให้เราแพ้เพื่อที่จะยอมรับกระติกาแย่ๆพวกเขาโดยไม่ตั้งคำถาม ยอมกลับไปให้พวกเขากักขังเราไว้เหมือนเดิม  สิ่งที่จะเยียวยาพวกเราเสื้อแดง คือ ความหวังที่จะมี “ความเสมอภาคของสังคมใหม่”  ความหวังที่จะเห็นรอยยิ้มของคนในครอบครัวของเรา รอยยิ้มของคนที่สามารถตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวของเขาและคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้อย่างเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรมาพันธนาการไว้ ความหวังที่เราต้องการเห็นคนข้างๆมีชีวิตอย่างมั่นคงเหมือนประเทศอื่นๆที่พัฒนาแล้วบริการปกป้องประชาชนของเขา  คำถามที่สำคัญมากในวันนี้ เราจะทำอะไรกันต่อ?

ณ เวลานี้พวกเราเสื้อแดงต้องมานั่งคิด ทบทวน มันมีอะไรบ้างที่เราต้องมองให้ชัดเจน และ อะไรคือเส้นแบ่งโดยเฉพาะในสังคมที่มีสองมาตรฐาน  ซึ่งเราจะพบว่าคุณค่าของสิ่งต่างๆมันอยู่อยู่สองชนิดเท่านั้น เช่น เรื่องของศีลธรรมในสังคมไทย คือ  ศีลธรรมของเขา(ไร้ศีลธรรม) กับ ศีลธรรมของเรา ศีลธรรมของเขาคือปราบปรามคนที่เห็นต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ศีลธรรมของเรา ต้องการให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง ให้เราลองเอากรอบตรงนี้มาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ต่างๆทั้งหมด ฉะนั้นเราจะสู้ภายใต้กรอบกติกาที่เขียนขึ้นโดยฝ่ายนั้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เราจะเสียเปรียบหมดทุกอย่าง

หลังจากเสื้อแดงถูกปราบปรามอย่างป่าเถื่อน  มีบรรดานักคิดที่ใช้ไม่ได้ดาหน้าก้าวออกมาเสนอทางออกให้กับสังคมอย่างหน้าไม่อาย เช่น เสน่ห์ จามริก ผู้ที่หูหนวกตาบอดกับการละสิทธิความเป็นมนุษยของเสื้อเหลืองต่อเสื้อแดง รัฐเผด็จการกับพลเรือน เช่น กรณีบุคคลที่ถูกจับขังในกรณี หมิ่นฯ กษัตริย์  ทั้งๆที่มีคนไปร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิแต่กับทำตัวเพิกเฉยอย่างใจดำ  ตอนนี้ออกมาเสนอให้มี “รัฐบาลแห่งชาติ”  แทนที่จะปกป้องกลไกการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย คนๆนี้ ไม่มีสิทธิที่จะเปิดปากพูดเพราะเขาปิดปากในเรื่องสิทธิพื้นฐานในระบบประชาธิปไตย  เราต้องพยายามสร้างมาตรฐานไม่ให้ใครพูดง่ายโดยไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้

การเคลื่อนไหวต่อไป เราจะต้องเติมเต็มประชาธิปไตยให้มีเนื้อมีหนังมากขึ้น ซึ่งหมายถึงเราจะต้องมานั่งพิจารณาสังคมประชาธิปไตยในรูปแบบที่เราต้องการสำหรับสังคมไทย โครงสร้างเดิมของสังคมไทยทุกส่วนเน่าเละเสียจนไม่สามารถที่จะปฏิรูปฟื้นฟูภายใต้กรอบเดิมๆ จำกัดอยู่ในกลุ่มคนเล็กๆ ปัญญาชนสายอนุรักษ์นิยม แต่การปฏิรูปการเมืองควรจะเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดาในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ดีแต่พูดในทางนามธรรมแต่ในทางปฏิบัติคนธรรมดาถูกกีดกันออกไปอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนปัจจุบัน เราคนเสื้อแดงจะต้องสามารถเข้าใจแนวความคิดต่างๆที่มีอยู่ในสังคมว่าความคิดชนิดไหนให้ประโยชน์กับเรา ความคิดชนิดไหนที่มันไม่เป็นประโยชน์ เราจะมีความสัมพันธ์กับแนวความคิดต่างๆเหล่านี้?  โดยเฉพาะถ้าชนชั้นปกครองนิยมนำมากล่าวอ้างหรือนำมาใช้เพื่อหาความชอบธรรมในสังคม เราจำเป็นต้องมาไล่ดูแนวความคิดหลักๆที่ถูกนำมาใช้บ่อยๆในสังคมว่ามันมีอะไรบ้าง และเราควรมีวิธีการรับมือกับมันอย่างไร

 

ในบทความตอนที่ 2 นี้จะเป็นบทความขนาดยาวเพื่อชวนให้เพื่อนๆเสื้อแดงร่วมคิดเพื่อออกแบบสังคมใหม่ท่ามกลางการเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อติดอาวุธทางความคิด  ประเด็นหลักๆสำคัญๆ ที่เราต้องร่วมกันคิดในระยะเฉพาะหน้ามีอยู่ 7  ข้อ จะเขียนออกมาอาทิตย์ละ 2 ข้อ  ซึ่งจะมีการลงรายละเอียด ในประเด็นต่างๆที่จำเป็นเรียงเป็นลำดับดังนี้

1         การทำสงครามความคิดลัทธิทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการ

2         ประชาธิปไตยสากล : ไทยๆ และปัญหาการคอรัปชั่น

3         ศีลธรรม สันติวิธี : ความรุนแรง

4         สื่อ

5         จุดอ่อนของรัฐบาลภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลก

6         บทเรียนต่อสู้จากต่างประเทศและประวัติศาสตร์

7         โมเดลสังคมใหม่ : รัฐสวัสดิการ

 

1.       การทำสงครามความคิดกับลัทธิทางการเมืองของฝ่ายเผด็จการ

ในสังคมชนชั้นที่เราดำรงอยู่  ชนชั้นปกครองที่เป็นอำมาตรย่อมพยายามผูกขาดความคิดเป็นธรรมดา  เขาใช้สื่อโรงเรียนและกลไกอื่นๆเพื่อยัดความคิดเหล่านี้ใส่หัวประชาชน  ดังนั้นภาระสำคัญของคนเสื้อแดงคือการทำสงครามความคิด  การต่อสู้เพื่อสังคมใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่บนท้องถนนเท่านั้นแต่มีหลายเวที เช่น ท้องถนน ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัยหรือกลุ่มคน เช่น สหภาพแรงงานหรือกลุ่มเกษตรกร ฝ่ายอำมาตรกราดกระสุนใส่เราบนท้องถนนได้  แต่เขาไม่ได้ครองใจคนส่วนใหญ่ดังนั้นเราต้องทำสงครามความคิดเพื่อทำลายความคิดของเขาออกไปจากสังคมโดยสิ้นเชิง

ความคิดของอำมาตรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

1.1    แนวความคิดมือใครยาวสาวได้สาวเอา

แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ให้ประโยชน์เฉพาะคนรวย  แต่เขาโกหกว่ามันเป็นระบบที่เป็นธรรมเพราะทุกคนมี  “โอกาส”  เท่าเทียมกัน  มันจะเท่าเทียมกันได้อย่างไรในเมื่อเศรษฐีและชนชั้นกลางซื้อความสบายในชีวิตได้แต่คนจนไม่มีเงินเพียงพอ  แนวคิดนี้บูชากลไกตลาดแต่กลไกตลาดมองไม่เห็นหน้าคนจนเพราะคนจนไม่มีเงินที่จะมีส่วนร่วมในตลาดเท่ากับคนรวย วิธีแก้ไขปัญหานี้คือการใช้รัฐในการสร้างสวัสดิการให้คนจนซึ่งเราจะเห็นได้ว่าที่แล้วมาพวกอภิสิทธิเสื้อเหลืองไม่พอใจกับการใช้รัฐในการช่วยเหลือคนจนของรัฐบาลไทยรักไทย  เขาจึงสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา

1.2  แนวความคิดชาตินิยม + กษัตริย์นิยม  แนวความคิดชาตินิยมเป็นข้อเสนอของอำมาตรว่าเราคนไทยด้วยกันมีผลประโยชน์เหมือนกันเพราะเกิดมาในชาติเดียวกัน  แต่เราเห็นชัดๆกับตาว่าประเทศไทยมีสองชาติ  สองชนชั้น พวกอภิสิทธิชนกับพวกเราพลเมืองเสื้อแดง  ผลประโยชน์ของสองฝ่ายที่ตรงข้ามกันไม่มีวันเป็นผลประโยชน์เดียวกันได้

·        ปัญหาเขาพระวิหารพวกอำมาตรเสื้อเหลืองพร้อมจะปลุกกระแสชาตินิยมไร้เดียงสา  และสร้างความขัดแย้งกับพี่น้องชาวกัมพูชาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากเรื่องที่เขาขโมยประชาธิปไตยของเราไป  เราไม่ควรคล้อยตามความคิดชาตินิยมโง่ๆแบบนี้  

·        สถาบันกษัตริย์ เครื่องมือชั้นเลิศของเผด็จการที่มีประโยชน์ในการมอมเมาและสร้างความกลัว  เพื่อไม่ให้คนตั้งคำถามกับปัญหาแท้นั่นคือความเหลื่อมล้ำในทุกมิติของสังคม เขาอ้างว่าสถาบันนี้เป็นจุดรวมหัวใจของคนไทยทุกคน  แต่ไม่เห็นออกมาปกป้องคนจน  คนเสื้อแดง หรือสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยของพวกเราเลย ดังนั้นเราต้องสรุปว่าสถาบันนี้เป็นจุดรวมหัวใจของพวก “อภิสิทธิชน”  ต่างหาก เราไม่ควรหลงเชื่อแนวคิดชาตินิยมกษัตริย์ที่ไร้ปัญญาแบบนี้ 

·        กำลังทหาร คือ สถาบันที่ทำลายประชาธิปไตยมากที่สุด มีการฆ่าและใช้ความรุนแรงต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง  ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมากองทัพได้หันปืนใส่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยถึง 4 ครั้ง  พวกนายพลอ้างว่า “ปกป้องประเทศชาติ” แต่เขาเพียงปกป้องผลประโยชน์ของอภิสิทธิชนเท่านั้น  เงินภาษีของคนจนไม่ควรจะหล่อเลี้ยงระบบแบบนี้เราควรใช้เงินภาษีมาพัฒนาสวัสดิการให้ประชาชนแทน สถาบันนี้ไม่มีความชอบธรรมในกติการะบอบประชาธิปไตยแต่สถาบันทหารมักจะใช้ความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์  โดยเฉพาะในการทำรัฐประหาร ทั้งสองสถาบันประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถตรวจสอบหรือตั้งคำถามได้ สถาบันทหารมีปัญหาในการคอรัปชั่นมากที่สุด  และเข้ามาแทรกแซงสื่อทั้งๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของทหาร   

1.3  เศรษฐกิจพอเพียง   แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ให้ความชอบธรรมมากที่สุดในการไม่บริการพลเมืองคนจนให้ส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกันในฐานะผู้ร่วมพัฒนาชาติ และให้ความชอบธรรมกับความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย  แนวคิดนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แต่อย่างใด แต่กลุ่มนักวิชาการในไทยยังพยายามข้างๆคูๆว่ามันคือเศรษฐศาสตร์ทางเลือก ในความเป็นจริงเศรษฐกิจพอเพียงเป็นลัทธิทางการเมืองที่พยายมมอมเมาคนไม่ให้ตั้งคำถามและยอมจำนนกับสถานภาพของตนเอง เช่น คำให้พรของกษัตริย์ภูมิพลเสนอว่า ถ้าใครรวยก็สามารถฟุ่มเฟือยให้พอเหมาะกับตนเองหากไม่มีตังค์ก็ให้ประหยัด มีงานวิจัยหลายชิ้นรวมถึงงานศึกษาของนักษาระดับปริญญาโทปริญญาเอกที่เสนอว่าแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไม่สามารถแก้ปัญหารวมถึงไม่สามารถทำให้ชาวบ้านยังชีพได้

อนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับคนที่อยู่ในภาคเกษตรคือการไร้ที่ดินทำกิน การชูเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงโดยที่ไม่พูดถึงเรื่องการปฏิรูปที่ดินเป็นเพียงการโกหก คนที่มีที่ดินมากที่สุดในประเทศไทยนั้นคงหนีไม่พ้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ครอบครัวนี้เต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย กษัตริย์ภูมิพลร่ำรวยติดอันดับโลกแต่กลับไม่เสียภาษีก็เป็นเรื่องที่น่าชิงชัง หากกษัตริย์ภูมิพล รักประชาชนจริงก็ควรจะยกเงินครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  เป็นทุนในการสร้างรัฐสวัสดิการให้กับราษฎรที่เขาอ้างว่ารักและยินดีทำงานหนักเพื่อให้ทุกคนลืมตาอ้าปากได้ ที่สำคัญถ้าอยากทำงานโดยสุจริตกับสังคมก็ไม่ควรจะมีการประชาสัมพันธ์ในทีวีทุกวัน  คนในสังคมควรจะมีการตั้งคำถามว่าถึงเวลายกเลิกข่าวพระราชสำนักไปหรือยัง?  หากรักที่จะทำงานเพื่อคนอื่นจริงก็ไม่ควรจะประชาสัมพันธ์ เพราะไม่อย่างนั้นก็เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ

มีการตั้งข้อสังเกตจากนักมนุษยวิทยาชาวต่างประเทศว่าเหตุใดสถาบันกษัตริย์ไทยถึงชอบแช่แข็งความยากจนของคนไทยไว้  คำตอบที่ได้มานั้นค่อนข้างน่าสนใจ หากสังคมมีความเสมอภาคมีความเหลื่อมล้ำน้อย สถาบันกษัตริย์จะไม่มีความสำคัญ จะถูกตั้งคำถามและจะถูกมองว่าเป็นสถาบันที่ไร้ประโยชน์  ในทางกลับกันถ้าสังคมไทยมีความยากจนสถาบันกษัตริย์จะมีความชอบธรรมในการดำรงอยู่เพราะจะสามารถหากินกับความยากจนได้โดยไม่แก้ปัญหาอย่างจริงจัง

วิธีการรับมือกับแนวคิดทางการเมืองของชนชั้นปกครอง

ในการทำสงครามทางความคิดเราชาวเสื้อแดงจะต้องพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็น “อาจารย์” การเป็นอาจารย์แปลว่าเราสามารถเถียงและถล่มความคิดของชนชั้นปกครองได้ในทุกเวที  ถ้าเราจะมีความมั่นใจแบบนี้เราต้องอ่านหนังสือ จัดกลุ่มศึกษาและฝึกฝนทักษะในการยืนขึ้นเถียงกับทาสรับใช้ของอำมาตร  เราต้องแม่นในเรื่องประวัติศาสตร์ไทยแนวคิดทางการเมืองและประสบการณ์จากทั่วโลกซึ่งเราทุกคนสามารถทำตรงนี้ได้ เพราะไม่มีใครเกิดมาโง่ไม่มีใครเกิดมาฉลาด

ในขณะที่เราโจมตีจุดอ่อนของชนชั้นปกครองเราต้องมีข้อเสนอของฝ่ายเราเองเพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาสังคม 

·        เราต้องเสนอรูปธรรมในการขยายการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศของพลเมืองธรรมดาในทุกระดับ เพื่อสร้างประชาธิปไตยแท้

·        ประชาธิปไตยแท้ คือ ตำแหน่งสำคัญๆทางสังคมจะต้องมาจากการเลือกตั้งแทนที่จะเป็นการแต่งตั้ง แต่แค่นั้นไม่พอประชาชนในทุกระดับ ทุกชุมชนจะต้องร่วมกันบริหารโรงเรียน โรงพยาบาล รัฐวิสาหกิจ ตำรวจ ศาล และสถาบันอื่นๆที่เป็นของสาธารณะที่มาจากภาษีของพวกเรา

·        ประเทศไทยต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เราต้องทำความเข้าใจกับรัฐสวัสดิการว่ามันคืออะไรและจะนำมาใช้ได้อย่างไร

·        ประชาธิปไตยมันมากกว่าการเลือกรัฐบาลในวันเลือกตั้ง ถ้าประชาชนทุกคนจะมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงเราจะต้องลดความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและทางเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปสังคมอย่างถอนรากถอนโคน

Read Full Post »

ในการวิเคราะห์สถานการณ์ไทยเราควรรักษามาตรฐาน

รศ.ใจ  อึ๊งภากรณ์

ผู้ที่วิเคราะห์เหตุการณ์ล่าสุดในประเทศไทยไม่ควรจะลืมมาตรฐานพื้นฐานดังนี้ 

1.      ไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกที่มีสิทธิที่จะใช้ทหารยิงปืนปราบผู้ประท้วงกลางเมือง  โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประท้วงไม่พกอาวุธปืนเอง  การที่รัฐบาลอภิสิทธิใช้กองทัพเพื่อฆ่าคนอย่างเลือดเย็นเป็นอาชญากรรม นี่ไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ที่ “รักษากฎหมาย” หรือ “รักษาความสงบสุข”  ปัจจุบันนี้รัฐบาลไทยจัดอยู่ในประเภทเดียวกับรัฐบาลเผด็จการพม่าที่ฆ่าฟันประชาชน  และทั้งสองรัฐบาลมีเป้าหมายเดียวกันคือการปกป้องผลประโยชน์ของเผด็จการ

2.      ถ้าใครอยากจะพูดถึงนิติรัฐและความสำคัญของกฎหมาย  ก่อนอื่นจะต้องประณามการละเมิดกฎหมายดังต่อไปนี้: รัฐประหาร 19 กันยา  การเลือกปฏิบัติของศาลในการยุบพรรค การยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินโดยพันธมิตร  การใช้อาวุธปืนและระเบิดโดยพันธมิตร  การข่มขู่และติดสินบนนักการเมืองเพื่อเปลี่ยนข้างให้ประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล  การก่อตั้งอันธพาลติดอาวุธเสื้อน้ำเงินของนักการเมืองในรัฐบาลชุดนี้ และการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญโดยวังและองค์มนตรี

3.      เส้นแบ่งระหว่างประชาธิปไตยและเผด็จการเป็นเส้นแบ่งที่ชัดเจน  “ประชาธิปไตยไทย” เป็นนิยายของชนชั้นปกครอง  พวกเสื้อเหลืองไม่เคยเคารพประชาธิปไตยและความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่  เขาต้องการตำแหน่งสาธารณะที่ถูกแต่งตั้งมากขึ้น ในขณะที่ลดตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้ง  เขาต้องการ “ระเบียบใหม่”  เขาต้องการปิดกั้นสื่อ  เขาต้องการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษโหดร้ายเพื่อปิดปากคนที่ไม่เห็นด้วยกับตนเอง  คนเสื้อแดงอาจจะไม่ใช่เทวดาแต่เขาต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ปราศจากอิทธิพลของทหาร องค์มนตรีและวัง  เขาอยากจะใช้รัฐธรรมนูญปี 40 แทนรัฐธรรมนูญของเผด็จการ

4.      ความโกรธแค้นของชาวเสื้อแดงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไร้เหตุผล ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา พลเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่องจากการกระทำของพวกอำมาตร และการใส่ร้ายจากสื่อกระแสหลักและนักวิชาการชนชั้นกลาง  เมื่อมีการถ่ายทอดรูปคนเสื้อแดงทุบรถนายกอภิสิทธิ์  ผู้สังเกตการณ์และนักข่าวที่ไม่อธิบายที่มาของความโกรธนี้ถือว่าไม่ซื่อสัตย์

5.      คนเสื้อแดงส่วนใหญ่รักทักษิณ แต่ไม่ได้รักทักษิณเพราะต้องการบูชาฮีโร่  เขารักทักษิณเพราะรัฐบาลไทยรักไทยนำระบบสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้เป็นครั้งแรก  และมีนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนจนอีกมากมาย  พวกเหลืองและประชาธิปัตย์ได้คัดค้านนโยบายดังกล่าวมาตลอดและทราบดีว่าเขาไม่มีวันชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นเขาจึงต้อนรับรัฐประหาร

6.      สมาชิกชนชั้นปกครองไทยส่วนใหญ่เป็นคนที่โกงกินคอรัปชั่น โดยเฉพาะพวกนายพลและนักการเมือง  ทำไมต้องเลือกลงโทษทักษิณคนเดียว?  เราต้องลงโทษทุกคน หรือปล่อยให้ทุกคนลอยนวลไป เลือกเอา

7.      อภิสิทธิชนทั้งหลายของไทยสนับสนุนการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ  ไม่ว่าจะเป็นกรณี 3 จังหวัดภาคใต้  สงครามยาเสพติด หรือการปราบปรามผู้ประท้วง  ทักษิณ จะต้องรับผิดชอบกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในขณะที่ตนเองเป็นนายก  แต่ชนชั้นปกครองซีกอื่นทุกคนรวมถึงนายกอภิสิทธิและนายพล ก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน  รัฐไทยมีประวัติอันยาวนานในการก่ออาชญากรรม  เราจะต้องท้าทายประเพณีอันเลวทรามนี้  และเราควรเริ่มด้วยการประณามการฆ่าฟันประชาชนโดยทหารในช่วงสงกรานต์ปีนี้

ดูรายการ

Aljazeera programme on April 2009 events

http://www.goo-online.com/index.php?option=com_content&task=view&id=599&Itemid=1

 

Read Full Post »

Red Shirts in Thailand face the armed might of the ruling elites

 

 

     For the fourth time in forty years, troops have opened fire on pro-democracy demonstrators in Bangkok. Each time the aim has been the same: to protect the interests of the Conservative Elites who have run Thailand for the past 70 years.

 

     For those watching the cold-blooded murder by soldiers on the streets of Bangkok, it may be tempting just to assume that the present chaos is merely about different coloured T shirts and supporters of different political parties, as though they were mirror images of each other. This is not the case.

 

      What we have been seeing in Thailand since late 2005, is a growing class war between the poor and the old elites. It is of course not a pure class war. Due to a vacuum on the Left in the past, millionaire and populist politicians like Taksin Shinawat have managed to provide leadership to the poor. The urban and rural poor, who form the majority of the electorate, are the Red Shirts. They want the right to choose their own democratically elected government. They started out as passive supporters of Thaksin’s Thai Rak Thai government. But they have now formed a brand new citizens’ movement for what they call “Real Democracy”. For them, “Real Democracy” means an end to the long-accepted “Quiet Dictatorship” of the Army generals and the Palace. This situation allowed the generals, the King’s advisors in the Privy Council and the conservative elites to act as though they were above the Constitution. Les majeste laws and intermittent repression have been used to silence opposition. Ever since 2006, these elites have blatantly acted against election results by staging a military coup, using the courts to twice dissolve Taksin’s party and by backing Yellow Shirt Royalist mob violence on the streets. The present mis-named Democrat Party government was manoeuvred into place by the Army.

 

     Most of those in the Red Shirt movement support Taksin for good reasons. His government put in place many modern pro-poor policies, including Thailand’s first ever universal health care system. Yet the Red Shirts are not merely Taksin puppets. There is a dialectical relationship between Taksin and the Red Shirts. His leadership provides encouragement and confidence to fight. Yet the Red Shirts are self-organised in community groups and some are showing frustration with Taksin’s lack of progressive leadership, especially over his insistence that they continue to be “loyal” to the Crown. Over the past few days, the Red Shirts have shown signs of self-leadership to such an extent that the old Red Shirt politicians are running to keep up. A Republican movement is growing. Many left-leaning Thais like myself, are not Taksin supporters. We opposed his human rights abuses. But we are the left-wing of the citizens’ movement for Real Democracy.

     The Yellow Shirts are conservative Royalists. Some have fascist tendencies. Their guards carry and use firearms. They supported the 2006 coup, wrecked Government House and blocked the international airports last year. Behind them were the Army. That is why troops never shot at the Yellow Shirts. That is why the present, Oxford and Eton educated, Thai Prime Minister, has done nothing to punish the Yellow Shirts. After all, he appointed some to his cabinet. The aims of the Yellow Shirts are to reduce the voting power of the electorate in order to protect the conservative elites and the “bad old ways” of running Thailand. They see increased citizen empowerment as a threat and propose a “New Order” dictatorship, where people are allowed to vote, but most MPs and public positions are not up for election. They are supported by the mainstream Thai media, most middle class academics and even NGO leaders. The NGOs have disgraced themselves over the last few years by siding with the Yellows or remaining silent in the face of the general attack on democracy. Despite being well-meaning, their lack of politics has let them down and they have been increasingly drawn to the Right.

 

     When we talk about the “Palace” we have to make a distinction between the King and all those who surround him. The King has always been weak and lacking in any democratic principles. The Palace has been used to legitimise past and present dictatorships. As a “stabilising force”, the Monarchy has only helped to stabilise the interests of the elite. The King has never had the courage to defend democracy or oppose military violence. The immensely wealthy King is also opposed to any wealth redistribution. The Queen is an extreme reactionary. However the real people with power among the Thai elites are the Army and high-ranking state officials.

 

     If one is to understand and judge the violent acts which have been taking place in Thailand, we need a sense of history and perspective. Perspective is needed to distinguish between damaging property and injuring or killing people. With this perspective, it is clear that the Yellow Shirts and the Army are the violent ones. A sense of history helps to explain why Red Shirt citizens are now exploding in anger. They have had to endure the military jack-boot, repeated theft of their democratic rights, continued acts of violence against them and general abuse from the mainstream media and academia. If they continue to resist, cracks may appear in the Army. During the past four years Thai citizens have become highly politicised. Ordinary soldiers, recruited from poor families, support the Red Shirts.

 

     The stakes are very high. Any compromise has the risk of instability because it will satisfy almost no one. The old elites might want to do a deal with Taksin to stop the Red Shirts from becoming totally Republican. But whatever happens, Thai society cannot go back to the old days. The Red Shirts represent millions of Thais who are sick and tired of Military and Palace intervention in politics. At the very least they will want a non-political Constitutional Monarchy. It is hoped that the Red Shirts will continue to move to the Left during this round of struggle.

Read Full Post »

Army Fire on Pro-democracy Demonstrators!

ทหารยิงปราบผู้ประท้วงเสื้อแดง

 

 

The Yellow-shirted Royalist have now shown their true colours by ordering troops to fire deadly rounds of automatic fire into protestors at a motorway intersection in Bangkok in the early hours of Monday 14th April. Since 2006, the Royalist Dictatorship has tried every means to cling to its privileges and power. They staged a coup in September 2006, used the courts to dissolve elected government parties, used armed PAD mobs to cause chaos by the seizing of Government House, blocking parliament and then finally taking over the international airports. Now they are prepared to kill Red shirt pro-democracy demonstrators. This is the 4th time in 40 years that the security forces have used brutal force in Bangkok to maintain their power.

 

The Redshirts will not give up the fight! Victory for democracy! Victory for the Redshirts! Down with the Royalist Dictatorship!! Forward to a Republic!!

 

It is time for all those who believe in freedom and democracy to stand up and condemn the Thai regime.

 

Giles Ji Ungpakorn

Red Siam

 

พวกเสื้อเหลืองได้เผยโฉมหน้าอันแท้จริงแล้ว ด้วยการใช้กองกำลังและกระสุนปืนในการพยายามสลายมวลชนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๙ พวกเผด็จการรักเจ้าได้ใช้ทุกวิธีทางในการปกป้องอภิสิทธิ์ ผลประโยชน์ และอำนาจอันไม่ชอบธรรมของเขา ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหาร การใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการยุบพรรค หรือการใช้อันธพาลพันธมิตรเพื่อก่อความวุ่นวาย ตอนนี้เขาพร้อมจะฆ่าประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย นี่เป็นครั้งที่สีในรอบสี่สิบปีที่กองกำลังของชนชั้นปกครองใช้ความรุนแรงในกรุงเทพฯเพื่อปกป้องอำนาจเถื่อน

 

แต่คนเสื้อแดงจะไม่ยอมแพ้! คนเสื้อแดงจะได้ชัยชนะ! ประชาธิปไตยจงเจริญ! เผด็จการนิยมเจ้าและพวกเสื้อเหลืองจงพินาศ! เราต้องเดินหน้าสู่สาธารณรัฐ!!

 

ถึงเวลาแล้วที่ผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลกต้องออกมาประณามรัฐบาลไทย

 

ใจ อึ๊งภากรณ์

สยามแดง

Read Full Post »

English below….  Stop Military Repression!

แถลงการณ์ Thai Red UK

Thai Red UK ประท้วงการจับกุมผู้นำเสื้อแดง คัดค้านการประกาศภาวะฉุกเฉิน

คัดค้านการปราบปรามโดยทหาร

ไทยต้องกลับสู่ประชาธิปไตย โดยด่วน

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์  และ วัฒนา  เอเบช ในนามของ Thai Red UK

redontank

Thai Red UK องค์กรของคนเสื้อแดงในอังกฤษ ประณามการประกาศภาวะฉุกเฉินโดยรัฐบาลเถื่อนของ อภิสิทธิ  เวชชาชีวะ  เราประณามการใช้รัฐถังและปืนกับผู้ชุมนุมที่รักประชาธิปไตย  เราคัดค้านการทำรัฐประหารรอบสอง เราประณามการจับกุมแกนนำเสื้อแดงและเรียกร้องให้มีการปล่อยตัว  เราเป็นห่วงพฤติกรรมของนักการเมืองอย่าง เนวิน ชิดชอบ  ที่ก่อตั้งกลุ่มอันธพาลเสื้อน้ำเงินขึ้นมาเพื่อโจมตี ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย  เราเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกทันที เพื่อให้มีการเลือกตั้งตามกติกาของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อเป็นก้าวแรกในการแก้ไขสถานการณ์วิกฤตอย่างสันติ

 

ทำไมเสื้อแดงไม่ใช่เพียงเงาสะท้อนเสื้อเหลือง

ผู้ที่สังเกตการณ์เรื่องการเมืองไทยอย่างผิวเผิน อาจจะหลงคิดว่าเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองเป็นแค่สองด้านของเหรียญเดียวกันแต่นั่นไม่ใช่ความจริง 

พวกเสื้อเหลือง 

พวกเสื้อเหลือง “รักเจ้า”  ได้สร้างพันธมิตรฯ ขึ้นมาในรูปแบบขบวนการฟาสซิสต์  ตั้งแต่ปี 2549 พวกนี้เรียกร้องให้มีการยกเลิกประชาธิปไตยเพื่อนำเผด็จการ “ระเบียบใหม่” เข้ามาแทน  เขาอ้างว่าคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนจนไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะมีสิทธิเลือกตั้ง  เขาต้อนรับรัฐประหาร 19 กันยา  ยึดทำเนียบรัฐบาลและปิดกั้นรัฐสภาด้วยกองกำลังอันธพาลติดอาวุธ โดยอ้างว่าทำ “เพื่อในหลวง” ปีที่แล้วเขาร่วมมือกับทหารในการยึดสนามบินและเกือบสร้างสภาวะสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เขาคือส่วนหนึ่งของรัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนแท้ของพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศไทย  รัฐบาลนี้ขึ้นมามีอำนาจได้ผ่านการบงการโดยทหารและการใช้ศาลเป็นเครื่องมือทางการเมือง ดังนั้นเราต้องสรุปว่าเป็นรัฐบาลเถื่อนที่ไม่มีความชอบธรรมตามกติกาประชาธิปไตย 

     พวกเสื้อเหลืองเป็นแนวร่วมอภิสิทธิชนปฏิกิริยาระหว่าง กองทัพ องค์มนตรี วัง พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์  เขาเกรงกลัวว่าผลประโยชน์ของเขาจะสูญเสียไปเมื่อพลเมืองไทยมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น   พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยได้เสียงข้างมากในรัฐสภา… เป็นที่น่าเสียดายที่นักวิชาการชนชั้นกลางเกือบทุกคน และผู้นำขบวนการ NGO สนับสนุนเสื้อเหลืองและต้อนรับรัฐประหาร 19 กันยา ที่ทำลายรัฐธรรมนูญปี 40

     ในขณะที่พวกเสื้อเหลืองเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงเมื่อปีที่แล้ว โดยทำลายข้าวของในทำเนียบรัฐบาลและทำลายเศรษฐกิจด้วยการปิดกั้นสนามบิน  องค์กรต่างๆในรัฐไทยและสื่อกระแสหลักได้สนับสนุนพฤติกรรมเหล่านี้ ยิ่งกว่านั้นไม่มีการลงโทษผู้นำพันธมิตรฯแต่อย่างใด และการกระทำของพันธมิตรฯไม่ได้ถูกประณามโดยนักวิชาการส่วนใหญ่และผู้นำ NGO นอกจากนี้ทหารที่ทำรัฐประหารผิดกฎหมาย และมีประวัติของการคอรัปชั่นอันยาวนาน ก็ไม่เคยถูกลงโทษเช่นกัน  ดังนั้นการที่ อภิสิทธิ ออกมาพูดถึงการ “รักษากฎหมาย” เป็นคำพูดสองมาตรฐานที่ไม่มีความชอบธรรม

เสื้อแดง

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการเพื่อประชาธิปไตย  หลายคนสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ  เพราะรัฐบาลของเขาเป็นรัฐบาลแรกที่ใช้นโยบายสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายอื่นๆที่ช่วยเหลือคนจน พรรคของเขาชนะการเลือกตั้งหลายรอบทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยา แต่คนเสื้อแดงไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้สนับสนุน หรือเป็นแค่เครื่องมือของทักษิณ  คนเสื้อแดงคือพลเมืองธรรมดา ส่วนใหญ่รักและเคารพสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยด้วยใจจริง  มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่อาจจะไม่ได้สนับสนุนทักษิณ  ขบวนการนี้เป็นขบวนการของคนจนในเมืองและชนบทที่ถูกขโมยสิทธิไปโดยพวกเสื้อเหลือง 

     ทุกวันนี้พร้อมๆกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  คนเสื้อแดงกำลังตั้งคำถามกับ “เผด็จการเงียบ” ขององค์มนตรี  เขาได้ฝ่าด่านความกลัวที่จะพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ และคนจำนวนหนึ่งเริ่มต้องการระบบสาธารณรัฐ  ในขณะที่คนอื่นในขบวนการเสื้อแดงยังต้องการระบบกษัตริย์แต่ในรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

     คนเสื้อแดงไม่มีกองกำลังติดอาวุธเหมือนพวกเสื้อเหลืองหรือพวกเสื้อน้ำเงิน  เขาไม่ใช่คนรวยที่จะประท้วงยืดเยื้อได้โดยไม่ไปทำงาน  เสื้อแดงพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงทั้งๆที่ถูกโจมตีตลอดเวลา  พฤติกรรมรอบๆรถยนต์ของนายกอภิสิทธิ หรือการบุกเข้าไปในโรงแรมที่พัทยาเพื่อปิดการประชุมผู้นำเอเชีย  ไม่ได้ก่อให้เกิดการทำร้ายร่างกายและไม่ได้ทำลายทรัพย์สินเหมือนกับที่อันธพาลพันธมิตรฯ เคยทำ

 

ทั้งในเรื่อง  “เป้าหมาย”  และ “วิธีการ”  แดงกับเหลืองต่างกันราวฟ้ากับดิน เราเรียกร้องให้ผู้รักประชาธิปไตยและเสรีภาพทั่วโลกสนับสนุนขบวนการเสื้อแดง  และเราเห็นด้วยกับ  จักรภาพ  เพ็ญแข  เมื่อเขาพูดว่าพลเมืองไทยมีสิทธิที่จะต่อสู้อย่างถึงที่สุดเพื่อประชาธิปไตยของพลเมือง

12  เมษายน 2009

Thai Red UK วางแผนที่จะประท้วงหน้าสถานทูตไทยในลอนดอน ในวันที่ 14 เมษายน 2009

รายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณ วัฒนา  เอเบช +44(0)121243619, +44(0)7780801763.

Read Full Post »

Support Redshirts Fight for Democracy!

Thai Red U.K. Condemns the arrest of Redshirt Leaders

No to the State of Emergency! No to the Military Crack-down!

Return Thailand to Democracy Now !

 

Giles Ji Ungpakorn and Watana Ebbage, on behalf of Thai Red U.K.

 

tanksred

 

 

Thai Red U.K., the association of Redshirts in Britain, condemns the declaration of a State of Emergency by the illegitimate government of Abhisit Vejjajiva. We condemn the Military’s use of tanks and live ammunition against protestors. We say no to another coup. We also condemn the arrest of Redshirt leaders and demand that all of them be released. We are concerned by the creation, by pro-government politicians, such as Newin Chitchorp, of armed Blueshirted thugs, who have attacked pro-democracy demonstrators. The government should resign immediately to allow genuine democratic elections to be held as a matter of urgency. This would be a first step in allowing for a peaceful resolution of the long-running crisis.

 

Why the Redshirts are not merely a mirror image of the Yellowshirt Royalists

It is tempting for those watching the Thai events to merely conclude that the Redshirt protests are merely a mirror image of the Yellowshirt Royalists who seized the international airports late last year. There can be nothing further from the truth.

 

The Yellowshirts

The Yellowshirt Royalists built the PAD, a movement with worrying fascist tendencies. Since 2006, they have demanded that Thai Democracy be scrapped in favour of a “New Order” dictatorship. They have consistently claimed that the majority of Thais, especially the poor, are too ignorant to be allowed the right to vote. They welcomed the 2006 military coup, seized Government House and blocked Parliament with armed gangs claiming to be “fighting for the King”. Late last year, with the collusion of the Army, they took control of Thailand’s international airports and nearly caused a war with Cambodia. They are an integral part of the present (mis-named) Democrat Party government. This government does not represent the democratic wishes of the majority of Thais. It only came to power after the courts were used as political tools of the Yellowshirts to twice dissolve the most popular political party. The Army then bribed and threatened shady politicians like Newin Chitchorp to change sides. (This politician was named after the Burmese military dictator Newin!)

 

The Yellowshirts represent an elite, reactionary, alliance between the Army, the Palace and Privy Council, the PAD and the Democrat Party. They are fearful that their privileges will be jeopardised by further empowering the poor, who make up most of the electorate. The Democrat Party has never succeeded in winning a majority of the popular vote. Unfortunately the majority of Middle-Class academics and many N.G.O. leaders also support the Yellowshirts and welcomed the 2006 coup which ripped up the democratic Constitution of 1997.

 

During the violent Yellow shirt protests of 2008, the entire Thai state apparatus and media supported them. The PAD wrecked the interior of Government House, staged violent attacks on the police and created much damage to the economy by blockading the airports. Yet no PAD leader has been punished for this use of violence and none have been condemned by the Thai mainstream media or by academics and N.G.O. leaders.  The Military have never been punished for their illegal coup or their rampant corruption. Talk now of “respecting the law” by Thai PM Abhisit, is therefore hypocritical nonsense.

 

The Redshirts

The Redshirts are a pro-democracy movement. Many support the policies of former PM Thaksin Shinawat because his government provided the first ever Universal Health Care system and other pro-poor measures. His party has repeatedly won elections, even after the coup. However, the Redshirts are not just supporters and puppets of Thaksin. They are ordinary citizens, most of whom believe passionately in freedom and democracy. There are many Redshirts who are not supporters of Thaksin. It is also a movement of the urban and rural poor, people who have had their democratic rights stolen from them by the Yellowshirts.

 

Today, in addition to fighting for democracy, the Redshirts are starting to question the “silent dictatorship” of the King’s advisors in the Privy Council. They have broken a decades old taboo about the Monarchy. Significant numbers are also becoming Republicans, while many still want a genuine Constitutional Monarchy which is not involved in politics.

 

The Redshirts do not have an armed guard like the Yellow or Blue shirts. They are not rich people who can protest for days on end without going to work. They have made great efforts to avoid violence, despite being attacked. The behaviour of Redshirts in surrounding the Prime Minister’s car or breaking into the hotel in Pattaya to close down the Asian Summit, did not result in serious injury or serious damage to property. This is in contrast to the actions of the Yellowshirts.

 

Both in terms of “Means” and “Ends” the Red and Yellow shirts are opposites. We call on all freedom-loving people throughout the world to support the fight for Democracy in Thailand. We support the recent comments by Redshirt Jakrapop Penkair, when he says that the Thai people have the right to mount a Peoples’ Struggle for Democracy.

12th April 2009

 

 

Thai Red UK plans a peaceful protest outside the Thai Embassy in London on Tuesday 14th April.

 

For more details contact Khun Wattana +44(0)121243619, +44(0)7780801763.

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.