Feeds:
Posts
Comments

Archive for August, 2009

Blue Whale

Blue Whale

Read Full Post »

แม่ผมและแม่ของคุณ

(ฉบับไม่เซ็นเซอร์!!!!)

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

 

วันนี้พวกอำมาตย์เปื้อนเลือดประโคมข่าวเรื่อง “วันแม่แห่งชาติ” เพื่อสนับสนุนการทำลายประชาธิปไตย และเพื่อการกดขี่ให้คนจน “รู้จักพอเพียงในความจน” แทนที่จะพัฒนาฐานะชีวิตผ่านการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในสังคม หรือการรับสวัสดิการอันชอบธรรมจากรัฐบาลเมื่อตกยากลำบาก

     พวกอำมาตย์อาจสับสนว่าใครเป็นแม่ของตนเอง เพราะชอบเรียกราชินีว่า “แม่” แต่ผมไม่สับสนว่าใครเป็นแม่ผม และผมเชื่อว่าคุณคงไม่สับสนเช่นกัน

     แม่ผมเป็นคนเรียบง่าย ไม่สนใจที่จะรวยเกินความจำเป็น และเป็นคนที่มองว่าทรัพยากรของสังคมควรแบ่งให้พลเมืองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเพื่อความเป็นธรรม แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” ไม่เคยรู้จักพอ ทั้งเพชร ทอง หุ้น เงิน กอบโกยโดยไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

     แม่ผมเป็นคนที่ไม่อยากให้ใครมายอ ไม่อยากได้ยศศักดิ์ แต่อยากให้ลูกและเพื่อนรัก เมื่อแก่แล้วแม่ผมก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยศักดิ์ศรี แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” นั่งรอให้คนชมทั้งวันทั้งคืน ไปไหนก็แสวงหายศหรือปริญญาเพิ่ม ไม่แน่ใจว่ามีมนุษย์คนใดรักจริงโดยไม่มีอะไรแอบแฝง และที่น่าสงสารคือหลงตนเอง ทำศัลยกรรมซ้ำแล้วซ้ำอีกจนหน้าตาเป็นอย่างที่เรารู้จัก แต่พอนำรูปภาพตนเองมาไว้ตามถนน ก็ไม่กล้าเอารูปสมัยนี้มาตั้ง นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา และระบบของเขาทำลายความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน รวมถึง “แม่แห่งชาติ” ด้วย

     แม่ผมเป็นคนรักสงบ ไม่ชอบอาวุธปืนหรือสงคราม แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” เอะอะจะจับปืนยิงคนมุสลิมในภาคใต้ หรือกระตือรือร้นที่จะปลุกความรุนแรงของลูกเสื้อชาวบ้านในเหตุการณ์ ๖ ตุลา นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

     แม่ผมพยายามสั่งสอนผมให้เป็นคนดี ถ้าผมไม่ดีก็ไม่ใช่ความผิดเขา อีกทั้งแม่ผมไม่เคยอ้างว่าเขาเป็น “แม่แบบอย่าง” แม่ผมเป็นคนพูดตรงไม่โกหก ถ้าผมทำอะไรที่แม่มองว่าไม่ดี ผมจะถูกวิจารณ์ และเคยถูกวิจารณ์ ไม่มีการปกป้องความผิดของผมเพราะเพียงเป็นลูก แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” ที่ยอมให้อำมาตย์ยอว่าเป็น “แม่แบบอย่าง” มีลูกชายที่มีพฤติกรรมเลว ใครๆ ก็รู้ และ “แม่แห่งชาติ” ไม่เคยออกมาวิจารณ์เลย ได้แต่สนับสนุนและปกป้อง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ “แม่แห่งชาติ” และพวกอำมาตย์ เสนอว่าลูกชายคนนี้จะเป็นประมุขของประเทศไทยด้วยสาเหตุสายเลือดเท่านั้น แต่ไม่คำนึงถึงศีลธรรม ความสามารถ และเหตุผลแต่อย่างใด

     แม่ผมรักประชาธิปไตย เกลียดทหารเผด็จการ และมีโอกาสเห็นข้อเสียของเผด็จการทหารในไทย ทั้งในเรื่องความรุนแรงและการคอร์รับชั่น อีกทั้งแม่ผมรู้จักเส้นแบ่งในหน้าที่ระหว่างหน้าที่สาธารณะกับความเห็นส่วนตัว ทั้งๆ ที่แม่ผมไม่เคยถือตำแหน่งสำคัญอะไร แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” ร่วมได้ประโยชน์กับเผด็จการทหาร เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ที่อ้างว่าอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แล้วออกหน้าออกตาไปสนับสนุนพันธมิตรฯ ที่ทำลายประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญปี ๔๐ และมีพฤติกรรมรุนแรงเหมือนโจรกลางกรุงเทพฯ นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

     แม่ผมมองว่าถ้าใครในสังคมไม่มีบ้านที่อยู่อาศัยที่ดีพอหรือมีมาตรฐาน คนอื่นทุกคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีบ้านสองหลัง แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” ไม่ได้เพียงแต่มีบ้านหลายหลัง มันเป็นวังขนาดใหญ่ ทั้งๆ ที่พลเมืองไทยจำนวนมากไม่มีที่อยู่อาศัยที่เป็นมาตรฐาน แล้วยังมาเสนอให้คนไทย “พอเพียง”!! นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา ในอนาคตเราคงต้องยึดวังทั้งหลายมาเป็นบ้านพักคนชราของพลเมืองทั้งชาติ เพื่อแสดงความเคารพรักกับคนที่สร้างสังคมจริงๆ

     แม่ผมชอบทำงานบ้านเอง บางช่วงในชีวิตอาจมีคนมาช่วยสักคน แต่โดยทั่วไปมองว่าทุกคนควรทำงานธุระของตนเอง ไม่เอาเปรียบใคร ในยุคก่อนๆ แม่ผมชอบถ่ายรูปชาวนาแถวรังสิตที่ไถนาด้วยควาย เพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องจักร แต่แม่ผมเข้าใจดีว่างานไถนาหรืองานของเกษตรกรคนจน เป็นงานหนักมาก ถ้ามีอะไรที่ลดภาระงานก็จะดี แม่ของคุณคงไม่ต่าง แต่ “แม่แห่งชาติ” ไม่เคยทำงานเอง มีคนรับใช้เป็นฝูง แล้วมาหน้าด้านเสนอว่าเกษตรกรควรกลับไปใช้ควายไถนา อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไร? อย่างนี้ต้องยกย่องด้วยหรือ? นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

     แม่ผมเป็นคนขี้อาย แต่ก็พูดจากับคนแปลกหน้าด้วยมารยาท แม่ของคุณคงไม่ต่าง แม่ของพวกเราส่วนใหญ่ฟังภาษาโบราณไม่ออก แต่ “แม่แห่งชาติ” ไม่ยอมให้คนอื่นพูดภาษาไทยง่ายๆ กับตนเอง ทุกคนถูกสั่งให้ขุดภาษาโบราณภาษาสันสกฤตขึ้นมาใช้เป็นราชาศัพท์ เหมือนกับว่าเวลาใช้ภาษาที่คนฟังไม่เข้าใจก็จะมองว่าตนเป็นเทพเจ้า หรือมองข้ามความจริงเกี่ยวกับตนเอง นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

     ที่ผมเขียนเกี่ยวกับแม่ผมหรือแม่ของคุณ ไม่ใช่เพื่อยกย่องเลย เพราะถ้ายกย่องก็คงถูกแม่ต่อว่าอย่างหนัก ไม่ใช่เพื่อนำแม่ของเรามาสร้างความชอบธรรมกับสิ่งที่ผมหรือคุณทำเลย เพราะสิ่งที่คนเสื้อแดงทำมีความชอบธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องแอบอ้างใคร บทความสั้นๆ นี้ เป็นแค่การพูดอะไรที่เป็นความจริงง่ายๆ ความจริงเกี่ยวกับแม่ของพวกเรา ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ถ้าเราพูดความจริงเกี่ยวกับ “แม่แห่งชาติ” เราจะโดนคดีกฎหมายหมิ่นทันที และคนที่โดนกฎหมายหมิ่นไม่สามารถแก้ตัวในศาลว่า “พูดความจริง” เพราะการพูดความจริงไม่ได้ปกป้องเราจากการถูกตัดสินว่า “ผิด” ในแง่ของกฎหมายอำมาตย์ สรุปแล้วกฎหมายหมิ่นที่พวกอำมาตย์ทั้งหลายรักจัง เป็นกฎหมายที่บังคับให้พลเมืองพูดเท็จ และทุกวันนี้อะไรๆ ที่เกี่ยวกับ “แม่แห่งชาติ” ที่ปรากฏในข่าวหรือบนป้ายข้างถนนก็ล้วนแต่เป็นเท็จ แต่เราก็รู้ใช่ไหม?

     สังคมอะไรที่บังคับให้คนพูดเท็จ? สังคมอะไรลงโทษคนที่พูดจริง? สังคมอะไรที่เชิดชูคนคนหนึ่งขึ้นมาเป็น “แม่แห่งชาติ” หรือ “แม่แบบอย่าง” โดยไร้เหตุผลไร้สติปัญญา และเพื่อปกป้องเผด็จการและความเหลื่อมล้ำ??

 

     ถึงเวลายุติเรื่องวันแม่ แต่ที่สำคัญคือ ถึงเวลาที่เราจะมีประชาธิปไตยแท้และความเป็นธรรมหรือความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งแปลว่าต้องยกเลิกอำมาตย์และยกเลิกสถาบันกษัตริย์

ประชาชนจงเจริญ!!!! ประชาธิปไตยแท้จงเจริญ!!!!

Read Full Post »

พม่าในวันครบรอบ 8-8-88 การต่อสู้ยังไม่จบ

ล้ม อำมาตย์ ในไทย! ล้มเผด็จการพม่า!

ใจ อึ๊งภากรณ์ 

ในขณะที่สื่อหลักเน้นกิจกรรมของสหประชาชาติหรือแถลงการณ์นามธรรมของประเทศต่างๆ เกี่ยวกับพม่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ คือการต่อสู้ของพี่น้องเราในพม่าซึ่งไม่มีวันจบจนกว่าเผด็จการจะถูกล้ม ขณะนี้เผด็จการพม่ากำลังหาเรื่องเพิ่มโทษให้นาง อองซานซูจี สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยในประเทศนั้น หลายคนมองว่าสืบเนื่องมาจากการที่ทหารพม่ามีแผนจะจัดการเลือกตั้งปลอมในปีหน้า และไม่ต้องการให้นางซูจีมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งๆ ที่มีการสร้างกติกาให้ทหารครองอำนาจต่อไม่ว่าการเลือกตั้งจะมีผลอย่างไร

 

     ก่อนที่รัฐบาลพม่าจะยิงประชาชนที่ออกมาประท้วงเมื่อสองปีก่อน สื่อมวลชนหลักสร้างนิยายว่าอินเตอร์เน็ทช่วยให้ “ประชาคมโลก” จับตาดูพฤติกรรมของทหารพม่า ซึ่งพวกนี้อ้างว่า “ต่างจากยี่สิบปีก่อนในเหตุการณ์ 8-8-88” แท้จริงแล้วเหตุการณ์นั้นในปี 88 ก็มีภาพออกมาพอสมควรและชาวโลกก็ทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่การหวังพึ่งรัฐบาลของประเทศตะวันตก หรืออำมาตย์ไทยในการสร้างประชาธิปไตยพม่าเป็นเรื่องตลก ในไทยเราเห็นปรากฏการณ์ของคนอย่างอภิสิทธิ์ และนักเอ็นจีโอ ที่เข้าข้างเสื้อเหลืองในการทำลายประชาธิปไตยไทย ออกมาพูดว่า “พม่าต้องเป็นประชาธิปไตย” คำโกหกหลอกลวงของพวกนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

 

     การลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988 เกิดจากการประท้วงของนักศึกษาเรื่องสภาพเศรษฐกิจ แต่ในไม่ช้าพัฒนาไปเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย ในเช้าวันที่ 8 สิงหาคม การประท้วงเริ่มต้นด้วยการนัดหยุดงานทั่วไปซึ่งเริ่มที่ท่าเรือ การนัดหยุดงานครอบคลุมทุกส่วนและให้พลังในการต่อสู้ เช่นข้าราชการและครูก็หยุดงาน มีการเดินขบวนของพระสงฆ์ นักศึกษา และคนทั่วไปจากทุกสาขาอาชีพ และทั้งๆ ที่ทหารพม่าพยายามปราบอย่างโหดร้าย ดูเหมือนว่าขบวนการประชาธิปไตยใกล้จะชนะ เพราะนายพลเนวิน[1] หัวหน้าเผด็จการต้องลาออก คณะทหารพยายามเปลี่ยนชื่อเพื่อเปลี่ยนภาพ และมีการสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือขบวนการประชาธิปไตยไม่ได้ผลักดันการต่อสู้ถึงจุดจบ ปล่อยให้ทหารครองอำนาจต่อ นางอองซานซูจีมีบทบาทในการสลายการชุมนุมและเบี่ยงเบนพลังในการต่อสู้ไปในทิศทางการหาเสียงให้พรรค N.L.D. ของเขา

 

     หลังจากความพ่ายแพ้ของขบวนการ 8-8-88 นักเคลื่อนไหวพยายามหาทางต่อสู้ต่อไป บางส่วนเข้าป่าไปจับอาวุธ แต่ในที่สุดล้มเหลว และทุกฝ่ายตั้งความหวังว่าประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ จะกดดันทหารให้ปฏิรูปการปกครองไปในทิศทางประชาธิปไตย ปัจจุบันนี้หลายกลุ่มในพม่าสรุปว่าแนวทางดังกล่าวใช้ไม่ได้เลย ดังนั้นมีการสร้างเครือข่ายหลวมๆ เพื่อประท้วงภายในประเทศเอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับแนวทางต่อสู้ที่เสื้อแดงไทยไม่ควรลืม

 

     เมื่อสองปีก่อนการต่อสู้เริ่มต้นด้วยการเดินสวดมนต์ ต่อมาหลังจากรัฐบาลพม่าขึ้นราคาเชื้อเพลิง 500% ตามนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด มีการประท้วงโดยพระสงฆ์เป็นหมื่น ซึ่งให้กำลังใจกับพลเมืองทั่วไปที่ออกมาร่วมจนมีมวลชนประท้วงเป็นแสน นักต่อสู้ยุคนี้ประกอบไปด้วยแกนนำจาก 8-8-88 แต่มีคนรุ่นใหม่ที่ยังเป็นเด็กเมื่อ 20 ปีก่อนเข้าร่วมมากมาย ในปัจจุบันมีการเรียนบทเรียนจากอดีต เพราะตอนนี้หลายส่วนไม่ไว้ใจการนำของ อองซานซูจีและ N.L.D. ทั้งๆ ที่ทุกคนเห็นเป็นหนึ่งว่าต้องมีการปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมดรวมถึง ซูจี ด้วย

 

อองซานซูจีคือใคร?

อองซานซูจี คือสตรีผู้กล้าหาญที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า เสื้อแดงไทยต้องให้ความเคารพ ต้องเรียกร้องให้เขาถูกปล่อย แต่เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับแนวทางของเขา ซูจีคือผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(N.L.D.) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่ามาตั้งแต่สมัยการลุกฮือของประชาชนในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 หรือที่รู้จักกันว่า “การกบฏ 8-8-88″  เธอเป็นลูกสาวของอดีตผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชในยุคอาณานิคมอังกฤษที่ชื่อ อองซาน

 

เผด็จการทหารพม่าเคยเป็น “สังคมนิยม” จริงหรือ?

ตั้งแต่นายพล เนวิน ทำรัฐประหารยึดอำนาจในปี 1962 ผู้นำพม่าอ้างว่าปกครองตามแนว “สังคมนิยมแบบพม่า” พรรคของรัฐบาลก็เรียกตัวเองว่า “พรรคนโยบายสังคมนิยมพม่า” (B.S.P.P.) แต่ในความเป็นจริงถ้าเราสำรวจที่มาที่ไปของผู้นำเผด็จการทหารพม่าจะพบว่านายพล เนวิน มาจากซีกขวา(อนุรักษ์นิยม)ของขบวนการชาตินิยมพม่าที่ชื่อขบวนการ Dobama Asiayone “เราพม่า” ซึ่งคนสำคัญของซีกซ้าย(สังคมนิยม)ของขบวนการนี้คือ อองซาน และ ทะขิ่นโซ (ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน-เหมาของพม่า)

 

     ขณะที่นายพล เนวิน อ้างตัวเป็นสังคมนิยมแบบพม่า รัฐบาลทหารพม่าก็ปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์โดยประกาศว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อธรรมะ นโยบายหลักๆ ของ “พรรคนโยบายสังคมนิยมพม่า” คือ การปิดประเทศเพื่อพัฒนาชาติผ่านการระดมทุนโดยรัฐ การรวมชาติและกดขี่กลุ่มเชื้อชาติต่างๆ และการใช้ทหารปกครองประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเศษของแนวคิดสังคมนิยมดำรงอยู่เลย

 

แนวทางความคิดของ อองซานซูจี

อองซานซูจี เป็นคนที่ไม่เคยสนใจแนวสังคมนิยม และมักจะเสนอแนวทางแบบ “พุทธ” หรือสันติวิธีในการเรียกร้องประชาธิปไตย ปัญหาสำคัญของแนวการนำของ ซูจี คือเขาพยายามชักชวนให้กรรมาชีพที่ออกมานัดหยุดงานครั้งยิ่งใหญ่ใน 8-8-88 หรือนักศึกษาที่เป็นหัวหอกสำคัญในการจุดประกายการต่อสู้ในครั้งนั้น สลายตัว เพื่อให้การเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย และบ่อยครั้ง ซูจี จะเสนอว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องประนีประนอมกับกองทัพพม่า

 

     ในหลายๆ เรื่อง ซูจี มีความคิดอนุรักษ์นิยมที่เข้าข้างนายทุน (ดูหนังสือ “จดหมายจากพม่า”) เช่นเธอมักจะสนับสนุนกลไกตลาดเสรีและแนวขององค์กร ไอเอ็มเอฟ และมักจะมองปัญหาของพม่าในกรอบแคบๆ ของแนวชาตินิยม ประเด็นหลังเป็นปัญหามาก และขัดแย้งกับการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแท้ เพราะประเทศ “พม่า” เป็นสิ่งที่อังกฤษสร้างขึ้นมาในยุคล่าอาณานิคม โดยที่ประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติที่ไม่ใช่คนพม่า กลุ่มเชื้อชาติต่างๆ เหล่านี้ เช่นชาว กะเหรี่ยง คะฉิ่น ฉาน  คะเรนนี่ ฯลฯ ไม่พอใจที่จะถูกกดขี่เป็นพลเมืองชั้นสองในระบบรวมศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่ อองซานซูจี ไม่เคยเสนอว่ากลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ควรมีสิทธิ์ปกครองตนเองอย่างเสรี เพราะเธอต้องการปกป้องรัฐชาติพม่าในรูปแบบปัจจุบัน ในงานเขียนหลายชิ้นเธอจะ “ชม” วัฒนธรรมหลากหลายและงดงามของกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ แต่เป็นการชมเหมือนผู้ปกครองชมลูกๆ มากกว่าการให้เกียรติกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

     วิธีการต่อสู้ของ ซูจี เน้นการสร้างพรรคการเมืองกระแสหลักเพื่อแข่งขันทางการเมืองในรัฐสภา และในการเลือกตั้งปี 1990 พรรค N.L.D. ได้ 392 ที่นั่งจากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 485 ที่ในรัฐสภา ปัญหาคือว่าการได้รับคะแนนเสียงแบบนี้ไม่ได้สร้างพลังแท้ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร เพราะหลังการเลือกตั้งครั้งนั้น ทหารพม่าไม่ยอมให้ ซูจี ตั้งรัฐบาลจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นอีกบทเรียนสำหรับเสื้อแดงไทย

 

ปัญหาชนชาติ

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าแยกออกจากการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของกลุ่มเชื้อชาติไม่ได้ คนพม่ามีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด และกลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ต้องการรัฐรวมศูนย์ ในอดีตผู้นำขบวนการชาตินิยมพม่าอย่าง อองซาน (พ่อของซูจี) หรืออูนู ไม่ชัดเจนเรื่องเสรีภาพของเชื้อชาติ และในการประชุมปางลองในปี 1947 ผู้แทนชาวกะเหรี่ยง คะเรนนี่ มอญ อาราคาน และว้า ไม่ยอมมาร่วมประชุมเพื่อร่างรัฐธรรมนูญเพราะไม่ไว้ใจผู้นำพม่า ในปัจจุบันนางซูจีก็ยังไม่ชัดเจนเรื่องนี้ ดังนั้นกลุ่มเชื้อชาติอาจไม่ไว้ใจการนำของเขาเท่าไร

 

     ด้วยเหตุนี้ขบวนการประชาธิปไตยพม่าจะต้องมีจุดยืนชัดเจนที่สนับสนุนการปกครองตนเองของกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไข การที่ K.N.U. องค์กรกะเหรี่ยง ออกมาประกาศสมานฉันท์กับขบวนการประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ทหารพม่าหันปืนใส่นายพลเมื่อสองปีก่อนเป็นเรื่องดี และองค์กรประชาธิปไตยจะต้องตอบสนองความสมานฉันท์นี้

 

พระสงฆ์

คณะสงฆ์ในพม่าเต็มไปด้วยชายหนุ่มที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย สาเหตุสำคัญก็เพราะการบวชเป็นพระเกือบจะเป็นวิธีเดียวที่จะได้รับการศึกษาหลังจากที่ทหารปิดมหาวิทยาลัย การอาศัยวัดในการประท้วงเป็นยุทธ์วิธีเพื่อป้องกันตัวจากการถูกปราบปรามในขณะที่จัดวงคุยทางการเมืองด้วย คล้ายๆ กับวิธีของพวกกบฏในอีหร่านในปี 1979 หรือคนโปแลนด์ในปี 1980 ที่ใช้สถาบันศาสนาเพื่อป้องกันตัว

 

สรุป

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าจะชนะได้เมื่อมีการโค่นล้มเผด็จการทหารอย่างเด็ดขาด การประนีประนอมและการเชื่อใจทหารจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ชาวพม่าต้องต่อสู้กับทหารในรูปแบบเดียวกับที่พี่น้องประชาชนในไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เคยต่อสู้ในอดีต ต้องชักชวนให้นายทหารชั้นผู้น้อยปฏิเสธคำสั่งของเผด็จการ น่าจะมีการนัดหยุดงานด้วย ทั้งคนงานในพม่าเอง และคนงานพม่าหรือกะเหรี่ยงในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นที่แม่สอดในไทย การต่อสู้ดังกล่าวอาจใช้เวลา แต่เราสามารถให้ความสมานฉันท์และกำลังใจกับพี่น้องเราได้ตลอด เช่นการประท้วงหน้าสถานทูตเป็นต้น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่เราในไทยต้องทำคือการเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อล้มอำมาตย์ของเราเอง อดีตหัวหน้า คมช. สนธิ พูดเองว่าเขาคิดว่าการประท้วงในพม่า “ไม่มีวันล้มเผด็จการได้” เราต้องร่วมกันพิสูจน์ว่าเขาผิด ทั้งในกรณีไทยและกรณีพม่า

 


[1] นักการเมืองฝ่ายอำมาตย์ในไทยถูกตั้งชื่อตามนายพลคนนี้ – เหมาะสมมาก

Read Full Post »

เขาว่ากระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่วแล้ว

 

 

ถ้าใครอ่านบทความของ ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ใน ผู้จัดการ ๒ สิงหาคม ๕๒ จะเห็นว่าฝ่ายอำมาตย์เริ่มยอมรับกันแล้วว่า “กระแสไม่เอาเจ้าแพร่หลายไปทั่วประเทศแล้ว” และ ชัยอนันต์ ยังยอมรับอีกว่า คนชนบทชอบทักษิณ… ก็เพราะทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่ทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญก็คือ เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคกับกองทุนหมู่บ้าน”

 

     แต่หลังจากนั้น ชัยอนันต์ ก็เริ่มเข้าสู่แดนแห่งนิยาย เช่น

  1. ชัยอนันต์ ตั้งคำถามว่าทำไมกระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่ว? แล้วพยายามหาคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่สุด ก็เลยเสนอว่ามีการปลุกระดม… คำถามคือทำไมการปลุกระดมได้ผล?… ก็เพราะมันตรงกับสิ่งที่คนคิดอยู่แล้ว!! คำตอบที่ง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่ ชัยอนันต์ ไม่กล้าพูดคือ ตั้งแต่การก่อตั้งของพันธมิตรฯ ผ่านการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา การใช้ศาลเป็นเครื่องมือล้มพรรค การใช้ความรุนแรงปิดทำเนียบ รัฐสภา และสนามบิน ฯลฯ จนถึงวันนี้ ฝ่ายเสื้อเหลืองเอาเรื่องเจ้ามาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา และดูถูกประชาชนเหล่านั้นว่า “โง่” หรือไร้วุฒิภาวะที่จะลงคะแนนเสียง มีการใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพกับคนที่คัดค้านรัฐประหาร แถมยังมีกรณีที่ราชินีไปงานศพพันธมิตรฯ และกรณีที่ในหลวงไม่ออกมาพูดอะไรในเดือนธันวาคมปีที่แล้วอีกด้วย คำตอบและคำอธิบายมันง่ายอย่างนี้ครับ ใครๆก็รู้ ไม่ต้องเป็นนักวิชาการจบดอกเตอร์หรอก สรุปแล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศคิดเองเป็น ไม่ถูกล้างสมอง ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ในวิกฤตการเมืองที่ร้อนแรง แล้วพบว่าไม่มีประโยชน์ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตรงกันข้าม ไปอยู่กับฝ่ายที่เป็นศัตรูประชาชนและศัตรูของประชาธิปไตย จะไม่เกิดกระแสไม่เอาเจ้าที่ยิ่งใหญ่ทั่วประเทศได้อย่างไร? พวกอำมาตย์มั่นใจในตนเองมากไป คิดว่าล้างสมองประชาชนได้ แค่อ้างกษัตริย์แล้วเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่จริงครับ ถูกพิสูจน์ได้ แล้วพวกอำมาตย์อาจใช้การปราบปรามหรือการสร้างความกลัวให้บางคนไม่กล้าพูดได้ แต่เปลี่ยนใจลึกๆ ของคนไม่ได้หรอก การปิดเวป การปิดวิทยุชุมชน การเซ็นเซอร์ หรือการโกหกที่รัฐบาลอำมาตย์ทำอยู่ก็ไม่มีผลอย่างที่เขาต้องการ
  2. ชัยอนันต์ เขียนว่า กระแสต้านสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ในที่สุดคงไม่บังเกิดผลอะไร และในอดีตก็เคยมีมาแล้ว โดยเฉพาะปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยรัชกาลที่ 6” ผมอ่านแล้วหัวเราะ!!! เพราะนักประวัติศาสตร์ไทยทราบดีว่ากระแสไม่เอาเจ้าปลายรัชกาลที่ ๕ และในช่วงรัชกาลที่ ๖ ในที่สุดสะสมมากขึ้นจนเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าทั่วประเทศ
  3. ชัยอนันต์ มองว่า “การวิจารณ์ “เจ้า” ก็ไม่อาจทำแบบเหวี่ยงแหได้ และก็ไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือข้อเท็จจริงมาสนับสนุนคำวิจารณ์” ก็ฝันไปเถิดว่าไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริง แต่ในอีกแง่ก็เป็นคำดูถูกประชาชนอีกว่าเชื่ออะไรโดยไร้เหตุผล
  4. ชัยอนันต์ มองว่า “คนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี รู้สึกว่าจะไม่สนใจเรื่องนี้มากเท่าใดนัก” และ “คนหนุ่มคนสาว เวลานี้ซึ่งดูจะเป็นพวกวัตถุนิยมสุดขั้วกันมาก ถ้าจะพูดถึงความภักดีต่อชาติหรือสถาบันแล้ว คงหวังได้ยาก” ตรงนี้ ชัยอนันต์ คงรู้จักเด็กๆ จากตระกูลร่ำรวยที่เป็นนักศึกษา วชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่เด็กธรรมดาเหมือนประชาชนอื่นๆ ส่วนผมและเพื่อนๆ รู้จักเด็กนักเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงขอบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่จงรักภักดีกับอะไรง่ายๆ และถ้าคนรุ่นใหม่ “ไม่สนใจเรื่องกษัตริย์” มันหมายความว่าเบื่อกับการถูกบังคับให้จงรักภักดี แต่มันไม่ใช่ว่าเขาสนใจแต่เรื่องวัตถุนิยมหรือการบริโภคเหนือสิ่งอื่น จริงๆ แล้วพวกที่เป็นนักบริโภคนิยมสุดขั้วของสังคม ที่กอบโกยความร่ำรวยเข้ากระเป๋าตนเองมากที่สุด คือพวกเจ้าและอำมาตย์ ในขณะที่มาสอนเราให้มีความสุข “ความพอเพียง” ท่ามกลางความยากจนของเรา ดังนั้นถ้าใครยิ่งรวยยิ่งกอบโกยบริโภค ก็จะยิ่งหลงเชื่อในนิยายเรื่องเจ้า

 

     อย่างไรก็ตาม ผมมีคำเตือนให้คนเสื้อแดงที่ “ไม่เอาเจ้า” เหมือนผม ถ้าฝ่ายอำมาตย์หลอกตนเองได้มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหลอกตนเองไปด้วย เราต้องยอมรับความจริง และไม่ประเมินฝ่ายอำมาตย์ต่ำไป กระแสไม่เอาเจ้าที่แพร่ไปทั่วจะไม่เกิดผลโดยอัตโนมัติถ้าเราไม่รู้จักสู้ ดังนั้นเราต้องใช้ปัญญาในการทำภาระที่ยังค้างอยู่ของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ให้เสร็จสิ้น แล้วเราจะได้ประชาธิปไตยแท้

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.