Feeds:
Posts
Comments

Archive for February, 2010

ยึดให้หมด! ทั้งวังทั้งหุ้นทั้งเพชร ยึดยึด ยึดให้หมด!!
ใจ อึ๊งภากรณ์

ไอ้กรณ์บอกว่ารัฐจะผลิตห่วงข้อมือสีชมพู 999,999 อันและขายอันละ 99บาท ยกเงินให้ภูมิพล เป็นเงินทั้งสิ้น 98,999,901 บาท ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องสอนให้ราชวงศ์พอเพียงสักที ยังรวยไม่พออีกหรือ? เราต้องหวังว่าจะมีแค่คนโง่คนคลั่งเจ้าที่จะซื้อ ที่เหลือปฏิเสธเถิด และสำหรับคนที่บอกว่าจะใช้ในโครงการหลวง… กี่ % จะเข้ากระเป๋าคนรวยและคนรับใช้ภูมิพล? และใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ? ภูมิพลอ้างเป็นนักพัฒนามาหกสิบกว่าปี แต่ประชาชนยังยากจน มันเลยต้องบอกให้คนจนมีความสุขในความพอเพียง แต่รัฐบาลไทยรักไทยพัฒนาสภาพคนจนในแค่เวลาห้าปี ถามว่าการให้เงินกับคนที่โลภมากและพัฒนาไม่เป็น เป็นนโยบายที่ดีหรือ และเป็นการสร้างกำไรอันไม่ชอบธรรมหรือไม่ ผมว่ายึดให้หมด! ทั้งวังทั้งหุ้นทั้งเพชร ยึดยึด ยึดให้หมด!!

ตอนนี้ภูมิพลออกจากโรงพยาบาล… ใครจ่ายค่าพยาบาล? หรือเขาใช้บัตรทองเพื่อสิทธิเทวดา? ดูเหมือนนอนโรงพยาบาลนานกว่าจำเป็น จำได้ไหมที่พวกเหลืองมันเคยดูถูกคนจนว่าไปหาหมอโดยไม่จำเป็นหลังใช้นโยบายสามสิบบาท? แล้วการให้หมาเข้าโรงพยาบาลมันไม่ผิดหลักสุขภาพหรือ? หรือหมาเป็นเทวดาด้วย?

ผมว่าภูมิพลถูกแนะ(สั่ง)ให้ออกมาและกลับวังวันนั้นเพื่อให้คน “ลืม” ข่าวยึดทรัพย์ทักษิณ แต่อย่างไรก็ตามภูมิพลสมองเสื่อม ตามธรรมชาติคนชรา เราทราบดี นั่งตัวเอียง เดินเองไม่ค่อยได้ และพูดช้าและไม่คล่องยิ่งกว่าเดิม แกยิ่งหลงอำมาตย์ต่างๆยิ่งใช้งานแกได้ดี ก่อนหน้านี้ถูกแนะ(สั่ง)ให้พูดกับผู้พิพากษา/ศาลว่าควรทำตามหน้าที่ เพื่อสร้างภาพว่าภูมิพลสั่งให้ยึดทรัพย์ แต่พวกนี้รู้อยู่แล้วว่าหน้าที่เขาคืออะไร เพราะเขาเป็นส่วนของอำมาตย์ ที่ยึดมาไม่หมดก็สร้างภาพอีกว่า “พิจารณาตามความเป็นธรรมหรือกฎหมาย” นั้นคือละครหมาๆ ของอำมาตย์

ในกรณีคดีทักษิณ มันเป็นคดี “การเมือง” ที่อำมาตย์พยายามทำลายคู่แข่งเท่านั้น มันไม่ใช่คดีในระบบ “ยุติธรรม” เพื่อกำจัดคอร์รับชั่นแต่อย่างใด เพราะตอนนี้เราก็ทราบกันว่ามีสองมาตรฐานทางกฎหมายและศาลเป็นเพียงหมารับใช้อำมาตย์ ถ้าเราจะพิจารณาคดีทักษิณด้วยมาตรฐานระบบยุติธรรม ต้องมีการเปิดโอกาสให้พิสูจน์ว่านโยบายของรัฐบาลช่วงนั้นเอื้อประโยชน์ให้บริษัทมือถือบริษัทเดียว หรือเป็นการสร้างระบบแข่งขันเสรีระหว่างบริษัทต่างๆ ซึ่งต้องมีการถกเถียงในที่สาธารณะเพื่อให้ประชาชนรับฟังทั้งสองฝ่าย

แต่ที่ชัดเจนคือ ประมุข นักการเมือง และรัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรี ไม่ควรถือหุ้น ไม่ควรมีผลประโยชน์พิเศษทางเศรษฐกิจ ควรรับใช้ประชาชน แต่ดูเหมือนรัฐบาลทุกชุดรวมถึงชุดปัจจุบัน ก็มีรัฐมนตรีที่ถือผลประโยชน์ นอกจากนี้นายทหารระดับสูงมีการใช้ตำแหน่ง ใช้การทำรัฐประหาร ในการได้ตำแหน่งในบริษัทเอกชน รัฐวิสาหกิจและสื่อ เพื่อสะสมความร่ำรวยผิดปกติ และราชวงศ์ไทย โดยเฉพาะนายภูมิพล ได้สร้างความร่ำรวยผิดปกติให้ตนเอง จนเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย โดยอาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นกษัตริย์ที่เราวิจารณ์ไม่ได้

ข้อแตกต่างระหว่างการคอร์รับชั่นของราชวงศ์และทหารหรือส.ว.แต่งตั้ง กับการคอร์รับชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคือ เราสามารถเปลี่ยนใจไม่เลือกนักการเมืองที่ทำผิดได้ มันเป็นกระบวนการตรวจสอบที่มีพลัง แต่อำมาตย์ไม่เคยต้องถูกตรวจสอบแบบนี้เลย

ทั้งวังทั้งหุ้นทั้งเพชร ทั้งความร่ำรวยของนายพล และนักการเมืองประชาธิปัตย์ ฯลฯ ยึดยึด ยึดให้หมด!!

Read Full Post »

http://www.youtube.com/watch?v=TKBWv1uIOTw&feature=channel

มือที่มองไม่เห็น

Read Full Post »

ทำไมต้อง “สยามแดง” ?

ใจ อึ๊งภากรณ์

อย่างที่เราทราบกันดี พวกทหารอำมาตย์ได้ร่วมมือกับ ฝ่ายรักเจ้า ฝ่ายอภิสิทธิ์ชน และนายภูมิพลเอง ในการทำลายประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกนี้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การขึ้นครองของนายภูมิพล ตามสันดานดิบของอำมาตย์ โดยที่พวกนี้ใช้ คุก ศาล และความรุนแรงในการก่ออาชญากรรมต่อประชาชน ทุกอย่างที่เขาทำ เขาทำในนามของ “ชาติ ศาสนา และกษัตริย์” ดังนั้นเราต้องรื้อทิ้งความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของ “ชาติกับกษัตริย์” และนำเรื่องศาสนามาเป็นเรื่องความยึดมั่นส่วนตัว

ประเด็นสำคัญในกิจกรรมของอำมาตย์ที่อาจถูกมองข้าม คือการที่เขาทำลายกระแสที่จะสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอำนาจทางเศรษฐกิจของพวกเขา นี่คือสาเหตุสำคัญที่เขาคัดค้านนโยบายสุขภาพอนามัยถ้วนหน้า นโยบายกองทุนหมู่บ้าน และนโยบายการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค ของ ไทยรักไทย จนเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ดังนั้นปัญหาของสังคมไทยคือปัญหาทางการเมืองในเรื่องประชาธิปไตย และปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้

ทำไม “สยาม”?

คำว่า “ไทย” ถูกใช้โดยอำมาตย์ในการปลุกระดมชาตินิยมคับแคบจนหมดความหมายไปในทางดี อำมาตย์อ้างว่า “ไทย” แปลว่า “เสรี” ในขณะที่เขาทำให้คนไทยเป็นทาส และอำมาตย์ใช้คำว่า “ไทย” เพื่อกดขี่คนเชื้อชาติอื่นๆ ที่เป็นพลเมืองในประเทศเรา กรณีแย่สุดคือกรณีคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ นอกจากนี้อำมาตย์ใช้ “ความเป็นไทย” ในการสร้างนิยายว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง “การรักและหมอบคลานต่อกษัตริย์” ทั้งหมดนี้คือสาเหตุที่เราต้องหันมาใช้คำว่า “สยาม” แทน

“สยาม” ในความหมายของเราคือสังคมหลากหลายที่เปิดกว้างและมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่

ทำไมต้อง “แดง”

“แดง” มีสองความหมายที่แตกต่างกัน แต่เข้ากันได้คือ เสื้อ “แดง” คือพลังประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นความหวังสำหรับการพัฒนาสังคม และเป็นขบวนการรากหญ้าของประชาชน นอกจากนี้ “แดง” คือสีธงของฝ่ายซ้ายสังคมนิยม ที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนจน และต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ เราภูมิใจในการเป็น “แดง” เสมอ ในขณะที่ “เหลือง” คือสีของการกดขี่อันโสโครก

อำมาตย์ส่งเสริมเผด็จการ และส่งเสริมสังคมที่เหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวคุมไว้ภายใต้ประชาธิปไตยยาก นี่คือสาเหตุที่อำมาตย์ชอบเผด็จการและไม่อยากให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน นี่คือสาเหตุที่เขาอ้างว่ากษัตริย์เป็นเทวดาเหนือเรา เพื่อสร้างภาพว่าลำดับชนชั้นในสังคมเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ”

ทำไมต้องเป็น “สาธารณะรัฐ”?

ตั้งแต่การขึ้นมาเป็นกษัตริย์แต่แรก นายภูมิพลยินดีร่วมมือกับทหารเผด็จการในการทำรัฐประหารและทำลายสิทธิเสรีภาพมาตลอด โดยที่นายภูมิพลทำหน้าที่ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ทหารกระทำ โดยอาศัยภาพ “ความศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์” ที่ทหารสร้างขึ้นมาให้ ยุคเริ่มต้นคือสมัยสฤษดิ์

ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสร้างประชาธิปไตยในรูปแบบที่ “กษัตริย์ไม่เข้ามายุ่งการเมือง” เพราะกษัตริย์ไทยเติบโตมากับทหารเผด็จการ และแยกออกจากกันไม่ได้ พูดง่ายๆ เราไม่สามารถทำให้สถาบันกษัตริย์ไทยไม่ผูกพันกับการเมืองอำมาตย์ได้ และ ตราบใดที่มีระบบกษัตริย์เป็นประมุข ทหารก็จะใช้กษัตริย์ในการทำลายประชาธิปไตยเสมอ

เราจึงต้องสู้กับระบบกษัตริย์และระบบทหารอำมาตย์พร้อมๆ กัน เพื่อได้ประชาธิปไตยแท้จริง

เราจะทำลายระบบกษัตริย์อย่างไร?

ประเด็นสำคัญคือการทำสงครามทางความคิด เพื่อทำลายความศรัทธาในสถาบันกษัตริย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะมีผลทำให้ความชอบธรรมของทหารเผด็จการอ่อนแอลงไปด้วย นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กำลังกลัวอย่างถึงที่สุด

ความชอบธรรมของกษัตริย์สร้างขึ้นภายใต้ลัทธิปัญญาอ่อนที่ไร้วิทยาศาสตร์ ซึ่งเชิดชูให้คนสามัญที่บังเอิญเกิดในตระกูลหนึ่งถูกมองว่าเป็น “เทวดา” ทั้งๆ ที่กษัตริย์มีความสามารถไม่น้อยและไม่มากกว่าประชาชนปกติทั่วประเทศ ที่เป็นวิศวะกร ศิลปิน เกษตรกร หรือช่างฝีมือ

ฝ่ายคลั่งเจ้าอยากให้เราเชื่อว่ากษัตริย์รักและดูแลประชาชน แต่ประชาชนดูแลตนเองได้ เราไม่ใช่เด็ก และทุกอย่างที่งดงามเกี่ยวกับประเทศเรามาจากมือของประชาชน ในขณะที่นายภูมิพลเติบโตร่ำรวยมากับเผด็จการโกงกิน สฤษดิ์ ถนอม ประภาส และปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกประหารชีวิตในข้อหาฆ่าพี่ชายตนเอง นอกจากนี้นายภูมิพลสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 เพราะมองว่ายุคนั้นไทยมีประชาธิปไตย “มากเกินไป” และล่าสุดนายภูมิพลปล่อยให้ คมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยา และปล่อยให้ประชาธิปไตยของเราถูกปล้นไปโดยทหาร พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ในนามของกษัตริย์ นี่ไม่ใช่ผลงานของเทวดา มันเป็นผลงานทรราช

ในนโยบายเศรษฐกิจ นายภูมิพลเคยคัดค้านสวัสดิการสำหรับประชาชน เพราะมองว่าจะลดความร่ำรวยของพรรคพวกตัวเอง ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันในฐานะที่เป็นคนรวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง นายภูมิพลยังบังอาจสั่งสอนคนจนให้ “พอเพียง” นี่ไม่ใช่จุดยืนของเทวดา แต่เป็นจุดยืนของคนที่ทำนาบนหลังประชาชน

นายภูมิพลยอมให้บริวารรอบข้างตั้งชื่อให้ตัวเองเป็น “พ่อของสังคม” ในขณะที่ลูกชายจริงตนเองไม่เป็นที่เคารพ เราจะเห็นได้ว่าภาพทั้งหลายเกี่ยวกับความสามารถของนายภูมิพลเป็นเรื่องโกหกเท็จทั้งสิ้น

ตราบใดที่เราหมอบคลานต่อลัทธิกษัตริย์ เราทำตัวเป็นแค่สัตว์ตามความต้องการของอำมาตย์  เราต้องยืนขึ้นเป็นคน เราต้องเป็นพลเมืองในโลกสมัยใหม่ ธงไตรรงค์สามสี แดง ขาว น้ำเงิน ของฝ่ายเผด็จการ ลอกมาจากธงสามสีของตะวันตก แต่เพื่อส่งเสริม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นคำขวัญของพันธมารฯ และทหาร ที่ใช้ในการทำลายประชาธิปไตย ธงสามสี แดง ขาว น้ำเงิน เคยมีความหมายอื่นในการปฏิวัติฝรั่งเศส นั่นคือ “เสรีภาพ ความเท่าเทียมและความสมานฉันท์” นี่คือคำขวัญที่เราต้องใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดแอกสังคมสยาม

ปํญหาทหาร

ทหาร โดยเฉพาะนายพลชั้นสูง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญ และเป็นโจรและกาฝากของสังคม เราต้องปฏิรูปกองทัพ โดยลดงบประมาณทหาร เอาทหารออกจากสื่อและรัฐวิสาหกิจ ปลดพวกนายพลอำมาตย์ออกไป และที่สำคัญเราต้องสนับสนุนให้ทหารระดับรากหญ้ากบฏต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อไม่ให้กองทัพฆ่าประชาชนอีกต่อไป แต่ถ้าทหารรากหญ้าจะกบฏ เขาต้องมั่นใจว่าเราจะสู้จริงท่ามกลางการต่อสู้ลุกฮือของมวลชน ดังนั้นภาระสำคัญของคนเสื้อแดงคือเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและด้วยพลังมวลชน เราไม่ควรหาทางลัดโดยการตั้งความหวังกับทหารอันธพาลหรือนายพลที่แตกแยกกับอำมาตย์บนพื้นฐานผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียว

นโยบายพื้นฐานของ “สยามแดง”

  1. เราต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทีจะเลือกรัฐบาลทีคนส่วนใหญ่ต้องการ  โดยไม่มีการปราบปรามข่มขู่ และไม่มีความกลัว
  2. เราต้องมีความเท่าเทียมเสมอภาค ต้องยกเลิกระบบผู้ใหญ่ผู้น้อย ยกเลิกการหมอบคลาน นักการเมืองต้องปฏิญาณตนว่าจะเคารพนายที่แท้จริงของตนเองคือประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เราต้องสร้างวัฒนธรรมพลเมืองที่เคารพซึ่งกันและกัน เราต้องมีเสรีภาพและความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ ต้องเคารพผู้หญิง เคารพคนรักเพศเดียวกัน เคารพคนพม่า ลาว เขมร และคนมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ ผู้หญิงต้องมีสิทธิทำแท้งอย่างปลอดภัย ผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศควรจะได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น สมกับที่ประเทศเราเป็นประเทศอารยะ
  3. ประเทศเราต้องเป็นรัฐสวัสดิการ ถ้วนหน้า ครบวงจร และผ่านการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวย คนจนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นคนร่วมพัฒนาชาติ ที่ต้องมีศักดิศรี สังคมล้าหลังปัจจุบันกดทับประชาชาชนจำนวนมากไม่ให้เขาเป็นผู้สร้างสรรค์ และนำสังคมไปสู่ความก้าวหน้า
  4. เราต้องสร้างระบบสาธารณะรัฐในประเทศไทย เพื่อให้ทุกตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน เราต้องยึดทรัพย์และวังของราชวงศ์ เพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ
  5. ประเทศเราอยู่ภายใต้รองเท้าบูทของนายพลมานานเกินไป เราตั้งตัดงบประมาณของทหารและอำนาจทหารในสังคมเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยอีกต่อไป ต้องปลดนายพลชั้นสูงที่ไม่เคารพประชาธิปไตยออกจากตำแหน่งให้หมด
  6. ประเทศเราต้องมีความยุติธรรม ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นศาลที่ปกป้องระบบอยุติธรรม เราต้องปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน ต้องปลดผู้พิพากษาเก่าออกให้หมด ต้องมีระบบลูกขุนที่มาจากประชาชน  และตำรวจต้องบริการประชาชนแทนที่จะรีดไถคนจน
  7. ประชาชนในเมือง ในชุมชน ในท้องถิ่นต่างๆ ต้องเข้ามาบริหารองค์กรสาธารณะในทุกระดับ เช่น รัฐวิสาหกิจ สื่อ โรงเรียนและโรงพยาบาล
  8. ประเทศเราต้องทันสมัย เราต้องปรับปรุงระบบการศึกษา การคมนาคม และที่อยู่อาศัย และหันมาผลิตพลังงานจากลมและแสงแดดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
  9. ประเทศเราต้องรักสงบ ไม่ขัดแย้งสร้างเรื่องกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ สนับสนุนการก่อสงคราม

อำมาตย์อ้างว่าบทความแบบนี้เป็นเรื่อง “ร้ายแรง” อ้างว่าเป็นอาชญากรรม แต่ข้อเสนอดังกล่าวร้ายแรงตรงไหน? ขัดกับหลักการสากลเรื่องสิทธิมนุษยชนตรงไหน? ในทางตรงกันข้ามอำมาตย์สร้างวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจ ปล้นขโมยสิทธิเสรีภาพ และสะสมความร่ำรวยมหาศาลให้ตนเอง ด้วยรัฐประหาร และเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ นาๆ เขาคืออาชญากรแท้

ในอดีต ไม่ว่าจะช่วง ๒๔๗๕ หรือ๑๔ ตุลา เคยมีความฝันในหมู่ประชาชน ว่าเราจะสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มีความเท่าเทียม เราจะต้องสร้างความฝันนี้ให้เป็นจริงสักที เราชาวประชาธิปไตยแดงที่หูตาสว่างมีมวลชน  เราต้องจัดตั้งตนเอง นำตนเอง ในแต่ละท้องที่ เพื่อให้ 5 นิ้วที่อ่อนแอในมือเรากลายเป็นกำปั้นเหล็กที่ถล่มฝ่ายอำมาตย์ให้หมดสิ้นไป

Read Full Post »

การขยายพื้นที่ประชาธิปไตยกับแนวคิดเรื่อง “ประชาสังคม”

ใจ อึ๊งภากรณ์

แนวคิดเรื่องการสร้าง “ประชาธิปไตย” ของอำมาตย์

หัวข้อนี้อาจดูแปลกๆ เพราะอำมาตย์เป็นพวกทำลายประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระแสประชาธิปไตยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมไทยและทั่วโลก แม้แต่อำมาตย์เอง และโดยเฉพาะนักวิชาการเหลืองที่รับใช้อำมาตย์ ยังต้องสร้างเรื่องเพื่อให้รูปแบบการปกครองของเขาดูดีอาศัยความชอบธรรมจากคำว่า “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่มันคือเผด็จการชัดๆ

ในงานสัมมนาในปลายเดือนมกราคมปี ๒๕๕๓ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน สุจิต บุญบงการ นักวิชาการเหลือง พยายามใส่ร้ายว่าขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งทั่วไปในรอบสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่อย่างที่สุจิตว่า สุจิตพยายามชี้ถึง “พลังเงียบ” ของคนที่ไม่เอาทั้งสองฝ่าย แต่เนื่องจากพลังเงียบไม่ออกความเห็น(มันจึงเงียบ) เราไม่มีวันทราบว่าเขาคิดอย่างไร และในขณะเดียวกันไม่มีข้อมูลอะไรที่เสนอว่าพลังเงียบดังกล่าวเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม อย่างไรก็ตาม สุจิตก็ท่องสูตรนักวิชาการอนุรักษ์ และพูดถึง “ประชาสังคม” ว่าเป็นพลังในการสร้างประชาธิปไตย ประชาสังคมของคนอย่างสุจิตคือคนชั้นกลาง นักวิชาการ และนักเอ็นจีโอ ซึ่งถ้าพิจารณาในบริบทของสังคมไทยแล้วคนกลุ่มนี้เข้าข้างเผด็จการ สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา และดูถูกวุฒิภาวะของพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศว่า “เข้าไม่ถึงข้อมูล” หรือ “ไม่เข้าใจประชาธิปไตย”

ตกลงแล้วสำหรับนักวิชาการอำมาตย์ พลเมืองส่วนใหญ่ที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน หรือเพื่อไทย ไม่ฉลาดเท่าตัวเขาเองเพราะไปถูกหลอถูกซื้อ ไม่เหมือนนักวิชาการ นักเอ็นจีโอ หรือคนชั้นกลางที่ “รู้จริง” อันนี้เป็นแนวอภิสิทธิ์ชนชัดๆ แต่มันมีที่มาที่ไปและเชื่อมกับแนวคิดอนุรักษ์สากลด้วย

รัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยไทยจนถึงยุคช่วงพฤษภา ๓๕ ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐศาสตร์ฝ่ายขวาอเมริกา ที่เสนอแนวคิด “โครงสร้างหน้าที่”[1] แนวคิดนี้เน้นการสร้างประชาธิปไตยเหมือนวิศวกรสร้างเครื่องจักร คือมีการออกแบบสถาบันการเมืองต่างๆ และกระบวนการทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงของการปกครองของชนชั้นอภิสิทธิ์ โดยชนชั้นอภิสิทธิ์เองและนักวิชาการชนชั้นกลาง สำหรับเขารูปการปกครองประชาธิปไตยสมบูรณ์คือสหรัฐอเมริกา แต่เขาจะไม่พูดถึงการที่ประชาชนสหรัฐเบื่อหน่ายกับการเมืองสองขั้วของนายทุน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำแต่อย่างใด นอกจากนี้มีการอธิบายว่า “วัฒนธรรมตะวันตกทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตย” ซึ่ง “ไม่เหมือนสังคมไทย”

แนวคิดนี้เสนอทฤษฏี “การทำให้ทันสมัย” ที่อธิบายว่าประเทศด้อยพัฒนายังเป็นเผด็จการเพราะชนชั้นกลางยังไม่เติบโตและสังคมยังไม่สุกงอม อันนี้กลายเป็นข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวในการที่สหรัฐถือว่าเผด็จการทหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของ “โลกเสรี” ในสงครามเย็น เพราะในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจเจริญไทยคงเป็นประชาธิปไตย “ไปเอง” นักวิชาการสหรัฐแนวนี้ที่มีอิทธิพลต่อนักวิชาการไทยรุ่นเดียวกับสุจิต บุญบงการ คือ Fred Riggs[2] ที่เขียนว่าไทยเป็น “รัฐข้าราชการที่กำลังพัฒนา” และประชาชนไทยส่วนใหญ่ “เหมือนเด็ก ไม่รู้เรื่องและไม่สนใจการเมือง” ในสถานการณ์แบบนี้นักวิชาการ “ผู้รู้จริง” จะต้องออกไปสอนประชาชนเรื่องประชาธิปไตย และนี้คือแนวทางของสถาบันพระปกเกล้า ที่มีคนอย่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นหัวหน้า สถาบันพระปกเกล้าตั้งชื่อมาตามอดีตกษัตริย์เผด็จการ และเต็มไปด้วยนักวิชาการที่สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ตั้งแต่การล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก มีกระแสวิชาการใหม่อีกกระแสหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนแนวโครงสร้างหน้าที่ กระแสนี้เน้นการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่สังกัดกับองค์กรรัฐ และก่อกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องประเด็นของตนเอง คนเหล่านี้เป็นพลังหลักในการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในความเห็นของนักวิชาการสายนี้ ข้อดีคือเน้นบทบาทประชาชน และเน้นการสร้างประชาธิปไตยโดยประชาชนจากล่างสู่บน ในสิ่งที่เขาเรียกว่า “ประชาสังคม” แต่ข้อเสียมาจากการนิยามว่าใครเป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม เพราะนักวิชาการฝ่ายขวาอนุรักษ์จะเน้นว่าต้องเป็นคนชั้นกลาง และเอ็นจีโอ หรือพูดง่ายๆ เป็นคนที่มีการศึกษา “ไม่โง่ [3]

แต่เราทราบดีว่าคนชั้นกลางในไทยสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยสนับสนุนการต่อสู้กับเผด็จการ รสช. ในพฤษภา ๓๕ พูดง่ายๆ คนชั้นกลางโลเล เข้าข้างเผด็จการหรือประชาธิปไตยแล้วแต่ผลประโยชน์ และเอ็นจีโอก็ไปสนับสนุน ๑๙ กันยา ทั้งๆ ที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในอดีต (อ่านเพิ่มในบทความของผมที่อธิบายจุดยืนเอ็นจีโอได้[4])

นอกจากนี้ชนชั้นกลางทั่วโลกก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างออกไป[5] เช่นในสิงคโปร์ก็สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ[6] และในยุโรปตะวันออกและเกาะเฮติ เอ็นจีโอมักสนับสนุนเผด็จการหรือผลประโยชน์ธุรกิจ[7]

นักวิชาการที่เสนอแนว “ประชาสังคมแบบชนชั้นนำ” อย่างนี้นอกจาก สุจิต บุญบงการ แล้ว มี ประเวศ วะสี และ ชัยอนันต์ สมุทรวานิช [8] โดยที่ประชาสังคมของเขาจะร่วมมือกับรัฐอำมาตย์ และผู้ที่ “เป็นภัยต่อประชาธิปไตย” คือประชาชนส่วนใหญ่ที่ขาดการศึกษาและ “เข้าไม่ถึงข้อมูล” โดยเฉพาะขบวนการคนเสื้อแดง

แนวทางสร้างประชาธิปไตยของคนก้าวหน้า

สำหรับคนก้าวหน้า เรามองว่าประชาธิปไตยต้องมาจากการต่อสู้ของประชาชนคนชั้นล่างเอง มันต้องเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการก้าวหน้าอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่มองว่า “ประชาสังคม” คือขบวนการของชาวบ้าน ไม่ใช่คนชั้นกลาง หรือนักวิชาการมาร์คซิสต์ที่มองว่าการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกรรมาชีพหรือคนจนกับชนชั้นปกครองคือวิธีขยายประชาธิปไตย โดยไม่มีการแยกระหว่างการเคลื่อนไหวเพื่อเรื่องปากท้องเศรษฐกิจกับเรื่องการเมือง ฝ่ายก้าวหน้าจะมองว่าประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการออกแบบของ “วิศวกรรัฐศาสตร์” โดยเฉพาะพวกนักวิชาการเสื้อเหลือง หรือมาจากการเคลื่อนไหวของคนชั้นกลางและเอ็นจีโอ และแน่นอนรัฐประหารสร้างประชาธิปไตยไม่ได้

ที่สำคัญคือ เราไม่ได้มองว่าประชาชนโง่ ไม่ว่าจะจบการศึกษาระดับใด การที่พลเมืองไทยเลือกไทยรักไทยจำนวนมาก มาจากการใช้ปัญญาในการคิดเรื่องการเมือง และบ่อยครั้งคนที่จบมหาวิทยาลัยอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้ตาบอด คือไม่กล้าใช้ปัญญาอย่างสุจริตเพราะข้อสรุปจะตรงข้ามกับผลประโยชน์ตนเองในฐานะคนรวย

สำหรับเรา คนเสื้อแดงคือพลังทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย จะเรียกว่ามวลชนคนชั้นล่าง หรือจะเรียกว่าประชาสังคมของประชาชนธรรมดาก็ได้ และในการเสนอว่าคนเสื้อแดงคือประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตย เราเข้าใจดีว่ามนุษย์ธรรมดาที่ตื่นตัวทางการเมืองและเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง นำความคิดเก่าๆหลากหลายที่อยู่ในหัวสมองมาเคลื่อนไหวอีกด้วย บางครั้งก็ก้าวหน้า เช่นการสนับสนุนประชาธิปไตยหรือการชื่นชมนโยบายที่เป็นประโยชน์สำหรับคนจน แต่บางครั้งก็มีความคิดล้าหลังที่ได้มาจากสังคมอำมาตย์ตกค้างอยู่ เช่นการไม่เคารพคนรักเพศเดียวกัน หรือการกดขี่ชาวมุสลิมภาคใต้เป็นต้น ในโลกจริงไม่มีใครเป็นเทวดาหรือเป็นพระแต่กำเนิด ขบวนการของเราเป็นขบวนการของพลเมืองผู้ทำงานที่มือเปื้อนดินทรายที่พยายามทำไปและเรียนรู้ไป แต่ที่สำคัญเราต้องการเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยและความทันสมัย ในขณะที่ชนชั้นกลาง พันธมิตรฯ นักวิชาการเหลือง และเอ็นจีโอส่วนใหญ่ ต้องการปกป้องสภาพเดิมหรือหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคอำมาตย์ในอดีต เขากลัวอนาคตในขณะที่เราต้อนรับอนาคต

อิทธิพลของพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองในขบวนการกรรมาชีพ

สหภาพแรงงานถือว่าเป็นการรวมตัวกันของพลเมืองธรรมดา และถือว่าเป็น “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม” และส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่มีความสำคัญ นอกจากนี้การต่อสู้เพื่อเรื่องปากท้องถือว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

คนงานกรรมาชีพส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของ ไทยรักไทย ไม่ใช่ว่าพรรคนี้แค่ครองใจคนในชนบทเท่านั้น เพราะคนงานในเมืองมักจะมีญาติพี่น้องพ่อแม่ที่ได้ประโยชน์จากโครงการสามสิบบาทรักษาทุกโรคและกองทุนหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ลดภาระของกรรมาชีพในเมืองที่เคยต้องเลี้ยงดูครอบครัวในชนบท อย่างไรก็ตามขบวนการเสื้อแดงจนถึงทุกวันนี้ยังละเลยการสร้างกระแสและกลุ่มอิทธิพลในสหภาพแรงงานต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยแหล่งพลังสำคัญ

ในบางสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะในรัฐวิสาหกิจรถไฟและไฟฟ้า หรือในโรงงานประกอบรถยนต์ในภาคตะวันออกบางแห่ง พวกพันธมิตรฯได้เข้าไปสร้างอิทธิพลระดับหนึ่ง แต่ลักษณะอิทธิพลของพันธมิตรฯนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเสริมพลังกรรมาชีพหรือสหภาพแรงงานในด้านชนชั้นแต่อย่างใด และแน่นอนเป็นการต่อสู้เพื่ออำมาตย์ กษัตริย์ และนายทุนใหญ่ที่กดขี่ขูดรีดคนงานส่วนใหญ่มานาน มันจึงมีความขัดแย้งในตัวเอง

ลักษณะพิเศษของขบวนการแรงงานที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลพันธมิตรฯ มีดังนี้

  1. มักจะเป็นผู้นำแรงงานที่มีสายสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนอย่าง สมศักดิ์ โกศัยสุข หรือสาวิทย์ แก้วหวาน ซึ่งเคยจัดกลุ่มศึกษาให้กับผู้นำแรงงานบางส่วน แต่เป็นกลุ่มศึกษาประเภท “บนลงล่าง” ที่ไม่เปิดโอกาสให้แรงงานนำตนเองแต่สอนให้เชื่อฟังอาจารย์ใหญ่มากกว่า การดึงคนงานมาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์อำมาตย์และคนชั้นสูง ในลักษณะที่ขัดต่อประโยชน์ตนเองต้องทำภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามคนงานก็คิดเองเป็น ซึ่งทำให้มีการทะเลาะถกเถียงระหว่างคนงานสายเหลืองกับแดงพอสมควรในเกือบทุกที่
  2. ผู้นำแรงงานที่เข้ากับพันธมิตรฯ มีแนวโน้มจะเป็นผู้นำแรงงานเต็มเวลา ไม่ต้องทำงานในโรงงานข้างเคียงคนงานธรรมดา และบ่อยครั้งได้รับเงินเดือนในระดับสูงกว่าคนงาน อาจได้เงินเดือนจากเอ็นจีโออีกด้วย ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ห่างเหินจากคนงานรากหญ้าที่อาจชอบนโยบาย ไทยรักไทย ดังนั้นสภาพทางเศรษฐกิจสังคมของผู้นำเหล่านี้ช่วยให้เขาเป็นเหลืองได้
  3. วิธีการต่อสู้ของสหภาพแรงงานในรัฐวิสาหกิจในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา มักจะมองว่าการรณรงค์ในหมู่สมาชิกให้มีการนัดหยุดงาน “ทำยาก” ผู้นำสหภาพเลยหันไปหาทางลัดโดยการเน้นการเจรจาผูกมิตรกับฝ่ายบริหารหรือนักการเมืองมากกว่าการปลุกระดมสมาชิก อันนี้เห็นชัดในกรณีรถไฟและ กฟผ. แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าสมาชิกสหภาพจะไม่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประโยชน์คนงานเลย มีหลายกรณีที่ออกมาสู้ แต่วัฒนธรรมการหาพรรคพวกในหมู่ “ผู้ใหญ่” นำไปสู่การร่วมกับนายทุนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล และทหาร คมช.
  4. เวลาสหภาพที่มีแกนนำเป็นเหลืองต่อสู้กับนายจ้าง เช่นในโรงงานรถยนต์ภาคตะวันออก แกนนำจะเน้นยุทธวิธีการอ้างถึงผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลเหลืองที่สนับสนุนเขา หรืออาจนำพวกอันธพาลพันธมิตรฯ มาขู่นายจ้าง แทนที่จะปลุกระดมและสร้างความเข้มแข็งของแรงงานและสหภาพเอง ในระยะยาวการต่อสู้แบบนี้จะทำลายสหภาพ และพวกผู้ใหญ่เหลืองๆ ก็จะไม่สนใจว่าลูกน้องแรงงานเคยไปรับใช้เขาในอดีต เพราะผลประโยชน์ผู้ใหญ่คือผลประโยชน์นายทุน

อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเหมารวมว่าสมาชิกทุกคนในสหภาพหนึ่งจะมีแนวคิดเหมือนแกนนำ และเราไม่ควรมองว่าการต่อสู้ของสหภาพเหลืองจะทำเพื่อเบื้องบนอย่างเดียวตลอดกาล ถ้าเราสามารถชักชวนให้มีการสู้เพื่อประโยชน์แท้ของคนงานในเรื่องประจำวัน เราจะมีโอกาสทำลายความจงรักภักดีที่เขามีต่อพันธมิตรฯได้ เพราะจะเกิดความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงมากขึ้น

เราต้องข้ามพ้นหนังสือ สองนัคราประชาธิปไตย ของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์[9]

หนังสือ  “สองนัคราประชาธิปไตย” ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ดูเหมือนมีอิทธิพลสูงในสังคมไทย โดยเฉพาะในหมู่คนที่วิจารณ์และคัดค้านรัฐบาล ไทยรักไทย และสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา ดังนั้นเราคงต้องมาทบทวนวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้ในบริบทการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน

หนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เขียนในช่วงที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันในเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่สำคัญคือหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นก่อนที่จะเห็นผลรูปธรรมของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ และก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรค ไทยรักไทย และในช่วงภายหลังเอนกเข้าไปเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ และหลังจากนั้นร่วมก่อตั้งพรรคมหาชน ในที่สุดนักวิชาการคนนี้ไปสนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยา

ข้อเสนอหลักในหนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” คือ มันมีความแตกแยกสำคัญระหว่างสองซีกในสังคมไทย (สองนัครานั้นเอง) คือระหว่างคนเมืองและคนชนบท เอนกเสนอว่าคนเมืองเป็นคนชั้นกลาง และคนชนบทเป็นชาวไร่ชาวนา และเสนอต่อไปว่าคนชั้นกลางในเมืองเป็นคนที่ใช้วิจารณญาณ และมาตรฐานคุณธรรมในการเลือกหรือวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลต่างๆ และคนชั้นกลางเหล่านี้เป็นคนที่มีความคิดอิสระ ส่วนชาวไร่ชาวนาในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม มีคะแนนเสียงข้างมากในวันเลือกตั้ง โดยมักจะเลือกนักการเมืองท้องถิ่นในลักษณะการเลือกเจ้านายอุปถัมภ์ คือจะเลือกผู้ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลืออุปถัมภ์ตน และจะไม่มองว่าการซื้อขายเสียงผิดหรือขัดกับคุณธรรม เพราะเป็นพิธีกรรมระหว่างผู้อุปถัมภ์กับลูกน้อง เอนกมองว่าการลงคะแนนเสียงของชาวชนบทนี้ไม่ใช่ภายใต้ความคิดอิสระเหมือนชนชั้นกลาง แต่เป็นการตอบแทนบุญคุณตามระบบอุปถัมภ์ที่มีมานานตั้งแต่สมัยไพร่กับนาย

ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวชนบทเป็นฐานคะแนนของรัฐบาล แต่คนชั้นกลางในเมืองเป็นผู้ล้มรัฐบาลเพราะไม่พอใจกับนโยบายต่างๆ แต่การวิเคราะห์สังคมไทยแบบนี้ของเอนก ที่มองว่าเส้นแบ่งหลักคือระหว่างเมืองกับชนบทมีปัญหาหลายประการคือ

  1. เอนกมองว่าคนเมืองคือชนชั้นกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ผู้บริหาร และผู้ประกอบการรายย่อยที่แสวงหารัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ แต่มีกลุ่มส่วนน้อยของชนชั้นกลางที่เป็นนักศึกษา นักวิชาการ และคนทำงานเอ็นจีโอ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในสังคม แต่ภาพคนเมืองแบบนี้มองข้ามคนงานปกคอขาวที่ทำงานในออฟฟิสบริษัทเอกชนหรือร้านค้า มองข้ามพนักงานรัฐวิสาหกิจ คนขับรถเมล์ คนขับแทกซี่ คนงานในโรงงาน และลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชนชั้นกรรมาชีพ ทั้งปกคอขาวและปกคอน้ำเงิน
  2. เอนกมองข้ามการแบ่งชนชั้นในชนบท และการที่เกิดเมืองต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็กในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้คนต่างจังหวัดไม่ได้เป็นแค่ชาวไร่ชาวนาเท่านั้น
  3. การเสนอว่าคนชนบทเป็นผู้ที่ขึ้นกับนายอุปถัมภ์ เป็นการดูถูกความสามารถของเขาที่จะคิดเองอย่างอิสระ เป็นการโทษคนชนบทว่าเป็นฐานเสียงนักการเมืองแย่ๆ

ระบบอุปถัมภ์ในชนบท?

หนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับประเด็นปัญหายุคนี้เมื่อเราพิจารณาข้อเสนอของเอนกในการแก้ปัญหาการซื้อขายเสียงและระบบอุปถัมภ์ในชนบท

เอนกมีข้อเสนอสำคัญสองข้อคือ

  1. รัฐบาลต้องลงมาพัฒนาชนบทโดยตรงเพื่อให้การผลิตในชนบทเชื่อมโยงกับระบบตลาดของทุนนิยม ต้องมีการเพิ่มเทคโนโลจี และทุ่มเทงบประมาณรัฐในด้านนี้ ชนบทจะได้มี “ความเป็นเมือง” มากขึ้น
  2. ต้องมีพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้นโยบายกลายเป็นประเด็นหลักในการเลือกรัฐบาลของชาวชนบท แทนระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะมีผลในการลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นอีกด้วย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำนิยามของระบบอุปถัมภ์ที่นักสังคมศาสตร์ทั่วไปใช้กัน และที่อเนกใช้ในหนังสือ“สองนัคราประชาธิปไตย” ระบบอุปถัมภ์ดังกล่าวมักเป็นสายสัมพันธ์ปัจเจกระหว่างนายกับผู้ได้รับอุปถัมภ์ ไม่ใช่สายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาล และในกรณีที่พรรคการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์ ผลประโยชน์ที่พรรคยื่นให้ประชาชนเป็นผลประโยชน์พิเศษที่ตกกับคนกลุ่มหนึ่งตระกูลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่ และพรรคการเมืองแบบนี้มักไม่สนใจการเสนอนโยบายเลย[10]

ถ้าเราอ่านแล้วตั้งคำถามว่า ไทยรักไทย ทำอะไร? มันคงเริ่มชัดเจนว่า ไทยรักไทย ทำตามข้อเสนอของเอนกทุกข้อ คือมีการทุ่มเทงบประมาณลงในหมู่บ้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า มีการรณรงค์ให้ทำ OTOP มีการพยายามพัฒนาระบบการศึกษา และระบบสาธารณสุข และรัฐบาลเริ่มลดอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่นและการซื้อขายเสียงลงโดยการเชื่อมชนบทกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง และที่สำคัญ ไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรกในรอบ 20 กว่าปีที่เสนอนโยบายชัดเจนในการหาเสียง และพยายามทำตามนโยบายดังกล่าวเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ตามในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวเสื้อเหลือง มีการพูดเกือบจะเป็นหนึ่งเลยว่ารัฐบาลทักษิณ “สร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบทผ่านนโยบายประชานิยม” และมีการเสนอต่อว่าสาเหตุที่คนจนและคนชนบทลงคะแนนเสียงให้ ไทยรักไทย ในปี ๒๕๔๘ และ ๒๕๔๙ ก็เพราะ “ชาวชนบทไม่ได้ตัดสินใจอย่างอิสระ เนื่องจากถูกดึงมาเข้าระบบอุปถัมภ์ และไม่ได้รับรู้ข้อมูลแท้เกี่ยวกับรัฐบาล” และที่แปลกที่สุดคือมีการอ้างถึงหนังสือ “สองนัคราประชาธิปไตย” เพื่อพยายามให้น้ำหนักกับแนวคิดนี้ เป็นไปได้อย่างไรที่มีการมองกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิงแบบนี้? คำตอบคือข้อมูลความจริงไม่เคยเป็นอุปสรรค์ต่อการโกหกของนักวิชาการเสื้อเหลืองเลย

แล้วอเนกทำอะไรในยุค ไทยรักไทย? ในยุคที่นำ พรรคมหาชน เอนกอาศัยการอุปถัมภ์จากเจ้าพ่อการเมืองแบบเก่าสองคนคือเสธ.หนั่นกับวัฒนา อัศวเหม[11] ต่อมาหลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา เอนกเสนอว่าประชาธิปไตยที่เหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ “แบบไทยๆ” หรือแบบอำมาตย์นั้นเอง เพราะมองว่าประชาชนต้องแบ่งอำนาจกับทหารและกษัตริย์[12]

ในความเป็นจริง การเลือกตั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าคนชนบท และคนจนในเมือง ชื่นชมในนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ไทยรักไทย และในเมื่อมีแค่พรรค ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน และ ไทยรักไทย ให้เลือกในโลกจริง ชาวชนบทใช้วิจารณญาณและความคิดอิสระในการเลือกรัฐบาลของพรรคที่มีนโยบายชัดเจน ในขณะที่ชนชั้นกลางที่เคยนิยม ไทยรักไทย ในช่วงต้นๆ เปลี่ยนรสนิยมตามแฟชั่นและวิ่งตามฝูงโดยไม่มีความคิดอิสระ แถมยังดูถูกคนจน ไม่ไว้ใจการลงคะแนนเสียงในระบบประชาธิปไตย และหันมาเรียกร้องให้กษัตริย์แต่งตั้งรัฐบาลตามมาตรา 7 และหลังจากนั้นก็เชียร์รัฐประหาร

ปัญหาหลักของ ไทยรักไทย ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบอุปถัมภ์ในชนบท และไม่ได้อยู่ที่การสร้างเผด็จการใดๆ หรือการคอร์รับชั่นเป็นพิเศษมากกว่าพรรคอื่นหรือองค์กรอื่นๆ แต่อยู่ที่การปราบปรามประชาชนในภาคใต้และในสงครามยาเสพติด พร้อมกับการใช้นโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด ซึ่งทำลายประสิทธิภาพของนโยบายสวัสดิการของรัฐบาล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีและก้าวหน้า เกิดข้อเสียเพราะมีงบประมาณไม่พอเนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมเก็บภาษีเพิ่มจากคนรวย และใช้กลไกตลาดในการคิดบัญชีภายในระบบเอง ยิ่งกว่านั้นการเซ็นสัญญา FTA ที่ให้อภิสิทธิ์อันไม่ชอบธรรมแก่บริษัทยาที่สร้างกำไรจากลิขสิทธิ์ยาราคาแพง มีผลในแง่ลบต่อเป้าหมายของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคอีกด้วย[13]

สรุป

ปัญหาประชาธิปไตยในไทย ไม่ใช่ปัญหาของการที่ประชาชนขาดการศึกษาหรือตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ แต่อย่างใด แต่ปัญหาประชาธิปไตยมาจากจุดยืนและการกระทำของอำมาตย์กับชนชั้นกลาง และการดูถูกไม่เคารพพลเมืองธรรมดาของนักวิชาการและผู้นำเอ็นจีโอ

อำมาตย์และพวกเสื้อเหลืองมองว่าเขาฝ่ายเดียวเข้าใจประชาธิปไตยและมีสิทธิ์ใช้อำนาจและอิทธิพลในสังคม แต่ฝ่ายเรามองว่าประชาธิปไตยแท้สร้างจากพลเมืองธรรมดา จากล่างสู่บน และขบวนการเสื้อแดงมีบทบาทสำคัญตรงนี้

7 กุมภาพันธ์ 2010


[1] ตัวอย่างเช่น Gabriel Almond & Bingham Powell (1966) Comparative Politics: a Developmental Approach. Little Brown, Boston. Gabriel Almond & Sidney Verba (1963) The Civic Culture: Political Attitudes and Democracy in Five Nations. Princeton University Press. Lucian Pye & Sidney Verba (1965) Political Culture and Political Development. Princeton University Press.

[2] Fred Riggs (1966) Thailand. The modernisation of a Bureaucratic Polity. East West Press. U.S.A.

[3] J.L. Cohen & A. Arato, A. (1997) Civil Society and political theory. M.I.T. Press, U.S.A.  A. Touraine (2001) [Translated by D. Macey] Beyond Neoliberalism. Polity Press, Cambridge, U.K.  J. Keane (1998) Civil Society. Old images, new vision. Polity Press, Cambridge, U.K.  R. Robison & D.S.G. Goodman (1996) (eds) The New Rich in Asia. Routledge, UK.

Kevin Hewison (1996) Emerging social forces in Thailand. New political and economic roles. In: Robison, R. &  Goodman, D. S. G. (eds) The new rich in Asia. Routledge, UK.

[4] ใจ อึ๊งภากรณ์ (๒๕๕๒) ทำไม เอ็นจีโอ ไทยถึงเลือกข้างอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตยและคนจน?  ประชาไทย 30/4/2552 และ https://redsiam.wordpress.com/2009/04/29/ทำไม-เอ็นจีโอ-ไทยถึงเลือ/

[5] Garry Rodan (1997) Civil Society and other political possibilities in Southeast Asia. Journal of Contemporary Asia 27(2),

156-178.  Victor T. King, Phuong An Nguyen & Nguyen Huu Minh (2008) Professional Middle Class Youth in Post-Reform Vietnam: Identity, Continuity and Change. Modern Asian Studies 42(4), 783-813. J. Pearce (1997) Civil society, the market and democracy in Latin America. Democratisation, 4 (2), 57-83.

[6] Garry Rodan (1997) พึ่งอ้าง

[7] Peter Hallward (2007) Damming the Flood. Haiti, Aristide, and the Politics of Containment. Verso.

[8] Somchai Pataratananun (Phatharathananunth) (2006) Civil Society and Democratization. Social Movements in Northeast Thailand. NIAS press. p. 84.

[9] อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๓๘) สองนัคราประชาธิปไตย สำนักพิมพ์มติชน

[10] ดูบทของ แอนโทนี่ ฮอล์ และ เจมส์ ซี สกอตต์ ในอมรา พงศาพิชญ์ และ ปรีชา คุวินทร์พันธุ์ (๒๕๔๕) “ระบบอุปถัมภ์” สำนักพิมพ์จุฬาฯ  และดูคำนิยามของ Patronage (การอุปถัมภ์) และ  Political Machine (กลไกการเมืองอุปถัมภ์) จาก Wikipedia (http://en.wikipedia.org)

[11] อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๔๘) พิศการเมือง Open Books

[12] อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (๒๕๔๙) ทักษิณา-ประชานิยม สำนักพิมพ์มติชน

[13] William Aldis (2006) It could be a matter of life and death. Thailand should think carefully about surrendering its sovereign rights

under the W.T.O. and access to cheap medicine in exchange for an F.T.A. with the United States. Bangkok Post 9 January 2006.

Read Full Post »

ผู้หนีคดีตัวจริงไม่ใช่ผม

ใจ อึ๊งภากรณ์

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ผมต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อลี้ภัยทางการเมืองในอังกฤษ ผมต้องลี้ภัยเพราะในประเทศไทยไม่มีมาตรฐานความยุติธรรม มีการใช้กฎหมายเผด็จการเช่นกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาคดีในศาลเตี้ยที่ปิดลับไม่มีความโปร่งใส และมีการใช้อำนาจทหารและอำนาจนอกรัฐธรรมนูญในการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ผมโดนคดีหมิ่นเดชานุภาพฯ เพราะผมเขียนหนังสือวิชาการชื่อ A Coup for the Rich (“รัฐประหารเพื่อคนรวย”) ที่ประณามการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา และตั้งคำถามว่าทำไมกษัตริย์ภูมิพลไม่ปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ผมอธิบายว่าพวกที่สนับสนุนรัฐประหาร ๑๙ กันยาทั้งหมด ดูหมิ่นดูถูกคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมว่า “โง่”บ้าง “ไม่เข้าใจประชาธิปไตย”บ้าง หรือ “ถูกซื้อไปจนอยู่ในระบบอุปถัมภ์”บ้าง ลักษณะหนึ่งของกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ ที่ขัดกับมาตรฐานยุติธรรมสากลคือ การพูดหรือเขียนความจริงยังถือว่า “ผิด” ซึ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมอำมาตย์ไม่เคยพิสูจน์ได้เลยว่าผมโกหกหรือหมิ่นประมาทใครได้ อย่างไรก็ตามอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นักวิชาการเสื้อเหลือง และสุนัขรับใช้อำมาตย์ในสื่อ ก็พยายามเสนอว่า “ใจหนีคดี” เขาเสนอด้วยว่า คุณจักรภพ เพ็ญแข “หนีคดี” กฎหมายหมิ่นฯ เหมือนกัน ….แต่ใครในสังคมไทยหนีคดีกันแน่?

พวกหนีคดีตัวจริง ไม่ต้องลี้ภัยการเมืองอยู่นอกประเทศ เพราะเขาใช้อำนาจเถื่อนในการทำลายประชาธิปไตย ระบบยุติธรรม และตั้งตัวเป็นใหญ่ เพื่อไม่ให้มีคดี แต่คนเหล่านี้ต้องถือว่าเป็นพวกหนีคดีตัวร้ายสุด

สนธิ บุญยรัตกลิน และแก๊งทหาร คมช. ทั้งหมด หนีคดี “กบฏต่อประชาชน ผู้ที่ควรจะครองอำนาจอธิปไตย” เพราะทำรัฐประหารผิดกฎหมายและฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง นอกจากนี้เขาหนีคดี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และ”การใช้อำนาจเกินหน้าที่” เพราะทำรัฐประหารด้วยงบประมาณสาธารณะ แล้วแต่งตั้งตัวเองและพรรคพวกไปหากินในรัฐวิสาหกิจ และมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. ที่ระบุว่าต้องเพิ่มงบประมาณทหารอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ซึ่งเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรม

สุรยุทธ์ จุลานนท์ หนีคดี “การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเพื่อปกป้องเผด็จการในเหตุการณ์พฤษภา๒๕๓๕” และเขาหนีคดี “บุกรุกอุทยานแห่งชาติ”

นายภูมิพลหนีคดีจากการตายของพี่ชาย เพราะอยู่ในเหตุการณ์ มีส่วนรู้เห็น แต่ไม่พูดความจริง และจงใจปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ถูกประหารชีวิต เขาหนีคดี “รวยผิดปกติ” เพราะทั้งๆ ที่ไม่เคยทำงานเลี้ยงชีพ ได้สะสมความร่ำรวยมหาศาล จนรวยกว่ากษัตริย์อื่นใดในโลก และเป็นคนที่รวยที่สุดในประเทศไทย ทั้งหมดอันเนื่องมาจากการถือตำแหน่งสาธารณะในการเป็นประมุข นอกจากนี้เขาหนีคดี “ละเลยหน้าที่” เพราะไม่ยอมปกป้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยทั้งๆ ที่เป็นประมุข

เปรม ติณสุลานนท์ หนีคดี “การใช้ตำแหน่งในทางที่ผิด” ยังอาศัยในบ้านพักราชการทั้งๆ ที่เกษียณไปแล้ว หนีคดี “การตั้งตัวเป็นนายกโดยไม่มาจากการเลือกตั้ง” ซึ่งถือว่าผิดหลักรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะใช้ตำแหน่งสาธารณะเพื่อรับตำแหน่งธุรกิจต่างๆ และสะสมความร่ำรวย นอกจากนี้ “ละเลยหน้าที่” เพราะไม่ให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับกษัตริย์เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญปี ๔๐ และประชาธิปไตย

สนธิ ลิ้มทองกุล   จำลอง ศรีเมือง  สมศักดิ์ โกศัยสุข  พิภพ ธงไชย  สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ วีระ สมความคิด สุริยะใส กตะศิลา กษิต ภิรมย์ และแก๊งอันธพาลของพันธมิตรฯทั้งหมด หนีคดีการใช้ความรุนแรงบุกรุกทำเนียบรัฐบาล การชักชวนให้คนใช้อาวุธท่ามกลางกรุงเทพฯ การก่อการร้ายที่สนามบิน การสนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมาย และการประพฤติตัวเลวร้ายอันก่อให้เกิดความไม่สงบที่ชายแดนเขมร

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณ์ จาติกวณิช สุเทพ เทือกสุบรรณ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หนีคดี “การสนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมาย” “การโกหกพูดจาเท็จ”ในขณะดำรงตำแหน่งทางการเมือง “การขึ้นมามีอำนาจโดยวิธีที่ขัดกับประชาธิปไตย”  “การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการพูด เขียนและแสดงออก” ซึ่งขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และ “การมีผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะคนรวยเหล่านี้ได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยที่เคยช่วยคนจน นอกจากนี้นักการเมืองดังกล่าวมีส่วนในการ “ฆ่าประชาชนในเหตุการณ์เมษาเลือด” ส่วนเนวิน ชิดชอบ หนีคดี “การก่อตั้งแก๊งอันธพาล”เสื้อน้ำเงิน ฯลฯ

นักวิชาการเสื้อเหลืองและนักเอ็นจีโอที่สนับสนุนรัฐประหารผิดกฎหมายด้วยการแก้ตัวแทนทหาร หนีคดี “การช่วยทำลายประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญโดยกบฏต่อประชาชน” นอกจากนี้เขาหนีคดี “หมิ่นประมาทประชาชน”ว่า “โง่” “เข้าไม่ถึงข้อมูล” ฯลฯ และหลายคนหนีคดี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะการเลียก้นทหาร คมช. ของพวกเขาเปิดโอกาสให้เขาได้ตำแหน่งและรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน ในกลุ่มนี้ต้องรวมทุกคนที่รับตำแหน่งและเงินเดือนในรัฐบาลเถื่อนของ คมช. และรัฐสภา วุฒิสภา และสภาร่างรัฐธรรมนูญเถื่อนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอีกด้วย

สื่อกระแสหลักที่ประโคมข่าวเท็จอย่างต่อเนื่อง ก็หนีคดี “หมิ่นประมาท” คนเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีเงินไปฟ้องพวกหน้าโกหกเหล่านี้

นอกจากนี้พวกหนีคดีมีอีกมากมาย รวมถึงนักการเมือง นายทหารชั้นสูง และตำรวจชั้นสูง ที่ควรจะถูกนำมาขึ้นศาลกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดภาคใต้ การฆ่าทนายสมชาย การจ้างมือปืนฆ่านักเคลื่อนไหวชาวบ้าน การฆ่าประชาชนในสงครามยาเสพติด หรือในกรณีพฤษภา ๒๕๓๕ ในกรณี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ อีกด้วย และคงต้องรวมถึงนายทุนใหญ่ที่ปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในโรงงาน เช่นไฟไหม้ที่เคเดอร์เป็นต้น

ลองเปรียบเทียบความผิดของพวกหนีคดีตัวจริง กับสิ่งที่ผม คุณจักรภพ หรือคุณดา ทำ แล้วจะเห็นว่าในไทยไม่มีมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด

วันหนึ่ง เมื่อเรามีประชาธิปไตยแท้ เราจะต้องนำพวกหนีคดีแท้จริง มาขึ้นศาลให้หมด และให้ประชาชนธรรมดาเป็นลูกขุนในการพิจารณาคดี แทนผู้พิพากษาที่ไม่มีคุณธรรม(ซึ่งล้วนแต่หนีคดีการละเลยหน้าที่ในกระบวนยุติธรรม)

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.