Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ทหาร’ Category

จุดต่ำสุดของพวกที่เน้นแต่นิยายเรื่องอำนาจภูมิพล

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

พวก นปช.ยูเอสเอ อ.ชูพงษ์ และอ.สุรชัย ใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี เพื่อทำให้คนเสื้อแดง “ตามัวหมอง” มองไม่เห็นความซับซ้อนของอำนาจอำมาตย์ ด่าแต่ภูมิพลแต่ปกป้องทหารมือเปื้อนเลือด เพราะพวกนี้ต้องการสร้างความแตกแยกและความสับสนในขบวนการเสื้อแดง ปัจจุบันเขาต้องการทำลายความมั่นใจของคนเสื้อแดงในการต่อสู้แนวมวลชน และต้องการป้ายร้าย นปช. แดงทั้งแผ่นดิน แต่การเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงเป็นแสนๆ ล้านๆ คือแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่การปลดแอกตนเองของประชาชน โดยเฉพาะถ้ามีการขยายการเคลื่อนไหวไปสู่ขบวนการแรงงานเพื่อการนัดหยุดงาน และการจัดตั้งทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อกดดันพรรคเพื่อไทย หรือเพื่อสร้างพรรคใหม่ที่ครองใจประชาชนได้  นี่คือสาเหตุที่ผมต้องวิจารณ์อ.สุรชัย และ อ.ชูพงษ์ อย่างตรงไปตรงมา

ผลรูปธรรมของการทำงานของ อ.สุรชัย ในไทย คือการทำให้คนตัดสินใจที่จะไม่ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนกับ นปช. แดงทั้งแผ่นดินอีก เพราะอ.สุรชัยเสนอในคลิปวิทยุเมื่อต้นปีนี้ว่า “มวลชนสู้ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะเคลื่อนไหว”  และแทนที่จะเคลื่อนไหวก็แค่จัดเวทีด่าเจ้าให้คนพึงพอใจในการฟังแล้วกลับบ้าน คนที่เชื่อมั่นในแนว อ.สุชัยต้องปิดหูปิดตาถึงการปฏิวัติอียิปต์และที่อื่น และไม่สนใจประเด็นการเมืองทั่วไปเช่นสงครามป่าเถื่อนกับเขมร และคงต้องนั่งรอที่บ้าน “ให้คนอื่นล้มอำมาตย์ให้” ซึ่งถ้าคนเสื้อแดงทั้งหมดทำแบบนั้น เราจะเป็นทาสตลอดกาล

ในความจริง คนเสื้อแดงตาสว่าง เลิกชื่นชมนายภูมิพลและครอบครัวเพี้ยนของเขา เพราะนายภูมิพลปล่อยให้ทหารทำรัฐประหาร และปล่อยให้รัฐบาลอภิสิทธิ์กับนายพลชาติชั่วฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า และภรรยาภูมิพลไปงานศพพันธมิตรฯ คนเสื้อแดงจึง “ตาสว่าง” เอง ไม่ต้องมีอาจารย์หมวกดาวแดงที่ไหนสอน แต่คนที่ดูถูกความสามารถของมวลชนที่จะปลดแอกตนเองอย่าง อ.ชูพงษ์และ อ.สุรชัย ย่อมมองว่ามวลชนคิดเองไม่เป็นด้วย

ใครที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายไทย ทราบดีว่ากลุ่มอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร แยกตัวออกจาก พคท. เพื่อหักหลังการต่อสู้ของประชาชนและจับมือกับทหารเผด็จการ อ.ชูพงษ์เป็นสายตรงของ อ.ประเสริฐ และตอนนี้ดูเหมือนว่า อ.สุรชัยใช้แนวเดียวกัน คือพยายามอ้างว่าตัวเองเป็น “นักปฏิวัติแท้” ป้ายสีแกนนำ นปช. แต่ไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการโค่นอำมาตย์ ไม่โจมตีทหาร ปฏิเสธว่าไทยมีเผด็จการทหารด้วยซ้ำ และสร้างนิยายว่านายภูมิพลสั่งการทุกอย่างเหมือนเป็นเทวดาลึกลับ

ทหารมือเปื้อนเลือดคงหัวเราะพึงพอใจกันอย่างถ้วนหน้า เพราะทหารไทยต้องการให้เราเชื่อว่าภูมิพลเป็นเทวดาผู้ทรงอำนาจสูงสุดมานาน เนื่องจากทหารต้องการใช้นายภูมิพลเพื่อสร้างความกลัวและความชอบธรรมกับตนเองมาตลอด และนายภูมิพลไม่เคยปฏิเสธที่จะร่วมมือกับทหาร ไม่มีความรับผิดชอบพอ หรือความกล้าหาญพอ หรือความประสงค์พอ ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง นั่งกอบโกยเงินทองทรัพย์สินจนเป็นผู้นำที่รวยที่สุดในโลก

ตอนนี้จุดต่ำสุดของพวก “พูดเอามัน – ด่าแต่เจ้า” คือการสร้างนิยายป้ายร้ายว่าคนเสื้อแดงที่ยังรักเจ้าอยู่หรือคนเสื้อแดงที่ยังไม่สะดวกที่จะปฏิเสธเจ้าเพราะมันมีกฏหมายหมิ่นฯ “เป็นพวกรับใช้เจ้า”  มีการพูดว่า“ดังนั้นเขาเป็นพวกเดียวกับอำมาตย์” นี่คือข้อกล่าวหาทุเรศที่สุดที่พวกนี้ใช้กับ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หรือ อ.ธิดา ในรูปธรรมมันเป็นความพยายามที่จะสร้างความแตกแยกและทำลายขบวนการเสื้อแดงซึ่งพวก “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” พวกนี้ไม่เคยมีบทบาทในการสร้างแต่แรก

ในความเห็นส่วนตัวของผม ทหารชาติชั่ว ข้าราชการชั้นสูง นายทุนหัวเหลืองรักเจ้า และประชาธิปัตย์ ใช้สถาบันกษัตริย์ในการสร้างความกลัวและความชอบธรรมกับสิ่งที่พวกอำมาตย์เหล่านี้ทำมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ และภูมิพลก็ยินดีถูกใช้และร่วมกินผลประโยชน์ด้วย ดังนั้นเราต้องล้มอำมาตย์ ปฏิรูปกองทัพแบบถอนรากถอนโคน และยกเลิกสถาบันกษัตริย์พร้อมๆ กัน ถ้าเราเชื่อ อ.สุรชัย และ อ.ชูพงษ์ เราจะไม่แตะทหารเลย และจะงมงายในนิยายว่าทหารไม่มีอำนาจ

ผมเข้าใจดีว่าคนเสื้อแดงมีความหลากหลายทางความคิด บางคนอาจยังหลงรักเจ้าอยู่ คนจำนวนมากอาจกลัวที่จะวิจารณ์เจ้า แต่คนจำนวนมากกว่า อาจเสื้อแดงส่วนใหญ่ เกลียดเจ้า ตรงนี้เข้าใจได้และเราทำงานร่วมกับเสื้อแดงที่มีความคิดแตกต่างได้ถ้าจุดร่วมของเราคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโดยเน้นการเคลื่อนไหวของมวลชน นักปฏิวัติเสื้อแดงร่วมกับนักปฏิรูปเสื้อแดงได้

อ.ธิดา และ นปช. แดงทั้งแผ่นดินไม่เคยอ้างว่าใช้แนวปฏิวัติ ดังนั้นเราไม่ต้องไปต่อว่าเขาว่าไม่จริงใจในการปฏิวัติ  แกนนำ นปช. หลายคนยากลำบากและติดคุกด้วย เราร่วมมือกับเขาได้ด้วยมิตรภาพ ทั้งๆ ที่นักปฏิวัติอย่างผมมองว่าต้องไปไกลกว่ากรอบระบบเดิม คือต้องล้มโครงสร้างอำมาตย์ทั้งหมด ถ้าให้เลือกระหว่างนักปฏิรูปที่มีมวลชนเป็นล้านอย่าง นปช. แดงทั้งแผ่นดิน กับ “นักปฏิวัติฟันน้ำนม” อย่าง อ.สุรชัยและอ.ชูพงษ์ที่แค่พูดเอามัน ผมขอยืนข้าง นปช. แดงทั้งแผ่นดินตลอด

ในรูปธรรมนักปฏิวัติที่ต้องการสร้างรัฐไทยใหม่ ต้องเรียนบทเรียนจาก อียิปต์ ตูนีเซีย และ ๑๔ ตุลา หรือ พฤษภา ๓๕ คือพลังในการล้มเผด็จการคือพลังมวลชน มวลชนปลดแอกตนเองได้ และถ้ามีการนัดหยุดงานทั่วไปเสริม เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ถ้าประชาชนเดินหน้าเข้าไปมุงล้อมและคุยด้วยกับทหารชั้นล่างเราอาจกดดันให้เขาเปลี่ยนข้างและหันปืนใส่นายพลได้ สิ่งเหล่านี้เกิดที่อียิปต์และตูนิเซีย และเราใช้วิธีเดียวกันในการโค่นอำมาตย์ไทยได้

บทเรียนสำคัญจากอียิปต์คือ ถ้าไม่มี “แกนนอน” ริเริ่มและประสานการประท้วงในทุกรูปแบบ การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญทางการเมือง ดังนั้นเราต้องมีการจัดตั้งทางการเมืองที่รวมศูนย์ด้วย เพื่อการนำและการวิเคราะห์ที่ชัดเจน ภาระของเราคือการสร้างขบวนการที่มีทั้งรูปแบบแกนนอนและการรวมศูนย์พร้อมกัน

คนที่ต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างคนเสื้อแดงใจบริสุทธิ์ด้วยนิยายปิดหูปิดตาที่อ้างว่าทำให้คน “ตาสว่าง” ซึ่งเป็นนิยายที่ทหารเองใช้ในการสร้างความกลัวให้กับประชาชน คนเหล่านี้เป็นศัตรูของประชาชน ฟังอ.สุรชัยและอ.ชูพงษ์ให้ดี ฟังข้อเสนอของเขาให้ดีด้วย จะพบว่าไม่มีอะไรนอกจากการด่ากษัตริย์ ด่าแกนนำเสื้อแดง และตั้งความหวังว่ากษัตริย์และคนข้างบนจะยกประชาธิปไตยให้ประชาชน ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นนิยายพิษก็คงเป็นเรื่องตลก

 

Read Full Post »

อียิปต์ ชัยชนะของประชาชน ประชาชนจงเจริญ!!!

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ประชาชนอียิปต์ได้รับชัยชนะในการล้มอำมาตย์มูบารักหลังจากที่เคลื่อนไหวมา 18 วัน การปฏิวัติอียิปต์ถูกนิยามโดยผู้เข้าร่วมต่อสู้ว่าเป็น “การปฏิวัติเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”  และบทเรียนแหลมคมสองบทที่คนเสื้อแดงจะได้จากชัยชนะของประชาชนอียิปต์คือ

  1. การต่อสู้ของมวลชนเป็นเรื่องชี้ขาด
  2. การนัดหยุดงานทั่วไปสามารถกดดันอำมาตย์ในด้านเศรษฐกิจและนำไปสู่ชัยชนะได้

 

ความสำคัญของมวลชนเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอย่างมากในไทย หลายคนหันหลังให้มวลชน เพื่อไปพูด “เอามัน”เรื่องการจับอาวุธ หรือเพื่อด่าแกนนำว่า “พาคนไปตาย” หรือเพื่อเสนอว่าเราสู้เองไม่ได้ถ้าไม่พึ่งพิงผู้ใหญ่ ไมว่าจะเป็นนายทุน หรือทหารแตงโม การปฏิวัติอียิปต์พิสูจน์ว่าการหันหลังให้มวลชนเป็นทางตันที่จะพาเราไปสู่ความพ่ายแพ้และการยอมจำนน

การลุกฮือของประชาชนอียิปต์ไม่เคยง่าย อำมาตย์อียิปต์ครองอำนาจมา 30 ปี ในเวลานั้น มีการปราบ ขัง ฆ่า ทรมาณ นักเคลื่อนไหวที่ต้องการประชาธิปไตย มีการปราบปรามและกดขี่สหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างเบ็ดเสร็จ และล้างสมองประชาชนด้วยนิยายชาตินิยม และเมื่อประชาชนแสดงความกล้าหาญในการลุกสู้เมื่อเดือนมกราคม อำมาตย์อียิปต์ก็ลงมือฆ่ากว่า 300 ศพ บาดเจ็บเป็นพัน สาเหตุสำคัญที่ทหารอียิปต์ยังไม่ปราบฆ่าประชาชนก็เพราะมวลชนไปมุงล้อมคุยและกดดันทหารชั้นล่าง พวกนายพลอำมาตย์เลยไม่แน่ใจว่าจะสั่งทหารเกณฑ์ได้หรือไม่

ดังนั้นคนที่แก้ตัวว่า “อียปต์ไม่เหมือนไทย” เป็นคนที่พยายามหาข้อแก้ตัวว่าทำไมเราสู้ไม่ได้และต้องยอมจำนนเป็นทาสตลอดกาล

แน่นอนการต่อสู้ในโลกจริงไม่เคยมีหลักประกันว่าจะชนะเสมอ คนเสื้อแดงทราบดีด้วยความเจ็บปวด แต่วิธีการต่อสู้มีความสำคัญในการช่วยให้มวลชนชนะ การปฏิวัติอียิปต์ระเบิดขึ้นเพราะมีการเคลื่อนไหวแบบ “แกนนอน” ทุกคนนำตนเอง ไม่มีใครสั่งให้เลิกหรือปรองดองได้ง่ายๆ พวกฝ่ายค้านเก่าที่อนุรักษ์นิยมและหวาดระแวง เช่นพรรค “พี่น้องมุสลิม” ไม่ได้มีส่วนในการริเริ่มการต่อสู้ และกล้าๆ กลัวๆ ในการสนับสนุนในระยะเริ่มแรก ถ้าไม่มีแกนนอน การปฏิวัติจะไม่สำเร็จหรืออาจไม่เกิดเลย

แต่การนำแบบ “แกนนอน” เริ่มมีจุดอ่อนเมื่อถึงทางแยกสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อประชาชนอียิปต์ประสบความสำเร็จในการล้มมูบารัก เพราะคำถามต่อไปมีมากมาย เช่น

  • จะไว้ใจกองทัพได้หรือไม่ ในเมื่อนายพลเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเก่า?
  • จะกีดกันไม่ให้นักการเมืองฉวยโอกาสมากินกำไรฟรีๆ จากการปฏิวัติ? เช่นคนอย่าง โมฮัมมัด เอลบอรอได หรือแม้แต่พรรคพี่น้องมุสลิม
  • จะผลักดันการต่อสู้ให้ไปไกลกว่านี้เพื่อล้มระบอบอำมาตย์เก่าทั้งระบอบ และเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมอย่างไร?
  • จะรวมพลังขบวนการแรงงานให้เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร ขบวนการแรงงานที่ออกมาสู้จะต้องกลับไปทำงานภายใต้เงื่อนไขและเจ้านายเดิมจริงหรือ?
  • จะปฏิรูปตำรวจ ศาล และกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนอย่างไร?

เรื่องแบบนี้ตัดสินใจแบบแกนนอนไม่ได้ ต้องอาศัยการเสนอแนวทางที่ชัดเจนบนพื้นฐานการวิเคราะห์สังคม และการเสนอแนวที่ชัดเจนแบบนั้นแปลว่าต้องมีองค์กรทางการเมืองหรือพรรคที่รวมตัวกันภายใต้ความคิดร่วม และแน่นอนมันจะมีหลายพรรคหลายองค์กรที่แข่งแนวกันเพื่อครองใจมวลชน แต่ถ้าผู้ที่ทำการปฏิวัติไม่รวมตัวกันทางการเมืองแบบนั้น คนอื่นจะมาช่วงชิงการนำแทน และอาจพาสังคมไปสู่การปกป้องระบอบเดิม เราเห็นชัดในกรณี ๑๔ ตุลาคมที่ไทย

หลังจากที่ป่าแตกและการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก กระแสการปฏิเสธ “ชนชั้น” และการหันหลังให้กับการทำงานในขบวนการแรงก็เกิดขึ้น การปฏิวัติที่อียิปต์พิสูจน์ว่าคนเสื้อแดงต้องขยันในการจัดตั้งทางการเมืองในขบวนการแรงงานไทย เพื่อใช้อำนาจทางเศรษฐกิจกดดันอำมาตย์ผ่านการนัดหยุดงาน

สิ่งที่ทำให้ประชาชนอียิปต์โกรธแค้นคือเรื่องการตกงาน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเป็นเผด็จการของรัฐบาล และการที่อำมาตย์เหยี่ยบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อคืนก่อนที่มูบารักจะลาออก มูบารักออกโทรทัศน์และเรียกประชาชนอียิปต์อย่างดูถูกดูหมิ่นว่าเป็น “ลูก” ดังนั้นถ้าเราจะล้มอำมาตย์ไทย เราต้องมีข้อเรียกร้องทางเศรษฐกกิจและการเมืองพร้อมกันที่ครองใจประชาชนได้ และชี้ทางไปสู่การสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนที่ถูกสอนมาตลอดว่าเป็นแค่ฝุ่นใต้ตีน

การปฏิวัติอียิปต์จะแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ ที่ปกครองโดยทรราชในตะวันออกกลาง เช่น จอร์แดน เยเมน บาหเรน ซาอุ อัลจีเรีย โมรอโค และจะทำให้ทรราชในไทย และทรราชในจีนหนาว การปฏิวัติอียิปต์ ถ้าไปในทิศทางที่เสริมชัยชนะของประชาชน จะลดอิทธิพลของจักรวรรดินิยมสหรัฐ มหาอำนาจตะวันตก และอิสราเอล ในตะวันออกกลาง และจะสร้างความหวังให้ชาวปาเลสไตน์

จงร่วมกันฉลองชัยชนะของประชาชนอียิปต์ แต่ฉลองเสร็จจงลงมือทำงานการเมืองต่อไป ประชาชนจงเจริญ!! ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!!

 

Read Full Post »

อนาคตการต่อสู้ของคนเสื้อแดง(ภาค๒) “บทบาทนายภูมิพล”

Read Full Post »

หนังสือต้องห้ามล่าสุดของผม

 

Read Full Post »

กลุ่มประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กับ อ. ชูพงษ์ รับใช้ทหารมาตลอด

ใจ อึ๊งภากรณ์

อาจารย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่เมื่อพรรคตัดสินใจจับอาวุธสู้กับเผด็จการ สฤษดิ์ ในช่วงที่ จิตร ภูมิศักดิ์ โดนยิงตาย ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีการต่อสู้จากเดิมที่พรรคเคยทำแนวร่วมกับเผด็จการทหาร ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ไม่เห็นด้วย และแตกกับพรรค ต่อมา อ.ประเสริฐ ก็ทำงานร่วมกับเผด็จการทหาร และคัดค้าน พคท. ได้งบประมาณจากทหารด้วย ในการทำงานร่วมกับทหารนั้น อ. ประเสริฐ ได้ทำกลุ่มศึกษาและให้การศึกษากับทหารหลายคนเช่นบิ๊กจิ๋ว

ในทางวาจา กลุ่ม “อาจารย์เสริฐ” จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสังคมไทย จากความเป็น “ศักดินา” ซึ่งก็ยังเป็นแนวของ พคท.อยู่  เพียงแต่จะต่างกับ พคท. ตรงที่เสนอว่าควรปฏิวัติโดยทำแนวร่วมกับทหาร ซึ่งเป็นแนวเดิมของ พคท. แต่ในเวลานั้น พคท.หันไปเสนอให้จับอาวุธสู้กับศักดินากับทหาร เพื่อ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” โดยทำแนวร่วมกับ “นายทุนรักชาติ”

ในความเป็นจริงประเทศไทยเปลี่ยนจากศักดินาเป็นทุนนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นข้อเสนอของทั้งสองกลุ่มให้ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครอง ตามแนว สตาลิน-เหมา ทั่วไป ทั้งสองกลุ่มเพียงแต่อยากหาทางลัดสู่อำนาจ ผ่านการจับมือกับทหาร นายทุน หรือคนชั้นสูงอื่นๆ ที่มีอำนาจ แทนที่จะปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นทุนนิยมและชนชั้นปกครองทั้งหมด แต่ในด้านหนึ่ง พคท. ยังมีความก้าวหน้ากว่ากลุ่ม อ.เสริฐ เพราะอย่างน้อยก็พยายามจัดตั้งประชาชนให้ล้มเผด็จการทหารด้วยการจับอาวุธ

หลังจากที่ พคท. ล่มสลายเพราะการต่อสู้ไม่สำเร็จ ในช่วงรัฐบาลเปรม กลุ่ม อ.เสริฐ มีบทบาทต่อไป โดยสร้างความสับสนในหมู่นักเคลื่อนไหวสังคมนิยม นักศึกษา กรรมกร และนักสหภาพแรงงาน คือพูดเหมือนนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย แต่ในรูปธรรมเสนอให้จับมือกับนายจ้าง คนชั้นสูง และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ บางครั้งกลุ่ม อ.เสริฐ จะต่อต้านการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน

สรุปแล้วแนวทางของกลุ่ม อ.เสริฐ วิวัฒนาการไปเป็นการปกป้องทหารและชนชั้นสูง โดยแฝงตัวเข้าไปในขบวนการต่างๆ ของนักต่อสู้ เพื่อพูดอะไรแรงๆ แต่พาคนไปสู่การสยบยอม

 

เมื่อเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์เสนอว่า

“วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐได้นำเอาความรู้ที่ร่ำเรียนกันมายาวนาน มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

กันอย่างคึกคัก วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐกระจายตัวอยู่ทั้งในกลุ่มเสื้อแดง และเสื้อเหลือง….

ธงนำความคิดของ อ. เสริฐ คือการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่กับฝ่ายความคิดก้าวหน้า

…..อ.ชูพงศ์ (สานุศิษย์อาจารย์เสริฐ) จึงประกาศคำขวัญกลางสนามหลวงว่า

ให้ล้มอำมาตย์ (เผด็จการ) เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

 

ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ เวลา อ.ชูพงษ์ด่าเจ้าแรงๆ แต่กลับอ้างว่า “จงรักภักดี ไม่อยากล้มกษัตริย์” เขากำลังทำอะไร? เขากำลังจงใจสร้างความสับสนเรื่องศูนย์กลางอำนาจของอำมาตย์ และปกป้องทหารกับเจ้าหรือไม่? เพราะนั้นคือแนวทางการทำงานของกลุ่ม อ.เสริฐมานาน

 

คนที่เน้นตลอดเวลาอย่างเหลวไหลว่ากษัตริย์ภูมิพล หรือราชินี “คุมทุกอย่าง” กำลังสร้างภาพเท็จและความสับสน และกำลังพาเราไปยกโทษให้ทหารที่ฆ่าประชาชนและทำลายประชาธิปไตยมาตลอด

 

ในบทความของ อ.นิธ และ อ.สุรชาติ (มติชน ๒ และ ๓ ม.ค. ๕๔) เราจะเห็นการวิเคราะห์อำนาจทหารที่น่าเชื่อถือ

 

การไม่มองข้ามทหาร ไม่ได้เป็นการยกโทษให้กษัตริย์แต่อย่างใด เพราะเขายินยอมให้ถูกทหารใช้เพื่อการกระทำความชั่ว และนายภูมิพล ไม่เคยออกมาวิจารณ์ความชั่วหรือการที่ประชาชนถูกฆ่าตายเลย ดังนั้นเราต้องจัดการกับทหารและสถาบันกษัตริย์พร้อมกัน

 

 

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.