Feeds:
Posts
Comments

Posts Tagged ‘ทหาร’

อนาคตการต่อสู้ของคนเสื้อแดง(ภาค๒) “บทบาทนายภูมิพล”

Read Full Post »

กลุ่มประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กับ อ. ชูพงษ์ รับใช้ทหารมาตลอด

ใจ อึ๊งภากรณ์

อาจารย์ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่เมื่อพรรคตัดสินใจจับอาวุธสู้กับเผด็จการ สฤษดิ์ ในช่วงที่ จิตร ภูมิศักดิ์ โดนยิงตาย ซึ่งเป็นการปรับยุทธวิธีการต่อสู้จากเดิมที่พรรคเคยทำแนวร่วมกับเผด็จการทหาร ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ไม่เห็นด้วย และแตกกับพรรค ต่อมา อ.ประเสริฐ ก็ทำงานร่วมกับเผด็จการทหาร และคัดค้าน พคท. ได้งบประมาณจากทหารด้วย ในการทำงานร่วมกับทหารนั้น อ. ประเสริฐ ได้ทำกลุ่มศึกษาและให้การศึกษากับทหารหลายคนเช่นบิ๊กจิ๋ว

ในทางวาจา กลุ่ม “อาจารย์เสริฐ” จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ในสังคมไทย จากความเป็น “ศักดินา” ซึ่งก็ยังเป็นแนวของ พคท.อยู่  เพียงแต่จะต่างกับ พคท. ตรงที่เสนอว่าควรปฏิวัติโดยทำแนวร่วมกับทหาร ซึ่งเป็นแนวเดิมของ พคท. แต่ในเวลานั้น พคท.หันไปเสนอให้จับอาวุธสู้กับศักดินากับทหาร เพื่อ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” โดยทำแนวร่วมกับ “นายทุนรักชาติ”

ในความเป็นจริงประเทศไทยเปลี่ยนจากศักดินาเป็นทุนนิยมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ดังนั้นข้อเสนอของทั้งสองกลุ่มให้ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมกับชนชั้นปกครอง ตามแนว สตาลิน-เหมา ทั่วไป ทั้งสองกลุ่มเพียงแต่อยากหาทางลัดสู่อำนาจ ผ่านการจับมือกับทหาร นายทุน หรือคนชั้นสูงอื่นๆ ที่มีอำนาจ แทนที่จะปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นทุนนิยมและชนชั้นปกครองทั้งหมด แต่ในด้านหนึ่ง พคท. ยังมีความก้าวหน้ากว่ากลุ่ม อ.เสริฐ เพราะอย่างน้อยก็พยายามจัดตั้งประชาชนให้ล้มเผด็จการทหารด้วยการจับอาวุธ

หลังจากที่ พคท. ล่มสลายเพราะการต่อสู้ไม่สำเร็จ ในช่วงรัฐบาลเปรม กลุ่ม อ.เสริฐ มีบทบาทต่อไป โดยสร้างความสับสนในหมู่นักเคลื่อนไหวสังคมนิยม นักศึกษา กรรมกร และนักสหภาพแรงงาน คือพูดเหมือนนักปฏิวัติฝ่ายซ้าย แต่ในรูปธรรมเสนอให้จับมือกับนายจ้าง คนชั้นสูง และจงรักภักดีต่อกษัตริย์ บางครั้งกลุ่ม อ.เสริฐ จะต่อต้านการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน

สรุปแล้วแนวทางของกลุ่ม อ.เสริฐ วิวัฒนาการไปเป็นการปกป้องทหารและชนชั้นสูง โดยแฝงตัวเข้าไปในขบวนการต่างๆ ของนักต่อสู้ เพื่อพูดอะไรแรงๆ แต่พาคนไปสู่การสยบยอม

 

เมื่อเดือนกันยายนปี ๒๕๕๒ กรุงเทพฯธุรกิจออนไลน์เสนอว่า

“วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐได้นำเอาความรู้ที่ร่ำเรียนกันมายาวนาน มาใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

กันอย่างคึกคัก วันนี้ สานุศิษย์อาจารย์เสริฐกระจายตัวอยู่ทั้งในกลุ่มเสื้อแดง และเสื้อเหลือง….

ธงนำความคิดของ อ. เสริฐ คือการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาอยู่กับฝ่ายความคิดก้าวหน้า

…..อ.ชูพงศ์ (สานุศิษย์อาจารย์เสริฐ) จึงประกาศคำขวัญกลางสนามหลวงว่า

ให้ล้มอำมาตย์ (เผด็จการ) เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์”

 

ประเด็นที่เราควรพิจารณาคือ เวลา อ.ชูพงษ์ด่าเจ้าแรงๆ แต่กลับอ้างว่า “จงรักภักดี ไม่อยากล้มกษัตริย์” เขากำลังทำอะไร? เขากำลังจงใจสร้างความสับสนเรื่องศูนย์กลางอำนาจของอำมาตย์ และปกป้องทหารกับเจ้าหรือไม่? เพราะนั้นคือแนวทางการทำงานของกลุ่ม อ.เสริฐมานาน

 

คนที่เน้นตลอดเวลาอย่างเหลวไหลว่ากษัตริย์ภูมิพล หรือราชินี “คุมทุกอย่าง” กำลังสร้างภาพเท็จและความสับสน และกำลังพาเราไปยกโทษให้ทหารที่ฆ่าประชาชนและทำลายประชาธิปไตยมาตลอด

 

ในบทความของ อ.นิธ และ อ.สุรชาติ (มติชน ๒ และ ๓ ม.ค. ๕๔) เราจะเห็นการวิเคราะห์อำนาจทหารที่น่าเชื่อถือ

 

การไม่มองข้ามทหาร ไม่ได้เป็นการยกโทษให้กษัตริย์แต่อย่างใด เพราะเขายินยอมให้ถูกทหารใช้เพื่อการกระทำความชั่ว และนายภูมิพล ไม่เคยออกมาวิจารณ์ความชั่วหรือการที่ประชาชนถูกฆ่าตายเลย ดังนั้นเราต้องจัดการกับทหารและสถาบันกษัตริย์พร้อมกัน

 

 

Read Full Post »

รายงานประจำปี 2010 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย

Asian Human Rights Commission (AHRC)

“ประเทศไทยรื้อฟื้น รัฐทหาร”

 

 

เนื่องจาก วันที่ 10 ธันวาคม คือ วันสิทธิมนุษยชนสากล รายงานที่ออกมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชีย ที่มีสำนักงานใหญ่ที่ฮ่องกง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในส่วนของประเทศไทยรายงานจะประกอบไปด้วย 20 หน้า เราจะไม่แปลทั้งหมดเพราะไม่มีเวลาแต่สรุปสาระสำคัญๆ ออกมา

รายงานนี้เริ่มด้วยการเสนอว่า ในไทยมีการรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ซึ่งเน้นความมั่นคงภายใน หลังรัฐประหาร 19 กันยาเรื่อยมา มีการเพิ่มอำนาจให้กับพวกที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชนในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐและแม้แต่ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย AHRC มีการเรียกร้องให้สหประชาชาติยกเลิกความสัมพันธ์กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทย พร้อมกันนั้น AHRC วิจารณ์การเพิกเฉยของกรรมการสิทธิฯ ขององค์กรสหประชาชาติเอง โดยสาเหตุมาจากการที่ประธานคณะกรรมการนี้เป็นคนของรัฐบาลไทย

AHRC อธิบายว่าในรัฐทหาร มีการจงใจผูกพันสถาบันกษัตริย์ กับนิยามของ “ความมั่นคงภายใน” ทั้งๆ ที่บทบาทสถาบันกษัตริย์เป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงภายในสังคมไทยปัจจุบัน

รายงานของ AHRC กล่าวถึง ดา ตอร์ปิโด ที่ถูกจำคุก 18 ปีในข้อหาหมิ่นกษัตริย์ จิรนุช เปรมชัยพร ผู้บริหารประชาไท ที่โดนข้อกล่าวหามากมาย สมบัติ  บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ที่โดนกลั่นแกล้งจากการที่เขาเป็นนักเคลื่อนไหวสันติ และกรณีการอุ้มฆ่าทนาย  สมชาย และ อิหม่ามในภาคใต้ ฯลฯ ในกรณีภาคใต้ผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวลอยู่

ในกรณี ผ่านฟ้า และ ราชประสงค์ปีนี้ AHRC ฟันธงว่า รัฐบาลไทยจงใจเลือกสังหารพลเมืองเสื้อแดงที่ออกมาประท้วง โดยที่รัฐบาลใช้อาวุธสงครามรุนแรงและสไนเปอร์  เมื่อพิจารณาการประท้วงของคนเสื้อแดงครั้งนี้ มันอาจจะเป็นภัยต่อการคงอยู่ของรัฐบาล แต่ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้นที่บ่งบอกว่าเป็นภัยต่อประเทศชาติ ดังนั้นการเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์ไม่มีความชอบธรรมตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล และแม้แต่ในกรอบของ พรก.ฉุกเฉินเองก็ไม่มีความชอบธรรม

รายงานนี้มีการพูดถึง การทรมานคนเสื้อแดงโดยทหาร เช่น การเอาน้ำมันราดและข่มขู่ว่าจะเผาทั้งเป็น การที่ ศอฉ. ใช้อำนาจเผด็จการในการเรียกนักเคลื่อนไหวเข้าพบ รวมถึงนักศึกษาโดยที่ไม่ให้ทนายเข้าไปด้วย และการที่ พรก.ฉุกเฉินฟอกตัวเจ้าหน้าที่รัฐล่วงหน้าเพราะระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรก็ได้ภายใต้ พรก.นี้ โดยที่ไม่มีความผิด  การเผยแพร่แผนผัง “แนวร่วมล้มเจ้า” ของ ศอฉ. และรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการกล่าวหาและข่มขู่พลเมืองโดยไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยรัฐบาลไทย

AHRC เปิดโปงระบบสองมาตรฐานในระบบยุติธรรม เช่น เรื่องของการจับกุมแม่ค้าเสื้อแดงที่ขายรองเท้าแตะ ทั้งๆที่ในสมัยพันธมิตรฯเคลื่อนไหวก็มีการขายรองเท้าแตะที่มีใบหน้าของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ  โดยที่ไม่มีข้อกล่าวหาและการจับกุมแต่อย่างใด ในกรณีรองเท้าแตะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย ได้ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็น  “เรื่องไร้สาระ” โดยการพูดว่าการนำภาพนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปไว้บนรองเท้าเป็นการละเมิดสิทธิของนายอภิสิทธิ์

ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย คือ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยา และจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษเพราะระบบศาลล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน  ไม่ว่าจะเป็นกรณีความขัดแย้งในภาคใต้ หรือ สงครามปราบยาเสพติด หรือความขัดแย้งปัจจุบันระหว่างคนเสื้อแดง กับรัฐบาลอภิสิทธิ์

ท่ามกลางการปกป้อง “รัฐทหาร” นอกจากจะมีการจัดการกับผู้ที่เป็น ปรปักษ์ ต่อรัฐทหารนี้แล้ว ยังมีการข่มขู่คนที่ไม่เลือกข้างจนพื้นที่เสรีภาพในสังคมหายไป และมีการเซนเซอร์สื่ออย่างรุนแรง การรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ในประเทศไทยครั้งนี้  มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐเผด็จการเก่าในยุคเผด็จการทหาร แต่มีการพัฒนาความสามารถของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้เทคโนโลจีเพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้าม

ทุกวันนี้ ในการรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ที่เน้นความมั่นคงภายใน  ผู้ที่ประท้วงอย่างสันติ หรือแสดงออกด้วยวาจากับข้อเขียน เสี่ยงกับการติดคุกหลายสิบปี แต่การอุ้มฆ่าทนายสิทธิมนุษยชน การประทุษร้าย การทรมาน และจงใจฆ่า ผู้ประท้วงเสื้อแดงที่มีแต่หนังสติ๊ก ดอกไม้ไฟ ไม้ไผ่ และ ปลาร้า  ได้รับคำชมและทหารผู้กระทำความผิดได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรางวัล นี่คือประเทศไทย

อ่านฉบับเต็มภาษาอังกฤษที่

http://www.humanrights.asia/resources/hrreport/2010/AHRC-SPR-011-2010.pdf

 

 

Read Full Post »

วิจารณ์หนังสือ “Saying the Unsayable. Monarchy and Democracy in Thailand” (พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ กษัตริย์และประชาธิปไตยในไทย) Edited by SØren Ivarsson and Lotte Isager. Nias Press, Copenhagen.

วิจารณ์โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

หนังสือ “Saying the Unsayable” ตั้งเป้าหมายอันดีงามในการที่จะทำให้เรื่องกษัตริย์ไทยเป็นเรื่องที่นักวิชาการศึกษาอย่างเปิดเผยได้ แต่ในรูปธรรมคงจะล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่ความผิดของหนังสือแต่อย่างใด มันเป็นความผิดของเผด็จการในไทยต่างหาก ถ้าเล่มนี้วางขายได้ในไทย ต้องถือว่าไม่ได้ “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ตามชื่อ แต่ถ้าถูกแบนก็แปลว่าเผด็จการยังอยู่และเราคุยเรื่องกษัตริย์ในวงวิชาการไม่ได้

 

บทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ มีข้อมูลที่น่าสนใจ และบทเรียนสำคัญจากบทนี้ ที่เปรียบเทียบกฎหมายหมิ่นฯในไทย กับกฎหมายหมิ่นฯในเยอรมันยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคือ ในเยอรมันเขายกเลิกกฎหมายหมิ่นฯได้เพราะขบวนการทางสังคม สื่อมวลชน และพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยรณรงค์ฝ่าฝืนกฎหมายนี้มาตลอด แต่ในไทยพวกสิทธิมนุษยชน เอ็นจีโอ นักข่าว และนักวิชาการเอาหัวไปมุดดิน หรือไม่ก็สนับสนุนกฎหมายนี้

 

ในแง่หนึ่งที่สำคัญ เหตุการณ์ในโลกจริงล้ำหน้าหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เพราะคนเสื้อแดงเป็นล้านๆ คน “พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้” ในที่สาธารณะไปแล้ว เวลาเขาตะโกนว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” แต่ความเชื่อของคนเสื้อแดงจำนวนมากว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้ามันจริงหรือเปล่า?

 

บรรณาธิการของหนังสือ “Saying the Unsayable” นี้ประกาศว่าตั้งใจจะท้าทายมุมมองกระแสหลักเกี่ยวกับกษัตริย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ทำไม่สมบูรณ์ ไปได้แค่ครึ่งทางเอง สาเหตุหนึ่งคือนิสัยของพวกนี้ที่คุยแต่ใน “วงใน” ของระบบอุปถัมภ์นักวิชาการ และใช้นิสัยนักวิชาการแบบไทยๆ ที่ไม่ยอมอ่าน พิจารณา และเถียงกับคนที่คิดต่างหรืออยู่ “วงนอก”

 

ผู้เขียนส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้มองตามกระแสหลัก ว่ากษัตริย์ไทยมีอำนาจล้นฟ้าและสั่งการทุกอย่างรวมถึงรัฐประหาร ๑๙ กันยา แต่เกือบจะไม่มีข้อมูลรองรับความเชื่อนี้เลย และที่น่าสนใจคือแนวคิดนี้ตรงกับกระแสคิดของชนชั้นปกครองไทยที่เขากล่อมเกลาให้เราเชื่อ ยกเว้นเรื่องกษัตริย์เป็นเทวดาเท่านั้นเอง ปัญหาใหญ่คือการมองข้ามบทบาทสำคัญและชั่วร้ายของทหาร เกือบทุกบทจึงไม่พูดถึงทหารเลยยกเว้นบทของ Han Krittian แต่บทนี้ก็มีจุดอ่อนเวลาเสนอว่าประชาชนนับแสนที่ใส่เสื้อเหลืองและออกมาฉลองงาน ๖๐ ปี ของกษัตริย์ “เป็นผลงานพันธมิตรฯหมด” เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ที่ทักษิณเริ่มจัดงานนี้และรณรงค์ให้เราใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์

 

นักวิชาการที่เขียนในเล่มนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมทักษิณรักกษัตริย์ และทำไมพวกอนุรักษ์นิยมในยุโรปตะวันตก รวมถึงนายทุนใหญ่ ชอบให้มีกษัตริย์เป็นประมุข

 

บทของ Hewison และ Kengkij (เก่งกิจ) พยายามใช้เศรษฐศาสตร์แข็งทื่อเพื่ออธิบายว่า “นโยบายเศรษฐกิจของทักษิณไปท้าทายผลประโยชน์ของสำนักทรัพย์สินฯ” แต่ในความเป็นจริง การกู้เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้งของทักษิณ มันช่วยนายทุนใหญ่ทั้งหมด รวมถึงกษัตริย์และธนาคารของเขา ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ก็ร่วมมือกับทักษิณในการขายหุ้นชินคอร์พให้สิงคโปร์ในภายหลังอีกด้วย Hewison และ Kengkij ไม่เข้าใจว่าทักษิณกับทหารแข่งกันเพื่อใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือที่ให้ความชอบธรรมกับตนเอง ไม่ใช่ว่ากษัตริย์กับทักษิณแข่งกันเพื่อใช้ทหาร นอกจากนี้นักเขียนสองคนนี้เสนอว่าเรื่องชี้ขาดที่ทำให้ทหารทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา ได้คือการสนับสนุนจากวัง ซึ่งมองข้ามบทบาทสำคัญของพวกขบวนการ “ภาคประชาชน” เอ็นจีโอ และพันธมิตรฯ ในการโบกมือเรียกทหาร อันนี้เป็นมุมมองเก่าประเภทที่มองแต่เบื้องบน แถมมองผิดด้วย และไม่กล้าเสนอความจริงว่ากษัตริย์ชมทักษิณในสงครามปราบยาเสพติดอีกด้วย ทั้งๆ ที่ นสพ.ภาษาอังกฤษในไทยรายงานตรงข้ามว่ากษัตริย์วิจารณ์ทักษิณ

 

ในบทของ Nattapoll มีการ “อธิบาย” ว่าพวกนิยมเจ้ายึดอำนาจกลับคืนจากทหารซีกคณะราษฏร์ในรัฐประหารของสฤษดิ์ แต่พวกนิยมเจ้าที่ว่านี้คือกษัตริย์หรือทหาร? และการที่พวกนิยมเจ้าสนับสนุนสฤษดิ์ ต่างจากการที่พรรคคอมมิวนิสต์สนับสนุนรัฐประหารของสฤษดิ์ และทำงานให้ นสพ. ของสฤษดิ์อย่างไร? ในความเป็นจริงสิ่งที่กำหนดบทบาทของทหารในสังคมไทยมาตลอด คือการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ทหารเอง บวกกับการต่อสู้ระหว่างทหารกับภาคประชาชน กษัตริย์สั่งการทหารและประชาชนไม่ได้ สั่งให้รักษานายเปรมให้เป็นนายกต่อไม่ได้ สั่งให้ประชาชนเชื่อฟังสุจินดาไม่ได้ แต่ในบทของ Jackson ก็มีการท่องสูตรเก่าว่า “กษัตริย์ออกมาแก้ความขัดแย้ง” ในสมัย ๑๔ ตุลา และพฤษภา ๓๕ ทั้งๆ ที่กษัตริย์ปล่อยให้ประชาชนถูกยิงตายและรอดูว่าใครจะชนะก่อนที่จะออกโทรทัศน์

 

ประเด็นที่น่าสนใจอันหนึ่งคือ ถ้าหนังสือ “Saying the Unsayable” วางขายและอ่านได้ในไทย ซึ่งต่างจากหนังสือสองเล่มของผมคือ “A Coup for the Rich” และ “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” มันแปลว่าอะไร? มันแปลว่าการโจมตีทหารว่ามีอำนาจจริงและใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ อย่างที่ผมทำ อันตรายกว่าการเสนอว่ากษัตริย์มีอำนาจล้นฟ้าและสั่งทหารใช่ไหม? ทำไมในบันทึกลับของคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของกษัตริย์ เมื่อสิงหาคมปีนี้ ในเรื่องภัยต่างประเทศ เขาพูดแต่เรื่องหนังสือผม “Thailand’s Crisis and the fight for Democracy” ที่เสนอว่าทหารใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือ แต่พวกทหารทั้งหลายในกรรมการฯ ไม่เอ่ยถึง อ.ชูพงษ์ และ นปช.ยูเอสเอที่ด่ากษัตริย์ทุกวันว่าใช้อำนาจฆ่าประชาชน? เป็นไปได้ไหมว่าข้อเสนอของผมเป็นภัยต่ออำมาตย์มากกว่าข้อเสนอของ นปช. ยูเอสเอ และ อ. ชูพงษ์?

 

หนังสือ “Saying the Unsayable” มีจุดอ่อนสำคัญอีกเพราะผู้เขียนหลายคนไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์การเมืองพื้นฐาน และหลงคิดว่าแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” คัดค้านโลกาภิวัตน์กลไกตลาดเสรีและทุนนิยมของทักษิณ แต่ในความเป็นจริงพวกอำมาตย์คลั่ง กลไกตลาดเสรี โลกาภิวัตน์ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่าทักษิณเสียอีก เพราะทักษิณผสมผสานแนวเคนส์รากหญ้ากับแนวเสรีนิยม เพื่อใช้งบประมาณรัฐในการยกระดับประชาชนเพื่อให้มีส่วนร่วมในการพัฒนา ในขณะที่ฝ่ายค้านทักษิณตะโกนเรื่อง “การขาดวินัยทางการคลัง” จริงๆ แล้ว คนที่ร่วมเขียนหนังสือเล่มนี้ควรจะปรึกษา Andrew Walker ซึ่งเขียนบทสุดท้ายของเล่ม เพราะในบทนี้ Walker ชี้ให้เห็นว่าภาพวาดของสังคมชนบทที่เศรษฐกิจพอเพียงวาดไว้ ไม่ตรงกับโลกจริงเลย ซึ่งทำให้เขาสรุปว่าพวกนิยมเจ้าไม่ได้สนใจการพัฒนาชนบทเลย แต่อยากเสนอลัทธิการเมือง เพื่อให้ความชอบธรรมทางศีลธรรมกับลัทธิกษัตริย์ ที่หนุนการลดพื้นที่ประชาธิปไตยต่างหาก

 

บทของ Walker ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสังคมจริงในชนบท ที่มีการหารายได้นอกพื้นที่หรือนอกภาคเกษตร และมีการหันมาใช้เกษตรพันธสัญญา และบทของ Streckfuss เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ และวิธีคัดค้านมัน เป็นสองบทที่มีค่า ที่เหลือมีมาตรฐานไม่ถึง ไม่มีน้ำหนักในการเสนอจุดยืน เพราะไม่กล้า อ่าน พิจารณา และ เถียงกับแนวความคิดที่ตนเองไม่เห็นด้วย

 

ลองไปอ่าน “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร”

ที่ http://links.org.au/files/ThaiebookGiles.pdf แล้วมาเปรียบเทียบกันดูก็ได้

 

Read Full Post »

สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลัง ป่าเถื่อน และความเหลื่อมล้ำ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ชนชั้นปกครองไทยพยายามกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า นายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกัน การที่ความเชื่อนี้ไม่สมเหตุสมผลไม่สำคัญ เพราะมีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา มีการสั่งสอนให้เราทั้งรักและทั้งกลัวอำนาจกษัตริย์ และในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะบรรยากาศความกลัว เหตุผลและปัญญาก็สูญหายไปง่าย ข้อเสนอของชนชั้นปกครองนี้ เป็นความพยายามให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ความคิดนี้เป็นความพยายามที่จะหลอกเรา เพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองทั้งชนชั้น โดยเฉพาะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่

 

ถ้าเราจะ “ตาสว่าง” จริง เราต้องเลิกจงรักภักดี และต้องเข้าใจว่านายภูมิพลอ่อนแอไร้อุดมการณ์ และเป็นเครื่องมือของทหาร เราต้องมองว่าทหารเป็นศัตรูสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย

 

ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และการเงียบเฉยของนายภูมิพล รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุนพันธมารของราชินีและลูกชาย ประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก หลายล้านคนทั่วประเทศ กลายเป็น “ผู้เคยรักเจ้า” มีการเปลี่ยนจากการ “รัก” ไปเป็นการ “เกลียดชัง”  และเวลาคนเสื้อแดงพันๆ คนตะโกนร้องว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” ที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยาที่ผ่านมา เขาหมายถึงนายภูมิพล ซึ่งมันไม่จริง…. แต่อย่างน้อยคนก็เลิกรักเจ้า ตรงนั้นเป็นเรื่องดี

 

สิ่งหนึ่งที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังสลัดออกจากหัวไม่ได้คือ “ความกลัว” ที่มีต่อนายภูมิพลและราชวงศ์ เพราะยังเชื่อใน “อำนาจ”ของกษัตริย์ที่ทหารและคนชั้นสูงกล่อมเกลาให้เราเชื่อ ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเห็นทะลุนิยาย และเริ่มเข้าใจว่านายภูมิพลเป็นแค่สัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ เป็นตรายางเพื่อประทับตราความชอบธรรมให้ทหาร แต่เป็นตรายางที่ร่ำรวยมหาศาล คนเสื้อแดงต้องพยายามฝ่าฟันความรู้สึกกลัวนายภูมิพล และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกสมเพชดูถูกกษัตริย์และราชวงศ์แทน ดูถูกสมเพชในแง่ที่พวกนี้ไม่มีปัญญาและความสามารถอะไร แต่กลับชื่นชมในนิยายที่ทำให้ตนเองเป็นเทวดา และเราต้องสมเพชที่เขาไม่มีความกล้าหรือศีลธรรมพอที่จะรับผิดชอบอะไร กล้าแต่รับผลประโยชน์จนรวยเท่าฟ้าเท่านั้น

 

ภาพของสถาบันกษัตริย์ที่ดูเข้มแข็งและมีอำนาจ ที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางความกลัว เป็นภาพลวงตา ภาพลวงตานี้มีวัตถุประสงค์อะไรสำหรับชนชั้นปกครอง?

 

การสร้างภาพของกษัตริย์ว่ามีอำนาจสูงสุดดุจเทวดา เป็นวิธีหาความชอบธรรมให้กับตนเองของชนชั้นปกครองไทย พูดง่ายๆ พวกทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมือง รวมถึงนายทุนใหญ่ เป็นผู้ที่มีอำนาจจริงในสังคม และเป็นผู้ที่ตัดสินใจทำอะไรเองเสมอ เขาเป็น “เหี้ยที่สั่งฆ่าประชาชน” แต่เขาจะสร้างภาพว่าทำทุกอย่างเพื่อกษัตริย์ หรือทำตามคำสั่งของกษัตริย์หรือราชินี ส่วนนายภูมิพลในฐานะกษัตริย์ ก็มีหน้าที่ในการประทับตรา ชม และให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ การปราศรัยของนายภูมิพลมักจะมีลักษณะกำกวมตีความได้หลายด้าน บ่อยครั้งไม่มีสาระอะไรมากมาย แต่นั้นคือโอกาสของชนชั้นปกครองที่จะตีความเข้าข้างตนเอง และเป็นโอกาสของนายภูมิพลที่จะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แต่อย่าหลงคิดว่านายภูมิพลเป็นเหยื่อ เขากอบโกยผลประโยชน์มากมายจนเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก และเป็นคนไทยที่รวยที่สุดอีกด้วย

 

ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเอง เรื่องการ “ช่วยคนจน” เขาจะต้องกระทำบางอย่างเป็นรูปธรรมคือ

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน และให้ออกไปทำงาน แทนที่จะแบมือรับเงินประชาชน

 

การใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือแบบนี้ของชนชั้นปกครองไทย มีกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อบังคับความจงรักภักดี และข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองด้วย มันเกิดขึ้นในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอีกครั้งใน เมษา/พฤษภา ๒๕๕๓

 

มันมีวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้คือ เราต้องล้มอำมาตย์ ลดอำนาจและบทบาทของทหาร และยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แล้วเราจะมีโอกาสสร้างประชาธิปไตย

 

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเราจะพบว่าในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕ และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ประมุขภายใต้อำนาจทหาร”  ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน นายภูมิพลไม่เคยล้มอำนาจทหารและขึ้นมาเป็นใหญ่ได้เลย เพราะเมื่อเผด็จการถนอมหรือสุจินดาถูกประชาชนคัดค้าน ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม และ พฤษภาคม ๓๕ นายภูมิพลเป็นแค่ประมุขรับใช้ของทหารส่วนอื่น องค์มนตรี และนายทุน โดยที่มีการรอดูว่าใครชนะ แล้วให้นายภูมิพลออกมาปกป้องผลประโยชน์ของอำมาตย์ต่อ ผ่านการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการออกโทรทัศน์

 

การรณรงค์ให้ประชาชนชื่นชมและให้ความสำคัญกับกษัตริย์ภูมิพลหลัง ๒๔๗๕ เริ่มในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และมีการทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการรณรงค์แบบนี้โดยฝ่ายทหาร ข้าราชการ และนายทุน คนอย่างนายภูมิพลคงไม่มีปัญญาจะผลักดันความสำคัญของตนเองได้ เพราะเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ ขี้ขลาด หลงตนเอง และคบค้าสมาคมกับมนุษย์คนอื่นไม่เป็น อย่าลืมว่าเพื่อนแท้ของนายภูมิพลคือหมา และสาเหตุที่เขาไม่ยิ้มก็เป็นเพราะเขาเป็นคนขี้อายที่ไม่มีเพื่อน ในภาพรวมครอบครัวของนายภูมิพลเป็นครอบครัวพิการที่ไร้ความอบอุ่นและเต็มไปด้วยคนเพี้ยน

 

เครือข่ายของชนชั้นปกครองที่สนับสนุนและปกป้องสถาบันกษัตริย์ประกอบไปด้วยชนชั้นปกครองทั้งหมด รวมถึงอดีตนายกทักษิณและนายทุนใหญ่อื่นๆ อีกด้วย ชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น รวมทุกซีก ทุกกลุ่ม และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยจำนวนมากอีกด้วย ได้ประโยชน์จากการมีกษัตริย์เป็นประมุข และได้ประโยชน์จากการห้ามไม่ให้เราวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน เพราะทำให้เราไม่ตั้งคำถามกับระบบความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ในกรณีอดีตนายกทักษิณ เขาชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่ถูกทหารและกลุ่มอนุรักษ์นิยม แย่ง “สิทธิ์ที่จะอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์” ผ่านรัฐประหาร ๑๙ กันยาและเหตุการณ์อื่นๆ

 

“ลัทธิกษัตริย์” การบูชากษัตริย์เหมือนเทวดา การหมอบคลาน การใช้ราชศัพท์ การชมลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกาศความจงรักภักดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกวันนี้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าใจประเด็นนี้ได้ดี นี่คือสิ่งที่สร้างความกลัวในหมู่ชนชั้นปกครองไทย เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธาในกษัตริย์ และไม่ศรัทธาในระบบศาล ทหารและข้าราชการชั้นสูงจะอ้างความชอบธรรมอะไรในการแทรกแซงการเมือง การทำลายประชาธิปไตย และการกอบโกยผลประโยชน์?…. จงกลัวต่อไปเถิดพวกอำมาตย์ เพราะสักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ก้าวต่อไปของเสื้อแดง

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

ปัญหาเฉพาะหน้า

 

ปัญหาสำคัญเฉพาะหน้าที่คนเสื้อแดงต้องร่วมกันวิเคราะห์ ร่วมกันคิด ในความเห็นผม มีห้าประเด็น ผมจะขอร่วมแสดงความคิดในเรื่องนี้…… ปัญหาเฉพาะหน้าคือ

(1) ภัยจากการ “ปรองดอง” จอมปลอมของอำมาตย์ ที่จะไม่นำไปสู่การมีประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะความหมายแท้ของ “การปรองดอง” ที่อำมาตย์เสนอ คือการยอมแพ้ยอมจำนนของคนเสื้อแดง ดังนั้นชาวเสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดว่า “การปรองดอง” ของเราจะหมายความว่าอะไร เราต้องมีมาตรฐานของข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้าของฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไปเปรียบเทียบกับข้อเสนอของเขา พูดง่ายๆ เราต้องมีเป้าหมายระยะสั้นที่ชัดเจน และเราต้องไม่รอให้ผู้นำเสื้อแดงหรือนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นผู้กำหนดมาแต่ฝ่ายเดียว

 

(2) เราต้องไม่ตกหลุมหลงเชื่อว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” แบบถาวรจะแก้ปัญหา เพราะ“รัฐบาลแห่งชาติ(หมา)”เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด ไม่สะท้อนเสียงประชาชน มันเป็นข้อเสนอเพื่อดึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วม โดยไม่มีอะไรอื่นเปลี่ยนแปลง และเพื่อบังคับให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวและยอมจำนน

 

(3) เสื้อแดงทุกคน ในทุกชุมชนและกลุ่ม ต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า “ถ้านักการเมืองบางคนในพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่คุณทักษิณเอง เลือกที่จะปรองดองแบบยอมแพ้ เรามีการจัดตั้งเพียงพอที่จะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างอิสระได้หรือไม่?” ตรงนี้ความสามารถของเราที่จะเคลื่อนไหวอิสระ ขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองของเราต่อการปรองดอง การจัดตั้งล่วงหน้าแบบแกนนอน และความมั่นใจว่าเราต้องการอะไร

 

(4) การเลือกตั้งที่มีการโกงแบบแนบเนียน ทุกวันนี้อำมาตย์กำลังวางแผนที่จะชนะการเลือกตั้งในอนาคตให้ได้ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เราต้องรู้ทัน และหาทางข้ามปัญหานี้ และเราไม่ควรตั้งความหวังสูงเกินไปกับการเลือกตั้งภายใต้กติกาสองมาตรฐานของอำมาตย์

 

(5) ปัญหาการหมดกำลังใจของคนเสื้อแดง ความท้อและการหมดกำลังใจ มาจากการ “มองไม่ออกว่าเราจะชนะอย่างไร” เช่นถ้าเราตั้งความหวังไว้กับการเลือกตั้ง หรือตั้งความหวังว่าต่างประเทศจะช่วยเรา เราจะท้อ ถ้าเราเพ้อฝันว่าเราสามารถสร้างกองกำลังมาสู้กับทหาร ในที่สุดพอเราพูดเอามันจบไปแล้ว เราก็จะท้อ ถ้าเรามองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือ “คนเดียว” (ซึ่งไม่จริง) เราก็จะท้อและกลัวเช่นกัน เราอาจรอการเกิดแก่เจ็บตายตามธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่มีแผนเคลื่อนไหวก็ท้อได้อีก ในความจริง ประชาธิปไตยจะถูกสร้างได้ก็ผ่านการเคลื่อนไหวของเราคนเสื้อแดง ไม่มีใครคนอื่นสร้างให้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราต้องไม่มองข้ามจุดเด่นของเสื้อแดงที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาเราคือ (๑) เสื้อแดงฟื้นตัวและขยายการจัดตั้งแบบแกนนอนหลังการปราบปรามที่ราชประสงค์ ผ่านกิจกรรมแบบ “วันอาทิตย์สีแดง” และ (๒) เสื้อแดงหมดความศรัทธาในลัทธิอำมาตย์และสถาบันต่างๆ ของอำมาตย์ นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กลัว และถ้าเราเข้าใจจุดเด่นของเราตรงนี้ เราจะเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนยังมีพลัง มันนำไปสู่ชัยชนะในระยะยาวได้ โดยเฉพาะถ้าเราพัฒนาการเคลื่อนไหว เช่นการขยายการจัดตั้งสู่สหภาพแรงงานให้นัดหยุดงาน และขยายสู่ระดับล่างของกองทัพ

 

คนที่ท้อตอนนี้ คือคนที่ไม่ให้ความสนใจ และไม่ร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมของเสื้อแดงที่เขาจัดกันอย่างต่อเนื่องภายในประเทศไทย ซึ่งมักจะเป็นคนที่ฟังแต่ข่าวลือเรื่องคนข้างบน และเล่นแต่อินเตอร์เน็ท หรือเป็นคนที่พอใจที่จะพูดแค่เอามันโดยไม่มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรม

 

การมองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือคนเดียว ตามที่ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพงษ์ เสนอ มีปัญหามาก เพราะทำให้เรามองว่าอำนาจนี้ใหญ่โตล้นฟ้าจนเราต้องยอมจำนน และทำให้เรามองข้ามความชั่วร้ายและอำนาจดิบของกองทัพ มันนำไปสู่การไม่สนใจที่จะยุบหรือปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน แต่ในความเป็นจริงทหารขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในแวดวงอำมาตย์ตั้งแต่หลัง ๒๔๗๕ และยังคงอำนาจนั้นไว้ เพียงแต่ว่าตั้งแต่ยุคสฤษดิ์มีการนำลัทธิกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือของทหารอย่างเป็นระบบ เราจะสังเกตเห็นว่าคนที่พูดแบบ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพง์ ไม่ค่อยมีข้อเสนอรูปธรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประจำวันของเสื้อแดงเลย และเขาจะไม่สนใจเป้าหมายกว้างๆ ในการทำให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เช่นเรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงาน การแก้ปัญหาภาคใต้ หรือการแก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นต้น

เป้าหมายระยะสั้น (ข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้า)

 

1. ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน

2. ยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องยุบ ศอฉ.และทหารต้องกลับกรมกอง ไม่ยุ่งการเมือง

รัฐบาลต้องลาออก และประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน และจัดการเลือกตั้งภายใต้ กกต. ที่เสนอจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เป็นกลาง

3. ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมผู้ฆ่าประชาชน เหมือนที่เคยทำหลัง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และ พฤษภา ๓๕

4. ต้องประกาศว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยที่ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากกว่ายุคที่เราร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐

เป้าหมายระยะยาวในการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย

 

การที่เสื้อแดงจะมีเป้าหมายระยะยาวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการครองใจประชาชนส่วนใหญ่ อย่างที่ไทยรักไทยเคยทำ ในอดีต และมันทำให้เราชัดเจนว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรอีกด้วย

1. ประเทศไทยควรเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้า

2. ต้องยุบกองทัพและปลดนายพล เพื่อปฏิรูปทหารแบบถอนรากถอนโคนและสร้างใหม่ในรูปแบบประชาธิปไตย

3. ต้องปลดศาลและผู้พิพากษาสองมาตรฐาน เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน โดยนำพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในระบบลูกขุน

4. ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมพลเมือง ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ต้องไม่มีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ และประชาธิปไตยต้องปลอดจากอำนาจอำมาตย์หรืออภิสิทธิ์ชนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

 

 

Read Full Post »

ศาลเตี้ยในไทย หาข้ออ้างในการยกฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่า “กระบวนการฟ้อง” ผิดข้ออ้างนี้เป็นประโยชน์ต่อศาลและอำมาตย์มาก เพราะไม่ต้องพิจารณาการโกงของพรรคเลย เปิดทางไปสู่การเลือกตั้งในอนาคต แต่ตอนนี้อำมาตย์กำลังคิดหนักวางแผนว่าจะโกงการเลือกตั้งแบบ “เนียนๆ” อย่างไร
ทหารไทย ซึ่งเป็นอำนาจแท้ที่อยู่เบื้องหลังการทำลายประชาธิปไตย ต้องการสร้างภาพลวงตาที่ให้ความชอบธรรมกับเผด็จการอำมาตย์ เขาต้องการภาพสร้างของรัฐบาล “ประชาธิปไตยพลเรือน” เพื่อปิดบังความจริง และต้องการนายภูมิพลเพื่อประทับตราให้ความชอบธรรมอีกด้วย
พวกนายพล และนายก ควรถูกจำคุกเพราะก่ออาชญากรรมต่อประชาชน ปชป. ควรถูกยุบเพราะเป็นพรรคของอาชญากรดูวิดีโอของ Roger Arnold ที่ได้รับรางวัล Rory Peck

Read Full Post »

Read Full Post »

จากตากใบ ถึง ราชประสงค์

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ทหารและตำรวจ ได้จงใจลงมือฆ่าประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากอาวุธ ที่ตากใบจังหวัดนราธิวาส ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.น.ตำรวจในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก สาเหตุที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้พวกกบฏ อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่ ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย จึงมาประท้วงเพื่อให้ปล่อยเพื่อนบ้าน

 

นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วงและใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ 14 ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

 

หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง ต่อมาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า “เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร” ชายเหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะถูกลงโทษ ไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” ที่มีสิทธิ เชลยศึกดังกล่าวถูกนำไปส่งที่ค่ายอิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน 6 ชั่วโมงหลังจากนั้นรถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหารและมีคนตายทั้งหมด 78 ศพ ในหกชั่วโมงที่ทหารทราบว่าการขนส่งมนุษย์แบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นเราต้องสรุปว่าเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน”

 

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง” นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 แล้วผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือ ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารและตำรวจระดับชาติ

 

หลังเหตุการณ์ที่ตากใบนายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาลอ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ ”อุบัติเหตุ” ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สี่ปีหลังเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวศ โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกันเอง”

 

ที่ราชประสงค์ อำมาตย์กระหายเลือดมองว่าคนเสื้อแดงเป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนเสื้อแดงขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควาย มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

 

ที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี อำมาตย์กระหายเลือดมองว่าคนมุสลิมมาเลย์เป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควายโดยผู้ไม่หวังดี มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

 

ในทั้งสองพื้นที่ นางสิริกิติ์ ออกมาปลุกระดมให้มีการฆ่าและเกลียดชังชาวบ้าน หรือออกมาสนับสนุนผู้ที่กดขี่ประชาชนอย่างเปิดเผย

 

ในทั้งสองพื้นที่ พวกนายพลระดับสูง ออกคำสั่งให้ฆ่าประชาชน แต่ใช้ลูกหลานเราที่เป็นทหารเกณฑ์ ในงานสกปรกของเขา

 

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐบาลกลางของพวกเศรษฐีคนรวย กดขี่ขูดรีดประชาชน และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง

 

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐอำมาตย์พยายามชักชวนให้คนในสังคมเกลียดชังชาวบ้านภายใต้ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่เรารู้ว่า “ชาติ” ที่มันพูดถึงไม่ใช่ชาติของเราชาวไพร่ เรารู้ว่าทหารพร้อมจะฆ่าและจับพระสงฆ์ที่เข้าข้างคนจน หรือฆ่า อิมาม ของชาวบ้าน และเรารู้ว่ากษัตริย์ไม่เคยห้ามการนองเลือดหรือการกดขี่ประชาชน

 

ที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชนเกือบ 90 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่เรารู้ว่าเขาทำอะไร อภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และสุเทพ ต้องรับผิดชอบ

 

ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี ๒๕๔๗ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชน 80 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี

 

แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่าทักษิณและพวกนายพลต้องรับผิดชอบ เพราะเราต้องไม่มีสองมาตรฐานอีกแล้วใช่ไหม?

 

ข้อสรุปสำคัญคือ ถึงเวลาแล้วที่คนเสื้อแดงจะต้องเห็นอกเห็นใจชาวบ้านมาเลย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ จะต้องเริ่มพยายามมีอารมณ์ร่วม และเปิดใจเปลี่ยนความคิดที่เคยมีอคติกับเขา

 

 

Read Full Post »

ทหารไทย กาฝากของสังคม

ใจ อึ๊งภากรณ์

ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเชื่อว่าจุดศูนย์กลางอำนาจอำมาตย์อยู่ที่กษัตริย์และราชวงศ์ ในความเป็นจริงอำนาจแท้ที่อยู่เบื้องหลังกษัตริย์คือกองทัพ กองทัพไทยแทรกแซงการเมืองและสังคมมาตั้งแต่การปฏิวัติ ๒๔๗๕ เพราะคณะราษฎร์พึ่งพาอาศัยอำนาจทหารในการทำการปฏิวัติ แทนที่จะเน้นการสร้างพรรคมวลชน

อย่างไรก็ตามเราควรเข้าใจว่าอำนาจทหารเป็นอำนาจจำกัด

ในหลายยุคหลายสมัยอำนาจกองทัพถูกจำกัดและลดลงเพราะการลุกฮือและการเคลื่อนไหวของประชาชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม กรณี ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ และพฤษภา ๒๕๓๕ เป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นเราควรเข้าใจว่ากองทัพเป็นกลุ่มอำนาจหนึ่งในชนชั้นปกครอง กลุ่มอื่นๆ ประกอบไปด้วย นายทุนใหญ่ นักการเมือง และข้าราชการชั้นสูง แต่สิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับกองทัพ ถ้าเทียบกับกลุ่มอื่นๆในชนชั้นปกครองหรืออำมาตย์คือ กองทัพจะผูกขาดการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ ซึ่งความรุนแรงนี้ใช้ในรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาล และใช้เพื่อฆ่าประชาชนมือเปล่า ล่าสุดก็ที่ราชประสงค์ในปี ๒๕๕๓ นี้เอง

วัตถุประสงค์หลักของการมีกองทัพสำหรับชนชั้นปกครองไทยคือ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและปราบปรามประชาชนภายในประเทศ วัตถุประสงค์รองคือเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวยให้พวกนายพล กองทัพไทยขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการทำสงครามระหว่างประเทศ สงครามกับประเทศเพื่อนบ้านใน ASEAN ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นทหารไทยจะเป็น “รั้วพุ” ที่ป้องกันประเทศไม่ได้ ในอดีตกองทัพไทยต้องยอมแพ้ต่อญี่ปุ่น และมหาอำนาจอื่นๆ มาตลอด กองทัพไทยต่างจากกองทัพของเวียดนาม ลาว หรือของอินโดนีเซีย ที่เคยได้รับชัยชนะในการปลดแอกประเทศ ดังนั้นกองทัพไทยมีรถถังไว้เพื่อข่มขู่ประชาชนไทยและเพื่อทำรัฐประหารเท่านั้น

ในอดีตมีสองกรณีที่กองทัพไทยทำสงคราม แต่เป็นสงครามภายใน คือสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามปัจจุบันที่ยังไม่สิ้นสุดในสามจังหวัดภาคใต้ ในทั้งสองกรณีนี้กองทัพไม่สามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ เพราะการลุกขึ้นสู้ของประชาชน เกิดจากการกดขี่และการที่ไม่มีความยุติธรรมในสังคม และทุกครั้งพฤติกรรมป่าเถื่อนของทหารไทย ยิ่งทำให้การกบฏเข้มแข็งมากขึ้น บทเรียนสำคัญจากสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์คือ ต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา ไม่ใช่การทหาร ในกรณีสามจังหวัดภาคใต้ก็เช่นกัน

กองทัพไทยอาจมีอำนาจก็จริง แต่อำนาจนั้นถูกจำกัดจากเงื่อนไขสามประการ (1) อำนาจของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (2) อำนาจของกลุ่มอื่นๆ ในชนชั้นปกครองที่มีอำนาจเงินและอำนาจการเมือง และ (3) การที่กองทัพแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกที่แข่งขันกันเสมอ นอกจากนี้การที่กองทัพต้องอ้างความชอบธรรมจาก “ลัทธิกษัตริย์” ก็เป็นจุดอ่อนด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมของตนเองเลย

แม้แต่ในยุคเผด็จการ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ทหารไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะต้องอาศัยการร่วมมือของ ผู้เชี่ยวชาญ และนายทุน และต้องฟังเสียงของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม อย่าลืมว่าในยุคแรกๆ แม้แต่ สฤษดิ์ ยังต้องพึ่งพาขบวนการนักศึกษาและคนของพรรคคอมมิวนิสต์ในหนังสือพิมพ์ของเขาเพื่อทำรัฐประหารจนสำเร็จ ในกรณีรัฐประหาร ๑๙ กันยา ทหารคงทำรัฐประหารไม่ได้ถ้าพันธมิตรฯ นักวิชาการ และเอ็นจีโอ ไม่โบกมือเรียกทหารให้เข้ามาแทรกแซงการเมือง ตอนนั้นขบวนการคนเสื้อแดงยังไม่เกิด แต่พอเกิดขึ้น ทหารต้องใช้กลไกอื่นๆ เช่นศาล ในการล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หรือใช้วิธีการไม่ทำตามคำสั่งรัฐบาลในการปกป้องสนามบินจากม็อบพันธมิตรฯ

การแบ่งเป็นพรรคเป็นพวกของทหารในกองทัพ เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์กัน ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับความคิดทางการเมือง ก๊กต่างๆ ของทหารมักจะเชื่อมกับทหารเกษียณ นายทุน และนักการเมือง กรณีล่าสุดคือกลุ่มทหาร “บูรพาพยัคฆ์”  จากราบที่สอง ปราจีนบุรี ซึ่งขึ้นมามีอำนาจชั่วคราว การที่เป็นทหารรักษาพระองค์ของราชินีไม่สำคัญ ทุกส่วนของกองทัพมักอ้างการเชื่อมโยงกับวังอยู่แล้ว สำคัญว่าพร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนเพื่อปกป้องเผด็จการมากกว่า กรณีทหารแตงโมที่ถล่มผู้บัญชาการทหารบูรพาพยัคฆ์ที่ราชดำเนิน เป็นการสู้กันระหว่างสองพวก ทหารแตงโมดังกล่าวไม่ได้ขึ้นกับขบวนการเสื้อแดง และในอดีตไม่เคยมีจิตใจประชาธิปไตย

วัฒนธรรมของกองทัพไทยคือวัฒนธรรมในการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนตำแหน่ง ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุดคือ ผบทบ. ซึ่งต้องผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อให้นายพลต่างๆ มีโอกาสเข้าถึงรางอาหารในคอกเลี้ยงหมู ทหารคนใดคนหนึ่งไม่สามารถผูกขาดการกินและการเข้าถึงอำนาจและความร่ำรวยได้

ความร่ำรวย “ผิดปกติ” เกินรายได้ธรรมดาของพวกนายพล มาจากกิจกรรมของกองทัพในสื่อและรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้มีรายได้มหาศาลจากการคอร์รับชั่น รับเงินใต้โต๊ะเวลาซื้ออาวุธ การค้ายาเสพติด การค้าไม้เถื่อน และการลักลอกขนสินค้าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เป็นแรงจูงใจให้ทหารรักษาอิทธิพลทางการเมือง เพื่อปกป้องกิจกรรมต่างๆ ของทหาร ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการป้องกันประเทศ

แต่การใช้ความรุนแรงอย่างเดียวสร้างอำนาจในการปกครองไม่ได้ ต้องมีการครองใจประชาชนควบคู่กันไป ลัทธิที่ครองใจประชาชนไทยในยุคสมัยใหม่มากที่สุดคือ “ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม” แต่ทหารอ้างความชอบธรรมจากแนวคิดนี้ไม่ได้ เพราะทหารทำลายประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทหารจึงต้องใช้ “ลัทธิกษัตริย์” โดยอ้างว่าทหารรับใช้กษัตริย์ แถมยังมีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯไว้ข่มขู่คนที่คัดค้านทหารอีกด้วย ในความเป็นจริงทหารไม่ได้รับใช้ใครนอกจากตนเอง แต่กษัตริย์ภูมิพลพร้อมจะร่วมมือกับทหารเสมอ เพราะได้ผลประโยชน์มหาศาลตรงนั้น การเข้าเฝ้ากษัตริย์ของพวกนายพลหลังการทำรัฐประหาร เป็นเพียงละครที่สร้างภาพเท็จว่ากษัตริย์สั่งทหาร

“ชาติ ศาสนา กษัตริย์” คือลัทธิของอำมาตย์ชนชั้นปกครอง แต่ตั้งแต่ยุค สฤษดิ์ ทหารพยายามลดบทบาททางการเมืองของศาสนาพุทธ  ดังนั้นทหารใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือไม่ค่อยได้ ส่วนเรื่อง “ชาติ” เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับ “กษัตริย์” ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ เพราะ “ความเป็นชาติ” มีลักษณะส่วนรวมมากกว่าไปเน้นตัวบุคคลของกษัตริย์ ผู้ที่เน้นลัทธิชาตินิยมในอดีต มักเป็นพวกที่ไม่เอากษัตริย์ด้วย เช่น คณะราษฎร์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย นี่คือสาเหตุที่ลัทธิกษัตริย์เป็นลัทธิที่เหมาะกับทหารมากที่สุดหลังการขึ้นมาของจอมพลสฤษดิ์จนถึงทุกวันนี้

ลักษณะการสั่งการและสายอำนาจในกองทัพ มีผลในการสร้างวัฒนธรรมเลวทรามไปทั่วองค์กร คนดีๆ ที่เข้าไปเป็นนายทหารหนุ่มต้านพลังของวัฒนธรรมนี้ไม่ได้ แต่เราไม่โทษเขา เราจะโทษพวกนายพลระดับสูง

ถ้าเราจะมีประชาธิปไตยแท้ เราต้องตัดบทบาททหารออกจากสังคมและเศรษฐกิจ ต้องตัดงบประมาณทหาร ต้องปลดนายพลเผด็จการออกให้หมด ต้องนำนายพลฆาตกรมาลงโทษ และต้องยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนโครงสร้างกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน นอกจากนี้เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้มีระบบสาธารณรัฐ แต่อย่าไปหวังว่าผู้ใหญ่ที่ไหนเขาจะทำให้เรา และอย่าไปหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะทำให้ ส่วนใหญ่พวกนี้เคยชินกับการร่วมมือกับกองทัพมานาน พลังหลักในการสร้างประชาธิปไตยต้องมาจากขบวนการเสื้อแดง และเสื้อแดงต้องเรียนบทเรียนจากราชประสงค์ เราต้องขยายอิทธิพลของขบวนการประชาธิปไตยไปสู่ขบวนการสหภาพแรงงาน ขบวนการนักศึกษา และเข้าไปสู่ทหารเกณฑ์ระดับล่างที่เป็นพี่น้องลูกหลานแท้ของประชาชน

ทหารไทยคือกาฝากของสังคม ในหมู่ชาวไร่ชาวนามันมีวิธีเดียวที่จะจัดการกับกาฝาก นั้นคือการตัดมันออกไปให้แห้งตาย

เชิญดูวิดีโอประกอบ

http://www.youtube.com/watch?v=9pfHNfNjkRU

Read Full Post »

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.