Feeds:
Posts
Comments

Posts Tagged ‘ประชาธิปัตย์’

นับถอยหลังถึงวันเลือกตั้ง

ใจ อึ๊งภากรณ์

อภิสิทธิ์ประกาศว่าจะเลือกตั้งเร็วๆ นี้ เราจะเชื่อได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องเพราะนายกตัวนี้โกหกเป็นสันดาน อย่างไรก็ตามเราทราบว่า “ตามกติกา” ที่มันอ้าง มันต้องยุบสภาปีนี้ มันอาจเลือกปัดกติกาทิ้งด้วยข้ออ้าง “ความไม่สงบ” ก็ได้ ทหารอาจทำรัฐประหารก็ได้ แต่เราควรเข้าใจว่าการทำรัฐประหารหรือการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จะมีผลเสียอย่างมากกับอำมาตย์เพราะจะทำให้ขาดความชอบธรรมเพิ่มขึ้นในสายตาคนไทยและสายตาคนต่างประเทศ นอกจากนี้การทำรัฐประหารจะเป็นการหมุนนาฬิกากลับไปสู่ ๑๙ กันยา ๒๕๔๙ ในขณะที่ไม่มีข้ออ้างที่น่าเชื่อถือเหลืออยู่เลย และรอบที่แล้วทหารก็แสดงตนว่าบริหารบ้านเมืองไม่เป็นอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่อำมาตย์อยากทำมากที่สุดคือการชนะการเลือกตั้ง แต่ถ้าพรรคหลักของอำมาตย์ (ประชาธิปัตย์) จะชนะการเลือกตั้ง มันคงต้องโกง

ขั้นตอนการค่อยๆ โกงหารเลือกตั้งเริ่มนานแล้ว และกำลังเดินหน้าทุกวันนี้ด้วยคือ

  • การถอนสิทธิ์นักการเมืองไทยรักไทย
  • การทำลายพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน
  • การเอาคนของอำมาตย์ไปไว้ใน กกต. กรรมการสิทธิ์ และการที่ศาลเข้าข้างอำมาตย์ – ตรงนี้มีประโยชน์เพื่อแจกใบเหลืองใบแดงในอนาคตเพื่อลดเสียงพรรคเพื่อไทยในสภา
  • การกดดันและซื้อตัว เนวิน ชิดชอบ
  • การคุมสื่อกระแสหลักทั้งหมดโดยอำมาตย์
  • การฆ่าคนเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์เพื่อหวังทำลายความมั่นใจ
  • การที่แกนนำเด่นๆ ของเสื้อแดงติดคุก หาเสียงไม่ได้หรือด้วยความยากลำบาก
  • การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มสส.สัดส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์ให้ประชาธิปัตย์ในการลดอำนาจต่อรองจากพรรคงูเห่าเล็กๆ แต่ตรงนี้อาจให้ประโยชน์กับเพื่อไทยบ้าง
  • การที่นักการเมืองเลวๆ อย่าง เฉลิม อยู่บำรุง พร้อมจะออกจากเพื่อไทย

นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยเอง ซึ่งมีนักการเมืองหลายคนที่ไม่เคยออกมาทำอะไรกับขบวนการเสื้อแดง ไม่ยอมช่วยตัวเอง ไม่ยอม “คิดใหม่ทำใหม่” ด้วยนโยบายที่ครองใจประชาชน เช่นเสนอรัฐสวัสดิการอย่างถ้วนหน้า ครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวย หรือเสนอให้ปฏิรูประบบยุติธรรม ฯลฯ มัวแต่อาศัยบุญเก่าจากไทยรักไทย จนเปิดโอกาสให้พรรคอำมาตย์ชนะได้

และถ้าพรรคอำมาตย์ชนะการเลือกตั้ง มันจะใช้อาวุธนี้เพื่อประโคมความชอบธรรมของมันและค่มขู่คนเสื้อแดงให้หมดกำลังใจในการต่อสู้ ดังนั้นคนเสื้อแดงต้องเตรียมตัว ต้องไม่ตั้งความหวังทั้งหมดกับการเลือกตั้ง ต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดชัยชนะของประชาธิปัตย์ และต้องเตรียมรับมือถ้ามันชนะ เราต้องมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนซึ่งจะใช้ได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเกิดอะไรในรัฐสภา เช่น

  1. ต้องมีการลงโทษ อภิสิทธิ์ สุเทพ อนุพงษ์ ประยุทธิ์ ในฐานะที่เขาฆ่าประชาชน
  2. ต้องมีการปฏิรูปกองทัพและระบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน
  3. ต้องเลิกการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องเอาทหารออกจากสื่อมวลชน ต้องยกเลิกกฏหมายหมิ่นกษัตริย์
  4. ต้องมีการนำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ กลับมาใช้ก่อนที่จะแก้รัฐธรรมนูญต่อไปให้ดีขึ้น
  5. ต้องลงโทษพันธมิตรฯ ที่ยึดสนามบิน และนายพลที่ทำรัฐประหาร
  6. ต้องเดินหน้าสร้างรัฐสวัสดิการ

ข้อเรียกร้องแบบนี้เป็นรูปธรรมที่ใช้ในการเคลื่อนไหวมวลชนได้ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ และถ้าเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้ง เราต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจนและเป็นจริงในใจเรา เพื่ออธิบายให้คนอื่นฟัง

ในช่วงนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้ง “พันธมิตรฟาสซิสต์เพื่อเผด็จการ” กำลังวิ่งเต้นกระโดดให้คนมองมัน การยุให้เกิดสงครามกับเขมรอย่างบ้าคลั่ง เป็นการพยายามเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาเรื่องสำคัญเรื่องจริงในสังคม ไปสู่นิยายอันตรายที่อาจทำให้พี่น้องชาวไทยกับเขมรฆ่ากัน แต่มันสะท้อนให้เราเห็นว่าพันธมิตรฯกับพรรคการเมือง “ใหม่” ของมันกำลังหายไปในรูตูดมันเอง ไม่ค่อยมีใครสนใจ อำมาตย์เองมองว่าเคยใช้งาน แต่ตอนนี้รำคาญเหมือนรำคาญยุงกัด ประชาธิปัตย์ใช้วิธีแข่งแนว หันหลัง และแอบตบ เพื่อลดบทบาทของพันธมิตรฯ ลงอีก อำมาตย์บางส่วนอาจเลี้ยงไว้บ้างเผื่อใช้งานอีก แต่ที่สำคัญอำมาตย์มองว่าต้องคุมให้ได้ ไม่ปล่อยให้พันธมิตรฯ มากำหนดวาระทางการเมือง

ทหารไทยระดับนายพลไม่ใช่ว่าจะฉลาด บ่อยครั้งก้าวร้าวหลงตัวเอง อาจมีบางคนที่โง่คิดทำรัฐประหาร ซึ่งจะทำลายความชอบธรรมทางการเมือง เรารับประกันว่าจะไม่เกิดไม่ได้ แต่มันมีอีกกรณีที่เขาอาจทำรัฐประหารด้วยเหตุผล คือกรณีที่นายภูมิพลถึงแก่กรรม ถ้าเป็นอย่างนั้นทหารอาจรีบออกมาทำรัฐประหาร ประกาศภาวะฉุกเฉิน และตั้งรัฐบาลแห่งชาติ(หมา) แต่คนเสื้อแดงจะต้องไม่ร่วม จะต้องคัดค้านการทำลายประชาธิปไตยแบบนี้อย่างที่เราเคยทำ และเราจะต้องไม่ให้พวกเผด็จการนำเรื่องเจ้าๆ มาเป็นข้ออ้างในการปิดประเทศไทย เราทราบดีว่าคนไทยจำนวนมากอยากให้มันจบสักที ไม่อยากให้มีรัชกาลที่สิบ เราต้องพยายามให้เป็นจริงเพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ศาลเตี้ยในไทย หาข้ออ้างในการยกฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่า “กระบวนการฟ้อง” ผิดข้ออ้างนี้เป็นประโยชน์ต่อศาลและอำมาตย์มาก เพราะไม่ต้องพิจารณาการโกงของพรรคเลย เปิดทางไปสู่การเลือกตั้งในอนาคต แต่ตอนนี้อำมาตย์กำลังคิดหนักวางแผนว่าจะโกงการเลือกตั้งแบบ “เนียนๆ” อย่างไร
ทหารไทย ซึ่งเป็นอำนาจแท้ที่อยู่เบื้องหลังการทำลายประชาธิปไตย ต้องการสร้างภาพลวงตาที่ให้ความชอบธรรมกับเผด็จการอำมาตย์ เขาต้องการภาพสร้างของรัฐบาล “ประชาธิปไตยพลเรือน” เพื่อปิดบังความจริง และต้องการนายภูมิพลเพื่อประทับตราให้ความชอบธรรมอีกด้วย
พวกนายพล และนายก ควรถูกจำคุกเพราะก่ออาชญากรรมต่อประชาชน ปชป. ควรถูกยุบเพราะเป็นพรรคของอาชญากรดูวิดีโอของ Roger Arnold ที่ได้รับรางวัล Rory Peck

Read Full Post »

เสื้อแดงอยุธยาชุมนุมใหญ่

ในขณะเดียวกันพวกอำมาตย์กำลังวิ่งเต้นเพื่อกดดันไม่ให่ศาลยุบพรรคแมลงสาบ

Read Full Post »

ความสับสนซับซ้อนของเรื่อง “เสรีนิยม” ในโลกปัจจุบัน

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

เมื่อไม่นานมานี้มีคนตั้งคำถามสำคัญท้าทายกับผมว่า “ทำไมถึงเสนอว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคอำมาตย์ เป็นพรรคเสรีนิยม?” ผมจะพยายามตอบในบทความนี้

แนวคิดเสรีนิยม (Liberalism) เป็นทั้งแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์พร้อมกัน แยกออกจากกันไม่ได้ จุดเริ่มต้นของแนวนี้คือการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างชนชั้นนายทุน กับชนชั้นขุนนางอนุรักษ์นิยมในยุโรป ในสมัยปฏิวัติ อังกฤษ อเมริกา และฝรั่งเศส เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17-18

ในยุคนั้นพวกขุนนางอนุรักษ์นิยมสามารถผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจ ผ่านการถือตำแหน่งในรัฐ และสามารถควบคุมอำนาจทางการเมืองผ่านเผด็จการ ดังนั้นแนวคิดของชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาและท้าทายขุนนางอนุรักษ์นิยม จะเสนอว่าต้องมีประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน และต้องทำลายการผูกขาดระบบเศรษฐกิจของรัฐโดยการใช้กลไกตลาดเสรีและการค้าเสรี

นักคิดสำคัญๆ ของแนวเสรีนิยมนี้มีอย่างเช่น John Locke, de Tocqueville, James Mill และเขามักจะเน้นเรื่อง “ประชาธิปไตย” เสรีภาพปัจเจก กับสิทธิในทรัพย์สินปัจเจก เพื่อเผชิญหน้ากับรัฐเผด็จการของขุนนาง ส่วน Adam Smith จะเน้นเรื่องความสำคัญของกลไกตลาดเสรีเพื่อต้านการผูกขาด แต่ “ประชาธิปไตย” ของเขาไม่ใช่ประชาธิปไตยที่พลเมืองชายหญิงทุกชนชั้นจะมีสิทธิเท่าเทียมกัน อย่างที่เราเข้าใจในยุคนี้ มันเป็นการเน้นสิทธิเสรีภาพของนักธุรกิจและชนชั้นกลางเพศชายมากกว่า สิทธิในทรัพย์สินคือสิทธิของนายทุนที่จะจ้าง (และขูดรีด) แรงงาน และสำหรับ Smith การใช้กลไกตลาดมีเป้าหมายในการทำลายอำนาจผูกขาดของขุนนาง ในขณะเดียวกัน Smith เน้นว่าระบบเศรษฐกิจที่พึงปรารถนา จะมีความเป็นธรรมสำหรับคนจนด้วย ไม่ใช่ระบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” แต่ลูกศิษย์ Smith ในยุคนี้มักจะลืมประเด็นสำคัญอันนี้

เราต้องเข้าใจว่าคนที่ยึดถือแนวเสรีนิยมในยุคนั้นคือคนสมัยใหม่ก้าวหน้า ที่กำลังสู้กับระบบเก่า แต่พอชนชั้นนายทุนสถาปนาตนเองเป็นเป็นชนชั้นปกครอง และระบบทุนนิยมครอบงำโลกได้ กระแสคิดหลักของนายทุนก็เปลี่ยนไปเป็นการปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของเขา คือเขากลายเป็นคนอนุรักษ์นิยมนั้นเอง

ในปัจจุบัน แนวคิดเสรีนิยมกลายเป็นแนวที่ต่อต้านการใช้รัฐ เพื่อสร้างสวัสดิการและความเป็นธรรมสำหรับส่วนรวม ซึ่งเป็นกระแสหลักในยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เสรีนิยมที่รื้อฟื้นขึ้นมานี้เป็นแนวคิดที่เน้นสิทธิปัจเจกของคนรวยและนายทุน เหนือสิทธิของคนธรรมดาที่มาจากการเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม “เสรีนิยมใหม่”หรือ Neo-liberalism คือลัทธิของคนที่เน้นการค้าเสรี การขายรัฐวิสาหกิจให้เอกชน และการยกเลิกรัฐสวัสดิการ เช่นพรรคอนุรักษ์นิยมในอังกฤษและส่วนอื่นของยุโรปและในสหรัฐ ในทศวรรษ 1980 (ยุค Thatcher กับ Reagan) พวกนี้นอกจากจะเน้นความ “ศักดิ์สิทธิ์ของกลไกตลาด” และความ “จำเป็น” ที่จะลดบทบาทรัฐแล้ว เขาพร้อมจะรับแนวคิด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” แล้วยังอ้างว่าการลดบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้มี “ประชาธิปไตย” มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงมันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของคนทำงานซึ่งต้องการให้รัฐปกป้องความเสมอภาคในสังคม

พวกเสรีนิยมใหม่ มักจะวิจารณ์สวัสดิการรัฐว่าเป็นการสร้าง “ระบบอุปถัมภ์” และ “ทำลายวินัยทางการคลัง” เพราะรัฐเก็บภาษีสูงและกู้เงินมาเพื่อสร้างสวัสดิการ แทนที่จะลดภาษีให้คนรวยและหลีกทางให้บริษัทเอกชนเป็นคนกู้เงินในตลาดการเงิน

ทุกวันนี้พรรคการเมือง “เสรีนิยม” ในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และส่วนอื่นของยุโรป เป็นแค่พรรคอนุรักษ์นิยมชนิดหนึ่งของนายทุนเท่านั้น กรณีพรรคประชาธิปัตย์ในไทยก็ไม่ต่างออกไป และพรรคนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “สากลเสรีนิยม” อีกด้วย

ที่น่าสนใจคือ พรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมในไทย มักจะโจมตีการที่รัฐบาล ไทยรักไทย ใช้รัฐในการสร้างสวัสดิการว่าเป็นการ “ทำลายวินัยทางการคลัง” และการสร้างวัฒนธรรมพึ่งพาอุปถัมภ์ และนักวิชาการรัฐศาสตร์เสรีนิยมในไทย ที่อ้างนักคิดเสรีนิยมต่างๆ เพื่ออธิบายประชาธิปไตย ก็หันไปต้อนรับรัฐประหาร ๑๙ กันยา นี่คือสาเหตุที่ผมเรียกพวกนี้ว่า “เสรีนิยมรถถัง”

ประเด็นถกเถียงระหว่างพวกเสรีนิยมกับพวกสังคมนิยมในเรื่องประชาธิปไตยตะวันตกคือ สิทธิเสรีภาพของปัจเจก และระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จะถูกพัฒนาผ่านการปล่อยวางให้กลไกตลาดดำเนินไปโดยไร้อุปสรรค์ หรือจะถูกพัฒนาผ่านการใช้รัฐในการเพิ่มคุณภาพชีวิตของพลเมือง

ในไทย ทั้งรัฐบาล ไทยรักไทย และรัฐบาลอำมาตย์อนุรักษ์นิยมของ คมช. กับประชาธิปัตย์ ชื่นชมในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด เช่นการเซ็นสัญญาค้าเสรี การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถ้าศึกษารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จะเห็นว่าอำมาตย์ส่งเสริมทั้งกลไกตลาดเสรี แบบเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ กับเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กัน และมีการเน้นว่าทั้งสองไปด้วยกันได้และไม่คัดแย้งกัน เราเข้าใจได้เพราะทั้งสองปฏิเสธการใช้รัฐเพื่อการกระจายรายได้และสร้างสวัสดิการ

ไทยรักไทย ต่างจากอำมาตย์อนุรักษ์นิยมและพรรคประชาธิปัตย์ ตรงที่มีการใช้เศรษฐกิจคู่ขนาน คือใช้เสรีนิยมกลไกตลาดในระดับชาติกับโลกาภิวัตน์ และงบประมาณรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าในระดับหมู่บ้านตามแนวเคนส์ (Keynesian) ไทยรักไทย ต่างจากพวกนั้นอีกในเรื่องการพัฒนาสวัสดิการ และการเชื่อมโยงเรื่องนี้กับชัยชนะในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

สรุปแล้วความขัดแย้งในวิกฤตการเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำที่ใช้เสรีนิยม กับกลุ่มชนชั้นนำที่อยากปิดประเทศและหมุนนาฬิกากลับไปสู่ยุคก่อนโลกาภิวัตน์แต่อย่างใด แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างอำมาตย์อนุรักษ์นิยมที่ต้องการปกครองประชาชน โดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอะไรเลย ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ กับนักการเมืองนายทุนที่ทำแนวร่วมประชาธิปไตยกับพลเมืองส่วนใหญ่ผ่านการพัฒนาสังคม

พรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นทั้งพรรคเสรีนิยม และพรรคอนุรักษ์นิยมได้ และนักวิชาการเสรีนิยมในไทยเป็นพวกที่สนับสนุนอำมาตย์กับเผด็จการ

 

แต่ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็น “นิยามทางวิชาการ” เพราะถ้าคุณใบตองแห้งและคนอื่นจะเรียกตัวเองด้วยภาษาชาวบ้านว่าเป็น “เสรีนิยม” ในความหมายที่ชื่นชมสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกตัวเองแบบนั้น และผมก็จะสนับสนุนความรักในเสรีภาพของเขาเต็มที่

ส่วนผมจะขอเรียกตัวเองว่าเป็น “เสื้อแดงสังคมนิยม” ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ ผ่านการทำลายเผด็จการของอำมาตย์ และเผด็จการทางเศรษฐกิจของทุนนิยมกลไกตลาดเสรี

 

Read Full Post »

อภิสิทธิ์กับอำมาตย์มือเปื้อนเลือด

ห้ามเพื่อไทยหาเสียงหรือวิจารณ์รัฐบาลในการเลือกตั้งซ่อม

7 ขั้นตอนในการสร้าง “ประชาธิปไตยพอเพียง”

ใจ อึ๊งภากรณ์

  1. “รัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย” ๑๙ กันยา ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนจน เพราะ “คนจนโง่เกินไปที่จะมีสิทธิ์มีเสียงได้”
  2. รัฐธรรมนูญทหาร ย้อนยุคแต่งตั้ง ส.ว. โดยทหาร และให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร ฟอกตัวคนทำผิด แถมเน้นนโยบาย “เศรษฐกิจพอเพียง” คนรวยมีทรัพย์สมบัติพันล้าน คนจนไม่มีอะไร แต่ต้องพอเพียงและนิ่งเฉย
  3. “ประชาธิปไตยไร้พ่อครัว” การทำรายการอาหารในโทรทัศน์ผิดหลักประชาธิปไตยพอเพียง
  4. “ประชาธิปัตย์ไร้ประชาธิปไตย” ทหารแต่งตั้งอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง มีการเซ็นเซอร์สื่ออย่างหนัก และใช้กฎหมายหมิ่นฯไล่จับฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้มีประชาธิปไตย “มากเกินไป”
  5. “ประชาธิปไตยไร้สิทธิมนุษยชน” รัฐบาลและทหารฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้องประชาธิปไตย 90 ศพ เพื่อหลีกเลี่ยง “ประชาธิปไตยมากเกินไป” และการเลือกตั้ง
  6. “ปฏิรูปการเมืองไร้ประชาธิปไตย” รัฐบาลมือเปื้อนเลือดเริ่มกระบวนการ “ปฏิรูป” โดยไม่มีประชาธิปไตย ยังมี พรก. ฉุกเฉิน ฯลฯ มีการเชิญหน้าเก่าจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาเป็นหัวหอก ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีนักโทษการเมืองเกิน 400 คน และมีการไล่ฆ่าคนเสื้อแดงในต่างจังหวัด
  7. “ห้ามวิจารณ์รัฐบาลในการเลือกตั้ง” รัฐบาลประกาศห้ามหาเสียง ห้ามวิจารณ์รัฐบาล ในการเลือกตั้งซ่อมที่กรุงเทพฯเขต ๖ เพราะฝ่ายค้านนำ ก่อแก้ว (เบอร์๔) มาลงสมัคร

Read Full Post »

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ไม่มีผู้ปฏิเสธได้ก็คือ มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายอยู่ในบริเวณเต็นท์พยาบาลของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ที่เข้าไปหลบภัยอยู่ในวัดปทุมวนาราม เมื่อคืนวันที่ 19 พฤษภาคม

ขณะที่พยานผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายทั้งไทยและเทศระบุว่า มีทหารยิงปืนเข้ามาในบริเวณวัด และทำให้มีผู้เสียชีวิต

ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแถลงว่า มิใช่การลงมือของเจ้าหน้าที่ทหาร แต่เป็นฝีมือของโจรก่อการร้าย

สำทับด้วยรองเสนาธิการทหารบกที่ระบุว่า ในเวลาเกิดเหตุนั้น กำลังของเจ้าหน้าที่ทหารยังเคลื่อนมาไม่ถึง

แล้วอะไรคือความจริง?

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กองทัพไปดำเนินการหาข้อเท็จจริงในเรื่องข้างต้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมยังสับสน และตั้งคำถามเอากับรัฐบาลและทหาร

โดยเฉพาะในประเด็นการด่วนบอกปัดปฏิเสธ และคำปฏิเสธนั้นเองที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเพิ่มขึ้น

เช่นเมื่อรองนายกฯกล่าวว่า ภาพซึ่งตีพิมพ์โดยทั่วไปคือภาพของทหารบริเวณศาลาแดง ก็มีผู้ขยายภาพนั้นให้เห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นบริเวณหน้าวัดปทุมฯ

หรือเมื่อโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ทหารอยู่ในบริเวณดังกล่าวจริงเฉพาะช่วงเย็นของวันที่ 19 และเช้าของวันที่ 20 พฤษภาคม

ก็มีคำถามว่าแล้ว”โจร”ขึ้นไปก่อการร้ายบนรางรถไฟฟ้าในยามค่ำคืนได้อย่างไร

ปกติธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป เมื่อมีผู้ตั้งคำถามหรือข้อสงสัย ก็จะต้องใช้ความจริงเข้าอธิบายทำความเข้าใจ หรือเมื่อไม่รู้ความจริง ก็ต้องร่วมกันแสวงหาคำตอบ การด่วนปัดปฏิเสธมีแต่จะยิ่งทำให้ความเคลือบแคลงสงสัยรุนแรงยิ่งขึ้น

ยิ่งเป็นกรณีที่ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต ยิ่งเป็นกรณีที่อาจจะขยายวงบานปลายสร้างปัญหาให้กับสังคมระลอกใหม่ได้โดยง่าย ยิ่งเป็นรัฐบาลที่จะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าใคร

ยิ่งจะต้องแสดงความรอบคอบระมัดระวังต่อการแสดงความคิดเห็น และกำหนดท่าทีให้ถูกต้อง

เพราะการปกปิดอาชญากรรมนั้นมีความผิดไม่น้อยไปกว่าตัวอาชญากรรมเอง

[บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7123 ข่าวสดรายวัน]

Read Full Post »

ใจ อึ๊งภากรณ์

คนที่รักเจ้าชอบพูดว่ากษัตริย์อยู่ในหัวใจคนไทย แต่ขอถามว่าคนไทยอยู่ในหัวใจนายภูมิพลหรือ?

คนรักเจ้าชอบพูดว่าเราอยู่เย็นเป็นสุขเพราะกษัตริย์ แต่ขอถามว่าในวิกฤตการเมืองปัจจุบันและอดีต นายภูมิพลสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขอย่างไร? สร้างให้ใครกันแน่? เพราะได้แต่เข้าข้างทหารป่าเถื่อนเผด็จการที่เข่นฆ่าประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ๑๔  ตุลา ๖ ตุลา พฤษภา ๓๕ และเมษายน ๕๒,๕๓

นายภูมิพลและครอบครัวได้แต่กอบโกยความร่ำรวยให้ตนเองและพรรคพวก ในขณะที่สอนให้คนจน“พอเพียง”ในความจน แล้วยังหน้าด้านรับเงินภาษีจากคนจนเพื่อเสริมสมบัติตนเอง และเมื่อมารปล้นขโมยประชาธิปไตยของประชาชนนายภูมิพลก็เงียบเฉยหรือชมเผด็จการ

ผมเข้าใจความรู้สึกของคนที่มองว่าถ้าเราไม่จงรักภักดี เขาจะมีข้ออ้างในการยิงเรา ลองคิดดูครับ เขาบังคับให้เรารักกษัตริย์ด้วยกระบอกปืน!! แต่ไม่ว่าจะเป็น ๑๔ ตุลา, ๖ ตุลา, พฤษภา ๓๕ หรือปัจจุบัน อำมาตย์ก็ยิงเข่นฆ่าประชาชน ไม่ว่าเราจะประกาศความจงรักภักดีแค่ไหน

บางคนบอกว่าเราควรเชิดชูหรือปล่อยให้ลูกชายนิสัยเสียของนายภูมิพล ขึ้นมาเป็นกษัตริย์หลังจากที่ภูมิพลตาย เพราะเขาเชื่อว่าประชาชนยังรักเจ้าอยู่ และถ้านายวชิราลงกรณ์ขึ้นมา ประชาชนจะเสื่อมศรัทธาในสถาบัน ผมขอเสนอว่าเสียเวลาและไม่จำเป็นครับ ตอนนี้ถึงเวลาสุกงอมแล้วที่จะเปิดศึกกับลัทธิกษัตริย์ของอำมาตย์ทั่วแผ่นดิน

คนจำนวนมากเริ่มหูตาสว่าง ฝ่าเมฆควันดำแห่งการกล่อมเกลา มองเห็นว่านายภูมิพลและครอบครัวไม่ใช่เทวดา หลายคนมองว่าเป็นมารผู้กำกับทหาร แต่คนอย่างผมมองว่านายภูมิพลมีบทบาทอื่น เป็น “หัวหน้าความคิดลัทธิกษัตริย์”เพื่อให้เราจงรักภักดีต่อทหารอำมาตย์ ศาลอำมาตย์ และอภิสิทธิ์ชนอำมาตย์ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องกวาดสถาบันกษัตริย์ออกไปจากสังคม เพื่อโค่นอำมาตย์ ….. แต่อย่าลืมพวกนายพลอำมาตย์ที่เข่นฆ่าประชาชน เพราะพวกนี้ ตั้งแต่พลเอกเปรมลงมา ล้วนแต่กดขี่ประชาชนมานาน ทหารคือภัยต่อสังคม แต่ทหารเกณฑ์เป็นพี่น้องของเรา

การสู้กับอาวุธของทหารต้องใช้พลังมวลชนและการนัดหยุดงาน ต้องลุกเป็นไฟทั้งแผ่นดิน แต่การสู้กับลัทธิกษัตริย์ ง่ายมาก แค่สลัดความคิดออกจากหัวเราและชักชวนคนอื่นให้ทำเช่นกัน และจะทำให้ฝ่ายอำมาตย์อ่อนแอเสมือนขาดแขนขาไปข้างหนึ่ง เพราะไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

จะรักนายภูมิพลไปทำไม? ถ้ารักหรือจงรักภักดี ก็แค่ลงไปหมอบคลานต่อลัทธิอำมาตย์ที่กำลังเข่นฆ่าเราอยู่ ถ้าเราสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ แต่ยังมีเชื้อพิษของลัทธิกษัตริย์ฝังอยู่ในหัวเรา ก็เท่ากับมัดมือตัวเองสู้ ถึงเวลาที่เราต้องยืนขึ้นสู้ด้วยแขนขาสองข้างและหูตาสว่าง เราต้องสู้เพื่อสร้างรัฐไทยใหม่แห่งความเท่าเทียม ไม่มีทหารดูดเลือดประชาชน ไม่มีราชวงศ์กาฝาก ไม่มี “ผู้ใหญ่” คอยกดทับพลเมือง ไม่มีนักวิชาการคอยดูถูกว่าประชาชนโง่ ไม่มีสื่อบิดเบือนความจริง ไม่มีสองมาตรฐานทางกฎหมาย ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

พวกเรามีจำนวนมากมหาศาล ถ้าเราถุยน้ำลายพร้อมกันอำมาตย์จะจมน้ำตาย ถึงเวลาที่จะปลดแอกตัวเองจากลัทธิทาสของการจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ถุยน้ำลายสลัดทิ้ง! คนไทยไม่ใช่ทาส!

Read Full Post »

กรณ์ พยายามโกหกว่าไม่ได้สนับสนุนรัฐประหาร
แต่หลังรัฐประหาร ๑๙ กันยา ไม่กี่วัน เขาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ
Interviews with ABC news 20 September 2006, International Herald Tribune 29 September 2006 and with Bangkok Business Day 22 September 2006.
“there was no constitutional” method of getting rid of Taksin. Korn then went on to praise Prime Minister Gen. Surayud, saying that the new appointed government was “not a military government”. He also said that he “respected” the junta for trying to establish political “stability”.

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.