Feeds:
Posts
Comments

Posts Tagged ‘ภูมิพล’

สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลัง ป่าเถื่อน และความเหลื่อมล้ำ

ใจ อึ๊งภากรณ์

ชนชั้นปกครองไทยพยายามกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า นายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกัน การที่ความเชื่อนี้ไม่สมเหตุสมผลไม่สำคัญ เพราะมีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา มีการสั่งสอนให้เราทั้งรักและทั้งกลัวอำนาจกษัตริย์ และในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะบรรยากาศความกลัว เหตุผลและปัญญาก็สูญหายไปง่าย ข้อเสนอของชนชั้นปกครองนี้ เป็นความพยายามให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ความคิดนี้เป็นความพยายามที่จะหลอกเรา เพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองทั้งชนชั้น โดยเฉพาะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่

 

ถ้าเราจะ “ตาสว่าง” จริง เราต้องเลิกจงรักภักดี และต้องเข้าใจว่านายภูมิพลอ่อนแอไร้อุดมการณ์ และเป็นเครื่องมือของทหาร เราต้องมองว่าทหารเป็นศัตรูสำคัญที่สุดของประชาธิปไตย

 

ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และการเงียบเฉยของนายภูมิพล รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุนพันธมารของราชินีและลูกชาย ประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก หลายล้านคนทั่วประเทศ กลายเป็น “ผู้เคยรักเจ้า” มีการเปลี่ยนจากการ “รัก” ไปเป็นการ “เกลียดชัง”  และเวลาคนเสื้อแดงพันๆ คนตะโกนร้องว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” ที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยาที่ผ่านมา เขาหมายถึงนายภูมิพล ซึ่งมันไม่จริง…. แต่อย่างน้อยคนก็เลิกรักเจ้า ตรงนั้นเป็นเรื่องดี

 

สิ่งหนึ่งที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังสลัดออกจากหัวไม่ได้คือ “ความกลัว” ที่มีต่อนายภูมิพลและราชวงศ์ เพราะยังเชื่อใน “อำนาจ”ของกษัตริย์ที่ทหารและคนชั้นสูงกล่อมเกลาให้เราเชื่อ ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะเห็นทะลุนิยาย และเริ่มเข้าใจว่านายภูมิพลเป็นแค่สัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ เป็นตรายางเพื่อประทับตราความชอบธรรมให้ทหาร แต่เป็นตรายางที่ร่ำรวยมหาศาล คนเสื้อแดงต้องพยายามฝ่าฟันความรู้สึกกลัวนายภูมิพล และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกสมเพชดูถูกกษัตริย์และราชวงศ์แทน ดูถูกสมเพชในแง่ที่พวกนี้ไม่มีปัญญาและความสามารถอะไร แต่กลับชื่นชมในนิยายที่ทำให้ตนเองเป็นเทวดา และเราต้องสมเพชที่เขาไม่มีความกล้าหรือศีลธรรมพอที่จะรับผิดชอบอะไร กล้าแต่รับผลประโยชน์จนรวยเท่าฟ้าเท่านั้น

 

ภาพของสถาบันกษัตริย์ที่ดูเข้มแข็งและมีอำนาจ ที่ถูกสร้างขึ้นท่ามกลางความกลัว เป็นภาพลวงตา ภาพลวงตานี้มีวัตถุประสงค์อะไรสำหรับชนชั้นปกครอง?

 

การสร้างภาพของกษัตริย์ว่ามีอำนาจสูงสุดดุจเทวดา เป็นวิธีหาความชอบธรรมให้กับตนเองของชนชั้นปกครองไทย พูดง่ายๆ พวกทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนักการเมือง รวมถึงนายทุนใหญ่ เป็นผู้ที่มีอำนาจจริงในสังคม และเป็นผู้ที่ตัดสินใจทำอะไรเองเสมอ เขาเป็น “เหี้ยที่สั่งฆ่าประชาชน” แต่เขาจะสร้างภาพว่าทำทุกอย่างเพื่อกษัตริย์ หรือทำตามคำสั่งของกษัตริย์หรือราชินี ส่วนนายภูมิพลในฐานะกษัตริย์ ก็มีหน้าที่ในการประทับตรา ชม และให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ชนชั้นปกครองทำ การปราศรัยของนายภูมิพลมักจะมีลักษณะกำกวมตีความได้หลายด้าน บ่อยครั้งไม่มีสาระอะไรมากมาย แต่นั้นคือโอกาสของชนชั้นปกครองที่จะตีความเข้าข้างตนเอง และเป็นโอกาสของนายภูมิพลที่จะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น แต่อย่าหลงคิดว่านายภูมิพลเป็นเหยื่อ เขากอบโกยผลประโยชน์มากมายจนเป็นกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก และเป็นคนไทยที่รวยที่สุดอีกด้วย

 

ถ้านายภูมิพลจริงใจในคำพูดของตนเอง เรื่องการ “ช่วยคนจน” เขาจะต้องกระทำบางอย่างเป็นรูปธรรมคือ

1. สละมหาสมบัติทั้งหลายในธนาคาร บริษัทใหญ่ฯลฯ และยกให้ประชาชนไทย เพื่อเป็นกองทุนสร้างรัฐสวัสดิการ

2. ประกาศขายวังทั้งหมด แล้วนำเงินนี้เข้ากองทุนเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ โดยสงวนบ้านพักขนาดเล็กพอเหมาะให้ตนเองอยู่

3. แจ้งรัฐบาลว่าจะปฏิเสธเงินจากภาษีประชาชน และจะเลี้ยงดูตนเองด้วยรายได้พอเหมาะ เช่นเงินเดือนเท่ากับนายกรัฐมนตรี

4. สั่งให้คนอื่นในครอบครัวทำเช่นกัน และให้ออกไปทำงาน แทนที่จะแบมือรับเงินประชาชน

 

การใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือแบบนี้ของชนชั้นปกครองไทย มีกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อบังคับความจงรักภักดี และข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองด้วย มันเกิดขึ้นในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอีกครั้งใน เมษา/พฤษภา ๒๕๕๓

 

มันมีวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ได้คือ เราต้องล้มอำมาตย์ ลดอำนาจและบทบาทของทหาร และยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แล้วเราจะมีโอกาสสร้างประชาธิปไตย

 

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเราจะพบว่าในรอบ 200 ปีที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์ไทยเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง จากสถาบันในระบบศักดินา ไปเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจรวมศูนย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในช่วงรัชกาลที่ ๕ และในการปฏิวัติปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ประมุขภายใต้อำนาจทหาร”  ตั้งแต่ ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน นายภูมิพลไม่เคยล้มอำนาจทหารและขึ้นมาเป็นใหญ่ได้เลย เพราะเมื่อเผด็จการถนอมหรือสุจินดาถูกประชาชนคัดค้าน ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม และ พฤษภาคม ๓๕ นายภูมิพลเป็นแค่ประมุขรับใช้ของทหารส่วนอื่น องค์มนตรี และนายทุน โดยที่มีการรอดูว่าใครชนะ แล้วให้นายภูมิพลออกมาปกป้องผลประโยชน์ของอำมาตย์ต่อ ผ่านการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการออกโทรทัศน์

 

การรณรงค์ให้ประชาชนชื่นชมและให้ความสำคัญกับกษัตริย์ภูมิพลหลัง ๒๔๗๕ เริ่มในสมัยจอมพลสฤษดิ์ และมีการทำอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการรณรงค์แบบนี้โดยฝ่ายทหาร ข้าราชการ และนายทุน คนอย่างนายภูมิพลคงไม่มีปัญญาจะผลักดันความสำคัญของตนเองได้ เพราะเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ ขี้ขลาด หลงตนเอง และคบค้าสมาคมกับมนุษย์คนอื่นไม่เป็น อย่าลืมว่าเพื่อนแท้ของนายภูมิพลคือหมา และสาเหตุที่เขาไม่ยิ้มก็เป็นเพราะเขาเป็นคนขี้อายที่ไม่มีเพื่อน ในภาพรวมครอบครัวของนายภูมิพลเป็นครอบครัวพิการที่ไร้ความอบอุ่นและเต็มไปด้วยคนเพี้ยน

 

เครือข่ายของชนชั้นปกครองที่สนับสนุนและปกป้องสถาบันกษัตริย์ประกอบไปด้วยชนชั้นปกครองทั้งหมด รวมถึงอดีตนายกทักษิณและนายทุนใหญ่อื่นๆ อีกด้วย ชนชั้นปกครองไทยทั้งชนชั้น รวมทุกซีก ทุกกลุ่ม และนักการเมืองพรรคเพื่อไทยจำนวนมากอีกด้วย ได้ประโยชน์จากการมีกษัตริย์เป็นประมุข และได้ประโยชน์จากการห้ามไม่ให้เราวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน เพราะทำให้เราไม่ตั้งคำถามกับระบบความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ในกรณีอดีตนายกทักษิณ เขาชื่นชมระบบกษัตริย์ แต่ถูกทหารและกลุ่มอนุรักษ์นิยม แย่ง “สิทธิ์ที่จะอ้างความชอบธรรมจากกษัตริย์” ผ่านรัฐประหาร ๑๙ กันยาและเหตุการณ์อื่นๆ

 

“ลัทธิกษัตริย์” การบูชากษัตริย์เหมือนเทวดา การหมอบคลาน การใช้ราชศัพท์ การชมลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกาศความจงรักภักดี ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกวันนี้คนเสื้อแดงจำนวนมากเข้าใจประเด็นนี้ได้ดี นี่คือสิ่งที่สร้างความกลัวในหมู่ชนชั้นปกครองไทย เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธาในกษัตริย์ และไม่ศรัทธาในระบบศาล ทหารและข้าราชการชั้นสูงจะอ้างความชอบธรรมอะไรในการแทรกแซงการเมือง การทำลายประชาธิปไตย และการกอบโกยผลประโยชน์?…. จงกลัวต่อไปเถิดพวกอำมาตย์ เพราะสักวันหนึ่งประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

ประเทศไทยมีสองประเทศ

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

 

 

ประเทศไทยมีสองประเทศคือ…..

ประเทศในฝันของอำมาตย์ และประเทศจริงของเรา

 

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ นายภูมิพลบินได้ เพราะเป็นเทวดา
  • แต่ในประเทศของเรา นายภูมิพลเป็นแค่มนุษย์ที่เกือบจะเดินไม่ได้

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาเสนอว่านายภูมิพลไม่ขี้เยี่ยวตดเหมือนเรา เพราะภูมิพลเป็นพระเจ้า
  • แต่ในประเทศของเรา ขี้เหม็นๆ ของนายภูมิพล ซึ่งไม่ได้เหม็นอะไรเป็นพิเศษ ต้องถูกนำไปจัดการโดยคนรับใช้

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาฝันว่าประชาชนรักในหลวง และโกหกว่าในหลวงรักประชาชน
  • แต่ในประเทศของเรา เราเกลียดราชวงศ์กาฝาก และราชวงศ์กาฝากดูถูกเกลียดชังประชาชน

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ พวกนั้นยังพูดว่า “ใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท”
  • แต่ในประเทศของเรา ประชาชนตะโกน “เหี้ยสั่งฆ่า”

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาฝันว่าเราเชื่อว่านายภูมิพลเป็นคนเรียบง่ายพอเพียง
  • แต่ในประเทศของเรา เรารู้ว่านายภูมิพลรวยที่สุดในประเทศไทยแล้วมาสอนคนจนให้พอเพียง

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ นายภูมิพลเป็นอัจฉริยะมนุษย์ที่คิดค้นทุกอย่างในจักรวาล
  • แต่ในประเทศของเรา เรารู้ว่ามีคนฉลาดและเก่งกว่านายภูมิพลจำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่โอ้อวดว่าตัวเองเก่ง

 

  • ในประเทศของอำมาตย์เขาเอารูปภูมิพลกับหยดเหงื่อปลายจมูกมาโกหกเราว่าเขาทำงานหนัก (มีรูปเดียวเพราะเหงื่อออกไม่บ่อย)
  • แต่ในประเทศของเราคนทำงานหนักถูกมองว่าเป็นผักเป็นปลาฆ่าทิ้งได้

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ นักการเมือง และทหารชอบอ้างพระราชดำรัสเหมือนเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จากฟ้า
  • แต่ในประเทศของเรา เราเข้าใจว่านายภูมิพลพูดกำกวม ไร้สาระ และผู้ที่อ้างพระราชดำรัสเป็นคนปัญญาอ่อน หรือคนเลวที่หาความชอบธรรม

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ เขาพูดเสมอว่า “ทหารและศาลเป็นของกษัตริย์”
  • แต่ในประเทศของเรา เราควรรู้ว่ากษัตริย์เป็นเครื่องมือของทหารและอำมาตย์ และมีไว้เพื่อกดขี่ขูดรีดเรา

 

  • ในประเทศของอำมาตย์เขาชอบพูดว่า “ความจริงสู้กับอธรรม”
  • แต่ในประเทศของเรา อำมาตย์ใช้กฎหมายหมิ่นกษัตริย์เพื่อปกปิดความจริง และอำมาตย์โกหกว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชน

 

  • ในประเทศของอำมาตย์ แม้แต่หมาของนายภูมิพลเหนือกว่าประชาชน
  • แต่ในประเทศของเรา เราจะต่อสู้ให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

Read Full Post »

บทบาทแท้ของนายภูมิพล และสถาบันกษัตริย์ไทย นิยายและความจริง

ใจ อึ๊งภากรณ์

บทนำ

ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ นายภูมิพล ในฐานะกษัตริย์ไทย ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประมุขในนิยาย เพื่อให้อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยอันประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุน ได้ปกครองกดขี่ขูดรีดพลเมืองด้วยความสะดวกสบาย แต่นิยายเรื่องกษัตริย์นี้ไม่ได้รับการเชื่ออย่างเบ็ดเสร็จ ในบางยุคบางสมัยมีพลเมืองไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับระบบกษัตริย์ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และในปัจจุบันหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ก็มีพลเมืองจำนวนมากที่หมดศรัทธาในระบบกษัตริย์เช่นกัน

กษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไร้ความกล้าหาญ ไร้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำ และในความจริงเป็นคนที่ไร้อำนาจในสังคมไทยอีกด้วย แต่เขาไม่ใช่เหยื่อที่เราควรสงสาร เพราะเขาได้ประโยชน์ส่วนตัวมหาศาลจากบทบาทการเป็นกษัตริย์ และบทบาทการเป็นสัญลักษณ์ของ “ลัทธิกษัตริย์” ที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยมอบหมายให้เขาทำ

การเสนอว่า “นายภูมิพลไม่มีอำนาจ แต่มีบทบาทสำคัญในทางลัทธิความคิด” เป็นการเสนอความคิดที่ขัดแย้งโดยตรงกับสิ่งที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยพยายามยัดเยียดให้ประชาชนเชื่อ และที่น่าสนใจคือ เป็นการเสนอความคิดที่ขัดแย้งกับแนวคิดหลักของคน “หูตาสว่าง” ในยุคปัจจุบัน เช่นความคิดของอ.ชูพงษ์ หรือของ นปช. ยูเอสเอ เป็นต้น ในทั้งสองกรณี ไม่ว่าจะเป็นอำมาตย์ชนชั้นปกครอง หรือ คนอย่างอ.ชูพงษ์ มีการเสนอว่านายภูมิพลเป็นกษัตริย์ ศักดินา(เก่าแก่) สมบูรณาญาสิทธิราชย์(อำนาจสูงสุด) และกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ(แบบประชาธิปไตย) พร้อมกันหมด ในกรณีฝ่าย อ.ชูพงษ์ นปช. ยูเอสเอ หรือหนังสือ “ไทยใต้สมบูรณาญาสิทธิราชใหม่” โดยดารณี รวีโชติ (บรรณาธิการ) มีการอธิบายว่าเรื่อง “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” เป็นเพียงภาพลวงตาที่นายภูมิพลสร้างขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามในรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นแนวอำมาตย์หรือแนวชูพงษ์ ความคิดว่านายภูมิพลมีอำนาจสูงสุดเป็นความคิดที่สร้างภาพกษัตริย์ขึ้นมาให้เราเกรงกลัว โดยมองข้ามอำนาจและบทบาทของทหาร ข้าราชการชั้นสูงและนายทุน

อาจมีเสื้อแดงบางกลุ่มในยุคนี้ เช่น อ.ชูพงษ์ ที่ขยันโจมตีเจ้าด้วยวาจาเกินเหตุ เพื่อรับใช้ทหารบางกลุ่มที่อยากครองอำนาจต่อไปในอนาคตหลังจากที่ภูมิพลเสียชีวิตไปแล้ว เพราะการเน้นแต่การวิจารณ์เจ้า ทำให้เรามองข้ามทหาร ยุทธวิธีที่สร้างความสับสนแบบนี้เคยถูกใช้ในอดีต เพื่อสร้างความแตกแยกในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยลูกศิษย์ของอ.ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

การที่มนุษย์สร้างคนหรือสิ่งสามัญประจำวันขึ้นมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ขอยกตัวอย่างการสร้างพระพุทธรูป (หรืออาจใช้ตัวอย่างการสร้างรูปปั้นพระเยซูหรือเทพเจ้าฮินดูก็ได้) พระพุทธรูปที่คนไทยกราบไหว้อยู่ทุกวัน เริ่มต้นจากดินเผา หรือโลหะ ที่มนุษย์สกัดจากพื้นผิวโลก แล้วมาหล่อมาปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นมีการทาสีแปะทอง แล้วนำมาไว้ในวัด ชาวพุทธซีกส่วนน้อยที่ให้ความสำคัญกับปรัชญาเหนือสิ่งอื่น อาจไม่ลืมว่านั้นคือแค่สัญลักษณ์ของความคิดของพระพุทธเจ้าผู้ที่เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่สำหรับชาวพุทธส่วนใหญ่ จะมีการมองว่าพระพุทธรูปดังกล่าว ซึ่งปั้นขึ้นโดยมือคน กลายเป็นสิ่งที่มี “อำนาจ” และความศักดิ์สิทธิ์ ชาวพุทธที่คิดแบบนี้ไม่ได้ “โง่” หรือเชื่อศาสนาในทางที่ “ผิด” ความเชื่อในศาสนาเป็นรูปธรรมเสมอ ไม่มีแนวที่ผิดหรือถูก และเขามีสาเหตุที่เขาอยากเชื่อว่าพระพุทธรูปมี “อำนาจ” ทั้งๆ ที่ตามหลักวิทยาศาสตร์ พระพุทธรูปก็เป็นแค่ดินเผา หรือโลหะ ที่ไม่มีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือความเชื่อใน “อำนาจ” ของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นจากโลก มีความหมายในทางสังคม และกลายเป็นเครื่องมือในการบริหารสังคมหรือในการสร้างความหวังให้มนุษย์ ฯลฯ

ในกรณีนายภูมิพล เขาเป็นเพียงมนุษย์สามัญเหมือนท่านผู้อ่านหรือผู้เขียนเอง เขาต้องขี้เยี่ยวหรือตดเหมือนเรา เขาต้องเกิดแก่เจ็บตาย ต้องมีทุกอารมณ์ของความเป็นมนุษย์ แต่เขาถูกอำมาตย์ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นมาให้ดูเหมือนมี “อำนาจ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ถึงขนาดเทวดา เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกครองเรา นี่คือประเด็นที่พวก “หูตาสว่าง” ในยุคนี้มองข้ามเสมอ

บทความนี้จะพยายามพิสูจน์ข้อเสนออันนี้ ในขณะที่วิเคราะห์บทบาทอื่นๆ และนิยายต่างๆ เกี่ยวกับกษัตริย์ภูมิพล

นิยายการเป็นเทวดา

สังคมไทยมีส่วนคล้ายนิทานเรื่อง “เสื้อผ้าชุดใหม่ของจักรพรรดิ” เพราะในรอบหลายปีที่ผ่านมาอำมาตย์ผลิตซ้ำนิยายโกหกว่ากษัตริย์ “เป็นเจ้าเหนือหัวเรา” “เป็นที่เคารพรักของคนไทยทุกคน” “เป็นคนที่มีฝีมือและความสามารถทุกด้าน เกินความเป็นมนุษย์” “เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด” หรือ “เป็นคนดีที่ทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข” และพวกผู้ใหญ่ของสังคมทั้งหลาย นอกจากจะบังคับกล่อมเกลาให้ประชาชนเชื่อแล้ว ก็ยังท่องนิยายนี้จนเชื่อเอง … และไม่แน่…กษัตริย์ภูมิพลอาจหลงเชื่อนิยายไปด้วย

แต่เด็กน้อยคนซื่อ ผู้มองเห็นแต่ความจริงจน “หูตาสว่าง” ได้พูดออกมาแล้ว “จักรพรรดิเปลือยกาย!!! ไม่ได้ใส่ชุดสวยหรูเหมือนกับที่ผู้ใหญ่บอกเลย

กษัตริย์ภูมิพลไม่ได้รักประชาชนและสร้างความสงบอยู่เย็นเป็นสุขแต่อย่างใด เมื่ออำมาตย์ฆ่าคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยในปี ๒๕๕๓ นายภูมิพลเงียบเฉย ทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตและสามารถพูดได้ ไม่ว่าจะอายุสูงแค่ไหน นอกจากนี้กษัตริย์ภูมพลทราบดีว่าพี่ชายเขาตายอย่างไร แต่เงียบและปล่อยให้คนบริสุทธิ์สามคนถูกประหารชีวิต กษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทย คัดค้านสวัสดิการเพื่อประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกระจายรายได้ สนับสนุนความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และชมคนที่ทำรัฐประหาร ๑๙ กันยาและคนที่ทำลายประชาธิปไตย และในขณะที่ยอมให้คนยอว่าเป็น “พ่อแห่งชาติ” ตัวเองเลี้ยงลูกชายมาจนเป็นที่รังเกียจของสังคม ถ้าภูมิพลเป็นคนก้าวหน้าหรือเป็นคนดี เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหยุดวิ่งรถตามถนนหนทาง เพื่อให้ตัวเขาและญาติๆ เดินทางด้วยความสะดวกในขณะที่รถพยาบาลฉุกเฉินไม่เคยได้รับการอำนวยความสะดวกแบบนี้เลย เขาจะไม่ปล่อยให้มีการหมอบคลานต่อตัวเองเหมือนกับว่าประชาชนเป็นสัตว์ และเขาจะออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเผด็จการต่างๆ รวมถึงกฎหมายหมิ่นเจ้าด้วย สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะทำอะไรยากๆ ไม่กล้าวิจารณ์ความไม่ถูกต้องในสังคมทั้งๆ ที่เป็นประมุข และไม่มีอุดมการณ์และมนุษยธรรมเพียงพอที่จะเห็นใจประชาชนเลย มีแต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น สรุปแล้วนายภูมิพลเป็นคนน่าสมเพช

บทบาทคู่ขนาน ทหาร กับ กษัตริย์

ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ในประเทศไทย เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่ใช่เพราะกษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจบงการอะไร สาเหตุเพราะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่ ใช้ “ลัทธิกษัตริย์” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเสมอ นอกจากนี้กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติอีกด้วย ได้แต่เสพสุขจากการทำงานของพลเมืองเท่านั้น ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไป

ถ้าเราจะเข้าใจบทบาทของกษัตริย์ภูมิพลในสังคมไทย เราต้องเข้าใจบทบาทคู่ขนานของทหารกับกษัตริย์ เพราะในสังคมต่างๆ โดยทั่วไปทั่วโลก ชนชั้นปกครองจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้อำนาจข่มเหง และการสร้างความชอบธรรมสำหรับตนเองในสายตาประชาชนพร้อมๆ กัน และการใช้อันใดอันหนึ่งตามลำพังมีประสิทธิภาพต่ำเกินไปที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชนชั้นปกครอง

ในไทย กษัตริย์ภูมิพลคือสัญลักษณ์ของลัทธิอนุรักษ์นิยม ที่ให้ความชอบธรรมกับอำนาจของอำมาตย์ชนชั้นปกครอง โดยเฉพาะอำนาจทหาร และทหารคือผู้ใช้อำนาจข่มเหงประชาชนและสังคมด้วยอาวุธ อย่าลืมว่าทหารไทยเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำอีก และทุกครั้งจะอ้างถึงกษัตริย์ แต่กษัตริย์ภูมิพลไม่มีอำนาจเอง มีหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้กับทหาร แต่เป็นเครื่องมือที่ยินดีทำตามหน้าที่ เพราะได้ประโยชน์ตรงนั้นด้วย อย่างไรก็ตามภาพลวงตาที่เราเห็น คือภาพละครอำนาจ ที่เสนอว่าภูมิพลเป็นใหญ่ในแผ่นดินและทหารเป็นทหารของกษัตริย์

อ่านต่อได้…..KingT2010s

Read Full Post »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.